สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 838 ข้าคือราชันแห่งม่ออวิ๋นไห่!
จั่วม่อและเขิงเหลียนเอ๋อร์สบตากันวูบ ต่างพบเห็นเค้าความตื่น
ตระหนกในสายตาของอีกฝ่าย
ขอบเขตแห่งเทพเทวะ!
ยอดยุทธ์ที่กล้าแกร่งเกรียงไกรถึงขั้นนี้ ไม่ได้ปรากฏขึ้นในโลกกี่หมื่นปี
มาแล้ว?
พลังยุทธ์ซึ่งผู้อาวุโสสูงสุดสำแดงออกมาในยามนี้ เกินกว่าที่คนผู้หนึ่ง
จะมีปัญญาเอาชนะได้! ตามตำนานเล่าขาน ผู้ที่บรรลุถึงระดับชั้นแห่งเทพ
เทวะ สามารถทำลายหรือปิดตายอาณาจักรได้อย่างง่ายดายปานพลิกฝ่า
มือ!
น่าสะพรึงกลัวนัก!
จั่วม่อผู้ไม่กลัวฟ้าไม่กลัวดิน ชั่วพริบตานี้แทบไม่อาจสะกดกลั้นความ
หวาดหวั่นพรั่นพรึงที่แผ่ซ่านขึ้นจากก้นบึ้งหัวใจ ร่างผอมแห้งของผู้อาวุโส
สูงสุดคล้ายครอบงำทั้งแผ่นฟ้าแผ่นดิน บันดาลให้ผู้คนรู้สึกกดดันอย่าง
รุนแรง กระทั่งพลังสภาวะที่เพิ่มพูนขึ้นไม่หยุดยั้งของศิษย์พี่ใหญ่ เทียบกัน
แล้วยังอ่อนด้อยกว่ามาก
ตรงกันข้ามกับฝ่ายจั่วม่อที่แตกตื่นตระหนก เหล่ายอดยุทธ์เทียนหวน
พากันปลาบปลื้มยินดี พวกมันจ้องมองผู้อาวุโสสูงสุดที่บนฟากฟ้า แทบจะ
หมอบกราบกรานด้วยความเคารพเทิดทูนอย่างสุดหัวใจ
เหวยเสิ้งเองก็ตระหนักดีถึงความแข็งแกร่งของศัตรูในยามนี้
ก่อนหน้านี้มันยังสามารถใช้พลังสภาวะตรึงฝ่ายตรงข้ามเอาไว้ แต่
ยามนี้ผู้อาวุโสสูงสุดแม้ดูผิวเผินไม่มีอันใดแตกต่างจากเดิม แต่ไม่ว่าจะ
เพียรพยายามสักเท่าใด มันก็ไม่อาจสะกดตรึงร่างของผู้อาวุโสสูงสุดได้อีก
ผู้อาวุโสสูงสุดคล้ายกลับกลายเป็นหนึ่งเดียวกับฟ้าดิน ปราศจากร่องรอย
ให้สืบสาว
กระบี่โลหิตประหารเทพในมือสั่นอย่างรุนแรง
รุนแรงและบ้าคลั่ง ราวกับพยายามจะดิ้นหลุดจากมือของเหวยเสิ้ง
หรืออาจต้องการทำลายมือของมันไปพร้อมกัน
แต่มือของเหวยเสิ้งแกร่งกร้าวมั่นคงดุจหินผา ไม่สะท้านสะเทือน
แม้แต่น้อย
มันสามารถสัมผัสได้ถึงทะเลโลหิตอันไร้ที่สิ้นสุดภายในกระบี่โลหิต
ประหารเทพ ซึ่งกำลังกรีดร้องคำรามอย่างเกรี้ยวโกรธ ทั่วผืนสมุทรพลุ่ง
พล่านปั่นป่วน มวลคลื่นโหมซัดสูงกว่าพันจั้ง!
โลกภายในกระบี่มีชีวิตขึ้นมาอย่างสมบูรณ์
ภายใต้แรงปลุกเร้าของระดับเทพยุทธ์ กระบี่โลหิตประหารเทพพิโรธ
โกรธกริ้วอย่างเต็มที่ มันราวกับสัตว์ประหลาดดุร้ายกระหายเลือดที่ถูกยั่วยุ
เมื่อครั้งกระโน้นมันดื่มโลหิตนักรบผู้ยิ่งใหญ่มานักต่อนัก หาได้เกรง
กลัวยอดฝีมือระดับเทพยุทธ์ไม่!
กับเพียงแค่ชนชั้นเทพยุทธ์ผู้หนึ่ง มันจะเกรงกลัวได้อย่างไร!
เหวยเสิ้งขวางกระบี่โลหิตประหารเทพที่เบื้องหน้า กล่าวราวรำพึงกับ
กระบี่ “เจ้าก็ไม่ยินยอมพร้อมใจใช่หรือไม่?”
วู้ม!
แสงสีเลือดพลันระเบิดวาบออกมาจากกระบี่!
มันไม่รู้จักความกลัว ไม่เคยก้มศีรษะให้ใคร มันคือความโหดเหี้ยม
กระหายเลือด ไม่เคยแยแสสนใจว่าผู้ใดจะยอมรับนับถือมันหรือไม่ มัน
ทระนงถือดี มันพยศดุร้าย ไม่ยอมศิโรราบ!
มันคือกระบี่โลหิตประหารเทพ!
