สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 828 ช่องว่าง
หลีเซียนเอ๋อร์มองดูจั่วม่อ
จั่วม่อคล้ายถูกภูตผีสิงสู่ เฝ้าพลิกดู ‘กระสวยหญิงทอผ้า’ ทั้งวันทั้งคืน
ราวกับว่ามีดอกไม้งอกเงยออกมาก็มิปาน ดูจนเคลิบเคลิ้ม ลืมตัวลืมตนไป
อย่างสิ้นเชิง หลีเซียนเอ๋อร์รู้สึกละอายใจเล็กน้อย นางถือครอง ‘กระสวย
หญิงทอผ้า’ มาเป็นเวลานาน แต่ไม่เคยสนใจศึกษาอย่างจริงจังถึงเพียงนี้
มาก่อน
ทุกคนเคยชินกับจั่วม่อในสภาพเช่นนี้ดี
บางครั้งบางคราวจั่วม่อจะหยุดอย่างกะทันหัน จากนั้นลูกไฟลุกพรึบ
ออกมาจากฝ่ามือ มันโยนสิ่งของและวัตถุดิบเข้าไปในลูกไฟอย่างเงียบ ๆ
หลีเซียนเอ๋อร์บอกได้ว่าจั่วม่อจะต้องมีความรู้แจ้งบางประการไม่ผิดแน่
และมันกำลังเริ่มทำการทดลอง
แล้วจากนั้น มหันตภัยย่อม ๆ ก็บังเกิด
การระเบิด ควันหนาทึบ หมอกพิษ… …
หลีเซียนเอ๋อร์ยิ่งชมดูยิ่งอกสั่นขวัญแขวน แต่เมื่อนางเหลียวมองคน
รอบข้าง ทุกคนไม่มีผู้ใดตื่นตกใจ ล้วนสงบเยือกเย็นเหมือนเช่นปกติ บ้าง
หลับตาเข้าฌาน บ้างฝึกกระบี่ ไม่ก็สวดมนต์พระสูตร เห็นได้ว่าพวกมันเคย
ชินกับสภาพเช่นนี้ดี ราวกับว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่พบเห็นได้ทุกวัน
คนเหล่านี้… …
หลีเซียนเอ๋อร์จู่ ๆ บังเกิดความรู้สึกแปลก ๆ ประการหนึ่ง กลุ่มคนที่
เบื้องหน้านางนี้นับเป็นฝูงตัวประหลาดโดยแท้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางเฝ้า
สังเกตจั่วม่อ แต่เป็นครั้งแรกที่นางตั้งใจสังเกตกลุ่มคนจากม่ออวิ๋นไห่
นอกเหนือจากจั่วม่ออย่างใกล้ชิด
คนเหล่านี้ให้ความรู้สึกแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก
อย่างไรก็ตาม หลังจากเฝ้าจับตามองอยู่นาน หลีเซียนเอ๋อร์ในที่สุด
ค่อยพบเห็นอย่างรำไร นั่นเป็นช่องว่างประการหนึ่ง เป็นความผิดแผก
แตกต่างระหว่างพวกมันกับคนทั่วไป คนกลุ่มนี้ฝึกหนักมาก ทุกคนฝึกหนัก
จนน่าตระหนก นอกจากฝึกฝีมือ พวกมันก็เอาแต่ฝึกฝีมือ พวกมันฝึกฝีมือ
อยู่ตลอดเวลา ไม่เคยปล่อยให้เสียเวลาเปล่าแม้แต่ชั่วอึดใจเดียว
นอกเหนือจากเห็นเขิงเหลียนเอ๋อร์ที่บางครั้งยังลุกขึ้นมาชงชาและดื่มด่า
กับรสชา คนอื่น ๆ ล้วนฝึกฝีมือบำเพ็ญเพียรอย่างหนักหน่วง ฝึกจนกว่าจะ
ถึงเวลาพักผ่อนจึงยอมเลิกรา จะว่าไปถึงกับมีอยู่สองสามคนที่นางไม่เคย
เห็นพวกมันหยุดพักผ่อนมาก่อน
สภาวะการฝึกฝีมือบำเพ็ญเพียรอย่างบ้าคลั่งเช่นนี้ สร้างเป็นแรง
กดดันหนักหน่วงอย่างที่ไม่อาจบ่งบอกบรรยายได้ หนักหน่วงเสียจนนาง
แทบจะหายใจหายคอไม่ออก
ทันใดนั้น ความคิดอันน่าประหวั่นพรั่นพรึงประการหนึ่งจู่ ๆ ผุดขึ้นใน
ใจนาง
หากทั่วทั้งม่ออวิ๋นไห่ล้วนเป็นเช่นนี้กันหมด …อย่างนั้น… …อย่างนั้นก็
น่าสะพรึงกลัวมากแล้ว!
ผู้คนเมื่อเอ่ยถึงม่ออวิ๋นไห่ ล้วนหนีไม่พ้นสนทนาถึงปาฏิหาริย์
หลากหลายประการที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะเวลาอันสั้น ชุด
ปาฏิหาริย์เหล่านี้เองที่สร้างม่ออวิ๋นไห่อันเจริญรุ่งเรืองและกล้าแกร่งเกรียง
ไกรดังเช่นทุกวันนี้ขึ้นมา หลายคนยังบอกว่าความสำเร็จของม่ออวิ๋นไห่ไม่
อาจลอกเลียนได้ พวกมันได้รับพรจากสวรรค์ เป็นความสำเร็จที่ไม่อาจ
แยกออกจากคำ ‘โชควาสนา’ หลีเซียนเอ๋อร์เองก็ค่อนข้างเห็นด้วยกับ
แนวคิดนี้ ถูกแล้ว ไม่ว่าผู้ใดเมื่อมองย้อนกลับไปยังการทะยานขึ้นของม่อ
อวิ๋นไห่ ล้วนต้องเอ่ยเป็นเสียงเดียวกันว่านี่เป็นโชควาสนาอันยิ่งใหญ่ดุจ
ปาฏิหาริย์เท่านั้น
แต่รอจนนางได้มาสัมผัสใกล้ชิดกับพวกมันเป็นเวลาหลายวัน แนวคิด
ดั้งเดิมกลับต้องพังทลายปานพลิกฟ้าคว่าดิน
มิผิด! ความสำเร็จของม่ออวิ๋นไห่มิอาจลอกเลียนแบบได้ แต่ไม่มีอัน
ใดเกี่ยวข้องกับโชควาสนา ทว่า…เนื่องเพราะแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะค้นพบ
กลุ่มตัวประหลาดเช่นนี้อีกเป็นกลุ่มที่สอง แต่ละคนเต็มไปด้วยพรสวรรค์
แต่ก็ลุ่มหลงงมงายในการฝึกปรืออย่างบ้าคลั่ง!
ดูจากยามนี้ สิ่งที่เรียกว่าโชควาสนาของม่ออวิ่นไห่ แท้ที่จริงแล้วคือ
พลังซ่อนเร้นที่ปะทุขึ้นในยามคับขันอันตราย ซึ่งเพาะสร้างขึ้นจากการ
คร่าเคร่งฝึกปรือหนักหน่วงอย่างไม่เคยว่างเว้น แต่ละครั้งที่พวกมันถูกบีบ
เข้าสู่สถานการณ์จนตรอก ความมุมานะของคนเหล่านี้จะบรรลุถึงระดับที่
ดุเดือดรุนแรงจนแทบเหนือจินตนาการของผู้คน
หากเป็นเพียงคน ๆ เดียว คงไม่มีอันใดน่าแปลก แต่เมื่อเป็นกลุ่มคนที่
คร่าเคร่งเข้มงวดถึงที่สุดกลุ่มหนึ่ง ก็ชวนให้ผู้คนขวัญผวาแล้ว
เรื่องนี้กวนใจหลีเซียนเอ๋อร์อย่างรุนแรง จวบจนบัดนี้นางเพิ่งได้
ตระหนักเป็นครั้งแรก ว่าศัตรูที่เทียนหวนของนางต้องเผชิญนั้นเป็นกลุ่ม
คนที่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงไหน!
