สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 841 การทำลายล้าง
ผู้อาวุโสสูงสุดไม่คิดทนรออีกต่อไป ขุมกำลังของม่ออวิ๋นไห่สร้างความ
ตื่นตระหนกให้แก่มันไม่น้อย แม้ว่าการเผาผลาญตนเองอย่างหุนหันพลัน
แล่นของพวกมันมีแต่จะนำไปสู่หนทางตายสถานเดียว แต่คนเหล่านี้ก่อน
ตกตายยังสามารถเป็นภัยคุกคามร้ายแรงสำหรับมัน
คนเหล่านี้หากผนึกกำลังจู่โจมโดยไม่เสียดายชีวิต ไม่มีผู้ใดในโลกจะ
กล้าประมาทดูแคลนพวกมัน
ในหมู่คนเหล่านี้ บางชื่อ บางคน ผู้อาวุโสสูงสุดไม่เคยได้ยินมาก่อน
เสียด้วยซ้า กล่าวตามความสัตย์ ก่อนที่จะถึงวันนี้ แม้แต่จั่วม่อกับเหวยเสิ้ง
มันยังนึกหยามดูแคลนอยู่บ้าง
แต่บัดนี้ความคิดดูแคลนทั้งหมดถูกกวาดออกไปจากใจ ทุกคนที่กำลัง
เผชิญหน้ากับมันล้วนแล้วแต่เป็นศัตรูที่คู่ควรแก่การนับถือ
ยินยอมสละชีวิตเพื่อศรัทธาความเชื่อ พวกมันก็เท่ากับตกตายไป
ตั้งแต่แรกแล้ว
ผู้อาวุโสสูงสุดลอบทอดถอนใจเบา ๆ แต่พลังสภาวะเพิ่มสูงขึ้นอย่าง
ไม่หยุดยั้ง เมฆดำกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง สายฟ้าคำรามกึกก้อง พื้นปฐพี
ปริแยกออกอย่างกะทันหัน รอยแยกใหญ่โตมโหฬารปรากฏขึ้นอย่าง
ต่อเนื่อง มองผิวเผินประดุจรอยแผลอันน่ากลัวที่ผ่าแยกพื้นโลกออกเป็น
เสี่ยง ๆ ยิ่งมายิ่งขยายใหญ่ขึ้นทุกขณะ
พื้นปฐพีสั่นสะท้าน ขุนเขาไหวสะเทือน ฟ้าดินเปลี่ยนสี!
ที่ราบภาคกลางทั้งหมดอยู่ในกำมือของมัน กิ่งไม้ใบหญ้า ต้นไม้
เถาวัลย์ทั้งมวล หินผาขุนเขา ล้วนแล้วแต่เป็นอาวุธในมือของมัน
ผู้อาวุโสสูงสุดผมยาวขาวโพลนปลิวสะบัดในสายลม สายฟ้านับไม่
ถ้วนแลบลั่นอยู่รอบกาย ร่างผอมแห้งของมันประดุจเทพเทวะ พลังกดดัน
อันหนักหน่วงจนผู้คนแทบหายใจไม่ออก โหมซัดใส่ทุกสิ่งดุจระลอกคลื่น
ฟ้าดินถึงกับสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น!
“ทุกอย่างจะจบสิ้นลงที่นี่!”
ผู้อาวุโสสูงสุดพึมพำเบา ๆ ราวกับว่ากำลังทอดถอนรำพัน มันตกลง
ใจทำลายล้างอาณาจักรนี้ให้สิ้นซาก!
หลังจากวันนี้ จะไม่มีที่ราบภาคกลางอีกต่อไป!
รอยแตกบนพื้นปฐพีขยายใหญ่หลายสิบลี้ หินหลอมเหลวสีแดงฉาน
ทะลักทลายออกมา มองผิวเผินราวกับแม่พระธรณีกำลังหลั่งโลหิต
ตูม ตูม ตูม!
สายฟ้าหยาบหนาพาดผ่านท้องนภา จากนั้นกระหน่าซัดลงบนพื้น
เมื่อสายฟ้าแต่ละสายฟาดใส่หินหลอมเหลวที่เดือดพล่าน จะแตกระเบิด
กลายเป็นทะเลเพลิงผืนหนึ่ง
ภาพที่เกิดขึ้นไม่ต่างจากวันสิ้นโลก ผู้คนในดินแดนที่ราบภาคกลาง
ขวัญวิญญาณกระเจิดกระเจิง เสียงกรีดร้องคร่าครวญดังขึ้นทุกหนแห่ง
ความหวาดกลัวแพร่กระจายไปในกลุ่มคนดุจไฟลามทุ่ง ใบหน้าของพวก
ผู้ที่ยังไม่บรรลุถึงระดับเทพยุทธ์ ย่อมไม่อาจมีชีวิตรอดอยู่ในความ
ว่างเปล่าของห้วงจักรวาลอันไร้ที่สิ้นสุด
คนเหล่านี้แม้เผาผลาญพลังทั้งหมดของตน ยังไม่อาจบรรลุถึงด่าน
เทพยุทธ์ได้ เนื่องเพราะรากฐานของพวกมันอ่อนแอเกินไป
ผู้อาวุโสสูงสุดเชี่ยวชาญค่ายกล มันทิ้งรอยประทับวิญญาณของตนไว้
ที่เทียนหวน เมื่อออกจากความว่างเปล่าไร้ที่สิ้นสุดก็จะสามารถอาศัยรอย
ประทับวิญญาณนำทางกลับสู่เทียนหวนในทันที
มันไม่คิดค้นหาบรรดาศิษย์ที่มาพร้อมกับมัน เนื่องเพราะรู้สึกผิดหวัง
ในตัวศิษย์เหล่านั้นอย่างที่สุด หากพวกมันมีเลือดระอุเหมือนเช่นเหล่า
หนุ่มสาวของม่ออวิ๋นไห่สักส่วนหนึ่ง มันอาจยังพอมีความหวังอยู่บ้าง
แต่ขอเพียงมันยังมีชีวิตอยู่ ช่วงเวลาสามพันห้าพันปีก็มากพอให้มัน
สร้างจิตวิญญาณใหม่ให้แก่เทียนหวนจากรากฐาน
นับหมื่นปีล่วงมาแล้ว โลกที่เคยถูกลบล้างไปโดยน้ามือของผู้เข้มแข็ง
สุดยอดในยุคนั้น จะกลับมาเรืองโรจน์อีกครั้งด้วยมือของมัน มันไม่ล่วงรู้ว่า
ชนรุ่นหลังจะบันทึกเรื่องราวของมันอย่างไร แต่จะเป็นไรไป?
“ตาเฒ่า คิดจากไปก็ไปง่าย ๆ เช่นนี้รึ?”
สุ้มเสียงที่คล้ายเค้นเสียงลอดไรฟันขัดจังหวะความคิดของมัน
ผู้อาวุโสสูงสุดเงยหน้าขึ้น สิ่งที่เห็นอยู่เบื้องหน้าเป็นดวงตาที่ลุกโชน
ด้วยเปลวไฟคู่หนึ่ง ในลูกไฟทั้งสองดวงนั้น มันเห็นความคิดต่อต้านแข็งขืน
และการไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา!