นามนี้มิเพียงหมายถึงเกียรติศักดิ์ศรี ยังมอบจิตวิญญาณให้แก่มันด้วย
นับตั้งแต่นั้นมา ‘สังหารเทพ’ กลับกลายเป็นชะตากรรมของมัน นักรบชั้น
เทพยุทธ์คนแล้วคนเล่าตกตายภายใต้คมกระบี่ของมัน สังเวยโลหิตให้แก่
มัน
ความเปลี่ยวเหงานับหมื่นปี มันประหนึ่งสัตว์ร้ายที่สนิทนิทราไม่รู้ตื่น
แต่แล้วความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่อย่างน่าอัศจรรย์ของเหวยเสิ้ง กลับเป็น
ที่ยอมรับนับถือของมัน มันตื่นขึ้นจากห้วงนิทราอันลึกล้า แต่ยังคงดูแคลน
การต่อสู้ในยุคสมัยนี้
รอจนกระบี่เทพไท่กู่ในที่สุดปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งที่คุนหลุน มันค่อย
ตื่นขึ้นมาอย่างเต็มที่
ความปรารถนาในการต่อสู้กับคู่มือเข้มแข็งอีกครั้ง ทำให้มันเผยคม
กระบี่ที่ปกปิดซ่อนเร้นออกมา คมกระบี่ที่ซุกซ่อนเอาไว้หลายพันปี
จนถึงวันนี้ มันได้พบพานนักรบระดับเทพยุทธ์คนแรกในรอบหมื่นปี
ถึงกับสั่นสะท้านขึ้นมา มันลิงโลดยินดีแทบคลุ้มคลั่ง ความกระหายอยาก
และความละโมบที่มอดดับลงนับหมื่นปี ในที่สุดระเบิดออกมาอย่างเต็มที่
ในคราวเดียว
“เจ้าก็ไม่ยินยอมพร้อมใจใช่หรือไม่
ประโยคของเหวยเสิ้ง ดึงมันกลับไปยังห้วงสมัยบรรพกาลอันยิ่งใหญ่
เรืองรอง
ความรุ่งโรจน์ของมัน เกียรติศักดิ์ศรีของมัน!
พลังที่เคยหลับใหลนับหมื่นปี ความพยศดุร้ายของมัน จิตวิญญาณ
การต่อสู้ของมัน ล้วนระเบิดออกมารวดเดียวราวกับภูเขาไฟแตกปะทุ!
ยินยอมพร้อมใจ
ไม่มีทาง!
ไหนเลยจะยินยอมพร้อมใจได้!
เสียงตะโกนอย่างเกรี้ยวกราดดุร้ายดังก้องอยู่ในจิตใจของเหวยเสิ้ง
ประหารเทพ! เพียงแค่สองคำนี้ก็ทำให้มันตื่นเต้นเร้าใจสุดระงับ!
เหวยเสิ้งรู้สึกถึงเจตนาฆ่าฟันอันเย็นเยียบเสียดกระดูกแล่นพล่านมา
จากกระบี่ หยั่งทราบถึงความกระหายอยากของกระบี่โลหิตที่สะกดกลั้น
มานานนับหมื่นปี!
เหวยเสิ้งกล่าวเสียงลึก “เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราก็มาสู้ด้วยกัน!”
โลหิตเดือดพล่านพลันไหลหลั่งจากด้ามกระบี่ แทรกผ่านเข้าไปในร่าง
ของเหวยเสิ้งราวกับหินหลอมเหลวที่ลุกโชติช่วง เหวยเสิ้งไม่ต่อต้านแข็ง
ขืน มันทราบว่าศึกครั้งนี้เป็นเรื่องของความเป็นความตาย ไม่เพียงแค่มันผู้
เดียว แต่รวมถึงจั่วม่อกับเหล่าสหายทั้งหมดอีกด้วย
ผู้อาวุโสสูงสุดเมื่อบรรลุถึงจุดสุดยอดแห่งพลังอำนาจของตน สิ่งแรก
ที่คิดกระทำ ย่อมต้องเป็นการเข่นฆ่าสังหารยอดยุทธ์ฝ่ายม่ออวิ๋นไห่ให้
หมดสิ้น!
หากชนชั้นยอดยุทธ์ล้วนตกตายภายใต้เงื้อมมือของผู้อาวุโสสูงสุดใน
ที่แห่งนี้ ม่ออวิ๋นไห่เท่ากับล่มสลายลงทันที
นี่ไม่ใช่เวลาของการประลองยุทธ์ แต่เป็นการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเอาชีวิต
รอด!
โลหิตที่แทรกผ่านเข้าไปในกระแสโลหิตของมันเปี่ยมล้นไปด้วยพลัง
อันดิบเถื่อน นี่เป็นของวิเศษที่เกิดจากการผสมผสานโลหิตของยอดฝีมือ
ระดับเทพยุทธ์นับไม่ถ้วน หลังจากข้ามผ่านกาลเวลานับหมื่นปี พลังที่อัด
แน่นอยู่ภายในมิเพียงไม่ลดลงแม้สักน้อยนิด แต่ยิ่งผสานรวมกันอย่าง
สมบูรณ์ กลับกลายเป็นกล้าแข็งกว่าเดิม
สำหรับเหวยเสิ้งในปัจจุบัน โลหิตดุร้ายที่อัดแน่นด้วยพลังอันน่ากลัว
เหล่านี้ ไม่ต่างจากพิษร้ายคร่าชีวิต
แต่ในเวลาเช่นนี้ เหวยเสิ้งไหนเลยจะมัวมาครุ่นคิดมากความ
หากอยู่ในสถานการณ์ปกติ มันยินดีกระเสือกกระสนดิ้นรนอยู่ใน
ทะเลโลหิต ค่อยๆ ขัดเกลาและทำความเข้าใจเจตจำนงกระบี่ของมัน
แทนที่จะยอมรับพลังซึ่งไม่ใช่ของตน สิ่งที่มันมุ่งมาดปรารถนาคือมุ่งไปให้
สุดวิถีทางแห่งกระบี่ ไม่ใช่แสวงหาความแข็งแกร่ง มันเพียงต้องการเห็น
จุดสูงสุดแห่งกระบี่เท่านั้น
ทว่าในเวลานี้ พวกมันถูกบีบบังคับเข้าตาจนแล้ว
พลังของทั้งสองฝ่ายห่างชั้นกันเกินไป มันคาดไม่ถึงว่าผู้อาวุโสสูงสุด
จะเผาผลาญตนเองโดยไม่คำนึงถึงผลสุดท้ายที่ตามมา การกระทำอันบ้า
คลั่งเช่นนี้ย่อมมีผลลัพธ์เพียงประการเดียว นั่นคือพลังฝีมือเสื่อมสูญ คน
ตกตาย
แต่ก่อนที่พลังฝีมือจะสูญสิ้น ผู้อาวุโสสูงสุดยังคงสามารถเข่นฆ่า
สังหารพวกมันทุกคนได้มากเกินพอ
มันยอมให้โลหิตที่ร้อนฉ่าจนแทบลุกไหม้ไหลเวียนไปทั่วร่างอย่างบ้า
คลั่ง ความรู้สึกเจ็บปวดร้อนลวกอันรุนแรงที่ปะทุขึ้นอย่างฉับพลัน แทบจะ
ทำลายใจกระบี่อันแน่วแน่เด็ดเดี่ยวของมันไป
เหวยเสิ้งแค่นเสียงหนัก ๆ ร่างที่ตั้งตรงดุจกระบี่ถึงกับสั่นเทิ้ม
หยดเลือดนับไม่ถ้วนไหลซึมออกมาจากทุกรูขุมขนทั่วร่าง คนคล้าย
มนุษย์โลหิตตนหนึ่ง ปกคลุมด้วยชั้นเลือดหนาแน่นตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
โลหิตเหนียวข้นคืบคลานไปทั่วร่างของมัน
จั่วม่อดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง
มันคาดการณ์แต่แรกว่าศึกนี้จะต้องยากลำบาก แต่ไม่คิดว่าจะหนัก
หนาสาหัสถึงเพียงนี้! ความแข็งแกร่งของผู้อาวุโสสูงสุดไม่นับว่าเหนือ
ความคาดหมายของมัน แต่สิ่งที่ทำให้มันตื่นตะลึงอย่างแท้จริง กลับเป็น
ความแน่วแน่เด็ดเดี่ยวของผู้อาวุโสสูงสุด
นี่คือส่วนที่มันคาดคำนวณผิดพลาด
มันร้อยไม่คิดพันไม่คิด ไม่คิดว่าผู้อาวุโสสูงสุดจะยินดีเป็นหยกศิลา
ล้วนแหลกลาญ ร่วมกลบฝังไปพร้อมกับพวกมัน!