ในบรรดาคนทั้งหมด ผู้ที่นางกังวลสนใจมากที่สุดก็คือจั่วม่อ
จั่วม่อคือราชันแห่งม่ออวิ๋นไห่ ไม่ว่าในตอนนี้หรือในอนาคตมันก็คือผู้
กุมชะตาของม่ออวิ๋นไห่ เป็นศัตรูตัวฉกาจของเทียนหวน ยิ่งไปกว่านั้น นาง
ยังมีความรู้สึกพิเศษและซับซ้อนต่อจั่วม่อที่คนภายนอกไม่อาจเข้าใจได้
ซึ่งความจริงนางนับว่ายอดเยี่ยมยิ่ง เพียงส่งนกกระเรียนกระดาษตัว
เล็ก ๆ ออกไปตัวหนึ่ง ถึงกับคว้าได้ราชันแห่งม่ออวิ๋นไห่ผู้มีนามกระเดื่องผู้
หนึ่ง
มุมปากของหลีเซียนเอ๋อร์ผุดรอยยิ้มจาง ๆ โดยไม่รู้ตัว
อย่างไรก็ตาม ไม่ช้าไม่นานหลังจากนั้นนางก็ยิ้มไม่ออกแล้ว เนื่อง
เพราะมองเห็นชิ้นงานหยาบ ๆ ในมือของจั่วม่อ
นั่นเป็นวัตถุที่ทั้งหยาบทั้งขรุขระ ส่วนใหญ่หลอมสร้างจากวัตถุดิบ
คุณภาพต่าอย่างเช่นสัมฤทธิ์ นางยังเฝ้าดูมันใส่วัตถุดิบอื่น ๆ อีก
หลากหลายประเภท
สำหรับสำนักอื่น วิชาหลอมสร้างเป็นเพียงวิธีการผลิตสินค้า แต่
สำหรับเทียนหวนแล้วยังเป็นเคล็ดวิชาฝีมือที่สำคัญยิ่ง
ยกระดับความรู้แจ้งในศาสตร์วิชาหลอมสร้างและค่ายกลยันต์ เพื่อ
ยกระดับพลังปราณและพลังเทพของตน นี่เป็นเคล็ดวิชาพิเศษเฉพาะของ
เทียนหวน และยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เทียนหวนแทบจะผูกขาดกิจการค้า
อาวุธเวทในภพซิวเจ่อ ศิษย์ทุกคนของสำนักล้วนมีฝีมือทางวิชาหลอม
สร้าง นี่คือสิ่งที่น่าพรั่นพรึงที่สุด
หลีเซียนเอ๋อร์ยังเป็นหนึ่งในชนชั้นสุดยอดในหมู่พวกมัน ย่อมมีฝีมือ
ในเชิงหลอมสร้างอันสูงล้า ในหมู่ศิษย์รุ่นเยาว์ นางหากไม่อยู่อันดับหนึ่งก็
ไม่ต่ากว่าอันดับสองเป็นแน่
แต่เมื่อได้เห็นฝีมือหลอมสร้างของจั่วม่อ ยังคงส่งผลกระทบต่อนาง
อย่ารุนแรง
แรกเริ่มเดิมที ในห้วงความสับสนงุนงงทางอารมณ์ของนาง เปลวไฟสี
ทองในมือจั่วม่อไม่ได้สะกิดความสนใจของนาง แต่หลังจากหลีเซียนเอ๋อร์
ตระหนักว่า ไม่ว่าวัตถุดิบใดเมื่อโยนเข้าไปในเปลวไฟ จะหลอมละลาย
กลายเป็นของเหลวทันที จากนั้นนางจึงเริ่มตั้งใจสังเกตอย่างจริงจัง
รอจนนางกระทำเช่นนั้น จึงค่อยค้นพบเอกลักษณ์พิเศษของเปลวไฟ
สีทองกลุ่มนี้
เปลวไฟเทพ!
อย่างไรก็ตาม หลีเซียนเอ๋อร์ในยามนี้กระทั่งเวลาให้อับอายขายหน้า
ยังไม่มี นางจ้องเขม็งไปยังวัตถุหยาบ ๆ ในมือของจั่วม่ออย่างตื่นตระหนก
ของสิ่งนั้นทั้งหยาบ ทั้งตะปุ่มตะป่าและอัปลักษณ์ยิ่ง
แต่หลีเซียนเอ๋อร์กลับไม่อาจละสายตาจากมัน ดวงตาจับแน่นอยู่กับ
วัตถุนั้นราวกับถูกดูดเอาไว้ ความแตกตื่นตระหนกแผ่ซ่านขึ้นจากก้นบึ้ง
ของหัวใจ
‘กระสวยหญิงทอผ้า!’
นางถึงกับรู้สึกถึงกลิ่นอายอันคุ้นเคยของ ‘กระสวยหญิงทอผ้า’ จาก
วัตถุสุดอัปลักษณ์ชิ้นนั้น!
ผลกระทบคราวนี้รุนแรงเกินจะรับไหว นางสมองขาวว่างเปล่าไป
หมด หลุดคำอุทานออกมาโดยไม่รู้ตัว “นี่เป็นไปไม่ได้!”
แทบจะในเวลาเดียวกัน ผู้คนรอบข้างพลันเปิดตาอย่างพร้อมเพรียง
แต่ละคนเพ่งสายตาตะลึงลานมองดูวัตถุหยาบ ๆ ในมือของจั่วม่อ พวกมัน
รู้สึกได้ถึงคลื่นพลังเทพอ่อนจางแผ่ออกมาจากวัตถุหยาบ ๆ ชิ้นนั้นอย่าง
เลือนราง ประหนึ่งกำลังหายใจก็มิปาน
จั่วม่อทำสีหน้ากระหยิ่มยินดีอีกครั้ง “ยันต์เทพยดาแห่งเทียนหวน สม
ดังคำร่าลือโดยแท้!”
สิ่งที่เป็นผลรับในช่วงหลายวันมานี้แทบจะเกินความคาดคิดของ
จั่วม่อ ‘กระสวยหญิงทอผ้า’ เป็นผลงานชิ้นเอกของเทียนหวน ซุกซ่อน
อักขระเทพและค่ายกลยันต์อันเป็นความลับสุดยอดของเทียนหวนไว้เป็น
จำนวนมาก
ผู้ที่ล่วงรู้คุณค่าของสิ่งเหล่านี้ดีที่สุด ย่อมไม่มีผู้ใดเกินจั่วม่อ รอจนมัน
ย่อยสลายอักขระเทพและค่ายกลยันต์เหล่านี้เป็นผลสำเร็จ ศาสตร์วิชา
หลอมสร้างของม่ออวิ๋นไห่จะพุ่งทะยานขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วง
ระยะเวลาอันสั้น
นี่เป็นคุณค่าที่ไม่อาจหยั่งวัดได้
ในมือของจั่วม่อแม้มีเพียงชิ้นงานหยาบ ๆ เพียงชิ้นเดียว แต่กลับ
แสดงให้เห็นถึงระดับความเข้าใจในยันต์เทพยดาเทียนหวนของจั่วม่ออ
ย่างชัดแจ้ง
“มันมีพลังเทพใช่หรือไม่” เหวยเสิ้งถามอย่างสงสัยใคร่รู้
“ถูกต้อง สิ่งนี้ลอกเลียนจากยุทธภัณฑ์เทพของเทียนหวน สามารถ
ก่อกำเนิดพลังเทพด้วยตัวเอง น่าสนใจ น่าสนใจนัก!” จั่วม่ออธิบาย
“มันสามารถก่อกำเนิดพลังเทพด้วยตัวเอง
เขิงเหลียนเอ๋อร์คึกคัก
กระตือรือร้นขึ้นมาทันที นางเมื่อถือกำเนิดมาในเผ่าปิศาจ เขิงเหลียนเอ๋อร์
ก็ลุ่มหลงงมงายในการแสวงหาความแข็งแกร่งไม่แพ้ผู้ใด ทันทีที่ฟังว่าของ
สิ่งนี้สามารถก่อกำเนิดพลังเทพ นางก็ไม่ต่างจากฉลามกระสากลิ่นเลือด
“ผู้คนสามารถใช้ได้หรือไม่?”
