สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 792 ลัญจกรตาหมอก
ทหารยันต์ทองคำดำกับเจดีย์น้อยพากันนั่งแผ่หลาอยู่บนพื้น สอง
จอมตะกละท้องป่องนูน นัยน์ตาเหม่อลอย อาการทั้งหมดนี้ล้วนบ่งบอกถึง
สิ่งเดียว …พวกมันรับประทานมากเกินไป…
จั่วม่อมองดูโถงหมอกที่บัดนี้โล่งว่าง ปราศจากไอหมอกแม้แต่เส้น
สายใยเดียว รู้สึกกระหยิ่มใจเป็นที่สุด
อย่าได้ดูแคลนพลังของจอมตะกละ!
พลังหมอกเหล่านี้แปลกพิสดารอย่างเห็นได้ชัด เคราะห์ดีที่ยามนี้
ทั้งหมดลงไปจบสิ้นอยู่ในท้องของสองจอมตะกละแล้ว เรื่องเดียวที่จั่วม่อห
วาดวิตกอยู่บ้างในตอนนี้ คือเกรงว่าเจ้าสองจอมตะกละจะอาหารไม่ย่อย
อย่างไรก็ตาม หลังจากตรวจดูพวกมันอย่างถี่ถ้วน ก็ไม่เห็นว่าจะมีปัญหาที่
ใด นอกจากเรื่องที่ว่าทหารยันต์ทองคำดำหน้าเขียวคล้าเล็กน้อยและเจดีย์
น้อยดวงตาลอยคว้างไม่หยุด อื่นใดล้วนดูปกติดี
วิกฤตการณ์ร้ายแรงกลับถูกแก้ไขด้วยวิธีนี้ นับว่าเหนือความ
คาดหมายของจั่วม่ออยู่บ้าง แต่จั่วม่อพอเบาใจลง ก็หันไปสนใจลัญจกรตา
หมอกทันที
ของสิ่งนี้ยังคงก่อเกิดหมอกออกมาอย่างช้า ๆ เห็นสายหมอกลอย
อ้อยอิ่งขึ้นกลางอากาศ ไม่สลายหายไปเหมือนหมอกธรรมดา
นึกถึงท่าจิกโจมตีอย่างดุร้ายของนกโง่ นางใช่เห็นเจ้าสิ่งนี้เป็นที่ขัดตา
หรือไม่?
ด้วยความเข้าใจที่จั่วม่อมีต่อนกโง่ เรื่องนี้เกรงว่าไม่รวบรัดปานนั้น
นกโง่อาจเย่อหยิ่งจองหอง แต่นางไม่เคยกระทำการหุนหันพลันแล่น
ความคิดมากมายหมุนคว้างอยู่ในใจอย่างเร็วรี่ มันเพ่งมองลัญจกรตา
หมอกอยู่ชั่วอึดใจ จากนั้นพลันยื่นมือเข้าหา
“ทำไม่ได้!”
“ระวัง!”
ผูเยาและเว่ยตวาดเตือนอย่างพร้อมเพรียง
ทว่าจั่วม่อกลับไม่พบการจู่โจมอย่างฉับพลันอันใด ลัญจกรตาหมอกที่
เมื่อครู่สุดแสนจะน่าสะพรึงกลัว ยามนี้กลับถูกจั่วม่อหยิบฉวยขึ้นมาอย่าง
ง่ายดาย
ผูเยาและเว่ยถึงกับตะลึงลาน
จั่วม่อเองยังแปลกใจเล็กน้อย เมื่อครู่มันสู้อุตส่าห์เตรียมตัวรับการ
โจมตีอันรุนแรง แต่ลัญจกรตาหมอกกลับปล่อยให้มันหยิบฉวยขึ้นมาโดย
ไม่บังเกิดปฏิกิริยาแม้แต่น้อย เมื่อถือลัญจกรตาหมอกอยู่ในมือ รู้สึกเบาดุจ
ไม่ได้ถือสิ่งใด ดูไม่เหมือนว่าแกะสลักขึ้นจากศิลาแกร่ง แต่จั่วม่อทราบแน่
แก่ใจว่านี่เป็นสมบัติวิเศษในแดนดินชิ้นหนึ่ง หากเป็นเพียงชิ้นงานหิน
