สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 791 พลังแห่งจอมตะกละ
กลุ่มหมอกที่ถูกฉุดลากเข้ามา พลันแตกระเบิดอย่างกะทันหัน
คลื่นพิโรธกวาดซัดใส่ทุกผู้คน ร่างสีขาวเล็ก ๆ นับไม่ถ้วนกระโจนเข้า
ทำร้ายกลุ่มของจั่วม่อ
จั่วม่อหนังศีรษะชาซ่าน เส้นใยสีเขียวในมือสะบัดจู่โจมอย่างเร่งร้อน
เงาสีขาวเหล่านั้นเมื่อถูกเส้นใยสีเขียวหวดฟาดใส่ ล้วนแตกระเบิดดังระรัว
ปังปังปัง!
ทุกครั้งที่ตัวประหลาดเล็ก ๆ เหล่านี้ระเบิดหายไป พลังอันแปลก
ประหลาดสายหนึ่งจะบุกรุกเข้ามาในฝ่ามือของจั่วม่อผ่านทางเส้นใยสี
เขียว พลังทำลายอันน่ากลัวและกระชั้นถี่ยิบ ระดมจู่โจมเข้ามาในร่างของ
จั่วม่อดุจระลอกคลื่น
จั่วม่อใจสั่นสะท้าน ควรทราบว่าสังขารร่างกายของมันแข็งแกร่งทรง
พลังสุดเปรียบปาน แต่ยามนี้ถึงกับแทบยึดเส้นใยสีเขียวไว้ไม่อยู่!
เงาสีขาวเหล่านี้ขนาดเล็กเท่านิ้วหัวแม่มือ รูปร่างคล้ายลูกอ๊อดที่หัว
โตผิดปกติ แต่พอพวกมันอ้าปากกว้าง กลับเผยคมเขี้ยวอันน่ากลัวสองแถว
แน่นขนัด
ตัวประหลาดเหล่านี้มีอยู่เป็นจำนวนเรือนหมื่น พวกมันโหมบุกเข้าใส่
กลุ่มของจั่วม่ออย่างบ้าคลั่ง
สือผิ่นสีหน้าเย็นเยียบ ดาบวงพระจันทร์รอบตัวมันเหินจู่โจมใน
บัดดล!
การโจมตีนี้ไม่เหลือเค้าแสงประกายที่ราวกับดอกไม้ไฟก่อนหน้านี้
กลับแทนที่ด้วยความดุร้ายกระหายเลือดอย่างบอกไม่ถูก!
เพลงกระบี่สังหารวิญญาณร้อยเซ่นสรวง!
เพลงกระบี่ชุดนี้เป็นที่ทราบกันดีว่าดุร้ายกระหายเลือดที่สุด สมดัง
นามของมันไม่มีผิดเพี้ยน ดาบวงพระจันทร์พอเหินวาบออกไป พลังดุร้าย
กระหายเลือดขุมหนึ่งก็ปะทุขึ้นมาพร้อมกัน! ดาบวงพระจันทร์เล่มน้อย
พลันสว่างเรืองรองด้วยแสงสีแดงเข้ม
วงพระจันทร์ฟาดฟันอย่างเกรี้ยวกราด!
หลังจากเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม วงพระจันทร์ก็ดูคล้ายเงาโลหิตสาย
หนึ่ง จู่โจมฟาดฟันอย่างเร่งร้อนจนแทบมองตามไม่ทัน ท่ามกลางประกาย
สีแดงฉาน เห็นภาพเงานับไม่ถ้วนเคลื่อนวูบวาบไปมา เงาสีเทาเหล่านี้เข่น
ฆ่าซ้ายจู่โจมขวา บัดเดี๋ยวหายวับ บัดเดี๋ยวปรากฏ เงาแต่ละร่างเปี่ยมไป
ด้วยพลังฆ่าฟันอันรุนแรงสุดขีด
ท่ามกลางกลุ่มเงามายาที่บัดเดี๋ยวปรากฏบัดเดี๋ยวลับหาย วง
พระจันทร์สีแดงฉานทวีพลังดุร้ายขึ้นถึงขีดสุด
อู อู อู!
ประหนึ่งร้อยภูตผีคร่าครวญ ราวกับสัตว์ร้ายนับหมื่นแผดคำรามขึ้น
พร้อมกัน!