ผู้อาวุโสสูงสุดขมวดคิ้วเล็กน้อย แววตาของจั่วม่อคล้ายแหลมคม
ผิดปกติ
จั่วม่อกัดฟันฝืนข่มความเจ็บปวดอันรุนแรง แก่นสารภายในเมล็ด
ผลึกสุริยันอาละวาดไปทั่วร่างของมัน แก่นสารเหล่านี้ท่วมท้นไปด้วยพลัง
อันเปี่ยมล้นสมบูรณ์ของดวงอาทิตย์ แม้ว่ายามนี้จะเป็นเพียงเมล็ดผลึก
สุริยัน แต่พลังที่อัดแน่นอยู่ภายในยังไม่ใช่สิ่งที่จั่วม่อจะทนทานรับไหว
กระทั่งชนเผ่าเทพสุริยันเมื่อครั้งกระโน้น ยังไม่กล้าใช้เมล็ดผลึกสุริยัน
ด้วยวิธีการอันเสียสติเช่นนี้
นักรบเทพยุทธ์ของชนเผ่าเทพสุริยันจะเสาะหาตัวอ่อนของดวง
อาทิตย์ในความว่างเปล่าไร้ขอบเขต จากนั้นใช้วิธีการพิเศษเฉพาะ ผนึกตัว
อ่อนนั้นให้กลายเป็นเมล็ดผลึกสุริยัน เมล็ดผลึกสุริยันถือเป็นมรดกของชน
เผ่าเทพสุริยัน สืบทอดต่อกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่า ลูกหลานจำนวนมากของชน
เผ่าล้วนดึงเอาพลังจากเมล็ดผลึกสุริยัน
แต่ไม่เคยมีใครกล้าทำลายเมล็ดผลึกสุริยัน
จั่วม่อยามนี้รู้สึกเหมือนตนเองกลายเป็นลูกไฟมหึมา ผิวเนื้อทุก
ตารางนิ้วร้อนลวกราวกับกำลังลุกไหม้
ที่นับว่าโชคดีก็คือ ความเจ็บปวดรุนแรงทำให้มันได้สติสัมปชัญญะ
กลับคืนมาส่วนหนึ่ง ช่วยให้มันสามารถมุ่งความสนใจไปยังผู้อาวุโสสูงสุด
? ไหนเลยง่ายดายดังใจนึก!
จั่วม่อแยกเขี้ยว กึ่งเจ็บปวดกึ่งเหยียดหยาม ร่างหายวับไปในอากาศ
ธาตุ
ผู้อาวุโสสูงสุดร่างปรากฏขึ้นที่ด้านหลังเหนือศีรษะจั่วม่อ ชี้ดรรชนีไป
ยังจั่วม่อ
ตูมตูมตูม!
สายฟ้าแล่นวาบจากหมู่เมฆ พุ่งดิ่งเข้าหาจั่วม่อในชั่วพริบตา
สายฟ้าหลายสิบสายผนึกรวมตัว ก่อเกิดเป็นสายฟ้าหยาบหนาอันน่า
กลัว ฟาดใส่ร่างจั่วม่ออย่างถนัดถนี่
เปลวไฟสีทองรอบกายจั่วม่อสาดกระเซ็นไปทุกทิศทาง แต่สายฟ้าก็
แตกซ่านหายไปด้วย
จั่วม่อคล้ายไม่รู้สึกรู้สา ยังคงโถมดิ่งเข้าหาศัตรูเป็นคำรบสอง
ในเวลานี้จั่วม่อเข่นฆ่าจนสองตาแดงฉาน สติสัมปชัญญะของมันเดิม
ทีก็เลือนรางเพราะพลังฤทธิ์ของแก่นสารดวงอาทิตย์ มันคล้ายกระเสือก
กระสนดิ้นรนอยู่ในทะเลเพลิงอันไร้ขอบเขต ในใจหลงเหลือเพียงความคิด
เดียว
ฆ่าตาเฒ่า!
ฆ่าตาเฒ่าที่สมควรตายผู้นี้ให้สิ้นเรื่องสิ้นราว!
จั่วม่อดวงตาคล้ายลุกไหม้ เปลวไฟสีทองพวยพุ่งออกมา เมื่อต้านรับ
สายฟ้าที่จู่โจมมาจากด้านหลัง มันก็หันขวับมาทันที ใบหน้าที่ปกคลุมด้วย
เปลวไฟปราศจากอารมณ์ความรู้สึก ร่างบิดงอเหมือนง้างคันธนู มือขวา
เหวี่ยงขวานยักษ์สีทองอย่างสุดกำลัง!
จากภายในเปลวไฟ ขวานเทพสุริยันเหินวาบออกไปในบัดดล
ผู้อาวุโสสูงสุดในใจบังเกิดความรู้สึกอันตราย ดวงตาหรี่แคบลงทัน
ควัน คนคล้ายไม่ขยับเคลื่อนไหว อักขระเทพชุดหนึ่งพลันปรากฏขึ้นเบื้อง
หน้า พอดีปิดสกัดขวานเทพสุริยันอย่างแยบคาย
วู้ม!
ทันใดนั้นขวานเทพสุริยันกลับกลายเป็นขวานแสงสีทองนับไม่ถ้วน
มากมายจนปิดฟ้าคลุมดิน มีจำนวนนับหมื่นเล่ม!
ขวานเทพสุริยันแต่ละเล่มลุกโชนด้วยเปลวไฟสีทอง ลากหางประกาย
สีทองยาวเหยียดจากกลางอากาศ พุ่งดิ่งลงมาราวกับห่าฝนดาวตกอันน่าดู
ชม!
กระบวนท่านี้แม้ทรงอานุภาพสุดฟ้าสุดดิน แต่ผู้อาวุโสสูงสุดหาได้
หวาดหวั่นพรั่นพรึงแม้แต่น้อยไม่ มันแค่นเสียงอย่างเย็นชา อักขระเทพที่
เบื้องหน้าแผ่กว้างออกไปทุกทิศทางอย่างเร่งร้อน
เพียงชั่วพริบตาเดียว อักระเทพก็กลับกลายเป็นตาข่ายผืนมหึมา
ใหญ่โตกว่าห้าสิบลี้
ห่าฝนขวานเทพสุริยันกระหน่าซัดลงบนตาข่ายอักขระเทพผืนนี้
อักขระเทพสั่นสะท้าน เปลวไฟนับหมื่นดวงแม้ติดอยู่ในตาข่าย แต่
ยังคงลุกไหม้อย่างบ้าคลั่งอยู่ตลอดเวลา
จั่วม่อเห็นกระบวนท่าของมันถูกหยุดเอาไว้ได้ ต้องแผดเสียงคำราม
สะท้านฟ้า ขวานเทพสุริยันสีส้มเจิดจ้าอีกเล่มหนึ่งพลันปรากฏขึ้นในมือ
ขว้างวาบออกไปด้วยกำลังแรง!
วู้ม!
ขวานเทพสุริยันสีส้มนี้วิจิตรบรรจงเหนือธรรมดา ปกคลุมด้วยอักขระ
เทพแน่นขนัด เห็นเส้นเปลวไฟสีทองเปล่งประกายร้อนแรงอยู่บนใบขวาน
ขวานเทพสุริยันที่หมดจดงดงามและซับซ้อนถึงเพียงนี้ นับเป็นขวาน
เทพที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่จั่วม่อเคยสร้างขึ้นมา
ขวานเทพเล่มที่สองราวกับเหล็กร้อนแดง พลันทะลวงผ่านตาข่าย
อักขระเทพอย่างสะดวกดาย
ผู้อาวุโสสูงสุดหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย พลันยื่นมือไปยังขวานเทพสุริยัน
ที่เหินดิ่งเข้าหามัน อักขระเทพชุดหนึ่งก่อร่างขึ้นทันที จากนั้นอักขระเทพ
แยกออกตรงกึ่งกลาง เผยให้เห็นรอยแยกสีดำซึ่งขยายใหญ่ขึ้นอย่าง
รวดเร็ว
ดูราวกับปากสีดำทมิฬ กลืนกินขวานเทพสุริยันลงไปในบัดดล
เป็นความว่างเปล่าไร้ที่สิ้นสุด!