แกะสลักจริง ๆ ก็แปลกไปแล้ว
มันทดลองส่งผ่านพลังเทพเข้าไปภายใน ทันใดนั้นลัญจกรตาหมอก
พลันสาดแสงอบอุ่นอ่อนโยนออกมา พลังดูดอันน่าแตกตื่นสะท้านใจขุม
หนึ่งแล่นวาบออกมาจากตาหมอกบนแผ่นจาน รวดเร็วเสียจนกระทั่งชน
ชั้นจั่วม่อยังไม่มีเวลาได้ขยับตัวหลบหลีก ถูกดูดหายวับเข้าไปในตาหมอก
ทันที
อากุ่ยยังมีปฏิกิริยารวดเร็วยิ่งกว่า นางถลันตามติดไปกับแรงดูด ตกลง
ไปในตาหมอกพร้อมกัน
นกโง่เพียงช้าไปก้าวหนึ่ง ลำแสงจากลัญจกรตาหมอกเลือนหายไป
แผ่นจานหล่นเคร้งลงบนพื้น นกโง่ถลึงตา เท้าเหยียบอยู่บนลัญจกรตา
หมอก จากนั้นดวงตาหรี่แคบลง สีหน้าค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเย็นเยียบอำมหิต
นางเห็นได้ชัดว่าโกรธเกรี้ยวสุดระงับ
เหล่าเจ้าตัวเล็กพากันงุนงงสงสัย
ทันใดนั้นนกโง่จิกใส่แผ่นจานปานสายฟ้าแลบ จะงอยปากนกอันคบ
กริบทะลวงผ่านอากาศ ก่อเกิดพลังสีแดงจัดจ้า เปลวไฟสายหนึ่งลุกวาบ
ขึ้นที่ปลายจะงอยปาก
นางจิกใส่ตาหมอกอย่างเกรี้ยวกราดสุดเปรียบปาน!
นี่เป็นทะเลหมอกอันไร้ที่สิ้นสุดผืนหนึ่ง
ที่แท้ภายในลัญจกรตาหมอกก็มีสภาพเช่นนี้เอง!
จั่วม่อคิดอย่างใจลอยอยู่บ้าง มันเงยหน้าขึ้นมองท้องนภา เห็นแผ่น
ฟ้าสีเทาซึ่งปราศจากดวงอาทิตย์ สายหมอกใต้ฝ่าเท้ากว้างไกลไร้ที่สิ้นสุด
ราวกับมหาสมุทรสีขาว จั่วม่อรู้สึกว่าภาพเบื้องหน้านี้คลับคล้ายอาณาจักร
ทะเลเมฆอยู่บ้าง
อากุ่ยยืนนิ่งอยู่ที่ด้านข้าง
ทันใดนั้นทะเลหมอกที่ใต้ฝ่าเท้าพลันม้วนตลบ พลังสภาวะอันน่า
แตกตื่นสะท้านใจขุมหนึ่งกดทับเข้าหาจั่วม่อและอากุ่ยในบัดดล
จั่วม่อพลันรู้สึกร่างแข็งทื่อ ไม่อาจกระดิกได้แม้แต่ปลายนิ้ว ในใจ
แตกตื่นสุดระงับ อากุ่ยดวงตาสาดวาบด้วยเปลวไฟสีม่วง แต่นางยังไม่ทัน
จะได้ลงมือ พลันตัวแข็งทื่อไปเช่นกัน
ในเวลานี้เอง ทะเลหมอกเบื้องล่างค่อยๆ เอ่อสูงขึ้น
สายหมอกพลุ่งขึ้นไม่หยุดยั้ง ก่อนจะก่อตัวเป็นร่างใหญ่มหึมาปาน
ขุนเขา ร่างขนาดยักษ์นี้ทั้งร่างเกิดจากกลุ่มหมอก สูงใหญ่หลายร้อยจั้ง
ใบหน้าพร่าเลือน ไม่อาจมองเห็นรูปโฉมได้ชัดตา
เงาของยักษ์หมอกทาบทับจั่วม่อกับอากุ่ยจนมืดมิด พลังกดดันอัน
รุนแรงกดทับลงมาอย่างหนักหน่วงปานขุนเขา เบื้องหน้ายักษ์หมอกตนนี้
จั่วม่อและอากุ่ยเล็กกระจ้อยร่อยไม่ต่างจากมดปลวก
“เจ้าเป็นใคร? ไฉนรบกวนการนอนของข้า?”