นี่เป็นผู้อาวุโสที่ควรค่าแก่การนับถือ!
จั่วม่อมองดูเงาร่างผ่ายผอมบนฟากฟ้า ในสายตาของผู้คน เงาร่าง
ผอมแห้งนั้นยามนี้ดูใหญ่โตผิดธรรมดา ผู้ที่สามารถสละชีวิตเพื่อบ้านเกิด
เมืองนอนของตน ย่อมคู่ควรให้ทั่วหล้านับถือเลื่อมใส
ไม่มีผู้ใดคาดคิด เมื่อเหล่าปรมาจารย์ยุทธ์รุ่นก่อนของโลกเสื่อมทรุด
ลง เนื่องเพราะการถือกำเนิดของระบบพลังใหม่ หนึ่งในพวกมันยังคงยืน
หยัดอย่างทระนงองอาจ ไม่ได้ดับสูญไปพร้อมกับเหล่าปรมาจารย์ยุทธ์รุ่น
เดียวกัน ผู้อาวุโสสูงสุดเป็นสุดยอดฝีมือเพียงหนึ่งเดียวที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุด
ของโลกทั้งสองยุคสมัย ยังคงยืนหยัดอย่างอหังการอยู่บนจุดสุดยอดของ
ยุคสมัยแห่งพลังเทพ!
คนผู้นี้ถึงกับใช้เวลาหลายสิบปีกักขังตนเอง เพื่อคิดค้นศาสตร์วิชา
ยันต์เทพยดาแห่งเทียนหวน นำพาเทียนหวนสู่ความเรืองรองในยุคสมัย
แห่งพลังเทพ
แม้ว่ายามนี้พวกมันเป็นศัตรูกัน จั่วม่อยังอดนับถือเลื่อมใสผู้อาวุโส
สูงสุดท่านนี้ไม่ได้
นับเป็นบุคคลอันร้ายกาจโดยแท้!
แต่ในเวลาเช่นนี้ จั่วม่อย่อมไม่มีเวลาจะมัวมาสะท้อนใจ นี่เป็น
ช่วงเวลาของความเป็นความตาย สายตาของมันที่มองขึ้นไปท้องฟ้า
กลายเป็นบิดเบี้ยวเกรี้ยวกราดอย่างรวดเร็ว! เต็มไปด้วยความดุร้าย!
หากพวกมันไม่อาจหยุดยั้งผู้อาวุโสสูงสุด พวกมันทุกคนล้วนต้องทอด
ร่างเป็นซากศพอยู่ที่ใจกลางซีเซวียนนี้เอง!
จะไม่มีผู้ใดสามารถหนีรอดไปได้แม้แต่คนเดียว!
พลังฝีมือของทั้งสองฝ่ายไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันอีกต่อไป!
ผู้ที่ต้องเอาชีวิตเข้าแลกสมควรเป็นมันจึงจะถูกต้อง
นี่เป็นความรับผิดชอบของมัน
สองประโยคนี้ดังก้องอยู่ในใจจั่วม่อ สองตากลายเป็นแดงฉานด้วย
สายเลือด
จั่วม่อก้มหน้าลง ปากพึมพำกับตัวเองซ้าไปซ้ามา ราวกับกำลังละเมอ
“ผู้ที่ต้องเอาชีวิตเข้าแลกสมควรเป็นข้า! นี่คือความรับผิดชอบของข้า!”
จากนั้นกล่าวย้าอย่างหนักแน่น “ถูกแล้ว ผู้ที่ต้องเอาชีวิตเข้าแลก
สมควรเป็นข้าต่างหาก นี่คือหน้าที่ของข้า!”
“ข้าต้องการปกป้องอากุ่ย! ข้าอยากปกป้องทุกคน! ข้าต้องการ
ปกป้องม่ออวิ๋นไห่!”
สุ้มเสียงของมันเด็ดเดี่ยวเฉียบขาดดุจตัดตะปูเฉือนเหล็ก
มันเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงฉานด้วยเส้นเลือดราวกับใยแมงมุม ทันใด
นั้นมันกางสองแขน แผดคำรามด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมด
“ข้าคือราชันแห่งม่ออวิ๋นไห่!”
“ข้าคือราชันแห่งม่ออวิ๋นไห่!” “ข้าคือราชันแห่งม่ออวิ๋นไห่!” “ข้า…
คือราชันแห่งม่ออวิ๋นไห่!”
เสียงคำรามดังสะท้อนก้องอยู่ในหมู่เมฆ กังวานไปทั่วสนามรบ
จั่วม่อดวงตาแดงฉาน ถลึงมองผู้อาวุโสสูงสุด ไม่มีทั้งความเคารพหรือ
หวาดกลัว สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงจิตวิญญาณการต่อสู้ที่ลุกโชน และความ
เด็ดเดี่ยวแน่วแน่ไม่แปรผัน ความดุดันอำมหิตที่ปกติซุกซ่อนอยู่ในใจพลัน
ท่วมท้นประดุจน้าหลากบดบังสติสัมปชัญญะของมันไป
ไสหัวเข้ามาเถอะ!