ฝูงเงาร่างสีขาวเบื้องหน้าสือผิ่นคล้ายหวาดกลัวพลังดุร้ายกระหาย
เลือดขุมนี้ พวกมันหวีดร้องถี่กระชั้น สุ้มเสียงแหลมสูงปานจะทะลวงแก้วหู
ของผู้คน แตกฮือหลบหนีอย่างไม่คิดชีวิตไปทุกทิศทาง
ดาบวงพระจันทร์สีแดงเข้มตัดผ่านฝูงเงาสีขาวชั้นแล้วชั้นเล่าอย่าง
ง่ายดาย ราวกับว่าพวกมันไม่มีตัวตน
เงาสีแดงดุจโลหิตเลือนรางไม่ว่าพุ่งผ่านไปที่ใด เพียงกระทบถูกร่างสี
ขาว พวกมันจะแตกระเบิดกลายเป็นหยดน้าในบัดดล รวดเร็วเสียจนฝูงเงา
สีขาวไม่มีเวลากระทั่งจะกรีดร้องก่อนตาย
เพียงชั่วพริบตาเดียว กลุ่มเงาร่างสีขาวเบื้องหน้าสือผิ่นล้วนถูกกวาด
ทำลายสิ้น หลงเหลือเพียงหยดน้าร่วงกราวลงมา
เจดีย์น้อยยืดคอออกมาจากด้านหลังสือผิ่น ดูดหยดน้าทั้งหมดเข้าไป
ในวูบเดียว
ในเวลานี้ ทางด้านจั่วม่อก็เพิ่งจะกำจัดฝูงเงาร่างสีขาวที่เบื้องหน้ามัน
หมดสิ้น มันรู้สึกข้อแขนปวดแปลบ ในใจลอบอกสั่นขวัญแขวนอยู่บ้าง
หมอกขาวในบริเวณโดยรอบกลับเป็นสงบนิ่งเหมือนก่อนหน้านี้
ประหนึ่งว่าการต่อสู้อันเร่งร้อนรุนแรงเมื่อครู่ เป็นเพียงภาพฝันฉากหนึ่งก็มิ
ปาน
ทว่าจั่วม่อยังไม่ทันจะได้ถอนหายใจโล่งอก ลูกศรสีขาวหลายสิบดอก
พลันยิงออกจากม่านหมอกขาวอย่างกะทันหัน จั่วม่อสะบัดมือตาม
สัญชาตญาณ เส้นใยสีเขียวฉกวูบเข้าหาลูกศรสีขาวเหล่านั้นอย่างปราด
เปรียว
เส้นใยสีเขียวจู่โจมถูกลูกศรขาวอย่างถนัดถนี่ ทว่าการระเบิดที่คาด
เอาไว้กลับไม่บังเกิดขึ้น ลูกศรสีขาวที่เหยียดตรงทันใดนั้นพลันอ้า
ปากกว้าง แล้วกัดขย้าเส้นใยสีเขียวอย่างดุร้าย!
จั่วม่อค่อยพบว่าเจ้าสิ่งนี้กลับมิใช่ลูกศรสีขาว แต่เป็นอสรพิษขาวฝูง
หนึ่ง!
อสรพิษหมอกกัดเส้นใยสีเขียวแนบแน่น ไม่ว่าจะอย่างไรก็ไม่ยอม
ปล่อย
ในเวลานี้เอง ส่วนหางของอสรพพิษแตกระเบิดอย่างฉับพลัน ระเบิด
ออกทีละชุ่น ทีละชุ่น ไล่ขึ้นมาจากปลายหาง รอจนเมื่อศีรษะอสรพิษ
ระเบิดออก พลังอันน่าแตกตื่นสะท้านใจสายหนึ่งแล่นวาบมาตามเส้นใยสี
เขียว บุกผ่านเข้าไปในฝ่ามือของจั่วม่อ
จั่วม่อมือทั้งข้างกลายเป็นชาด้าน
พลังอันกล้าแข็งนัก!
จั่วม่อสีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด เส้นใยสีเขียวหยิบยืมแรงกระแทก
สั่นพลิ้วเป็นระลอก วู้ม วู้ม วู้ม ลำแสงจันทร์เสี้ยวหลายสิบสายพวยพุ่งออก
จากเส้นใยสีเขียว จู่โจมใส่อสรพิษขาวที่เหลือทันที
พลังจันทร์เสี้ยวกว่าครึ่งกระทบถูกเป้าหมายอย่างแม่นยำ แต่อสรพิษ
ขาวเจ็ดตัวถลันหลบอย่างคล่องแคล่วปราดเปรียว จากนั้นระเบิดตัวเอง
อย่างพร้อมเพรียง!