สุ้มเสียงของลัญจกรตาหมอกกึกก้องกัมปนาทดุจฟ้าร้อง สั่นสะเทือน
เลื่อนลั่นไปทั่วทะเลหมอก ทั้งโอ่อ่าสง่างาม เปี่ยมไปด้วยพลังอันแข็งกร้าว
พลังสภาวะที่แผ่ทะลักออกมาหนักแน่นไพศาล เปี่ยมไปด้วยอันตรายอย่าง
สุดแสน กระทั่งบุคคลไม่กลัวฟ้าไม่กลัวดินเช่นจั่วม่อยังอดร้องผิดท่าในใจ
ไม่ได้
ยักษ์หมอกยังไม่ทันจะกล่าวจบคำ ทันใดนั้น ตูม เสียงดังสนั่นลั่นโลก
ระเบิดขึ้นในทะเลหมอกโดยไม่มีเค้าลางล่วงหน้า
ทะเลหมอกสั่นยวบ ร่างของยักษ์หมอกพลอยสั่นไหวไปด้วย
“เฟิ่งหวง (นกฟินิกซ์) บัดซบ! เจ้านกโง่บัดซบ! ศัตรูตัวฉกาจของ
เผ่าพันธุ์ข้า! ข้าขอสาบานต่อฟ้า เจ้ากับข้าต้องตายกันไปข้างหนึ่ง!” เสียง
ก่นด่าอันเกรี้ยวกราดของยักษ์หมอกสะท้อนก้องไปทั่วทะเลหมอก ทะเล
หมอกคล้ายพายุคลั่งม้วนตลบ
ได้รับผลกระทบจากเหตุเปลี่ยนแปลงนี้ จั่วม่อรู้สึกคล้ายพลังที่สะกด
ตรึงร่างของมันไว้คลายออกเล็กน้อย พลันตวาดก้อง พลังเทพสุริยันปะทุ
ขึ้น แสงประกายสาดส่องออกจากร่าง มันบิดกายวูบ ลื่นหลุดออกจากพลัง
สะกดตรึงในชั่วพริบตา
อากุ่ยปฏิกิริยาตอบสนองหาได้เชื่องช้ากว่าจั่วม่อไม่ ดวงตาสาด
ประกายสีม่วง นางทลายออกจากพลังสะกดตรึงเช่นกัน
โดยไม่รีรอลังเล จั่วม่อผนึกรวมพลังเทพไว้ที่ฝ่ามือ ท่ามกลางเสียงกู่
คำรามดังสะท้านฟ้า ขวานแสงสีทองพลันปรากฏขึ้นในมือ ทั่วร่างราวกับ
หลอมสร้างจากทองคำ พลังสภาวะสุดแกร่งกร้าวอหังการทะลักทลาย
ออกมา ดูราวกับเทพเทวาลงมาเยือนโลกหล้าก็มิปาน!
ขวานเทพสุริยัน!
อากุ่ยและจั่วม่อรู้มือรู้ใจกันเป็นอย่างดี ‘วิญญาณมิดับสูญ’ พลัน
สำแดงฤทธิ์ขึ้นพร้อมกัน นางหายวับไปในบัดดล ชั่วพริบตาถัดมาก็ปรากฏ
กายขึ้นที่ด้านข้างยักษ์หมอก พลังหมอกสีเทาสายหนึ่งพวยพุ่งหายเข้าไป
ในร่างของยักษ์หมอก
ยักษ์หมอกพลันกู่คำรามสะเทือนฟ้า!
“เผ่าเทพสุริยัน! ข้าจะฆ่าเจ้า!”