“แน่นอน” จั่วม่อพยักหน้า “เทียนหวนใช้มันเช่นนี้เอง อย่างไรก็ตาม
ข้ายังต้องใช้เวลาอีกสักเล็กน้อย เพื่อที่จะเข้าใจอย่างสมบูรณ์”
“อ้อ เทียนหวน” เขิงเหลียนเอ๋อร์ชายตามองหลีเซียนเอ๋อร์อย่างยิ้ม
แย้ม สายตานั้นเต็มไปด้วยความหมาย จ้องมองจนหลีเซียนเอ๋อร์ขนลุก
เกรียว
ในไม่ช้าทุกคนก็หมดสิ้นความสนใจ หันกลับไปเริ่มฝึกฝีมือบำเพ็ญ
เพียรของตนอีกครั้ง
ความปิติยินดีที่คร่ากุมหลีเซียนเอ๋อร์ รวมทั้งเรียนรู้ยันต์เทพยดาจาก
‘กระสวยหญิงทอผ้า’ แทบทำให้มันกระทำผิดพลาดร้ายแรงไปแล้ว
ด้วยขีดความสามารถในปัจจุบัน ยอดยุทธ์เทียนหวนหากคิดชิงตัวหลี
เซียนเอ๋อร์จากมือพวกมัน แทบไม่มีโอกาสแม้สักส่วนเสี้ยว แต่หากเทียน
หวนมุ่งเป้าไปที่จงเต๋ออีกครั้ง เกรงว่าจะย่าแย่แล้ว!
จงเต๋อแม้ได้รับการอารักขาอย่างแน่นหนาอยู่ในกองทัพของตน แต่
หากฝ่ายตรงข้ามเฉียบขาดดุดันมากพอ และยอมจ่ายค่าตอบแทนด้วย
ชีวิตของยอดยุทธ์มากพอ พวกมันยังคงมีขีดความสามารถในการลอบเข้า
ไปในค่ายเพื่อสังหารจงเต๋อ จงเต๋อขาดแคลนยอดยุทธ์ชั้นสูงคอยคุ้มกัน ซึ่ง
ในเวลาปกติอาจไม่ถือว่าร้ายแรงอันใด แต่ในเวลาคับขันอันตรายเช่นนี้
อาจเป็นเหตุให้พวกมันพ่ายแพ้ทั้งกระดาน
และหากเกิดเรื่องขึ้นกับจงเต๋อ สถานการณ์ได้เปรียบซึ่งพวกมันเพียร
เพาะสร้างขึ้นมาจะถูกทำลายสิ้น
ทุกผู้คนสีหน้ากลับเป็นเคร่งขรึม เหวยเสิ้งผุดลุกขึ้นอย่างฉับพลัน
กล่าวว่า “ข้าจะไปเอง”
จั่วม่อถอนหายใจอย่างโล่งอก “เช่นนั้นต้องลำบากศิษย์พี่แล้ว ศิษย์พี่
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่าได้อยู่ห่างจากจงเต๋อเป็นอันขาด”
“เข้าใจแล้ว” เหวยเสิ้งไม่พิรี้พิไรมากความ หมุนตัวจากไปในบัดดล
จั่วม่อคลายใจลงอย่างสมบูรณ์ ศิษย์พี่ใหญ่เป็นคนรักษาคำพูด หาก
มันตกปากรับคำแล้ว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น มันก็จะไม่ปล่อยให้จงเต๋อตกตา
ยอย่างแน่นอน
ด้วยการอารักขาของศิษย์พี่ใหญ่ ทั้งยังรายล้อมไปด้วยกองทัพ
มากมาย เทียนหวนหากคิดลงมือต่อจงเต๋อ ก็อย่าได้เพ้อฝันไปแล้ว
หลีเซียนเอ๋อร์หัวใจดิ่งวูบ
“ตื่นตัวให้มากกว่านี้!” โจวฝานด่าทอทหารยามรอบหนึ่ง จากนั้น
แหงนมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหิมะและสายลมหวีดหวิว ไม่ทราบเพราะ
เหตุใด ในใจรู้สึกหวั่นวิตกอยู่บ้าง
คลังสินค้าหมิงไห่ซึ่งมันเฝ้าพิทักษ์เป็นฐานทรัพยากรที่สำคัญยิ่งแห่ง
หนึ่งสำหรับเทียนหวน เป็นแหล่งรวมของวัตถุดิบมากมายนับไม่ถ้วนที่
ขนส่งมาจากทั่วทุกมุมโลก วัตถุดิบเหล่านั้นจะถูกขนถ่ายลงเรือส่งสินค้าใน
ที่แห่งนี้ จากนั้นแยกย้ายขนส่งไปยังจุดหมายปลายทางของพวกมัน สินค้า
เหล่านี้ส่วนมากเป็นวัตถุดิบระดับกลางและระดับต่า ทั้งด้านปริมาณและ
ชนิดของวัตถุดิบ เกรงว่ามากพอให้ผู้คนต้องตกตะลึงจนตาค้าง และเนื่อง
เพราะเหตุนี้เอง คลังสินค้าแห่งนี้จึงมีขนาดใหญ่โตมโหฬารจนน่าตระหนก
เช่นกัน
สถานที่นี้เป็นศูนย์กลางการขนถ่ายวัตถุดิบของเทียนหวน ระดับ
ความสำคัญที่มีต่อเทียนหวนไม่อาจบรรยายเป็นถ้อยวาจาได้ เนื่องเพราะ
เหตุนี้เอง รอบ ๆ คลังสินค้าหมิงไห่จึงจัดกองทัพจำนวนมากเฝ้าระวังเต็ม
อัตราศึก นอกจากนี้ยังมียอดยุทธ์มากมายเฝ้าพิทักษ์สถานที่นี้ อย่างไรก็
ตามเมื่อไม่กี่วันมานี้ จ้าววงแหวนซึ่งเป็นผู้พิทักษ์สูงสุดของคลังสินค้าหมิง
ไห่ได้นำสามยอดยุทธ์ผู้มีฝีมือกล้าแข็งที่สุดจากไป บอกว่าพวกมันมีภารกิจ
สำคัญยิ่งภารกิจหนึ่ง
โจวฝานผู้รอบคอบระมัดระวังอดรู้สึกหวาดวิตกอยู่บ้างไม่ได้
คลังสินค้าหมิงไห่ในยามนี้อยู่ในสภาพที่เปราะบางที่สุด
หากศัตรูบุกโจมตีในเวลาเช่นนี้… …
ความคิดนี้ทำเอามันใจสั่นสะท้าน แต่จากนั้นค่อยสั่นศีรษะ เรื่องนี้ไม่
น่าเป็นไปได้ ม่ออวิ๋นไห่ยามนี้ถูกเทียนหวนสะกดข่มอย่างเต็มที่ พวกมันตก
อยู่ในสภาพแตกตื่นลนลาน ไหนเลยจะมีเรี่ยวแรงต่อกรกับเทียนหวนได้
ยิ่งไปกว่านั้น ในสภาพอากาศเลวร้ายสุดขั้วเช่นนี้ การเดินทางนั้น
แทบเป็นไปไม่ได้
อาณาจักรหมิงไห่เป็นโลกของลมหิมะ ในหนึ่งปี วันคืนเก้าในสิบส่วน
เต็มไปด้วยสายลมหิมะ ยิ่งไปกว่านั้น ลมหิมะยังรุนแรงเสียจนสถานที่แห่ง
นี้กลายเป็นโลกแห่งน้าแข็งและความตาย สิ่งมีชีวิตที่สามารถมีชีวิตรอดใน
สภาพเช่นนี้ ล้วนเป็นสัตว์อสูรประเภทน้าแข็งอันทรงพลัง
การเดินทางในสภาพอากาศเช่นนี้ แม้แต่กองเรือขนส่งยังประสบ
ปัญหายุ่งยาก ซิวเจ่อทั่วไปไม่อาจเหาะเหินเดินทางในสภาพอากาศ
เลวร้ายนี้ได้ กระแสลมหิมะจะฉีกร่างพวกมันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
แต่ตำแหน่งที่ตั้งของอาณาจักรหมิงไห่มีความสำคัญยิ่ง ละแวก
ใกล้เคียงไม่มีอาณาจักรอื่น ได้แต่ต้องสัญจรผ่านสถานที่แห่งนี้เท่านั้น
พายุหิมะเช่นนี้นับว่ายากจะพบพาน ในเวลานี้ถือเป็นความช่วยเหลือ
ครั้งใหญ่สำหรับมันเลยทีเดียว
มันแม้ครุ่นคิดเช่นนี้ แต่โจวฝานยังคงเพิ่มเวรยามในคลังสินค้า มัน
กวาดตามองไปทั่วขบวนอาคมหวงห้ามอันแน่นขนัด ความวิตกกังวล
บรรเทาเบาบางลงไปมาก สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยอาคมหวงห้ามมากมาย
ถักทอผสานเป็นป้อมปราการไร้พ่ายหลังหนึ่ง
โจมฝานหัวใจแทบกระดอนออกมาจากอก ทางด้านนั้นสมควรมีแนว
ป้องกันอันกล้าแข็งถึงสามชั้น คนผู้นี้มาถึงที่นี่ได้อย่างไร?