จั่วม่อสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง
ก่อนหน้านี้อสรพิษขาวเพียงตัวเดียว ยังก่อให้การเกิดการระเบิด
รุนแรงถึงเพียงนั้น ยามนี้อสรพิษขาวเจ็ดตัวระเบิดตัวเองพร้อมกัน พลัง
ทำลายล้างนั้นเกรงว่า… …
มันตอบสนองทันควัน พลังเทพไหลบ่ามาจากทั่วร่างในชั่วพริบตา
ผนึกรวมรั้งอยู่ในมือของมัน
ตูม!
พลังมหาศาลอันแข็งกร้าวขุมหนึ่งระเบิดผ่านเส้นใยสีเขียว จู่โจมทำ
ร้ายจั่วม่ออย่างเกรี้ยวกราดดุจระลอกคลื่นซัดโหม
จั่วม่อร่างเปล่งแสงสีทองเจิดจ้า กระแทกเท้าถอยหลังไปหนึ่งก้าว
อย่างสุดจะฝืนทน
ซี่ ซี่ ซี่!
เสียงขู่คำรามดังก้องออกมาจากม่านหมอกขาว ได้ยินถนัดชัดเจน
จั่วม่ออดตื่นตะลึงไม่ได้!
ตัวประหลาดในม่านหมอกแข็งแกร่งอย่างน่ากลัว พวกมันคล้ายไม่มีที่
สิ้นสุด มิหนำซ้าม่านหมอกยังคงกดทับเข้ามาอย่างช้าๆ จั่วม่อทราบแน่แก่
ใจ หากปล่อยให้ม่านหมอกผีสางนี้ปกคลุมพวกมันอย่างสมบูรณ์
สถานการณ์จะเลวร้ายจนเข้าขั้นวิกฤติแล้ว
มันสมควรทำอย่างไรดี?
ตัวประหลาดที่สร้างจากหมอกขาวดูเหมือนไม่อาจออกห่างจากม่าน
หมอกขาวมากนัก ระยะไกลที่สุดเห็นจะไม่เกินสองจั้งเท่านั้น
จั่วม่อนึกถึงก่อนหน้านี้มันใช้ขวดแม่เหล็กวิเศษเปิดเป็นพื้นที่
ปลอดภัยผืนหนึ่ง หากมันสามารถขยับขยายพื้นที่ออกไปอีกสักเล็กน้อย…
…
มันรีบรื้อค้นในแหวนมิติของตน ขวดแม่เหล็กวิเศษแทบทั้งหมดล้วน
นำออกมาใช้แต่แรก ที่หลงเหลืออยู่เพียงไม่กี่ขวด ในสถานการณ์เช่นนี้
เกรงว่าไม่มีประโยชน์อันใด
ไม่ได้ จะต้องมีหนทางอย่างแน่นอน!
จั่วม่อรื้อค้นไปมา พลันมองเห็นทหารยันต์ทองคำดำ อดตบหน้าผาก
ตัวเองไม่ได้ มันไฉนหลงลืมเจ้าผู้นี้ไปเสียได้?
จั่วม่อฉุดลากทหารยันต์ทองคำดำออกมา รีบปั้นสีหน้าเต็มไปด้วย
อารมณ์ความรู้สึก “เจ้าเฮย อา ดูเอาเถอะ สถานการณ์เลวร้ายยิ่ง!”
ทหารยันต์ทองคำดำกำลังกวาดตามองรอบด้านอย่างงุนงง พอฟัง
พลันฮึกเหิมขึ้นมาทันที กำหมัดตบอกตัวเองดังปังๆ พลางกล่าวอย่างห้าว
หาญ “พี่ใหญ่ ให้ข้าไปจัดการดีหรือไม่? รับรองว่าไม่มีปัญหา! คอยดูข้าฉีก
พวกมันเป็นชิ้น ๆ!”
“ฉีกพวกมันเป็นชิ้นๆ?” จั่วม่อสั่นศีรษะ ทำเป็นกล่าวอย่างมีลับลมคม
ใน “มีวิธีที่เจ้าสามารถจัดการกับพวกมันได้ง่ายดายกว่านั้น!
“วิธีใด?” ทหารยันต์ทองคำดำถามด้วยสีหน้าสงสัยใคร่รู้
จั่วม่อตบเบา ๆ ที่ท้องของทหารยันต์ทองคำดำ “เจ้าเฮย รับประทาน
พวกมันลงไป! เหมือนกับที่เจ้ารับประทานอาหารตามปกติ หากเจ้าดูดกลืน
หมอกขาวทั้งหมดลงไป พวกมันไยมิใช่พ่ายแพ้ไปเอง?”