ตาเฒ่า!
จั่วม่อแสยะยิ้มแยกเขี้ยว เปลวไฟสีทองนับไม่ถ้วนพวยพุ่งออกจาก
ร่าง มันไม่เพียงแต่เร่งเร้าพลังเทพในกายอย่างบ้าคลั่ง ทั้งยังเร่งกระตุ้น
เมล็ดผลึกสุริยันโดยไม่คำนึงถึงสิ่งใด
เมล็ดผลึกสุริยันยังคงหมุนอย่างแช่มช้า แก่นสารของดวงอาทิตย์ไหล
รินออกมา ซึมซาบสู่ร่างกายของจั่วม่อ จั่วม่อรู้สึกทั่วร่างอัดแน่นไปด้วย
พลัง พลังเทพของมันกลับกลายเป็นทั้งดิบเถื่อนและอันตราย!
ตาเฒ่า เข้าใจว่ามีเพียงเจ้าผู้เดียวหรือที่ยินดีแผดเผาตนเอง!
พลังเทพของจั่วม่อเริ่มลุกไหม้ราวกับเปลวไฟ
“มาเถอะ! ตาเฒ่า!”
ความร้อนรนกระวนกระวายทำให้จั่วม่อใจกล้าบ้าบิ่นกว่าเดิม มันเร่ง
เร้าพลังเทพที่ลุกโชนอย่างบ้าคลั่ง ตรงเข้ากระแทกใส่เมล็ดผลึกสุริยัน
อย่างไม่หยุดยั้ง
มันไม่อาจปล่อยให้อากุ่ยต้องตาย! ไม่อาจปล่อยให้ทุกคนต้องตาย!
ไม่มีทาง!
ต่อให้มันต้องตายแทนก็ตาม!
จั่วม่อไม่คำนึงถึงสิ่งอื่นใดโดยสิ้นเชิง ในใจมันเหลือเพียงประโยค
เหล่านี้
เมล็ดผลึกสุริยันยังคงหมุนช้า ๆ ตามเดิม แม้ว่าความเร็วจะเพิ่มมาก
ขึ้น แต่ยังไม่อาจทำให้จั่วม่อพึงพอใจได้ จั่วม่อผู้ถูกบีบคั้นจนตรอก ยามนี้
ประดุจพญาราชสีห์ที่โกรธแค้นสุดระงับ พลังเทพของมันไม่ได้ถูกส่งไป
ปลุกเร้าเมล็ดผลึกสุริยันอีกต่อไป แต่เปลี่ยนเป็นใช้พลังเทพที่ลุกไหม้ โหม
โจมตีใส่เมล็ดผลึกสุริยันอย่างคลุ้มคลั่ง!
พลัง! ข้าต้องการพลังมากกว่านี้!
พลังเทพในกายมันกระหน่าโจมตีด้วยระดับความเร็วอันน่าตระหนก
ในที่สุดปรากฏรอยร้าวสายหนึ่งบนพื้นผิวของเมล็ดผลึกสุริยัน!
จั่วม่อที่คลุ้มคลั่งอย่างสมบูรณ์ ไหนเลยจะยอมหยุดยั้งเพียงเท่านี้ มัน
ยังคงใช้พลังเทพระดมโจมตีเมล็ดผลึกสุริยันอย่างบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม
รอยร้าวค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้นทุกขณะ
เปรี๊ยะ!
เมล็ดผลึกสุริยันปริแตกออกโดยพลัน
“ข้าคือราชันแห่งม่ออวิ๋นไห่!”
“ข้า…คือราชันแห่งม่ออวิ๋นไห่!”
เสียงตะโกนก้องของจั่วม่อนี้ ผู้อาวุโสสูงสุดกลับไม่ได้ยินแม้สักครึ่งคำ
เนื่องเพราะยามนั้นมันกำลังลิงโลดยินดี ลิงโลดยินดีจนแทบคลุ้มคลั่ง
มันในที่สุดก็บรรลุถึงด่านเทพยุทธ์ ความรู้สึกสุดยอดของการควบคุมทุก
สรรพสิ่งบนโลก ยากจะบ่งบอกบรรยายออกมาเป็นถ้อยวาจา ท่วมท้นอยู่
ในใจมันอย่างต่อเนื่อง
ทว่าสิ่งที่ดึงดูดความสนใจทั้งหมดของมันในเวลานี้ ไม่ใช่เพียงแค่
ความปิติยินดีที่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตแห่งเทพยุทธ์ แต่เป็นพลังเทพของตน!
เนื่องเพราะผู้อาวุโสสูงสุดจู่ ๆ ก็พบว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกคล้ายอยู่ในการ
ควบคุมของมัน ไม่เว้นแม้แต่พลังเทพที่กำลังถูกเผาผลาญอยู่ภายในร่างก็
อยู่ในการควบคุมของมันด้วย
ความลึกลับที่ก่อนหน้านี้ยากจะเข้าใจได้ ในเวลานี้กระจ่างแจ้งอยู่ใน
ใจมัน กฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินนับไม่ถ้วนไหลผ่านในจิตใจประดุจแม่น้าใหญ่
ความลี้ลับมากมายที่มันเคยได้แต่งุนงงสงสัย ล้วนชัดเจนขึ้นมาในทันใด
ขอบเขตขั้นใหม่อย่างสมบูรณ์ โลกอันแปลกใหม่อย่างสมบูรณ์
ทันใดนั้นมันฉุกใจคิด หันกลับไปสำรวจตรวจสอบร่างกายของตนอีก
ครั้ง
รายละเอียดแปลกใหม่นับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นในจิตใจของมัน ผู้อาวุโส
สูงสุดใจกระตุกวูบ พลันเพ่งจิตควบคุม อักขระเทพภายในร่างค่อย ๆ
แปรเปลี่ยนไปอย่างเงียบเชียบ พลังเทพที่กำลังเผาไหม้อย่างดุเดือดค่อย ๆ
บังเกิดความมั่นคงอย่างรวดเร็ว
ถูกแล้ว มันกำลังกลับสู่เสถียรภาพ!