ยักษ์หมอกโบกมือวูบ กลุ่มหมอกหนาขนาดเท่าภูเขาลูกย่อมๆ ซัดเข้า
หาจั่วม่อราวกับกระสุนปืนใหญ่
จั่วม่อถลึงตากลมกว้าง เร่งเร้าพลังเทพทั่วร่าง ขวานแสงในมือแทบ
กลายเป็นมีตัวตน อักขระเทพสุริยันเจิดจรัสปรากฏขึ้นบนใบขวาน ชั่ว
พริบตานี้ ร่างของจั่วม่อสาดส่องลำแสงเจิดจ้าดุจดวงอาทิตย์มหึมา
เผชิญหน้ากระสุนหมอกเท่าภูเขาที่พุ่งดิ่งเข้าหามัน จั่วม่อหาได้
หวาดหวั่นพรั่นพรึงแม้แต่น้อยไม่ มันราวกับวีรบุรษผู้กล้าจากยุคโบราณ
ก้าวออกมาจากเทพตำนาน เหี้ยมหาญอหังการไร้ผู้ต้าน!
“ฆ่า!”
เสียงตวาดอย่างเกรี้ยวกราดระเบิดออกมาจากท่ามกลางกระสุนกลุ่ม
หมอก
กลุ่มหมอกหนาแน่นที่แทบจะเป็นรูปเป็นร่าง ถูกคมขวานของจั่วม่อ
ผ่าออกเป็นสองเสี่ยงอย่างง่ายดาย!
กลุ่มหมอกทั้งสองส่วนเริ่มลุกไหม้ ชั่วพริบตาก็เปลี่ยนเป็นดวงไฟ
มหึมาสองดวง
จั่วม่ออาศัยพลังสภาวะที่เหลือโถมดิ่งเข้าหายักษ์หมอกดุจดาวตกอัน
ร้อนแรงดวงหนึ่ง ขวานเทพสุริยันในมือลากประกายเจิดจ้าเป็นทางยาว
กรีดผ่านอากาศพร้อมสะเก็ดประกายนับไม่ถ้วนสาดกระเซ็นไปทั่ว
ประกายอันสุกสว่างของขวานทำให้ดูคล้ายเพิ่งหยิบฉวยออกมาจากเตา
หลอม
แน่นอนว่าการโจมตีของยักษ์หมอกไหนเลยจะง่ายดายเพียงนี้ มัน
พลันตบฟาดฝ่ามือใส่ทะเลหมอก กำแพงหมอกยักษ์ผืนหนึ่งพุ่งโถมทับใส่
จั่วม่ออย่างดุดัน
จั่วม่อในครรลองสายตาพลันมืดลงทันที กำแพงหมอกปิดกั้นมุมมอง
ทั้งหมดของมัน พร้อมด้วยพลังหนักหน่วงที่กดทับจนแทบไม่อาจหายใจ!
ชั่วพริบตานี้จั่วม่อไม่มีความคิดฟุ้งซ่านวุ่นวาย จิตวิญญาณเดือด
พล่าน เปลวไฟผนึกรวมกับพลังสุดแกร่งกร้าวอหังการของเคล็ดวิชาเทพ
สุริยัน แตกปะทุอยู่ในเลือดเนื้อร่างกายทุกส่วน มันประดุจดวงอาทิตย์ที่บ้า
คลั่ง เผาผลาญทุกสรรพสิ่งโดยไร้น้าใจ!
“เปิด!”
ปราณขวานทองคำเจิดจรัสพุ่งวาบลงมาจากฟากฟ้า ฟาดฟันเข้า
ปะทะกับกำแพงหมอกอย่างหักโหม
กำแพงหมอกเปราะบางราวกับแผ่นกระดาษ ถูกปราณขวานสับ
สะบั้นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยโดยไร้สุ้มเสียง
ปราณขวานรวดเร็วดุจลำแสง พุ่งหายเข้าไปในร่างมหึมาของยักษ์
หมอกดุจสายฟ้าฟาด ยักษ์หมอกร่างแข็งทื่อ ชั่วพริบตานี้ทะเลหมอกทั้ง
ผืนคล้ายจะแข็งค้างตามไปด้วย
ตูม ตูม ตูม!
กลุ่มแสงเจิดจ้าบาดตาพลันระเบิดวาบจากภายในร่างยักษ์หมอก
ร่างกายที่สร้างขึ้นจากพลังหมอกถูกแรงระเบิดอันน่าสะพรึงกลัวบดขยี้จน
แหลกลาญ
“อา อา อ๊ากกกก!”
เสียงตวาดอย่างเดือดดาลระคนเจ็บปวดของยักษ์หมอก พาให้ทะเล
หมอกทั้งผืนพลุ่งพล่านปั่นป่วนอย่างบ้าคลั่ง!