เมื่อเทียบกับเพลิงต้นกำเนิดฟ้าเวิ้งว้าง ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกเรียกออกมา
จากห้วงความว่างเปล่าไร้ที่สิ้นสุด กระบวนท่านี้ของผู้อาวุโสสูงสุดยังกล้า
แข็งกว่าไม่รู้ว่ากี่เท่าตัว มันถนัดจัดเจนในการใช้ความว่างเปล่าไร้ที่สิ้นสุด
มาตั้งแต่แรก
ผู้อาวุโสสูงสุดคลายใจลงเล็กน้อย จั่วม่อแม้มีพลังอันกล้าแข็งสุด
เปรียบปานอยู่ภายในร่าง แต่เห็นได้ชัดว่าไม่รู้จะนำมาใช้อย่างไร จึงไม่อาจ
สำแดงอานุภาพที่แท้จริงออกมาได้
ทว่าในเวลานี้เอง เสียงกรีดแหลมอันดุร้ายของคมกระบี่ ทันใดนั้น
ปรากฏขึ้นที่ด้านหลังของผู้อาวุโสสูงสุดอย่างกะทันหัน
ผู้อาวุโสสูงสุดใบหน้าเคร่งขรึมลงทันที!
โลหิตในกระบี่ไม่ต่างจากเทน้าลงบนผืนทราย ซึมซาบเข้าสู่ร่างกาย
ของเหวยเสิ้งอย่างรวดเร็ว เหวยเสิ้งดวงตาปิดสนิท ใบหน้าเด็ดเดี่ยวมั่นคง
มันลอยตัวขึ้นกลางเวหา มวลหินหลอมเหลวที่ใต้ฝ่าเท้าคล้ายถูกผลัก
ด้วยมือที่มองไม่เห็นข้างหนึ่ง พุ่งสูงขึ้นกลางอากาศอย่างลี้ลับ
กระบี่ในมือของมันคำรามกระหึ่ม
เสียงคำรามที่เปี่ยมไปด้วยความดุร้ายกระหายเลือดของกระบี่ คล้าย
ดังกังวานไปทั่วทั้งอาณาจักร!
กลิ่นอายเก่าแก่ดุร้าย อบอวลด้วยกลิ่นคาวเลือด กวาดซัดออกไปรอบ
ข้างราวกับคลื่นยักษ์ถาโถม
กลางเวหา ดวงตาเย็นเยือกของเหวยเสิ้งจับจ้องไปยังผู้อาวุโสสูงสุด
กระบี่ในมือเปล่งประกายลี้ลับชั่วร้าย เหวยเสิ้งมุมปากขยับเป็นรอยยิ้ม
ดุดันอำมหิต
“กลิ่นของเทพยุทธ์… …”
สุ้มเสียงนั้นดุร้ายเหี้ยมเกรียมราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน หางเสียงยัง
ไม่ทันจะขาดหาย ร่างของมันพลันหายวับไปในอากาศธาตุ
ชั่วพริบตาต่อมา มันปรากฏกายขึ้นบนพื้นที่ว่างแถบหนึ่ง
ท้องฟ้าด้านหลังมันคล้ายย้อมด้วยโลหิต กระบี่สั่นสะเทือนอย่าง
รุนแรง เจตจำนงกระบี่นับไม่ถ้วนประหนึ่งน้าตกสีเลือดสายหนึ่ง โหม
กระหน่าลงมาอย่างแน่นขนัดและดุดันสุดเปรียบปาน!
เจตจำนงกระบี่นับพันนับหมื่น กลืนกินผู้อาวุโสสูงสุดลงไปในพริบตา!
ชั่วพริบตานั้นผู้อาวุโสสูงสุดพลันรู้สึกว่าร่างกายตึงแน่น ทั่วร่างห้อม
ล้อมไปด้วยอาการปวดแปลบเลือนราง มันใจหายวาบ เจตจำนงกระบี่นับ
พันนับหมื่นเล่ม กลับไม่ได้เบี่ยงเบนออกไปแม้แต่เล่มเดียว!
เจตจำนงกระบี่ทั้งหมดล้วนเล็งเป้ามาที่มัน!
กระบี่อันร้ายกาจนัก!
หลินเชียนซึ่งลอบมองดูจากที่ห่างไกลดวงตาทอประกายเย็นเยียบ
มือขวาบีบด้ามกระบี่แนบแน่นจนสั่นระริก
ท่าสังหารของเหวยเสิ้งคือกลุ่มเจตจำนงกระบี่สีเลือด ที่ถล่มลงมาดุจ
แม่น้าใหญ่โถมทับ ราวกับน้าตกมหึมาสูงหมื่นจั้ง ล้วนมุ่งเป้าไปที่ผู้อาวุโส
สูงสุดเป็นจุดเดียว
กลิ่นคาวเลือดหนาหนักทำให้ผู้อาวุโสสูงสุดอดขมวดคิ้วไม่ได้ สายตา
มันเพ่งมองไปยังกระบี่ที่คล้ายครองตัวเหนือโลกในมือของเหวยเสิ้ง สีหน้า
ยิ่งเคร่งเครียดจริงจังกว่าเดิม
กระบี่เล่มนั้น… …ไม่รวบรัดธรรมดา!
ต่อให้ยกขึ้นเปรียบกับกระบี่เทพไท่กู่ของคุนหลุน เกรงว่าแม้อ่อนด้อย
กว่าบ้าง ก็เพียงแค่ขั้นเดียวเท่านั้น
ผู้อาวุโสสูงสุดตื่นตกใจเล็กน้อย การที่คุนหลุนเสาะพบกระบี่เทพไท่กู่
เล่มหนึ่งก็นับว่าน่าตระหนกมากแล้ว แต่มันยังล่วงรู้ดีว่าเพื่อกระบี่เทพไท่กู่
ของหลินเชียน คุนหลุนต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างหนักหนาสาหัสถึงเพียง
ไหน กระบี่ในมือเหวยเสิ้ง แม้ว่าสำนึกกระบี่จะไม่บริสุทธิ์เท่ากระบี่เทพไท่กู่
แต่กลิ่นอายฆ่าฟันรุนแรงกว่ามาก ไม่ทราบว่าเคยดื่มโลหิตผู้คนไปมากมาย
เท่าใด
มันยามกะทันหันยังไม่ทันขบคิดใคร่ครวญ ในโลกมีอาวุธใดที่ดุร้าย
กระหายเลือดถึงเพียงนี้?
รัศมีชั่วร้ายห้อมล้อมอยู่รอบกายเหวยเสิ้ง แฝงกลิ่นอายของมารร้าย
อยู่บ้าง แตกต่างจากเหวยเสิ้งก่อนหน้านี้อย่างสุดขั้ว
ใช่ถูกวิญญาณกระบี่เข้าครอบงำแล้วหรือไม่?