ก่อนหน้านี้พลังเทพของมันยังคงลุกไหม้อย่างเหนือการควบคุม บัดนี้
กลับเข้มแข็งมั่นคง โดยไม่มีร่องรอยว่าไม่กี่อึดใจก่อนหน้านี้เคยหลุดออก
จากการควบคุมมาก่อน ทันทีที่อักขระเทพกลับคืนสู่เสถียรภาพ อาการ
บาดเจ็บภายในพลันได้รับการเยียวยารักษา ในเวลาเดียวกัน สิ่งเจือปนใน
เลือดเนื้อร่างกายก็ถูกพลังเทพที่ลุกโชนช่วยกลั่นเกลาอย่างรวดเร็ว เลือด
เนื้อ เส้นเอ็นและกระดูกถูกจัดระเบียบใหม่อย่างไม่หยุดยั้ง ท้ายที่สุดก่อ
ร่างเป็นอักขระเทพอันแปลกประหลาดชุดหนึ่ง
อักขระเทพที่ใช้ร่างกายของมันเป็นลวดลายของอักขระ!
ความรู้สึกของพลังอันแกร่งกล้าเกรียงไกรที่ไม่เคยมีมาก่อน เปี่ยมล้น
อยู่ในทุกส่วนของร่างกาย
ที่แท้เป็นเช่นนี้! ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง!
มันเพียรค้นหาขั้นตอนสำคัญนี้มาไม่รู้ว่ากี่สิบกี่ร้อยปี แต่หลังจาก
ตัดสินใจเสียสละตัวเอง กลับเปะปะค้นพบเงื่อนปมสำคัญเข้าโดยบังเอิญ
ที่แท้มีเพียงการเผาผลาญพลังเทพโดยไม่สนใจสิ่งใด จึงสามารถทลาย
ขีดจำกัดของพลังดั้งเดิม บรรลุสู่ด่านเทพยุทธ์
เรื่องราวเกี่ยวกับระดับชั้นของเทพยุทธ์ มีเพียงบันทึกแหว่งวิ่นไม่กี่ชิ้น
เท่านั้น ส่วนใหญ่เพียงบรรยายความเก่งกล้าสามารถของนักรบเทพยุทธ์
ในสมัยโบราณ แต่ไม่มีสิ่งใดพอจะเป็นเค้าเงื่อนที่จับต้องได้ ผู้อาวุโสสูงสุด
ไม่เคยล่วงรู้ว่าระดับเทพยุทธ์ที่แท้จริงเป็นเช่นไร แต่ในฐานะสุดยอดฝีมือ
เพียงหนึ่งเดียวที่สามารถข้ามผ่านยุคสมัยแห่งพลังปราณสู่ยุคสมัยแห่ง
พลังเทพ พื้นฐานพลังฝีมือของมันลึกล้าสุดหยั่งถึง ยากจะหาผู้ใด
เทียบเทียมได้ มันเพียงอยู่ห่างจากด่านเทพยุทธ์แค่ก้าวเดียวเท่านั้น
ทว่าหนึ่งก้าวนี้คล้ายห่างไกลจนไม่มีวันไปถึง
ต่อเมื่อมันก้าวเข้าสู่ด่านเทพยุทธ์อย่างแท้จริงแล้วเท่านั้น ค่อยเข้าใจ
ถึงพลังอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรของระดับเทพยุทธ์ รวมถึงความรู้สึกที่ว่าทุก
สรรพสิ่งในโลกหล้าล้วนอยู่ในกำมือของมัน
ในช่วงเวลาอันกระชั้นสั้น ความเสียหายทั้งหมดที่เกิดจากการเผา
ผลาญพลังเทพ ล้วนถูกเยียวยารักษาจนหายดี พลังฝึกปรือของมันมี
เสถียรภาพอย่างรวดเร็ว สังขารร่างกายยิ่งแข็งแกร่งกว่าเดิม มันเพียง
ต้องการเวลาอีกเล็กน้อย พลังฝีมือของมันจะยิ่งแข็งแกร่งทรงพลังมากขึ้น
ไปอีก!
เนื่องเพราะมันล่วงรู้วิธีการที่จะทำให้พลังเทพของมันรุดหน้าอย่าง
ก้าวกระโดด
ด่านเทพยุทธ์เป็นเส้นแบ่งประการหนึ่ง
มีเพียงยอดฝีมือระดับเทพยุทธ์ จึงสามารถนับได้ว่าเป็นปรมาจารย์
พลังเทพขั้นสุดยอด!
ไม่น่าแปลกใจที่ผู้อาวุโสสูงสุดถึงกับร่าไห้ด้วยความปลาบปลื้ม มัน
เดิมทีเข้าใจว่าการมาครั้งนี้ก็ไม่คิดคืนกลับไปอีก คาดไม่ถึงว่ามันมิเพียงไม่
จำเป็นต้องสละชีวิต ยังกลับกลายเป็นยอดฝีมือระดับเทพยุทธ์คนแรกใน
รอบหมื่นปี
เทียนหวน!
บัดนี้เทียนหวนทะยานขึ้นเป็นขุมอำนาจสูงสุด!
เมื่อบรรลุด่านเทพยุทธ์ อายุขัยของมันจะยืดยาวออกไปอีกมากมาย
บางทีมันอาจมีอายุขัยยืนยาวกว่าสามพันปี
มันสามารถปกป้องคุ้มครองเทียนหวนเป็นเวลาสามพันปี!
ในสถานการณ์ปัจจุบัน ยอดยุทธ์ผู้ใช้พลังเทพเป็นหลักประกันเชิงกล
ยุทธ์ที่เข้มแข็งที่สุด ตราบเท่าที่มันยังไม่ตาย กระทั่งคุนหลุนยังไม่กล้าลง
มือต่อเทียนหวน ยอดฝีมือระดับเทพยุทธ์ผู้หนึ่งสามารถปิดตายอาณาจักร
หรือกระทั่งทำลายอาณาจักรได้ด้วยตัวคนเดียว! ความห่างชั้นระหว่าง
ระดับเทพยุทธ์และผู้ที่อยู่ต่ากว่าเทพยุทธ์ลึกล้าดุจห้วงเหวที่ไม่อาจข้าม
ผ่าน ไม่ใช่ช่องว่างที่อาศัยเพียงจำนวนคนจะสามารถทดแทนได้
อาศัยมันเพียงคนเดียว สามารถเข่นฆ่าสังหารคนจากม่ออวิ๋นไห่
ทั้งหมดได้อย่างง่ายดาย
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!”