ถึงตอนนี้ร่างมหึมาของยักษ์หมอกหลงเหลือเพียงครึ่งเดียว ทันใดนั้น
ทะเลหมอกไร้ที่สิ้นสุดไหลบ่าเข้าหายักษ์หมอกด้วยระดับความเร็วอันน่า
ตระหนก
ภายในชั่วอึดใจเดียว ร่างกายที่เสียหายกว่าครึ่งของยักษ์หมอกกลับ
ฟื้นสภาพดังเดิม
“ข้าจะฆ่าเจ้า!”
เสียงคำรามลั่นของยักษ์หมอกสะท้อนก้องไปทั่ว ทะเลหมอกทั้งผืน
พลิกสะบัดประดุจสัตว์ประหลาดยักษ์อาละวาด พลังสภาวะอันไพศาลดุจ
ห้วงสมุทรโอบล้อมจั่วม่อในบัดดล
ยักษ์หมอกกู่คำรามครั้งแล้วครั้งเล่า ราวกับจะระบายไฟโทสะที่อัด
แน่นในใจมันออกมา!
กลุ่มหมอกขนาดเท่าภูเขาพุ่งออกมาจากทะเลหมอก หมอกแต่ละ
กลุ่มมีองคาพยพคล้ายใบหน้ามนุษย์ แต่ใบหน้าเหล่านั้นล้วนบิดเบี้ยว
เกรี้ยวกราด ประหนึ่งว่ากำลังทุกข์ทนด้วยความเจ็บปวดอันรุนแรง
“มันคือหัวหน้าหมอกวิญญาณแห่งชนเผ่าหมอกวิญญาณ!” เว่ยจู่ ๆ
ร้องอุทานอย่างตกตะลึง
หน้าผีหมอกวิญญาณขนาดมหึมาเหล่านี้พุ่งดิ่งเข้าหาจั่วม่อและอากุ่ย
ดุจดาวตก อากุ่ยราวกับร่ายระบำ ร่างบัดเดี๋ยวหายวับ บัดเดี๋ยวปรากฏ
เคลื่อนไปมาระหว่างท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหน้าผีหมอกวิญญาณอย่างปลอด
โปร่ง
จั่วม่อไม่ได้มีท่าร่างคล่องแคล่วปราดเปรียวเท่าอากุ่ย ดังนั้นตัดสินใจ
ไม่หลบเลี่ยง ขวานเทพสุริยันในมือฟาดฟันใส่หน้าผีหมอกวิญญาณที่อยู่
เบื้องหน้าอย่างหักโหม
ตูม ตูม ตูม!
หลังจากฟาดฟันยี่สิบขวานติดต่อกันในรวดเดียว จั่วม่อข้อแขนชา
ด้าน พลังภายในกายพลุ่งพล่านปั่นป่วนอยู่บ้าง ขวานเทพสุริยันในมือ
ทำท่าราวกับว่าจะสลายไปได้ทุกเมื่อ
จั่วม่อในใจลอบตื่นตระหนก หน้าผีหมอกวิญญาณเหล่านี้เทียบกับ
กระสุนหมอกภูเขาก่อนหน้านี้ ถึงกับกล้าแข็งกว่านับร้อยเท่าพันทวี!
มันยังสามารถมองเห็นเหล่าหน้าผีหมอกวิญญาณอยู่ทั่วทุกหนแห่ง
หน้าผีหมอกวิญญาณดูราวกับมีจำนวนมากมายไร้ที่สิ้นสุด กำลังโถมดิ่งเข้า
หามันจากทุกทิศทาง
บัดซบ!
จั่วม่อถูกบังคับให้ต้องเริ่มหลบหลีก อย่างไรก็ตาม สภาพของมันดู
ทุลักทุเลกว่าอากุ่ยมาก
ในไม่ช้า จั่วม่อถูกไล่ต้อนจนต้องหลบซ้ายป่ายขวาเป็นพัลวัน ทราบ
แน่แก่ใจว่าไม่อาจปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป มันต้องหาจุดอ่อนของเจ้าตัว
ใหญ่ให้จงได้! มิเช่นนั้นลากถ่วงนานไปหาได้เป็นผลดีต่อมันไม่
มันทางหนึ่งหลบหลีกอย่างทุลักทุเล ทางหนึ่งก็สอบถามเว่ยอย่างร้อน
รน “มันมีจุดอ่อนบ้างหรือไม่?”