เหวยเสิ้งเป็นบุคคลอันเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว เชื่อแน่ว่าคนเช่นมันไม่มีวัน
พ่ายแพ้ต่อวิญญาณกระบี่ เว้นเสียแต่ว่า… มันจะปล่อยให้วิญญาณกระบี่
เข้าสิงสู่ร่างกายของตนเอง… …
เพียงชั่วพริบตาเดียว ผู้อาวุโสสูงสุดก็เข้าใจเรื่องราวมากหลาย
ดวงตาทอแววระแวดระวังกว่าเดิม หากเอ่ยถึงด้านพรสวรรค์ ท่ามกลาง
อัจฉริยะรุ่นเยาว์มากมายที่ผู้อาวุโสสูงสุดเคยพบเห็นมา เหวยเสิ้งแทบไม่
อาจจัดอยู่ในห้าสิบอันดับแรกเสียด้วยซ้า แต่มันมีจิตใจเข้มแข็งแกร่งกร้าว
ประดุจเหล็ก จิตวิญญาณองอาจห้าวหาญ ไม่ยอมจำนนต่อสิ่งใด จึงเป็น
ที่มาของความสำเร็จของมันในวันนี้
ความเด็ดเดี่ยวมั่นคงของมันซึมซาบไปทั่วสังขารร่างกายของมัน
สังขารร่างกายเช่นนี้เอง ที่ทำให้มันสามารถทนทานต่อพลังอัน
ยิ่งใหญ่ไพศาลยิ่งกว่าผู้ใด
ชั่วพริบตาดุจประกายไฟ ความคิดมากมายวาบผ่านในจิตใจของผู้
อาวุโสสูงสุด แม้ว่าตกอยู่ภายใต้การจู่โจมของสำนึกกระบี่อันน่ากลัว มันก็
หาได้ประหวั่นพรั่นพรึงไม่ ไม่ว่าจั่วม่อหรือเหวยเสิ้ง ล้วนไม่มีรากฐานที่สั่ง
สมมามากพอ การเผาผลาญตนเอง บังคับให้พลังฝึกปรือก้าวข้ามขีดจำกัด
ของตน ดูผิวเผินอาจทรงพลังอำนาจยิ่ง แต่เปรียบกับระดับเทพยุทธ์ที่
แท้จริง ยังคงมีเส้นแบ่งที่ไม่อาจก้าวข้าม
อย่าได้ดูแคลนเส้นแบ่งที่เบาบางเท่าเส้นผมนี้ นี่เป็นความแตกต่าง
ระหว่างสวรรค์กับปฐพี ระดับความรู้แจ้งในกฏเกณฑ์แห่งฟ้าดินของพวก
มันเป็นคนละระดับชั้นกันอย่างสิ้นเชิง!
พลังบริสุทธิ์แม้ยิ่งใหญ่ไพศาล แต่หากปราศจากความเข้าใจรู้แจ้ง
ย่อมไม่อาจสำแดงอานุภาพได้มากมายอย่างที่คิด
พวกมันดูแคลนระดับเทพยุทธ์มากเกินไปแล้ว!
อักขระเทพสีน้าตาลมากมายผุดขึ้นจากพื้นใต้เท้าของผู้อาวุโสสูงสุด
แล้วงอกเงยยืดยาวอย่างรวดเร็วดุจเถาวัลย์
กำแพงพลังอักขระเทพพุ่งพรวดขึ้นจากใต้ฝ่าเท้าของมันอย่าง
ฉับพลัน
ชั่วพริบตานั้น สายน้าตกเจตจำนงกระบี่ของเหวยเสิ้งค่อยจู่โจมมาถึง
ปะทะชนกับกำแพงอักขระเทพอย่างถนัดถนี่
บึม!
เสียงระเบิดดังสนั่นลั่นโลก
เจตจำนงกระบี่แตกกระจาย กำแพงอักขระเทพอันบอบบางกลับไม่
สะท้านสะเทือน ไม่ว่าสายน้าเจตจำนงกระบี่จะกระหน่าโจมตีอย่างไร มันก็
ไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย ประหนึ่งหินผาสุดแกร่งยืนหยัดต้านกระแสน้าใน
ห้วงสมุทร ไม่ว่าคลื่นลมกราดเกรี้ยวรุนแรงเพียงใด เมื่อกระทบกระแทก
หินผาอันแข็งแกร่งทนทาน ก็มีแต่จะแตกสลายเป็นละอองน้า หินผาที่กล้า
แกร่งกลับไม่บังเกิดริ้วรอยอันใด
แกรก แกรก แกรก!
รอยแตกร้าวดุจใยแมงมุมปรากฏขึ้นบนพื้นภายใต้กำแพงอักขระเทพ
แผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว
ตูม ตูม ตูม!
น้าตกเจตจำนงกระบี่ยังคงโหมโจมตีอย่างดุเดือด ในที่สุดกำแพง
อักขระเทพเริ่มสั่นคลอน ผู้อาวุโสสูงสุดสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย ดวงตา
ทอประกายวูบ ร่างพลันหายวับไปจากที่
บึม!
กำแพงอักขระเทพท้ายที่สุดไม่อาจต้านทานการโจมตีอันบ้าคลั่ง แตก
สลายไปในบัดดล
คลื่นเจตจำนงกระบี่สุดเกรี้ยวกราดพุ่งทะลวงใส่พื้นอย่างหนักหน่วง
แม่น้ากระบี่โลหิตราวกับมีดตัดก้อนเต้าหู้ พุ่งทะลุพื้นดินลงไปโดยไม่
เปลืองแรงอันใด ตูมตูมตูม ใต้พื้นปฐพีสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นจากส่วนลึกใต้
โลก
เห็นหลุมลึกไร้ก้นบึ้งขนาดมหึมากว่าสิบลี้ ปรากฏเด่นชัดอยู่บนพื้น
ผู้อาวุโสสูงสุดม่านตาหดแคบลง ลอบใจสั่นสะท้านอยู่บ้าง
นั่นมันกระบี่อันใด? ไฉนมีพลังบริสุทธิ์ที่กล้าแกร่งถึงเพียงนี้ได้?
เหตุที่กระบี่เทพไท่กู่ทรงพลังอำนาจสุดฟ้าสุดดิน เนื่องเพราะมันถือ
ครองสำนึกกระบี่บริสุทธิ์อันไร้ผู้เทียมทาน ยามเมื่อมันสำแดงตนในโลก
หล้า สรรพชีวิตล้วนต้องหมอบราบกราบกราน!
แต่กระบี่เล่มนี้ … … สำนึกกระบี่ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นระดับชั้นสุด
ยอด แต่พลังอันดุร้ายรุนแรงอย่างไม่มีเหตุผลนั้นช่างเหลือเชื่อนัก!
นอกเสียจาก… …นามหนึ่งในตำนานผุดขึ้นในใจอย่างกะทันหัน
ผู้อาวุโสสูงสุดเพ่งมองกระบี่ในมือของเหวยเสิ้ง ดวงตาพลันทอ
ประกายวาบดุจสายฟ้า!
แต่ในเวลานี้เอง กลิ่นอายฆ่าฟันอันรุนแรงเข้าล้อมกักมันอย่าง
ฉับพลัน ผู้อาวุโสสูงสุดร่างเย็นวูบ จิตใต้สำนึกสั่งการไวกว่าความคิด
อักขระเทพชุดหนึ่งปรากฏขึ้นที่เบื้องหลังในทันที
ปัง!
อักขระเทพแตกกระจายดุจแผ่นกระจก
ผู้อาวุโสสูงสุดใจหายวาบเป็นครั้งที่สอง เพ่งจิตสร้างอักขระเทพอีก
ชุดหนึ่ง พร้อมดีดกายล่าถอยอย่างเร่งร้อน
ซี่!