คลังสินค้าตกสู่ความโกลาหลวุ่นวายทันที เสียงสัญญาณเตือนภัยกรีด
ร้องระงม ขบวนอาคมหวงห้ามเปล่งแสงสว่างไสว ทั่วทั้งคลังสินค้าคล้าย
เพิ่งถูกปลุกให้ตื่นจากห้วงนิทรา ปกคลุมด้วยกลุ่มแสงแรงกล้าที่สามารถ
ข่มขวัญผู้คน
เหล่าทหารองครักษ์เข้าประจำตำแหน่งในอาคมหวงห้าม แต่ละคนมี
สีหน้าตึงเครียดกังวล ราวกับว่าพวกมันกำลังเผชิญกับศัตรูตัวฉกาจที่สุดก็
มิปาน!
เงาร่างสีฟ้าครามสายนั้นแม้ดูเนิบช้าประหนึ่งเดินทอดน่องชม
ทิวทัศน์ แต่กลับใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว ลมหิมะอันเกรี้ยวกราดคล้ายไม่มี
อยู่จริง
ท่ามกลางพายุหิมะแน่นขนัด เงาร่างสีฟ้าครามค่อยๆ เห็นชัดขึ้นทีละ
น้อย นั่นเป็นเงาร่างอ้อนแอ้นอรชรที่ถือร่มบดบังอยู่เหนือศีรษะ เต็มไป
ด้วยความงามอันลี้ลับเลื่อนลอยอย่างบอกไม่ถูก
ถึงกับเป็นสตรีนางหนึ่ง!
โจวฝานม่านตาหดแคบลงทันควัน สังหรณ์อันตรายยิ่งรุนแรงกว่าเดิม
สตรีนางหนึ่งปรากฏออกมาจากม่านพายุหิมะหนาหนัก นี่หาใช่ลางดีไม่
ระดับอันตรายของสตรีลึกลับนางนี้ไม่จำเป็นต้องกล่าว
“อาคมหวงห้ามทุกตำแหน่ง เตรียมการโจมตี!” โจวฝานสั่งการอย่าง
เฉียบขาด
ในลมหิมะ หลันจ้องมองป้อมปราการที่เห็นอยู่แต่ไกล ดวงตาสีฟ้า
ผลึกน้าแข็งทอประกายแวววามอยู่หลังหน้ากาก หลังจากผ่านไปนับหมื่นปี
นางในที่สุดก็ได้ยืนอยู่บนสนามรบอีกครั้ง!
กระทั่งหัวใจเย็นชาปานน้าแข็งของนางยังรู้สึกตื่นเต้นเร้าใจอยู่บ้าง
สัญลักษณ์ศึกนิทราอยู่ท่ามกลางควันกำยานในวิหารเทพเพียงลำพัง
บ้านของสัญลักษณ์ศึกสมควรอยู่ในสนามรบจึงจะถูกต้อง!
ถือกำเนิดในชนเผ่า บรรลุถึงขั้นกล้าแกร่งเกรียงไกร กลับกลายเป็น
สัญลักษณ์ศึก เสพรับการสักการะบูชาเนิ่นนานจนนับปีไม่ถ้วน ชี้นำชนเผ่า
ผิดท่าแล้ว!
โจวฝานใจหายวาบ ไม่รอให้มันได้มีปฏิกิริยาตอบสนอง เงาร่างสีฟ้า
ครามสายหนึ่งพุ่งผ่านเข้ามาในมุมมองของสายตา
กิ๊ง กิ๊ง กิ๊ง!
ลูกเห็บแหลมคมนับไม่ถ้วนสาดเทลงจากฟากฟ้าดุจห่าพิรุณตก
กระทบใบกล้วย ม่านแสงป้องกันที่อยู่ไม่ไกลแตกกระจายในพริบตา
ลมหิมะที่พวกมันพึ่งพิงมาโดยตลอด กลับกลายเป็นอาวุธร้ายกาจใน
มือของศัตรู แท่งน้าแข็งแหลมคมพุ่งออกมาจากลมหิมะไม่ขาดสาย แท่ง
น้าแข็งเหล่านี้แฝงไว้ด้วยพลังทำลายอันน่าตระหนก กระทั่งม่านแสง
ป้องกันอันเกรียงไกรของคลังสินค้าหมิงไห่ ยังไม่อาจต้านทานการโจมตี
แม้แต่ครั้งเดียว!
ทันใดนั้นเงาร่างหลายสายพุ่งตรงไปยังตำแหน่งของแนวป้องกันที่
สามอย่างเร่งร้อน โจวฝานคลายใจลงเล็กน้อย ยอดฝีมือเหล่านี้ปกติ
เย่อหยิ่งถือดี เคราะห์ดีที่เวลาสำคัญไม่ถึงกับมือไม้ปั่นป่วนทำอะไรไม่ถูก
“ตำแหน่งที่สาม!” โจวฝานตะโกนก้อง “เตรียมใช้ ‘ผนึกฟ้า’!”