ทหารยันต์ทองคำดำเหม่อมองอย่างโง่งม ชั่วอึดใจให้หลังค่อย
ตะกุกตะกักว่า “พี่ใหญ่ หมอกขาวเหล่านี้ไม่อร่อย… …”
“เจ้าเฮย! เจ้าเฮย ดูเสียก่อน นี่เป็นเวลาใด? ไม่มีเวลาไหนจะเหมาะสม
ต่อการแสดงฝีมือของเจ้าให้เป็นที่ประจักษ์ไปมากกว่านี้อีกแล้ว ขอเพียง
เจ้าแสดงฝีมือออกมา พวกเราทั้งหมดจะต้องมองเจ้าใหม่ อากุ่ยเจี่ยเจีย
ของเจ้าก็จะพาเจ้าไปรับประทานของอร่อย เจ้าไม่อยากรับประทาน
พาหนะเมฆาดูบ้างรึ? หากเจ้าสามารถดูดหมอกขาวเหล่านี้ให้แห้งเหือด
เรื่องนี้สามารถลองพิจารณาดู… …” จั่วม่อกล่าวด้วยสีหน้าลึกลับ
“เป็นความจริง?” หารยันต์ทองคำดำผู้สัตย์ซื่อโง่งมเบิกตากว้าง
คึกคักแจ่มใสขึ้นมาทันที “ไม่มีปัญหา! คอยดูข้าดูดกลืนพวกมันจนแห้ง
ตาย!”
มันอ้าปากกว้าง เป็นไปตามคาด หมอกขาวไหลบ่าเข้าไปปากของมัน
อย่างกับปลาวาฬดูดน้า
จั่วม่อสายตาสอดส่ายไปอีกทาง แค่ตัวเดียวเกรงว่ายังไม่พอ มันกวาด
ตามองดูเหล่าเจ้าตัวเล็กอื่นๆ เหล่าเจ้าตัวเล็กพากันถอยกรูดอย่างหวาด
ผวา ในที่สุดสายตาของจั่วม่อกวาดไปพบเจดีย์น้อย ต้องตาลุกวาบขึ้นมา
ทันที
มันรู้สึกกระหยิ่มใจไม่น้อย เคราะห์ดีที่เกอนำจอมตะกละมามากพอ!
“เจดีย์น้อยเข้ามานี่!”
เจดีย์น้อยลอยเข้ามาด้วยสีหน้าขลาดเขลา
“บุตรอันประเสริฐ ไปดูดกลืนมันให้หมด หมอกนี่เป็นของดี! ลองนึกดู
นี่เป็นหมอกที่มาจากยุคบรรพกาล เพียงรับประทานเข้าไปหนึ่งคำ เจ้าจะ
แข็งแรงสมบูรณ์ไม่เจ็บป่วย พอรับประทานคำที่สอง เจ้าจะหนุ่มแน่นไป
ตลอดกาล รับประทานคำที่สาม อืมม์… … อ้อ สรุปแล้วนี่เป็นของดี! หมอก
บรรพกาลที่กระทั่งเหล่านักรบสัญลักษณ์ศึกยังต้องปวดเศียรเวียนเกล้า
มาถึงตอนนี้เกรงว่าต้องแบ่งขายทีละหยดทีละเส้นแล้ว! บุตรอันประเสริฐ
เจ้าอุตส่าห์มีโอกาสได้รับประทานอย่างไม่อั้น ไม่ควรพลาดโอกาสนี้ไป ไฉน
ยังรี ๆ รอ ๆ? โอกาสทองเช่นนี้จะไม่มีอีกเป็นหนที่สอง!”
จั่วม่อลิ้นลมเต็มไปด้วยเหลี่ยมคู
เจดีย์น้อยก้มหน้าตาตก สีหน้าเจ็บปวดใจ ค่อย ๆ เคลื่อนร่างอวบอ้วน
ไปข้างหน้าอย่างกล้ากลืนฝืนทน
ปลาหยินหยางบนหน้าผากเริ่มหมุนเบา ๆ ซู่ หมอกขาวในบริเวณ
โดยรอบเริ่มม้วนโถมเข้าหาปลาหยินหยางอย่างรวดเร็ว ถึงกับเร็วกว่า
ทหารยันต์ทองคำดำเสียอีก
ทหารยันต์ทองคำดำเหลือบมองเจดีย์น้อยแวบหนึ่ง แล้วแค่นเสียง
อย่างไม่ยินยอม มันอ้าปากกว้างขึ้นอีก ถลึงตากลมกว้าง อัตราการดูดกลืน
หมอกขาวทวีขึ้นอย่างวดเร็ว
จั่วม่อมองดูด้วยสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง
เจ้าพวกคนสายตาแคบสั้นเหล่านั้นจะไปรู้อะไร ตั้งแต่โบราณมาผู้ที่
สามารถพิชิตใต้หล้า มีแต่จอมตะกละทั้งนั้น!