อักขระเทพขาดสะบั้นอย่างง่ายดายราวกับแผ่นกระดาษ พลังสีม่วง
ขุมหนึ่งจี้ติดมาราวกับเงาผี รังสีฆ่าฟันอันแรงกล้าทำให้มันขนลุกชี้ชันไป
ทั้งร่าง
มันยังไม่ทันจะได้โจมตีตอบโต้ พลังสีม่วงดีดพุ่งขึ้นอย่างกะทันหัน พุ่ง
ตรงเข้าหาใบหน้าของมันอย่างดุร้าย
ผู้อาวุโสสูงสุดสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง พลันจี้ออกหนึ่งดรรชนี
อักขระเทพชุดหนึ่งปรากฏขึ้นกลางอากาศ
คราวนี้พลังสีม่วงไม่อาจทะลวงผ่านหรือตัดสะบั้น อักขระเทพชุดนี้
คล้ายบุปผาอันนุ่มนวลดอกหนึ่ง คลี่บานและห่อหุ้มเงาสีม่วงสายนั้นเอาไว้
ภายใน
ผู้อาวุโสสูงสุดเพ่งจิตวูบ อักขระเทพแตกระเบิดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไป
พร้อมกับพลังสีม่วง
เห็นเงาร่างในชุดเกราะสีเทาที่รัดพันด้วยโซ่ปรากฏขึ้นตรงหน้ามัน
ผู้อาวุโสสูงสุดม่านตาหดแคบลงทันควัน
ทัณฑ์เทวะมิดับสูญ!
จงหยูคิ้วหลุบต่า สวดมนต์เบา ๆ ไม่หยุดปาก ผมเผ้าเปลี่ยนเป็นสีขาว
ด้วยระดับความเร็วที่มองเห็นได้ชัดเจน ร่างของมันยิ่งมายิ่งผอมแห้งราว
กับจะปลิวไปตามลมได้ทุกเมื่อ มีเพียงดวงตาทั้งคู่ที่เป็นประกายกล้า ยิ่งมา
ยิ่งกระจ่างเจิดจ้าขึ้นทุกขณะ
อักขระพระสูตรขนาดเท่านิ้วมือจำนวนมากหมุนวนอยู่รอบกาย
รอยสัญลักษณ์รูปดอกบัวบนหน้าผากเปล่งแสงเจิดจ้า ลอยช้า ๆ
ออกมาจากหน้าผากของมัน จากนั้นลอยลงสู่พื้น ปรากฏเป็นดอกบัวขนาด
ใหญ่กว่ากงล้ออธิษฐานดอกหนึ่ง ดอกบัวคล้ายมีชีวิต สีชมพูอ่อนนุ่มงดงาม
เกินบรรยาย
จงหยูก้าวเท้า ดอกบัวเลื่อนเข้ามารองรับฝ่าเท้าของมัน มันก้าวขึ้นไป
นั่งขัดสมาธิอยู่บนดอกบัว
ทันใดนั้นเปลวไฟสายหนึ่งปะทุออกมาจากอักขระพระสูตรทุกตัว
เป็นเปลวไฟแห่งพลังอธิษฐาน!
จงหยูใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ อย่างเคร่งขรึมสำรวม ไม่มีสี
หน้าเจ็บปวดแม้แต่น้อย
สิ่งที่กำลังเผาผลาญคือเปลวไฟแห่งพลังอธิษฐาน เป็นหัวใจที่แท้จริง
ของมัน
คำอธิษฐานมรณะสละละทิ้งมรรคผล!
สายตาเคร่งขรึมสำรวมของจงหยูสงบนิ่งแน่วแน่ จนถึงยามนี้ มันแทบ
จะเป็นที่รู้จักกันไปทั่วในฐานะเซียนวรยุทธ์ที่เข้มแข็งที่สุดในใต้หล้า แต่
หัวใจแท้จริงของมันยังคงเป็นเช่นเดียวกันกับเมื่อยามแรกเริ่ม ไม่เคย
เปลี่ยนแปลงแม้สักส่วนเสี้ยว
อุทิศร่างเป็นวัชระ เพื่อปกป้องต้าเหริน!
อักขระพระสูตรทุกตัวเผาผลาญด้วยพลังอธิษฐาน คลื่นพลังอันน่า
ตระหนกแล่นผ่านเข้ามาในร่างของมัน
ดอกบัวพลังอธิษฐานภายใต้ร่างเผาผลาญร่างกายของมันดุจเป็น
เปลวไฟกองหนึ่ง สีหน้ามันยังคงสงบเยือกเย็น ปราศจากร่องรอยเจ็บปวด
อันใด จิตแห่งเซนอันสงบนิ่งยามนี้ประดุจกองไฟที่ลุกโชนแรงกล้า!
รอจนอักขระพระสูตรทุกตัวถูกเพลิงผลาญไปสิ้น
รอจนดอกบัวพลังปรารถนาที่รองรับร่างของมันถูกแผดเผาเป็นเถ้า
ธุลี
พลังภายในร่างของจงหยูก็ทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด!
จงหยูมุมปากประดับด้วยรอยยิ้ม ไม่เหลือเค้าเคร่งขรึมสำรวมของ
มหาสมณะผู้ยิ่งใหญ่ แต่เป็นรอยยิ้มสัตย์ซื่อจริงใจของบุรุษหนุ่มจาก
อาณาจักรขุนเขาน้อย ผู้รู้จักแต่เพลงหมัดเพียงวิชาเดียวผู้นั้น
ต้าเหริน เรามาสู้ด้วยกันเถอะ!
มันสูดลมหายใจลึก ซื่อ อากาศถูกดูดเข้าไปอย่างรุนแรง เสียงสูดลม
หายใจแหลมคมดุจลมหายใจของสัตว์ร้ายที่เพิ่งลืมตาตื่นขึ้นมา
คลื่นพลังที่สั่นสะเทือนอย่างเงียบเชียบผนึกรวมตัวอยู่ในหมัดขวา
ของมัน
จงหยูเปล่งเสียงตวาดกึกก้อง
มันต่อยหมัดขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างหักโหม!
ในโลกไหนเลยจะมีพลังอธิษฐานที่กล้าแข็งถึงเพียงนี้!
ผู้อาวุโสสูงสุดตกตะลึงพรึงเพริด หันกลับไปในบัดดล เพ่งมองไปยัง
ร่างผอมที่ยืนอยู่บนพื้นด้านล่าง ซึ่งเป็นผู้ที่ต่อยหมัดจู่โจมขึ้นมา
แม้แต่วัดเสวียนคงเมื่อครั้งกระโน้น ยังไม่เคยมีผู้ใดถือครองพลัง
อธิษฐานที่กล้าแข็งถึงเพียงนี้! ผู้อาวุโสสูงสุดสีหน้าแปรเปลี่ยนกลับกลาย
ตลอดช่วงเวลาหลายร้อยหลายพันปี เทียนหวนและวัดเสวียนคงประมือ
กันทั้งในทางลับและในที่แจ้ง ไม่เคยว่างเว้น แต่ละฝ่ายต่างล่วงรู้ขุมกำลัง
ของอีกฝ่ายเป็นอย่างดี แม้แต่ในบรรดามหาสมณะรุ่นที่เก่าแก่ที่สุดของวัด
เสวียนคง มันก็ยังไม่เคยพบเห็นพลังอธิษฐานที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้มาก่อน!
ผู้อาวุโสสูงสุดเพียงมองปราดเดียวก็ทราบ ว่าจงหยูเผาผลาญพลัง
อธิษฐานของตนจนหมดสิ้น
พลังอธิษฐานเดิมทีก็เป็นพลังที่พิเศษเฉพาะและอันตรายสุดขั้วอยู่
แล้ว
พลังอธิษฐานที่ยากจะเข้าใจได้สำหรับคนทั่วไป แต่กับยอดคนผู้ยืน
อยู่ในจุดสูงสุดของพลังอำนาจเช่นผู้อาวุโสสูงสุด นี่หาใช่สิ่งลึกลับซับซ้อน
อันใดไม่ อย่างไรก็ตาม การที่มันเข้าใจพลังอธิษฐานอย่างปรุโปร่ง ก็ไม่ได้
หมายความว่ามันยินดีลิ้มลองพลังอธิษฐานด้วยตัวเอง ความปรารถนาเป็น
รากฐานในการก่อกำเนิดพลังอธิษฐาน สิ่งจำเป็นก็คือความปรารถนาอัน
แรงกล้าที่สุด ความปรารถนาแท้จริงจากใจของคนผู้นั้น กฏอีกประการ
หนึ่งของพลังอธิษฐานก็คือการเสียสละตน หมายถึงเพื่อให้ได้รับพลัง
อธิษฐาน คนผู้นั้นจะต้องยินดีเสียสละทุกสิ่ง เพียงเพื่อให้บรรลุความ
ปรารถนาเพียงหนึ่งเดียวนี้
เหตุที่พลังอธิษฐานร้ายกาจน่ากลัว อาจกล่าวได้ว่ามีเหตุผลสนับสนุน
อยู่สองประการ หนึ่งคือหัวใจอันจริงแท้ของคนผู้นั้น อีกหนึ่งคือการ
?