เพียงกล่าวจบคำ ค่ายกลยันต์นับไม่ถ้วนก็พุ่งวาบออกมาจากส่วนลึก
ของคลังสินค้าอย่างฉับพลัน เหินสูงขึ้นไปบนฟากฟ้าอย่างเร็วรี่ เพียงชั่ว
กะพริบตาครั้งเดียว วงแสงมหึมาพลันปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าเหนือ
คลังสินค้า วงแสงนี้ใหญ่โตมโหฬารกว่าสิบลี้ เห็นค่ายกลยันต์เปล่งแสงเจิด
จ้านับไม่ถ้วนไหลเวียนอยู่ภายในอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
‘ผนึกฟ้า’ คือหนึ่งในอาคมหวงห้ามที่กล้าแกร่งทรงพลังที่สุดของ
คลังสินค้าหมิงไห่ มีไว้เพื่อรับมือกับยอดยุทธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยอดยุทธ์
ผู้ใช้พลังเทพ ศัตรูรายนี้พลังฝีมือลึกล้าสุดจะหยั่งคำนวณ จะต้องเป็นยอด
ยุทธ์ผู้ใช้พลังเทพไม่ผิดแน่
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ข่าวดีสำหรับโจวฝาน
ในยุคสมัยนี้ ศาสตร์วิชาด้านอาคมหวงห้ามถดถอยลงไปมาก อาคม
หวงห้ามที่สามารถต่อกรกับยอดยุทธ์ผู้ใช้พลังเทพมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
แต่เนื่องเพราะความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของคลังสินค้าหมิงไห่ อาคม
หวงห้ามที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อคุ้มกันสถานที่แห่งนี้จึงสามารถรับมือยอดยุทธ์ผู้ใช้
พลังเทพ
นั่นก็คือ ‘ผนึกฟ้า’!
หากยอดยุทธ์ฝ่ายมันสามารถถ่วงเวลาศัตรูสักหลายอึดใจ ‘ผนึกฟ้า’
จะต้องสามารถสยบศัตรูอันน่ากลัวนางนี้อย่างแน่นอน
เงาร่างหลายสายโผนเข้าต่อสู้กับศัตรูเป็นพัลวัน อาศัยพลังฝีมือของ
โจวฝาน มันเพียงเห็นเป็นเงาสีเทากลุ่มหนึ่งกับเงาร่างสีฟ้าครามสายหนึ่ง
วูบวาบไปมาไม่หยุดยั้ง
“ผนึกเตรียมพร้อมแล้ว!” ผู้ใต้บังคับบัญชาร้องบอกด้วยสุ้มเสียงยินดี
“โจมตี!” โจวฝานออกคำสั่งโดยไม่รีรอลังเล
วงแสงมหึมาหดตัววูบ หมุนคว้างลงจากฟากฟ้าอย่างเร่งร้อน เป้าจู่
โจมของมันก็คือหลัน!
ชั่วพริบตานี้ ลมหิมะทั้งมวลคล้ายชะงักค้างอย่างฉับพลัน
… …
นี่เป็นครั้งแรกที่ซวงอวี่ร่วมลงมือกับกงซุนชา อดรู้สึกแปลกประหลาด
ไม่ได้ มันมิอาจไม่ยอมรับว่าการเตรียมการของกงซุนชาละเอียดยิบย่อยถึง
ขีดสุด ละเอียดยิบย่อยจนถึงขั้นเหนือจินตนาการของมัน
กงซุนชาและกู่เหลียงเตา ทั้งคู่แม้ถูกจัดอยู่ในสิบยอดแม่ทัพ
เช่นเดียวกัน แต่แบบฉบับการสู้รบแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง กู่เหลียงเตาโอ่
อ่าผ่าเผย กงซุนชาลึกซึ้งละเอียดอ่อน มีเพียงแม่ทัพบัญชาการศึกเช่นกง
ซุนชา จึงสามารถเตรียมการอย่างสมบูรณ์พร้อมถึงระดับนี้ได้
การตระเตรียมที่ทั้งถูกต้องแม่นยำและละเอียดถี่ถ้วน ช่วยให้ซวงอวี่
เบาใจลงไม่น้อย สิ่งที่มันต้องทำนั้นเรียบง่ายยิ่ง มันเพียงต้องสำแดงพลัง
ฝีมือของมันออกมา ก็จะสามารถทำงานให้สำเร็จลุล่วงอย่างราบรื่น
เป้าหมายของมันคือสำนักพันใบเรือ
สำนักพันใบเรือไม่ใช่สำนักใหญ่อันใด ซึ่งความจริงเป็นเพียงหนึ่งใน
สำนักนอกของเทียนหวน ศักดิ์ฐานะในเทียนหวนไม่นับว่าสูงส่ง แต่ที่จริง
แล้ว ความสำคัญของพวกมันถูกประเมินต่ากว่าความเป็นจริงไปมาก
เทียนหวนมีสำนักนอกมากมาย หลายพันสำนักยึดโยงอยู่กับเทียน
หวนอย่างแยกไม่ออก สำนักพันใบเรือเพียงเป็นหนึ่งในสำนักเหล่านั้น
เท่านั้น
แต่พวกมันมีฝีมือในการหลอมสร้างเรือวิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรือ
ขนส่ง เรือขนส่งกว่าเจ็ดในสิบส่วนในเทียนหวนมาจากสำนักพันใบเรือที่ไม่
ใหญ่โตนี้เอง สำหรับเทียนหวนที่อาศัยอยู่กับการหลอมสร้างและกิจการค้า
ปริมาณสินค้าและวัตถุดิบที่พวกมันขนส่งในแต่ละวันบรรลุถึงขั้นน่า
แตกตื่นสะท้านโลก ความต้องการเรือขนส่งของพวกมันย่อมสูงตามไปด้วย
เรือขนส่งหลอมสร้างไม่ยากนัก แต่ใช้เวลามาก มิหนำซ้าผลกำไรก็ไม่นับว่า
มากมายอันใด เป็นธรรมดาที่เทียนหวนไม่ยินดีสูญเสียกำลังคนและ
เรี่ยวแรงกำลังของพวกมันไปกับเรื่องนี้
ในการวิเคราะห์ข่าวสารของกงซุนชา เชื่อว่าสำนักนี้มีความสำคัญอยู่
ในระดับสูง หากถูกทำลายไป จะส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการ
ขนส่งของเทียนหวนอย่างรุนแรง
เรือขนส่งไม่จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบระดับสูงหรือฝีมือหลอมสร้างชั้นสูง
แต่ต้องใช้เวลามาก
หากสำนักพันใบเรือถูกทำลายไป เทียนหวนจะต้องเผชิญกับช่วงเวลา
อันยากลำบาก ที่จะต้องเร่งสร้างเรือขนส่งในระยะเวลาอันสั้น สำนักอื่น
อาจสามารถหลอมสร้างเรือขนส่งเช่นกัน แต่ระดับฝีมือและความเร็วใน
การหลอมสร้างไม่มีผู้ใดเทียบได้กับสำนักพันใบเรือ แผนการนี้ยังมีรายงาน
ข่าวสารช่วยยืนยัน เป็นคำสั่งซื้อจำนวนมหาศาลที่เพิ่งส่งมายังสำนักพันใบ
เรือได้ไม่นาน เทียนหวนในยามนี้กำลังประสบปัญหาขาดแคลน
ความสามารถในการขนส่งที่เพียงพอต่อความต้องการ
แผนการของกงซุนชามุ่งเป้าไปที่จุดอ่อนของศัตรู ซวงอวี่ต้องยอมรับ
นับถือจนหมดใจ กงซุนชามีฝีมือในการเกาะกุมจุดอ่อนของผู้คนอย่าง
แท้จริง
สิ่งที่ทำให้สำนักพันใบเรือเป็นเป้าโจมตีที่ดึงดูดใจกว่าเดิม ก็คือพวก
มันแม้มีความสำคัญ แต่ระดับการป้องกันกลับไม่สอดคล้องกับความสำคัญ
ของพวกมันเลย อาจเป็นเพราะสำนักพันใบเรือตั้งอยู่ในดินแดนหลักของ
เทียนหวน คิดบุกโจมตีพวกมันไม่ใช่เรื่องง่าย ผนวกกับที่ว่าเทียนหวนให้
ท้ายพวกมัน เหล่าศัตรูคู่อริของสำนักพันใบเรือ กระทั่งคิดร้ายกับพวกมัน
ยังไม่มีกำลังขวัญมากพอ อย่าว่าจะให้ลงมือจู่โจมสำนักของพวกมันตรงๆ
พอนาน ๆ ไป สำนักพันใบเรือจึงอยู่ในสถานะที่ปลอดภัยตลอดกาล
เช่นนี้เอง
อย่างไรก็ตาม เทียนหวนก็ไม่ได้นิ่งนอนใจเสียทีเดียว พวกมันยังคงส่ง
กองทัพมาประจำอยู่ในละแวกใกล้เคียงกับสำนักพันใบเรือ เพื่อรับประกัน
ความปลอดภัยของพวกมันอย่างแท้จริง
ทว่าอาศัยการป้องกันระดับนี้ สำหรับยอดยุทธ์ขั้นสุดยอดเช่นซวงอวี่
เท่ากับไม่มีสิ่งใดขวางทาง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสนใจของเทียนหวนในยามนี้ถูกดึงดูดไปยัง
จงเต๋อกับจั่วม่อจนหมดสิ้น ยอดยุทธ์ชั้นสูงแทบทั้งหมดของเทียนหวนล้วน
ต้องขยับออกจากตำแหน่ง ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่เป็นช่วงเวลาที่แนว
ป้องกันของเทียนเปราะบางที่สุด ในครั้งนี้พวกมันจะไม่เผชิญกับยอดยุทธ์
ในระดับเดียวกัน สำหรับซวงอวี่แล้ว ภารกิจนี้ช่างสะดวกดายไม่ต่างกับ
การท่องเที่ยวชมทิวทัศน์
ฝีมือของกงซุนชา นับว่าลึกซึ้งชั่วร้ายโดยแท้!