กระทั่งบุคคลอันสงบเยือกเย็นเช่นผู้อาวุโสสูงสุด ยังอดหัวร่อกระหึ่ม
อย่างลำพองใจไม่ได้
ทันใดนั้นผู้อาวุโสสูงสุดส่งเสียงอืมม์เบา ๆ คำหนึ่ง สายตาหันเหจาก
เหวยเสิ้งไปยังจั่วม่อ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
เสาเพลิงอันโชติช่วงระเบิดออกจากร่างจั่วม่อ พวยพุ่งขึ้นไปถึงชั้นฟ้า
ท้องฟ้าทั้งผืนคล้ายสว่างจ้าอย่างกะทันหัน เมฆดำหนาทึบบนท้องฟ้าไม่
ต่างจากก้อนฝ้ายติดไฟ ถูกเปลวไฟสีทองเผาผลาญเป็นจุณในชั่วพริบตา
ราตรีสีดำถูกขับไล่ออกไป ดวงอาทิตย์สีทองลอยขึ้นช้า ๆ
ทันใดนั้นเสียงนกร้องดังก้องออกมาจากภายในเสาเพลิงสีทอง อีกา
ทองคำสามขาเก้าตัวโผพุ่งออกมา เหินร่อนอยู่รอบ ๆ เสาเพลิง
ภายในเสาเพลิง จั่วม่ออาภรณ์บนร่างฉีกขาดแทบไม่เหลือชิ้นดี ร่างที่
คล้ายหลอมสร้างจากทองคำเหลวลอยนิ่งอยู่ภายในเสาเพลิง ดวงตาที่ว่าง
เปล่าคู่นั้นจ้องมองผู้อาวุโสสูงสุดเขม็ง
เปลวไฟอันน่าแตกตื่นสะท้านโลกพวยพุ่งออกมาจากร่างของจั่วม่อ
ไม่ขาดสาย เปลวไฟที่ก่อตัวเป็นเสาเพลิง ล้วนออกมาจากภายในร่างของ
จั่วม่อทั้งสิ้น
เปลวไฟอันแกร่งกร้าวอหังการนัก!
พลังเทพอันไพศาลนัก!
ผู้อาวุโสสูงสุดสีหน้าแปรเปลี่ยน เสาเพลิงคล้ายเป็นดวงอาทิตย์ดวง
หนึ่ง! หากควบคุมไม่ได้ ทั้งอาณาจักรจะกลับกลายเป็นทะเลเพลิงผืนใหญ่
ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจหลบหนีรอดพ้น!
แต่จากนั้นผู้อาวุโสสูงสุดค่อยได้สติ อาณาจักรนี้จะคงอยู่หรือไม่ มัน
ไยต้องแยแสสนใจด้วย
สายตาของมันทอแววเศร้าเสียดายอยู่บ้าง ช่างน่าเสียดายนัก
อัจฉริยะเช่นนี้กลับมีชะตากรรมต้องมาจบสิ้นลงภายใต้เงื้อมมือตน การ
เผาผลาญพลังเทพโดยไม่สนใจสิ่งใดเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าเกินขีดจำกัดที่
จั่วม่อจะทนทานรับไหว ผลสุดท้ายมีเพียงประการเดียว เผาผลาญจนมอด
ไหม้เป็นจุณ พวกมันทั้งคู่แม้เผาผลาญพลังเทพโดยไม่สนใจชีวิต
เช่นเดียวกัน แต่เหตุผลที่ผู้อาวุโสสูงสุดสามารถฝ่าด่านเทพยุทธ์ ก็เนื่อง
เพราะรากฐานอันลึกล้าที่มันเพียรสร้างมานานนับร้อยปี จั่วม่อไม่มี
พื้นฐานที่สั่งสมมากพอ การเผาผลาญตนเองเช่นนี้มีแต่หนทางตายสถาน
เดียว
แต่ในช่วงคับขันอันตรายเช่นนี้ ถึงกับก้าวออกมาเบื้องหน้าผู้อื่น
ลำพังสำนึกรับผิดชอบนี้ก็สมแล้วที่เป็นราชันแห่งม่ออวิ๋นไห่
ผู้อาวุโสสูงสุดในใจชื่นชมจั่วม่อเป็นอย่างยิ่ง หากเทียนหวนมีศิษย์
เช่นนี้ มันจะต้องฟูมฟักเลี้ยงดูเป็นอย่างดีแน่นอน
น่าเสียดายนัก เจ้าเด็กน้อยนี้ไม่ใช่ศิษย์เทียนหวน… …
ผู้อาวุโสสูงสุดคลายใจลงอย่างสิ้นเชิง ชะตากรรมของจั่วม่อมีเพียง
ความตาย นี่เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่มีผู้ใดสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ภัยคุกคาม
ร้ายแรงของเทียนหวนในที่สุดก็คลี่คลายด้วยดี ขอเพียงไม่มีจั่วม่อ ไม่ต้อง
ให้เทียนหวนลำบากลงมือ ม่ออวิ๋นไห่ก็จะเกิดความขัดแย้งภายในจนล่ม
สลายไปเอง
ผู้อาวุโสสูงสุดเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นในพลังของตนอย่างเปี่ยมล้น
มันผ่อนคลายถึงขั้นที่ว่ามุมปากประดับด้วยรอยยิ้มจาง ๆ
ไฟสีม่วงที่เงียบสงบ พลันปลดปล่อยพลังสภาวะอันน่าอัศจรรย์
ไฟสีม่วงยิ่งมายิ่งกล้าแข็งขึ้นทุกขณะ พลังสภาวะยิ่งน่าสะพรึงกลัว
มากขึ้นเรื่อย ๆ ดวงตาคู่งามจับแน่นอยู่ที่จั่วม่อ อากุ่ยสีหน้าสงบราบเรียบ
ถึงกับแย้มยิ้มอย่างนุ่มนวล
นางไม่หวาดหวั่น นางปราศจากความเศร้าเสียใจ นางไม่รู้สึกเจ็บปวด
ดวงตาของนางคล้ายเห็นซึ้งกระจ่างผ่านโลกหล้า สงบนิ่งดุจบ่อน้าโบราณ
ไม่ว่าวันนี้จะเกิดเรื่องใดขึ้น นางก็จะติดตามนายน้อยไปตลอดกาล
ไม่พรากจากกัน!