ผู้อาวุโสสูงสุดจู่ ๆ คิดร่าร้องด่าทอออกมาดัง ๆ สักครา
ทันใดนั้นมันพบว่าสถานการณ์ของมันคล้ายจะย่าแย่อยู่บ้าง
จั่วม่อมีพลังกล้าแข็งที่สุด แต่เห็นได้ชัดว่าไม่ได้อยู่ในสภาพปกติ กึ่ง
เลอะเลือนกึ่งแจ่มใส ตกอยู่ในสภาพสับสนยุ่งเหยิง เหวยเสิ้งเป็นภัยคุกคาม
ยิ่งกว่า หากกระบี่ที่อยู่ในมือของมันคือกระบี่โลหิตประหารเทพจริง
เช่นนั้นวันนี้มันก็เป็นปัญหาใหญ่แล้ว มิหนำซ้ายังมีสิ่งร้ายกาจที่สาบสูญไป
เขิงเหลียนเอ๋อร์ในดวงตาปรากฏจันทร์เสี้ยวสองดวง ไม่มีสีหน้าท่าที
เกียจคร้านอันเย้ายวนใจเฉกเช่นยามปกติ มีเพียงความแหลมคม ให้
ความรู้สึกอันตรายอย่างรุนแรง ต่างหูจันทร์เสี้ยวสองวงเปล่งเสียงติงตังอัน
ลี้ลับเลื่อนลอย
พร้อมกับการสะบัดพลิ้วของชุดยาวสีแดงเข้มที่ยาวระพื้น พลังกดดัน
อันกล้าแกร่งกวาดซัดออกมาจากร่างนางเป็นระลอก
แสงประกายไหลรินออกมาจากจันทร์เสี้ยวสีเงินยวงที่ด้านหลังนาง
พลังเทพจันทราเมื่อเผาผลาญตัวเอง กลับไม่ได้มีรูปลักษณ์เช่นเปลว
ไฟ แต่เป็นลำธารแสงจันทร์สีเงินที่เย็นเยียบดุจสายน้า เปลวดวงจันทร์
น้าแข็งอันเย็นยะเยือกปลุกเร้าเส้นประสาททุกเส้นของนางจนสั่นระริก
อย่างไรก็ตาม นางสีหน้าสงบราบเรียบ ในใจรู้สึกถึงเสียงสะท้อนบาง
ประการ จันทร์เต็มดวงที่กลางนภาผนึกรวมตัวเป็นลำแสงแก่นสารของ
แสงจันทร์ ฉายส่องลงมาที่เขิงเหลียนเอ๋อร์
นางยังรู้สึกถึงสายสัมพันธ์อันละเอียดซับซ้อนและน่าอัศจรรย์
ระหว่างนางกับจันทร์เต็มดวงที่กลางนภา แก่นสารแสงจันทร์จากจันทร์
เต็มดวงซึมซาบเข้าไปในร่างนางอย่างต่อเนื่อง เปลวแสงจันทร์เย็นเยือก
ไหลลงมาไม่ขาดสาย
พลังภายในกายนางเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ไม่ช้านางก็บรรลุถึงสภาพที่สมบูรณ์พร้อมที่สุดของนาง
ทันใดนั้นเอง นางพลันรู้สึกถึงบางสิ่ง ต้องแหงนมองดูจันทราที่กลาง
เวหาหาว
ดวงจันทร์จู่ ๆ เปล่งแสงสว่างไสว พวยพุ่งแก่นสารแสงจันทร์นับไม่
ถ้วนออกมา เห็นเส้นสายลำแสงของแก่นสารแสงจันทร์สีเงินทยอยพุ่งลง
มาจากจันทร์เต็มดวง
เพียงชั่วพริบตาเดียว เส้นลำแสงแก่นสารแสงจันทร์นับไม่ถ้วนโปรย
ปรายลงมาพร้อมกัน ราวกับม่านไหมสีเงินครอบคลุมไปทั่วที่ราบภาคกลาง
เขิงเหลียนเอ๋อร์ดวงตาสาดประกายคมกล้า เต็มไปด้วยความคิดฆ่า
ฟัน
ภายในร่างที่ค่อย ๆ จางลงของหลัวหลี ทันใดนั้นมีเปลวไฟสายหนึ่ง
ปะทุขึ้น ร่างกายที่ดูเลือนรางยามนี้ไม่ต่างจากก้อนฝ้ายชุ่มน้ามัน เริ่มลุก
ไหม้อย่างร้อนแรง
เปลวไฟลุกลามไปตามสายโซ่ที่เชื่อมโยงระหว่างคนทั้งสอง ไหลตรง
ไปยังหว่อหลีอย่างรวดเร็ว
หว่อหลีพลันหันหน้ากลับมา จ้องมองหลัวหลีที่ถูกปกคลุมด้วยเปลว
ไฟอย่างเงียบ ๆ
ดวงตางดงามเย็นชาของนางทอแววนุ่มนวล จากนั้นเปลี่ยนเป็นแน่ว
แน่เด็ดเดี่ยว
นับตั้งแต่ที่นางถูกสร้างขึ้นมา ก็รู้ว่านางคือกระบี่ของมัน กระบี่ควรที่
จะกล้าแกร่ง ควรที่จะแหลมคม มีแต่เป็นเช่นนั้นจึงสามารถปกป้อง
คุ้มครองมันได้
นางล่วงรู้ความคิดของมัน เข้าใจความมุ่งมั่นของมัน เช่นเดียวกันกับ
ที่เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของมัน
ร่วมเรียงเคียงคู่ ไม่ว่าเป็นหรือตาย ไม่พลัดพรากไม่แยกจาก
นางคือกระบี่ของมัน คงอยู่เพื่อช่วยให้มันทำหน้าที่ของตนให้สำเร็จ
ลุล่วง
เปลวไฟลุกลามผ่านสายโซ่มาถึงนางอย่างรวดเร็ว นางถือกำเนิดจาก
มัน คงอยู่เพื่อมัน ครั้งนี้สามารถลุกไหม้เป็นเถ้าธุลีในเปลวไฟของมัน หัวใจ
นางสงบเยือกเย็นผิดธรรมดา
เปลวไฟบุกผ่านเข้าไปในร่างนาง พลังเทพอันยิ่งใหญ่ไพศาลก่อตัวขึ้น
ในร่างราวกับภูเขาไฟปะทุ
“หลัวหลี!”
ริมฝีปากของนางเผยอขึ้นเล็กน้อย เสียงกระซิบนี้แผ่วเบายิ่ง เต็มไป
ด้วยอารมณ์อันนุ่มนวล ทว่าเงาร่างเลือนรางในเปลวไฟกลับคล้ายได้ยิน
เสียงกระซิบนี้ ร่างสะท้านขึ้นเบา ๆ
เปลวไฟค่อย ๆ อ่อนโทรมลงทีละส่วน สายโซ่ถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน
เปลวไฟเส้นสายสุดท้ายหายเข้าไปในร่างของนาง นางสามารถรู้สึกถึงกลิ่น
อายอันคุ้นเคยอยู่ภายในตัวนาง มันไม่เคยจากไปไหน
“ไม่พลัดพราก ไม่แยกจาก!”