เว่ยขบคิดถึงคำถามนี้ตั้งแต่แรก พอฟังจึงกล่าว “ซึ่งความจริงเผ่าเทพ
สุริยันเป็นดาวข่มของเผ่าหมอกวิญญาณตั้งแต่แรก เพียงแต่พลังของเจ้า
ไม่กล้าแข็งพอเท่านั้น หากเจ้าสามารถสำเร็จวิชา ‘ลำแสงเทพสุริยัน’ เจ้า
สมควรฆ่ามันได้โดยไม่ยากเย็น”
จั่วม่อพอฟังต้องสลดหดหู่กว่าเดิม นี่ไยมิใช่วาจาไร้สาระหรอกหรือ?
ไม่ต้องเอ่ยถึง ‘ลำแสงเทพสุริยัน’ นอกเหนือจาก ‘หนามเทพสุริยัน’ และ
‘ขวานเทพสุริยัน’ ที่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ จั่วม่อก็ยังไม่ได้ฝึกวิชาใดสำเร็จอีกเลย
“เช่นนั้นข้าควรทำอย่างไร?” จั่วม่อกัดฟันถาม
เว่ยดวงตาสว่างวาบ “มีแล้ว เจ้าถ่วงเวลามันไว้สักระยะเถอะ บางที
อากุ่ยอาจมีหนทาง!”
“เป็นความจริง?” จั่วม่อยังคงเคลือบแคลง
“เจ้าได้แต่ลองดูแล้ว” เว่ยเองก็ไม่ได้มีความเชื่อมั่นแม้แต่น้อย
จั่วม่อหันไปมองอากุ่ยที่บัดเดี๋ยวลับหาย บัดเดี๋ยวปรากฎ พลันรู้สึกว่า
ความคิดของเว่ยไม่มีเหตุผลเกินไปแล้ว ความแข็งแกร่งของอากุ่ยมันย่อม
ล่วงรู้ดีกว่าใคร ระหว่างนางกับเจ้าตัวใหญ่ที่เบื้องหน้ายังห่างชั้นกันอีกช่วง
ใหญ่ มันมิอาจไม่ยอมรับว่าเจ้าตัวใหญ่ที่เบื้องหน้าพวกมันนี้พลังฝีมือกล้า
แข็งยิ่ง เป็นหนึ่งในผู้ใช้พลังเทพที่มีฝีมือสูงเยี่ยมที่สุดเท่าที่มันเคยพบพาน
แม้อ่อนด้อยกว่าลุงซืออสุภะประหลาดอยู่บ้าง แต่แข็งแกร่งกว่าพี่ใหญ่ชิง
หลิน!
มิหน้าซ้าพวกมันยังต่อสู้อยู่ในถิ่นของฝ่ายตรงข้าม
นอกจากพยายามทุกวิถีทาง พวกมันก็ไม่มีหนทางอื่นอีกแล้ว!
จั่วม่อขบกรามแน่น หวนนึกถึงเศษเสี้ยวอักขระเทพที่มันรู้แจ้งใน
ระหว่างการเดินทางมายังวัดดอกบัวสูงศักดิ์ เส้นใยสีเขียวที่พันรอบข้อมือ
ยืดยาวออกทันที
เส้นใยสีเขียวที่เบาบางเท่าเส้นผมราวกับอสรพิษอันปราดเปรียว โบก
สะบัดตามสายลม ยืดขยายออกไปไม่หยุดยั้ง
จั่วม่อทางหนึ่งหลบหลีก ทางหนึ่งพยายามสงบใจลง ทันใดนั้นที่ปลาย
ดรรชนีปรากฏจุดแสงเล็ก ๆ จุดหนึ่ง
จุดแสงนี้ไม่ได้สว่างนัก ดังนั้นไม่ดึงดูดความสนใจของยักษ์หมอก
จั่วม่อเริ่มใช้ดรรชนีข้างนั้นกรีดวาดกลางอากาศธาตุด้วยท่วงท่า
ลำบากกินแรง