ต่อให้พวกมันต้องตาย แต่การได้ตายด้วยกันยังนับเป็นโชควาสนา
ประการหนึ่ง
เขิงเหลียนเอ๋อร์จ้องมองบนท้องฟ้า ความตื่นตระหนกบนใบหน้าค่อย
ๆ เลือนหายไป พลังสภาวะอันน่าแตกตื่นสะท้านโลกของคนทั้งสี่ที่ด้านบน
กดดันจนนางแทบหายใจไม่ออก
ศิษย์เทียนหวนไม่อาจต้านทานพลังสภาวะอันน่ากลัวเหล่านี้ พากัน
ถอนตัวออกจากสนามรบแทบทั้งหมด
พลังสภาวะเหล่านั้นกล้าแข็งแกร่งกร้าวเกินไป ให้ความรู้สึกกดดันที่
ราวกับฟ้าดินกดทับลงมา ผู้คนกระทั่งจะหายใจยังยากลำบาก
แต่เขิงเหลียนเอ๋อร์และเหล่ายอดยุทธ์ของม่ออวิ๋นไห่คนอื่น ๆ ไม่มี
ผู้ใดหลบหนี
จับจ้องมองดูจั่วม่อที่อยู่ในเปลวไฟ เขิงเหลียนเอ๋อร์จู่ ๆ เผยอยิ้มอย่าง
เฉิดฉัน กล่าวราวรำพึงรำพันกับตัวเอง “ข้าไฉนยังอยู่ที่นี่?
“ชาวม่ออวิ๋นไห่ไม่เลว เจ้าผู้นี้ก็พอใช้ได้ นี่ก็เป็นเหตุผลที่ไม่เลว… …”
“อา ยุ่งยากอะไรเช่นนี้ ลืมมันไปเถอะ ข้าคร้านจะครุ่นคิดอีกต่อไป
เหตุผลเหล่านี้ก็เพียงพอแล้ว!”
เขิงเหลียนเอ๋อร์เงยหน้าขึ้น ยืดตัวตรง ดวงตาคู่งามทอประกายเจิดจ้า
ดั่งดวงดารา กระโปรงสีแดงเข้มซึ่งได้รับความเสียหายอยู่บ้างสะบัดปลิว
โดยปราศจากลม นางคล้ายดอกกุหลาบกลางฤดูหนาว แม้แต่ในช่วงเวลา
ของความเป็นความตาย ความงามปานหยาดฟ้ามาดินของนางยังเป็นสิ่งที่
ผู้คนไม่อาจปฏิเสธได้
พลังสภาวะของเขิงเหลียนเอ๋อร์เพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง!
จันทร์เสี้ยวเย็นเยือกดวงหนึ่งพลันปรากฏขึ้นที่เบื้องหลังนาง
เปรี๊ยะ!
ชั่วอึดใจให้หลัง ร่างงามหยุดสั่นไหว นางสงบลง
มุมปากปรากฏรอยยิ้มเย้ายวนใจ ราวกับดอกกุหลาบเหมันต์แย้มบาน
สะพรั่ง
นางลืมตาขึ้นอย่างฉับพลัน ในดวงตาทั้งคู่ปรากฏจันทร์เสี้ยวส่อง
ประกายอยู่ภายใน
จงหยูจ้องมองบนท้องฟ้า สายตาอบอุ่นราวแสงอาทิตย์ ริมฝีปากคลี่
เป็นรอยยิ้มอ่อนโยน
สุ้มเสียงเด็ดเดี่ยวมั่นคง แน่วแน่ไม่แปรผันแม้อยู่ท่ามกลางพายุอัสนี
บาต ยังคงสะท้อนก้องอยู่ในจิตใจมันจนถึงยามนี้
“จงหยูขอตั้งจิตอธิษฐาน สัตย์สาบานไม่บรรลุมรรคผล อุทิศร่างกาย
เป็นวัชระ เพื่อปกป้องต้าเหริน!”
คำอธิษฐานมรณะสละละทิ้งมรรคผล
อุทิศร่างกายตนเป็นวัชระ เพื่อปกป้องต้าเหริน!
นับตั้งแต่ครั้งกระโน้น ประโยคนี้ก็สลักแน่นอยู่ในหัวใจมัน
มันไหนเลยจะสามารถทนดูต้าเหรินเสียสละตนเองเพื่อปกป้องมันได้
ปกป้องต้าเหริน นั่นเป็นหน้าที่ของมันต่างหาก
จงหยูยื่นมือผอมแห้งออกมา
อักขระพระสูตรเชื่อมต่อเป็นวงกลม บิดม้วนรัดพันขึ้นไปตามลำแขน
ของมันดุจผ้าพันแผล เริ่มจากปลายนิ้ว ท่อนแขน สองไหล่ จากนั้นห่อหุ้ม
ไปทั่วร่าง วงกลมวงแล้ววงเล่าคลายตัวออกมา ลอยเข้าสู่ตำแหน่งอย่างไม่
ขาดสาย
ในมือถือไม้เท้าวิเศษสามปรากฏ จงหยูสีหน้าเคร่งขรึมสำรวม พลัง
สภาวะอันยิ่งใหญ่ไพศาลระเบิดวาบออกมาในบัดดล
“หว่อหลี ดูเหมือนจะถึงเวลาต้องสละชีวิตเข้าสู้แล้ว” หลัวหลีฝืนยิ้ม
อย่างจนใจ
“ดี” หว่อหลีพยักหน้ารับรู้ ใบหน้างดงามเย็นชาของนางไม่แสดง
อารมณ์อื่นใด
“คราครั้งนี้อาจต้องเอาชีวิตเข้าแลก เจ้าจะไม่ยิ้มให้ข้าเสียหน่อยรึ
ก่อนตายจะได้มีความทรงจำอันสวยงาม เช่นนี้การสละชีวิตจึงจะมีคุณค่า
ความหมาย!” หลัวหลีพึมพำ นานมากแล้วที่มันไม่ได้เห็นรอยยิ้มของหว่อห
ลี
“พวกเราเมื่อตายไป ไหนเลยจะยังมีความทรงจำอันใด” หว่อหลี
กล่าวอย่างเย็นชา
“เอ่อ …ถูกของเจ้า ช่างน่าเศร้ากระไรปานนี้!” หลัวหลีทำท่าแบมือ สี
หน้าสลดหดหู่
“ลงมือได้แล้ว!” หว่อหลีลอยตัวขึ้น ประหนึ่งกระบี่หลุดออกจากฝัก
เผยคมกระบี่อันเย็นเยียบออกมา
“นอกจากการที่สามารถต่อสู้เคียงข้างหว่อหลี ที่พอจะปลอบประโลม
จิตใจข้าได้บ้าง ข้าก็ไม่มีสิ่งใดให้คาดหวังอีกแล้วจริง ๆ อา ดูท่าศิษย์พี่คงได้
ดุว่าข้าเป็นแน่ ว่าเห็นสตรีสำคัญกว่าสหาย!” หลัวหลียังคงบ่นพึมพำกับ
ตัวเอง
หว่อหลีชะงักกึก หันหน้ากลับมาจ้องมองหลัวหลีเป็นเวลานาน
“จะอย่างไรอีกสักครู่ต้องตาย เจ้ามีวาจาจะกล่าวกับข้าใช่หรือไม่?”