หว่อหลีใบหน้ามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว นางคือกระบี่ นางต้องกระทำความ
ปรารถนาสุดท้ายของมันให้สำเร็จลุล่วง!
ความปรารถนาของมันคือความปรารถนาของนาง!
ภาระหน้าที่ของมันคือภาระหน้าที่ของนาง!
เป็นตายเคียงคู่ ไม่เคยแยกจากกัน!
ผู้อาวุโสสูงสุดอุทานเบา ๆ อย่างแปลกใจ นี่คือ…วิญญาณกระบี่! เป็น
ครั้งแรกที่มันพบเห็นวิญญาณกระบี่ที่คล้ายมีชีวิตถึงเพียงนี้ สิ่งที่ทำให้มัน
ตื่นตะลึงมากที่สุด ก็คือวิญญาณกระบี่ตนนี้ดูแล้วแทบไม่ต่างอันใดจากคน
มีชีวิต
นี่เป็นไปไม่ได้!
แม้แต่คุนหลุนยังไม่สามารถทำให้วิญญาณกระบี่กลับกลายเป็นคนมี
ชีวิต วิญญาณกระบี่สร้างขึ้นจากเคล็ดวิชากระบี่ ไม่มีผู้ใดสามารถสร้างคน
อีกคนหนึ่งขึ้นมาได้ ต่อให้เป็นยอดฝีมือด่านเทพยุทธ์ ยังไม่อาจกระทำเรื่อง
ที่ฝืนกฏเกณฑ์แห่งฟ้าดินเช่นนี้ได้!
คนจากม่ออวิ๋นไห่เหล่านี้ … …นับว่าเป็นตัวประหลาดกลุ่มหนึ่งโดย
แท้!
เอ่ยถึงขีดความสามารถของเขิงเหลียนเอ๋อร์ ผู้อาวุโสสูงสุดหาได้
ประหลาดใจไม่ เป็นที่ล่วงรู้กันมานานแล้วว่าเขิงเหลียนเอ๋อร์ครอบครอง
มรดกวิชาที่สมบูรณ์ของพลังเทพจันทรา หลายสำนักเฝ้าคิดอ่านวางแผน
ปรารถนาจะคร่ากุมเขิงเหลียนเอ๋อร์เพื่อรีดเค้นเคล็ดวิชาพลังเทพจัน
ทราจากนาง แต่ท้ายที่สุดแล้วเนื่องเพราะความเข้มแข็งของม่ออวิ๋นไห่
จำต้องเลิกล้มความตั้งใจไป
วิหารเทพจันทราแม้ไม่ได้ทรงพลังอำนาจเท่าวิหารเทพสุริยัน แต่สาย
การสืบทอดของพวกมันไม่เคยขาดหายมาก่อน ไม่ว่าในยุคสมัยใด พวกมัน
ก็สามารถคงไว้ซึ่งมรดกเคล็ดวิชาของตน เพียงเรื่องนี้ก็สามารถพิสูจน์
ยืนยันพลังของพวกมันได้เป็นอย่างดี
มองดูท้องฟ้าที่เบื้องบน กระทั่งผู้อาวุโสสูงสุดยังต้องใจสั่นไหวเป็น
ระลอก
ดวงอาทิตย์ จันทร์เต็มดวง ท้องฟ้าที่ย้อมด้วยสีโลหิต รวมกันเป็นภาพ
ที่ชวนอกสั่นขวัญแขวนฉากหนึ่ง ด้วยภูมิความรู้ของผู้อาวุโสสูงสุดยังไม่
เคยพบเห็นภาพประหลาดพิสดารถึงเพียงนี้มาก่อน
คราครั้งนี้กลายเป็นเรื่องยุ่งยากขึ้นมาแล้วจริง ๆ!
?
โอกาสนี้เชือดหลินเชียนกับคนเหล่านี้ทิ้ง นับแต่นี้จะไม่มีผู้ใดสามารถ
หยุดยั้งการครองแผ่นดินของเทียนหวนได้อีก
ทว่าผู้อาวุโสสูงสุดระมัดระวังกระบี่ในมือหลินเชียนอย่างยิ่งยวด คน
ทั่วไปอาจไม่ล่วงรู้เบื้องลึกของกระบี่เทพเล่มนี้ แต่ผู้อาวุโสสูงสุดจะไม่รู้ได้
อย่างไร?
ช่วงเวลาหลายปีนี้เอง เพียงพอให้มันนำเทียนหวนพิชิตแผ่นดินแต่
แรก
แต่ก่อนหน้านั้น มันจะต้องรอดออกจากที่แห่งนี้ทั้งที่ยังมีชีวิตเสียก่อน
ผู้อาวุโสสูงสุดรักษาความตื่นตัวต่อหลินเชียนที่ซ่อนตัวรอคอยโอกาส
ลงมืออยู่ตลอดเวลา
หลินเชียนกับกระบี่เทพไท่กู่ของมันไม่ต่างจากอสรพิษร้ายซุกซ่อนใน
เงามืด หากผู้อาวุโสสูงสุดเผยช่องว่างรอยโหว่แม้เพียงเล็กน้อย อสรพิษ
ร้ายตนนี้จะสยายคมเขี้ยว พร้อมส่งพิษสังหารเข้าไปในร่างของศัตรูได้ทุก
เมื่อ
ในความเห็นของผู้อาวุโสสูงสุด ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหลินเชียนเป็นภัย
คุกคามที่ร้ายกาจที่สุด เจ้าพวกคนของม่ออวิ๋นไห่ไม่ว่าอย่างไรต้องตาย
อย่างแน่นอน หมายความว่าหลินเชียนเพียงมุ่งเป้ามาที่มันคนเดียวก็พอ!