ซวงอวี่สูดลมหายใจลึก สีหน้าเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยียบ “ลงมือ!
ภารกิจของเหล่าโถว (ตาเฒ่า) คือหอหลอมอสูร
หอหลอมอสูรเป็นสถานที่ซึ่งผูเยาและเว่ยถูกคุมขังอยู่นานนับพันปี
เป็นดินแดนหวงห้ามที่บรรพบุรุษของเทียนหวนใช้พลังอำนาจอันยิ่งใหญ่
ไพศาลของพวกมันสร้างขึ้นเมื่อครั้งกระโน้น มีทั้งสิ้นสิบแปดชั้น ผูเยา
และเว่ยถูกกักขังไว้ในชั้นสูงสุด แต่ละชั้นเต็มไปด้วยอาคมหวงห้ามเหลือ
คนานับ เว้นเสียแต่ว่าบุกโจมตีจากภายนอก มิเช่นนั้นการหลบหนีไปจาก
นรกแห่งนี้นับว่ายากเย็นแสนเข็ญดุจปีนป่ายขึ้นสวรรค์ การที่ผูเยาและเว่ย
หนีรอดไปได้ในครั้งนั้น เป็นผลมาจากความเพียรพยายามแทบล้มประดา
ตาย และการทุ่มเทกำลังความคิด ค้นหาหนทางเป็นเวลานับพันปีของผู
เยา
ซึ่งความจริงในชั้นที่สิบแปดหลงเหลือเพียงผูเยาและเว่ยเท่านั้น อสูร
ปิศาจอื่น ๆ พากันล่วงลับดับสูญไปตามกาลเวลาอันแสนจะยาวนาน ผูเยา
ต้องทนดูอสูรปิศาจผู้กล้าแกร่งเกรียงไกรนับไม่ถ้วนตกตายไปทีละคน
เนื่องเพราะพวกมันไม่อาจต้านทานการกัดกร่อนของกาลเวลา ล้วนเสียสติ
สูญสิ้นจิตใจ สุดท้ายร่างสลายเหลือเพียงเถ้าธุลีกองหนึ่ง นี่คือสิ่งที่ทำให้ผู
เยาตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องหาทางหนีออกจากหอ
หลอมอสูรให้จงได้
อย่างไรก็ดี หอหลอมอสูรไม่เพียงแต่คุมขังอสูรปิศาจ แต่ยังจองจำผู้
เข้มแข็งที่อาจเป็นภัยคุกคามต่อกฏเกณฑ์ของเทียนหวนอีกเป็นจำนวน
มาก คนเหล่านี้ไม่ได้ถูกสังหารเนื่องเพราะเหตุจำเป็นนานัปการ ทำให้
เทียนหวนจำต้องละเว้นชีวิตพวกมัน และใช้วิธีกักขังไว้ในหอหลอมอสูร
แทน
หอหลอมอสูรได้รับการคุ้มกันอย่างเข้มงวด
ทว่าในยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกฟ้าคว่าดินเช่นนี้
สำหรับตัวตนอันใหญ่โตมโหฬารเช่นเทียนหวน พวกมันมีเรื่องยุ่งยาก
มากมายนับไม่ถ้วนที่ต้องเผชิญ ทั้งยังมีเรื่องราวมากหลายที่พวกมันไม่อาจ
แบ่งความสนใจไปดูแลได้
หอหลอมอสูรเป็นหนึ่งในนั้น
เทียนหวนต้องเผชิญกับการขยายตัวอย่างดุดันของคุนหลุน ต้อง
รับมือภัยคุกคามจากม่ออวิ๋นไห่ เผชิญกับการเปลี่ยนถ่ายขุมกำลังระหว่าง
คนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ภายในสำนัก ทั้งยังต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลง
จากระบบพลังปราณไปเป็นพลังเทพ รวมถึงปัญหาอื่นๆ อีกมากมายก่าย
กอง มีปัญหามากมายเกินไปที่พวกมันต้องเร่งแก้ไขอย่างรีบด่วน ใน
สภาพการณ์เช่นนี้ ปัญหาการป้องกันของหอหลอมอสูรแทบไม่นับเป็น
อะไรได้
เช่นเดียวกันกับค่ายกลเคลื่อนย้ายของม่ออวิ๋นไห่ ซึ่งเต็มไปด้วย
จุดอ่อนจากความล้าสมัยของค่ายกลยันต์ เทียนหวนที่ตระหนักถึงเรื่องนี้
เร่งพัฒนาอักขระเทพและอาคมหวงห้ามอย่างเต็มกำลังความสามารถ แต่
อาคมหวงห้ามของหอหลอมอสูร ยังคงเป็นผลผลิตจากยุคสมัยแห่ง
พลังปราณ
หากต้องเผชิญกับยอดยุทธ์แห่งยุคสมัยพลังเทพ พวกมันเรียกได้ว่า
ขาดแคลนประสิทธิภาพอย่างน่าเวทนา
เมื่อคำนึงถึงความปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความปลอดภัยของ
เหล่าโถว พวกเซี่ยซาน หนานเยว่และคนอื่นๆ จึงถูกจัดให้ร่วมทางมากับ
เหล่าโถวด้วย ในหมู่พวกมันไม่มีผู้ใดมีคุณสมบัติที่จะเข้าสู่หอหลอมอสูรได้
โดยไม่เป็นอันตราย ดังนั้นเหล่าโถวเพียงผู้เดียวก็เพียงพอจะขู่ขวัญยอด
ยุทธ์รุ่นเยาว์ทั้งกลุ่มจนระย่นระย่อ
หากพวกมันเพียงแค่ปล่อยตัวนักโทษเหล่านั้นออกมา แล้วสามารถ
สร้างความเสียหายแก่เทียนหวนในระดับหนึ่ง ในความเห็นของกงซุนชา
หากไม่กระทำก็นับว่าละอายต่อฟ้าแล้ว
ในสายตาของแม่นางน้อย เหล่าจอมวายร้ายที่ถูกทรมาทรกรรม
ภายใต้เงื้อมมือของเทียนหวนมานานปี นับเป็นดาบฆ่าคนอันยอดเยี่ยมที่
พวกมันสามารถหยิบยืมใช้!