ด้วยสองจอมตะกละในมือของมัน มันก็สามารถช่วงชิงใต้หล้า!
… …
โถงสายฝน
ถานซวีตรวจดูซากศพบนพื้นอย่างเย็นชา จากนั้นกล่าวโดยไม่เงย
หน้า “เป็นคนจากวัดวาสนาพุทธ ช่างไม่พอมือจริง ๆ”
ถานซวีสุ้มเสียงเต็มไปด้วยอาการดูถูกเหยียดหยาม ซึ่งเรื่องนี้มิอาจ
โทษว่ามันได้ นับตั้งแต่ค้นพบคนกลุ่มนี้จนกระทั่งสังหารพวกมัน ถานซวี
เพียงลงมือได้สองกระบวนท่าเท่านั้น มันรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง ในสายตาของ
มัน พลังเทพของวัดวาสนาพุทธไม่อาจยอมรับได้ อาศัยพลังเทพครึ่ง ๆ
กลางๆ เช่นนี้ ถึงกับสามารถกลายเป็นรากฐานของสำนักใหญ่จริง ๆ?
นับตั้งแต่ถูกเลือกให้ทำงานนี้ ถานซวีก็เต็มไปด้วยความคาดหวังรอ
คอย ไม่ต้องเอ่ยถึงความสำคัญของภารกิจ มันเองก็ตื่นเต้นยินดีที่จะได้ประ
มือกับคู่ต่อสู้จากทั่วสารทิศ
ในหมู่ศิษย์คุนหลุน ถานซวีผู้นี้นับว่าเด่นล้ายิ่ง มิเช่นนั้นไหนเลยจะถูก
เลือกให้เป็นหนึ่งในบุตรแห่งคุนหลุน แม้ว่าในคุนหลุนจะมีหลายคนที่มี
ฝีมือทัดเทียมกับมัน อย่างเช่นเนี่ยเฉินและเจินหลิงเมิ่งที่อยู่ด้านข้าง พวก
มันไม่ได้อ่อนด้อยกว่าถานซวีแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม การต่อสู้แข่งขัน
ภายในสำนัก ไหนเลยจะเทียบได้กับการต่อสู้พิสูจน์เป็นตายกับยอดยุทธ์
ภายนอก
ทว่าจนกระทั่งถึงยามนี้ มันยังไม่เคยพบคู่มือที่สามารถรับมือมันได้
เกินสามกระบวนท่า มันเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมา
เนี่ยเฉินในมือถือแผ่นจานอันละเอียดซับซ้อน คล้ายกำลังก้มหน้า
คำนวณอะไรบางอย่าง หากเหล่ายอดยุทธ์พบเห็นสิ่งของนี้ จะต้องอุทาน
อย่างตื่นตระหนก ‘หลัวผานตรึงอักษร!’20
‘หลัวผานตรึงอักษร’ คือหนึ่งในอาวุธเวทนามกระเดื่องแห่งคุนหลุน
เป็นของวิเศษระดับเก้า มีชื่ออยู่ในทำเนียบสมบัติระดับสูงมานานปี
แม้ว่าในยุคปัจจุบัน ยุทธภัณฑ์เทพจะเป็นของวิเศษที่ล้าเลิศกว่าและ
แข็งแกร่งกว่าอย่างแท้จริง แต่อาวุธเวทระดับเก้ายังหาได้ยากยิ่ง และมี
ความสามารถอันน่าอัศจรรย์
เนี่ยเฉินพลันเงยหน้าขึ้น กล่าวว่า “ทางด้านซ้าย มีสามคน”
ถานซวีสีหน้าทอแววอำมหิต แกรก แกรก แกรก เสียงข้อต่อของมัน
ลั่นกราว “คราวนี้อย่าเข้ามายุ่ง!”