ดังนั้นผู้อาวุโสสูงสุดแม้เบื้องหน้าต่อสู้กับกลุ่มคนจากม่ออวิ๋นไห่ แต่ใน
ใจยังคงลอบระวังป้องกันการโจมตีของหลินเชียน แต่ที่นึกไม่ถึงก็คือ คน
ของม่ออวิ๋นไห่เหล่านี้กลับสร้างความตื่นตะลึงให้แก่มันซ้าแล้วซ้าเล่า
ทันใดนั้นมันพลันพบว่า การถูกคนทั้งหกล้อมขนาบในสภาพเช่นนี้
คิดจากไปก็ไม่ง่ายแล้ว
ภายในห้าชั่วยามหากมันไม่อาจจากไป ก็ต้องร่วมกลบฝังไปพร้อมกับ
การล่มสลายของที่ราบภาคกลางเช่นกัน
จั่วม่อกับพวกทั้งหกไหนเลยจะล่วงรู้ความคิดอันซับซ้อนของผู้อาวุโส
สูงสุด พวกมันเข่นฆ่าจนสองตาแดงฉานไปตั้งแต่แรก
จั่วม่อร่างอาบท่วมด้วยเปลวเพลิงลุกโหม มันประหนึ่งราชสีห์พิโรธที่
โหมโจมตีอย่างคลุ้มคลั่ง ในร่างคล้ายอัดแน่นไปด้วยพลังอันไพศาลที่เดือด
พล่านอย่างรุนแรง ราวกับทะเลไฟไร้ที่สิ้นสุด ทำให้มันกลายเป็นสัตว์ร้าย
กระหายเลือดที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
หากมิใช่ว่าสติสัมปชัญญะของจั่วม่ออยู่ในสภาพเลอะ ๆ เลือน ๆ
เช่นนั้นผู้อาวุโสสูงสุดเพียงรับมือกับมันผู้เดียวก็เกรงว่าจะตึงมือมากแล้ว
จั่วม่อเปรียบประดุจดวงอาทิตย์ ภายในร่างคล้ายแฝงไว้ด้วยแสงสว่าง
และความร้อนไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ทราบเพราะเหตุใด จั่วม่อสามารถเชื่อมโยง
กับดวงอาทิตย์ที่ด้านบน ดวงอาทิตย์ลุกไหม้อย่างร้อนแรงอยู่เหนือศีรษะ
พวกมัน ภายใต้แสงอาทิตย์แรงกล้า จั่วม่อยิ่งทรงพลังอำนาจมากขึ้นเรื่อย
ๆ
เหวยเสิ้งผู้ถูกกระบี่โลหิตประหารเทพสิงร่าง เปี่ยมล้นไปด้วยรังสีฆ่า
ฟันซึ่งซุกงำไว้นานกว่าหมื่นปี มิหนำซ้ากระบี่ยังมีประสบการณ์ต่อสู้
มากกว่าเหวยเสิ้ง โลหิตของนักรบเทพยุทธ์เหล่านั้นยังเพียบพร้อมไปด้วย
สัญชาตญาณการต่อสู้แลกชีวิตก่อนที่พวกมันจะตกตาย
ทุกกระบี่ของมันใช้ออกอย่างปลอดโปร่งตามใจปรารถนา แต่ล้วน
ทรงอานุภาพอย่างน่าตระหนก
กลิ่นคาวโลหิตยังแฝงเร้นไปด้วยพลังอันน่าพรั่นพรึง
เปรียบกับจั่วม่อที่ไม่รู้สึกตัว เหวยเสิ้งยังเป็นภัยคุกคามที่น่ากลัวยิ่ง
กว่า
ผู้อาวุโสสูงสุดเพิ่งจะถลันหลบขวานเทพสุริยันเล่มหนึ่ง ทันใดนั้น
เจตจำนงกระบี่สามเล่มก่อเกิดเป็นธารโลหิตสามสาย เปล่งเสียงแหวกฝ่า
อากาศ จู่โจมเข้าหามันจากสามทิศทางราวกับพญางูสีเลือดสามตัว
หากปล่อยให้หนึ่งในพวกมันกระทบถูกร่าง แม้ว่ามันจะมีอักขระเทพ
คุ้มกาย แต่เกรงว่าจะไม่ใช่รสชาติที่น่าลิ้มลองนัก
ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น คือมันจะสูญเสียโอกาสในการเป็นฝ่ายกำหนด
อักขระเทพเปล่งแสงวาบที่ใต้ฝ่าเท้า ผู้อาวุโสสูงสุดร่างหายวับไปกับ
ตา
มันเพิ่งจะปรากฏกายขึ้นอีกครั้งในตำแหน่งที่ห่างออกมาสามร้อยจั้ง
ชั่วพริบตานั้นลำแสงที่ส่องลงมาจากดวงจันทร์ส่ายไหววูบหนึ่งแทบมองไม่
เห็น แต่ผู้อาวุโสสูงสุดคล้ายสัมผัสรับรู้ถึงบางสิ่ง รีบหลบหลีกเป็นหนที่สอง
ทันทีที่ร่างของมันหายวับไป คมมีดโค้งสายหนึ่งก็ฟันผ่านจุดที่มันยืนอยู่
เมื่อครู่อย่างเร้นลับ
รอจนผู้อาวุโสสูงสุดปรากฏร่างขึ้นอีกครั้ง แทบจะชั่วพริบตาเดียวกัน
การโจมตีของอากุ่ยพลันปรากฏขึ้นด้านหลังของมันโดยไร้สุ้มเสียง
ผู้อาวุโสสูงสุดถูกบีบบังคับจนมีสภาพทุลักทุเลถึงเพียงนี้ ในใจบังเกิด
ไฟโทสะกลุ่มหนึ่งลุกฮือโหม มันแค่นเสียงอย่างเย็นชา อักขระเทพมากมาย
นับไม่ถ้วนพุ่งพรวดออกมาจากแผ่นหลังของมัน กลืนกินอากุ่ยลงไปใน
คราวเดียว
ทัณฑ์เทวะมิดับสูญแม้รับมือลำบาก แต่เป็นเพียงความยุ่งยากเล็ก ๆ
เท่านั้น!
ผู้อาวุโสสูงสุดในอกอัดแน่นไปด้วยความคิดฆ่าฟันเทียมฟ้า มันจะ
แสดงให้คนเหล่านี้ได้ประจักษ์ชัด ว่ายอดฝีมือระดับเทพยุทธ์คือสิ่งใด!
อักระเทพงอกเงยเติบโตอย่างบ้าคลั่งราวกับป่าเถาวัลย์ ห่อหุ้มรอบ
กายอากุ่ยในบัดดล อักขระเทพสีเขียวแก่เหล่านี้แข็งแกร่งสุดเปรียบปาน
แม้ว่ามีดสั้นกระดูกในมืออากุ่ยจะสามารถตัดทำลายพวกมัน แต่พวกมัน
ผู้อาวุโสสูงสุดยามคับขันไม่ลนลาน จี้ดรรชนีออกอย่างเป็นธรรมชาติ
ทันใดนั้นอักขระเทพชุดหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้า จากนั้นแยกออกเป็น
สองส่วน เผยให้เห็นช่องว่างสีดำอันไร้ก้นบึ้ง นี่คือรอยแตกของความว่าง
เปล่าไร้ขอบเขต!
เจตจำนงกระบี่ของหว่อหลีจมหายลงไปในความว่างเปล่าไร้ขอบเขต
ผู้อาวุโสสูงสุดลอบคลายใจลงเล็กน้อย แม้ว่าเจตจำนงกระบี่นี้จะอยู่
ระหว่างความเป็นและความตาย ระหว่างจริงแท้และมายาภาพ แต่หากถูก
ดูดเข้าไปความว่างเปล่าไร้ขอบเขต ก็มีเพียงชะตากรรมที่ต้องถูกทำลาย
เท่านั้น
ทันใดนั้นความรู้สึกหน่วงหนืดปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันอีกครั้ง
บันดาลให้ผู้อาวุโสสูงสุดร่างชะงักไปชั่ววูบ แทบจะถูกเจตจำนงกระบี่ของ
เหวยเสิ้งฟันใส่ร่าง ลอบหลั่งเหงื่อเย็นเยียบอย่างพรั่นใจ
เห็นเหล่าอสรพิษสายฟ้าเต้นเร่าอยู่ในเมฆดำ ดุเดือดรุนแรงยิ่งกว่า
ครั้งก่อนมาก
ผู้อาวุโสสูงสุดหันไปมองเหวยเสิ้ง ในใจบังเกิดความคิดฆ่าฟันท่วมท้น
กระบี่โลหิตประหารเทพแล้วจะเป็นไร?
?
สายฟ้านับพันถูกบีบอัดจนกลายเป็นลูกกลมสีเงินอันเจิดจรัส พลัน
ปรากฏขึ้นที่ปลายดรรชนีของผู้อาวุโสสูงสุด
ผู้อาวุโสสูงสุดจี้ดรรชนีเบา ๆ ลูกกลมสีเงินระเบิดพลังสภาวะอันน่า
แตกตื่นสะท้านใจ พุ่งวาบเข้ารับหน้าเจตจำนงกระบี่โลหิตที่จู่โจมเข้ามา
อย่างหักโหม!