ในเวลาปกติ นอกเหนือจากกองทัพที่ประจำการอยู่ใกล้เคียงหอ
หลอมอสูร ยังคงมียอดยุทธ์จำนวนหนึ่งเช่นกัน ทว่าหลีเซียนเอ๋อร์ถูกศัตรู
คร่ากุมตัว เป็นเหตุให้ยอดยุทธ์แทบทั้งหมดถูกส่งไปยังซีเซวียน ทางหนึ่ง
เปิดหน้าเจรจาต่อรอง อีกทางหนึ่งลอบหาหนทางบุกเข้าไปช่วยเหลือหลี
เซียนเอ๋อร์ ดังนั้นนี่เป็นช่วงเวลาที่หอหลอมอสูรกลวงเปล่าที่สุด
?” เหล่าโถวเหลือบมองอสูรผมสีส้ม
และอาเหวินด้วยหางตา
อสูรผมสีส้มมีสีหน้าโอหังลำพอง ตบอกแรง ๆ หนึ่งที “เรื่องนี้ยังต้อง
กล่าวอีก แน่นอนว่าย่อมต้องเป็นชายหนุ่มสีส้มที่หล่อเหลาและอัจฉริยะ
ที่สุดผู้นี้! พี่น้องคุณธรรมน้ามิตรเอ๋ย เห็นแก่สารรูปอันน่าสังเวชของเจ้า ข้า
จะยอมลำบากลำบนสักครั้ง!”
เหล่าโถวสีหน้าเขียวคล้า “ผู้ใดเป็นพี่น้องเจ้า?”
อสูรผมสีส้มที่กำลังผยองพองขน พลันนึกขึ้นได้ว่าเหล่าโถวผู้นี้คือ
ท่านปู่ของอากุ่ย! ถึงกับตัวแข็งทื่อทันที แต่มันมีไหวพริบประเปรียว รีบ
กล่าวกลบเกลื่อนอย่างลื่นไหล “ฮ่าฮ่า! อาเหวิน! ข้าหมายถึงอาเหวิน! ท่าน
ผู้เฒ่าอย่าได้เข้าใจผิด!”
อสูรผมสีส้มค่อยนึกออกว่าเหล่าโถวผู้นี้ไม่อาจตอแย หากว่าอากุ่ย
เจียล่วงรู้เข้า แล้วมาคิดบัญชีกับมันทีหลัง มันคงไม่อาจอยู่เป็นสุขแล้ว!
อาเหวินแค่นเสียงอย่างเย็นชา “ตัวโง่งม!”
หางเสียงยังไม่ทันจะขาดหาย มันก็ทะยานร่างนำไปเบื้องหน้าดุจดาว
ตก
“เฮ้ เฮ้ เฮ้! เจ้าเดรัจฉานน้อย! เจ้าไฉนไม่รักษากฏ! นี่ไม่ยุติธรรม! เจ้า
คนไร้ยางอาย ข้าหลงมองเจ้าผิดมาตั้งนาน เจ้าคนไม่มีขีดจำกัดล่าง เจ้าทำ
ให้ชื่อของม่ออวิ๋นไห่ต้องเสื่อมเสีย… …”
อสูรผมสีส้มด่าทอดังลั่น แล้วพลันเปลี่ยนเป็นเงาเปลวไฟสายหนึ่ง พุ่ง
วาบติดตามไปในบัดดล
เหล่าโถวหันกลับมาถาม “เจ้าสองคนนี้…มักเป็นเช่นนี้เสมอรึ
ทุกคนพยักหน้าอย่างพร้อมเพรียง
หนานเยว่กับพวกเคารพเทิดทูนเหล่าโถวจากใจจริง อาศัยเพียงพลัง
ฝีมือสูงส่งสุดยอดของเหล่าโถวก็เพียงพอให้พวกมันต้องยอมศิโรราบ ยิ่ง
ไปกว่านั้น เหล่าโถวผู้นี้ยังมีศักดิ์ฐานะพิเศษ กระทั่งกงซุนชาต้าเหรินยัง
ต้องเกรงอกเกรงใจ อย่าว่าแต่ชนชั้นผู้น้อยดังเช่นพวกมัน
เมื่อมีคนเหล่านี้ล้อมหน้าล้อมหลัง เหล่าโถวรู้สึกเบิกบานสำราญใจ
อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เต็มไปด้วยความคึกคักกระตือรือร้น หายากนักที่
ชนรุ่นหลังเหล่านี้จะล่วงรู้กาลเทศะ เชื่อฟังและปากหวานเช่นนี้ ตลอดทาง
คนเหล่านี้ทำให้มันจิตใจพองฟูไม่รู้วาย และเมื่ออารมณ์ผ่องใสก็อดชี้แนะ
พวกมันสักท่าสองท่าไม่ได้ อย่างรวดเร็ว มันต้องประหลาดใจเมื่อพบว่า
คนรุ่นหลังเหล่านี้ไม่เพียงมีพรสวรรค์สูงล้าเป็นพิเศษ แต่พวกมันยังมุมานะ
ฝึกฝีมืออย่างหนักหน่วงยิ่ง กระทั่งอสูรผมสีส้มซึ่งดูเหมือนสติไม่
สมประกอบ ยังคร่าเคร่งฝึกปรืออย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
เหล่าโถวทอดถอนใจ ตัดสินใจว่าหลังจากนี้จะเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ
ให้มากกว่านี้ จะได้แสดงบารมีของผู้อาวุโสให้เป็นที่ประจักษ์โดยทั่วกัน
มันวางท่าชี้ตรงไปยังหอหลอมอสูร กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง
“ผู้ที่สามารถผ่านประตูเข้าไปเป็นคนแรก เราผู้เฒ่าจะสอนวิชาลับให้เป็น
การส่วนตัว!”
ฮือฮา!
ทุกผู้คนดวงตากลายเป็นสีเขียวจ้าในบัดดล
ระหว่างการเดินทางมาที่นี่ พลังอันลึกล้าสุดหยั่งถึงและความรอบรู้
เจนจัดในเคล็ดวิชาเทพของเหล่าโถว เป็นที่นับถือเลื่อมใสของเหล่าคนรุ่น
หลังอย่างถ้วนหน้า คำสัญญาพอกล่าวออกมา เท่ากับจุดไฟการต่อสู้ให้กับ
คนรุ่นหลังเหล่านี้ในทันที
หนานเยว่และคนอื่น ๆ ไม่รีรอลังเล ทะยานร่างเข้าหาหอหลอมอสูร
ราวกับดาวตกกลุ่มหนึ่ง ด้านหลังพวกมัน มีเหล่าโถวเดินเนิบนาบสองมือ
ไพล่หลัง ติดตามไปด้วยท่วงท่าเยี่ยงปรมาจารย์ท่านหนึ่ง
เสียงสัญญาณเตือนภัยกรีดแหลม สามารถได้ยินถนัดชัดเจนแต่ไกล
ขบวนอาคมหวงห้ามเปล่งแสงสว่างไสวขึ้นทีละชุด ๆ
นานเท่าใดแล้วที่เทียนหวนไม่ได้ถูกโจมตี เกรงว่ายาวนานเกินไปจนมิ
อาจนับได้ เหล่าทหารยามที่ประจำการอยู่ที่หอหลอมอสูร พอได้ยินเสียง
สัญญาณเตือนภัยยังถึงกับงงงันไปชั่วขณะ
อย่างไรก็ตาม ศัตรูมาเร็วยิ่ง พวกมันกระทั่งเวลาจะเข้าประจำ
ตำแหน่งอาคมหวงห้ามยังไม่มี ฝ่ายตรงข้ามก็แทบจะบรรลุถึงเบื้องหน้า
พวกมันแล้ว
ลำแสงโจมตีจากอาคมหวงห้ามโดยรอบโหมซัดใส่คนเหล่านั้นดุจห่า
ฝน แต่ไม่อาจหยุดยั้งสภาวะบุกทะลวงของพวกมันได้
หรงจื้อมองดูเงาร่างที่ทั้งลี้ลับและอันตรายเหล่านี้อย่างหวาดผวา
ความเย็นขุมหนึ่งแผ่ซ่านขึ้นจากก้นบึ้งหัวใจ
มันจู่ ๆ เต็มไปด้วยความโศกเศร้ารันทด ในใจตระหนักดี เหล่าเบื้อง
บนซึ่งละเลยสถานที่แห่งนี้มานานปี ในที่สุดก็ถึงเวลาจ่ายค่าตอบแทน
ซ้ายังต้องจ่ายด้วยราคาอันหนาสาหัส!