เนี่ยเฉินไม่แยแสสนใจมัน กล่าวตรงๆ ว่า “หลิงเมิ่ง ให้ลงมือพร้อมกัน
จัดการให้เร็วที่สุด เราไม่มีเวลามากนัก” มันเงยหน้าขึ้นมองสายฝนที่พร่าง
พรมลงมาจากท้องฟ้าอย่างไม่รู้จักจบสิ้น ปากพึมพำเบา ๆ “สนาม
ประลองสัญลักษณ์ศึก ช่างน่าสนใจนัก”
ถานซวีสีหน้าขุ่นเคือง แต่ไม่ได้กล่าวโต้แย้งแม้สักครึ่งคำ โดยปกติ
แล้วมันแม้ชมชอบกล่าวเป็นเชิงยั่วยุท้าทายเนี่ยเฉินมาโดยตลอด แต่ก็หา
เป็นไรไม่ ทว่าคราครั้งนี้เนี่ยเฉินเป็นผู้นำของภารกิจนี้ ถานซวีแม้พยศดุ
ร้าย แต่รักษากฏเกณฑ์อย่างเคร่งครัด นี่เป็นลักษณะของศิษย์คุนหลุนรุ่น
20 หลัวผาน – เข็มทิศจีน
ปัจจุบัน นับตั้งแต่หลินเชียนขึ้นครองอำนาจ ระเบียบวินัยของคุนหลุนก็
เข้มงวดกวดขันกว่าเดิม ปกติอาจปล่อยปละละเลยไปบ้าง แต่ทันทีที่พวก
มันเข้าสู่การต่อสู้ ศิษย์คุนหลุนทุกคนจะต้องยึดถือกฏเกณฑ์เป็นหลัก
ถานซวีในใจครุ่นคิด มันก็แค่ต้องลงมือให้เร็วกว่าครั้งที่แล้วก็พอ
บุตรแห่งคุนหลุนทั้งสามเร้นกายอยู่ในม่านฝนอย่างเงียบ ๆ ปราศจาก
กลิ่นอายสภาวะแม้แต่น้อย
ความรู้ความเข้าใจที่พวกมันมีต่อซากโบราณสถานแห่งนี้ นับว่าเหนือ
ล้ากว่าผู้อื่นมาก ผู้คนจะไม่ยอมรับนับถือความมั่งคั่งของคุนหลุนก็ไม่ได้
แล้ว อาศัยม้วนบันทึกมากมายมหาศาลดั่งห้วงสมุทร คุนหลุนค้นพบความ
เป็นมาของซากโบราณสถานที่ปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว …สนามประลอง
สัญลักษณ์ศึก
คุนหลุนมีบันทึกประวัติศาสตร์มากมายเกินไปจริง ๆ fh;pศักดิ์ฐานะที่
ปกครองใต้หล้ามานานหลายพันปีช่วยให้พวกมันสามารถรวบรวมบันทึก
ล้าค่ามากมายนับไม่ถ้วน หากเอ่ยถึงความลับที่ผู้อื่นไม่ล่วงรู้ คุนหลุนไม่
ทราบว่าถือครองอยู่มากมายเท่าใด
พวกมันค้นพบรายละเอียดจำนวนมากเกี่ยวกับสนามประลอง
สัญลักษณ์ศึก จึงเตรียมการมาอย่างพรักพร้อม ไม่ว่าจะเป็นด่านทดสอบ
อันใด พวกมันแทบจะล่วงรู้หมดสิ้น ทั้งยังตระเตรียมอาวุธเวทที่ใช้รับมือ
ด่านทดสอบเหล่านั้นติดตัวมาอย่างพร้อมสรรพ ยกตัวอย่างเช่น ‘ผ้าคลุม
เร้นพิรุณ’ ซึ่งสามารถปิดซ่อนพวกมันไว้ในม่านฝน โดยที่คนภายนอกไม่
อาจตรวจพบได้
ด้วยการเตรียมการทั้งหมด ผนวกกับบุตรคุนหลุนผู้กล้าแกร่งเกรียง
ไกรอีกสามคน ก็เห็นได้ชัดเจนว่าคุนหลุนปรารถนาตัวอ่อนอาวุธเวทมาก
เพียงใด
ห่างออกไปในม่านฝนที่ไม่รู้จักจบสิ้น เงาร่างสามสายปรากฏขึ้นอย่าง
เลือนราง พวกมันรอบคอบระมัดระวัง แต่น่าเสียดายที่พวกมันไม่อาจรับรู้
ได้ ว่าในม่านฝนเบื้องหน้าพวกมัน มีพญามัจจุราชสามตนแฝงกายรอคอย
อยู่ตั้งแต่แรก