เมื่อเห็นว่าเหล่าชนรุ่นหลังบุกฝ่าเข้าไปด้วยสภาวะปานผ่ากระบอกไม้
ไผ่ เหล่าโถวยังตื่นตะลึงอยู่บ้าง แนวป้องกันของหอหลอมอสูรกลับอ่อนแอ
ถึงเพียงนี้!
มันลอบสั่นศีรษะอย่างอดไม่ได้ ว่ากันตามหลักการ สถานที่เช่นนี้เป็น
ดินแดนหวงห้ามของแต่ละสำนัก สมควรมีการคุ้มกันอย่างแน่นหนาจึงจะ
ถูก เทียนหวนเมื่อกระทำผิดพลาดถึงเพียงนี้ สุดท้ายจะต้องลิ้มรสผลลัพธ์
ที่ตามมา
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ทหารยามทั้งหมดถูกกวาดล้างในช่วง
ระยะเวลาสั้น ๆ
กองทัพที่ตั้งค่ายอยู่ใกล้เคียงถูกเสียงอึกทึกครึกโครมบอกข่าวแทน
สัญญาณแจ้งเหตุ รีบจัดทัพอย่างร้อนรน พวกมันรวมกำลังอย่างรวดเร็ว
แล้วเร่งยกทัพมาด้วยความเร็วสูงสุด
“สถานการณ์เป็นอย่างไร
เหล่าโถวเจาะจงถามอสูรควันดำ ใน
สายตาของมัน เจ้าคนที่ถูกห่อหุ้มอยู่ในควันดำนี้เป็นบุคคลที่เฉลียวฉลาด
และน่าเชื่อถือที่สุดในกลุ่ม
“อาคมหวงห้ามอยู่ในสภาพสมบูรณ์ดี เหมาะสำหรับเผชิญหน้ากับ
กองทัพ หากข่าวสารของเราเกี่ยวกับกองทัพเบื้องหน้านี้ไม่ผิดพลาด พวก
… …
หลันหมุนด้ามร่มในมือเบา ๆ ลมหิมะคล้ายถูกมือที่มองไม่เห็นก่อกวน
จนปั่นป่วนพลุ่งพล่าน สายลมและเกล็ดหิมะอันแหลมคมคล้ายเชื่อฟังยิ่ง
โหมกระหน่าลงมาดุจลมคลุ้มฝนคลั่ง
ติง ติง ติง!
บุปผาโลหิตนับไม่ถ้วนบานสะพรั่งอย่างพรักพร้อม เหล่าศัตรูที่
สูญเสียการปกป้องคุ้มครองจากม่านแสงช่างเปราะบางราวกับกระดาษ
การตายของผู้คนจำนวนมากทำให้อาคมหวงห้ามมากมายหยุดการทำงาน
แสงสว่างบนท้องฟ้าก็อ่อนแรงลง
ในเวลาเดียวกัน หลันเงยหน้าขึ้นมองอย่างฉับพลัน
บนท้องฟ้า เห็นวงแหวนแสงของค่ายกลยันต์ขนาดมหึมาพุ่งดิ่งลง
มายังนางด้วยระดับความเร็วอันน่าตระหนก ท้องฟ้าที่พราวพร่างไปด้วย
ลมหิมะคล้ายหยุดชะงักลงอย่างกะทันหัน
หลันดวงตาพลันทอประกายลี้ลับพิสดาร
มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มหวนรำลึกวูบหนึ่ง
หลังจากหลับใหลมานานกว่าหมื่นปี ฝีมือการต่อสู้ของนางไม่ได้เสื่อม
ถอยลง ในฐานะนักรบสัญลักษณ์ศึก การต่อสู้เป็นสัญชาตญาณที่สลักลึก
ลงไปในไขกระดูกของนางอยู่แล้ว!
หมื่นปีล่วงผ่าน เทพีแห่งความตายหวนคืนสู่สนามรบ คุณค่าที่ยิ่งใหญ่
ที่สุดของนักรบสัญลักษณ์ศึกก็คือการต่อสู้!
นางราวกับย้อนกาลเวลากลับไปเมื่อหมื่นปีที่แล้ว ในดินแดนดั้งเดิม
อันสับสนวุ่นวาย ร่มน้าแข็งไม่ว่ากรายผ่านไปยังที่ใด จะทิ้งไว้เพียงหิมะ
น้าแข็ง!
ในการต่อสู้กลางหิมะน้าแข็ง นางไม่เคยปราชัยมาก่อน!
ร่มน้าแข็งในมือนางหมุนเร็วรี่ ชายพู่ยกลอยสูง เสียงผลึกน้าแข็ง
กระทบกันดังกรุ๊งกริ๊งเสนาะหู
ภายใต้ร่มน้าแข็งที่หมุนอย่างเร่งร้อน หลันก้มศีรษะลง ใบหน้าทอแวว
เคร่งขรึมเปี่ยมศรัทธา
ในนามของหลัน จงเริงระบำ!
สายลมหิมะคล้ายสดับฟังคำเรียกหา หมุนคว้างเข้ามารวมกันบนร่ม
น้าแข็งเหนือศีรษะนาง
โดยยึดถือหลันเป็นจุดศูนย์กลาง วังวนน้าแข็งอันเกรี้ยวกราดก่อตัว
ขึ้นอย่างรวดเร็ว
กองหิมะที่ทับถมอยู่บนพื้นนับหมื่นปีพังทลายลง พากันหมุนคว้างขึ้น
สู่ท้องฟ้า แล้วถูกดูดเข้าไปในวังวนลมหิมะเหนือศีรษะของหลัน
ครืนครืนครืน!
หิมะน้าแข็งผนึกรวมตัวดุจพายุหมุน ก่อตัวเป็นเสาลมน้าแข็งขนาด
ใหญ่โตมโหฬาร มองจากที่ห่างไกล มันประหนึ่งมังกรหิมะอันน่ากลัว บิด
ร่างขดตัวอยู่กลางเวหา
ไม่มีเสียงสายลมหวีดหวิวแหลมสูงอีกต่อไป ในโสตประสาทของผู้คน
เต็มไปด้วยเสียงคำรามกึกก้องดุจหมื่นม้าห้อตะบึง
พืนปฐพีสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น
ใต้ร่มน้าแข็ง หลันผู้มีสีหน้าเคร่งขรึมเปี่ยมศรัทธาพลันเอื้อนเอ่ยเสียง
นุ่มนวล “ในนามของหลัน…”
ทันใดนั้นนางเงยหน้าขึ้น แค่นเสียงทีละคำอย่างเย็นชา
“หมอก หิมะ น้าแข็ง สังหาร!”
หน้ากากสีฟ้าน้าแข็งทอประกายอำมหิตเยียบเย็น
ร่มน้าแข็งชี้ตรงไปข้างหน้า