หลัวหลีถามอย่างมีความหวัง
“มิผิด” คราวนี้หว่อหลีพยักหน้า
หลัวหลีคึกคักขึ้นอักโข “รีบบอก! รีบบอก!”
“ศิษย์พี่ของเจ้าพูดถูก” หว่อหลีกล่าว
หลัวหลีถึงกับอึ้งงัน ยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่
ชั่วอึดใจให้หลังค่อยได้สติ ต้องยิ้มพลางสั่นศีรษะอย่างอ่อนใจอยู่บ้าง
จากนั้นเงยหน้ามองไปยังจั่วม่อที่กลางเวหา อดหวนนึกย้อนกลับไปยัง
ภูเขาสุญตาไม่ได้ ครั้งนั้นมันข่มเหงรังแกศิษย์พี่ สุดท้ายถูกศิษย์พี่ทุบตีราว
กับสุนัขข้างถนน… …
โอ้ พอนึกขึ้นมาแล้ว… …ช่างน่าขายหน้าโดยแท้… …อืมม์ หลังจากนั้น
ทุกคนล้วนนอนหมดสภาพอยู่บนเตียงหลังงานชุมนุมวิจารณ์กระบี่ … …ที่
จริงแล้ววันคืนเหล่านั้นช่างดีนัก พวกมันไม่เคยต้องอยู่ในสภาพน่าสังเวช
ดังเช่นในเวลาต่อมา… …
พอนึกถึงว่าหลังจากทนทุกข์ทรมานจนแทบไม่คิดมีชีวิตอยู่ จากนั้น
อยู่ในกรงขังของเผ่าปิศาจได้พบกับศิษย์พี่อีกครั้ง มันถึงกับร่าไห้ออกมา
อย่างลืมตัว … …ช่างน่าอับอายขายหน้าเหลือเกิน… …
หลัวหลีจ้องมองจั่วม่อ
ท่านไฉนต้องกระโจนออกไปเบื้องหน้า?
ที่จริงแล้ว ปกติท่านเป็นคนฉลาดกว่านี้มิใช่รึ อา ยังจะทำอะไรได้อีก
เล่า! เอาเถอะ ท่านเมื่อบุกนำไปข้างหน้า เช่นนั้นข้ายังจะทำอะไรได้อีก
เล่า?
ไม่อาจปล่อยให้หว่อหลีกล่าวหาว่าข้าเห็นสตรีดีกว่าสหายจริง ๆ นั่น
ไยมิใช่เสื่อมเสียหน้ายิ่งนัก… …
ในอกมันคล้ายมีบางสิ่งลุกโชนขึ้นมา หลัวหลีจู่ ๆ ก็ยิ้มออกมา ร้อง
ตวาด “หว่อหลี!”
“อืมม์?”
นี่ทำให้มันตื่นตะลึงจนสุดระงับ!
หรือว่าคนเหล่านี้ไม่ทราบว่าพวกมันจะต้องตาย?
พวกมันไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ อาศัยเหวยเสิ้งกับจั่วม่อสองคน
เป็นไปได้มากว่าจะสามารถหยุดยั้งมันเอาไว้ได้ คนที่เหลือมีโอกาสหลบหนี
เอาชีวิตรอดไม่น้อย
พวกมันไยต้องทำเช่นนี้ หรือพวกมันไม่เข้าใจว่าการกระทำเหล่านี้
ไม่มีความหมายอันใด?
จั่วม่อถูกลิขิตให้ต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ ม่ออวิ๋นไห่ก็มีชะตากรรมที่ต้อง
แตกดับ พฤติการณ์ของคนเหล่านี้ไม่ต่างจากแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ
สำหรับพวกมันแม้ว่าทำเช่นนี้ ยังคงไม่มีโอกาสได้ชัยแม้แต่น้อย
ผู้อาวุโสสูงสุดย่อมเข้าใจการเสียสละตน แต่ในความเห็นของมัน การ
เสียสละตนเองต้องคุ้มค่า ต้องมีความหมาย ในเรื่องนี้คุนหลุนนับว่าสุดขั้ว
กว่าผู้ใด ในสายตาของคนเสียสติเหล่านั้น พวกมันเป็นส่วนหนึ่งในเบี้ย
ต่อรองของคุนหลุน หากถึงคราวจำเป็นพวกมันยินดีโยนตัวเองออกไปเพื่อ
แลกกับผลประโยชน์ของคุนหลุน
แต่ม่ออวิ๋นไห่กลับเป็นกลุ่มคนไร้เหตุผลขบวนหนึ่ง!
ไม่ทราบเพราะเหตุใด ผู้อาวุโสสูงสุดทันใดนั้นบังเกิดความเย็นเยียบ
จับใจ ในตัวของชาวม่ออวิ๋นไห่เหล่านี้ มันรู้สึกถึงบางสิ่งที่แตกต่างออกไป
นี่ไม่เหมือนกับความบ้าคลั่งไปถึงไขกระดูกของคุนหลุน
ความบ้าคลั่งของคุนหลุน เกิดจากการปลูกฝังศรัทธาความเชื่อซ้า
แล้วซ้าเล่าเป็นเวลานาน คุนหลุนเป็นสำนักที่ทำให้ผู้คนต้องตัวสั่นสะท้าน
ในคุนหลุน ตัวบุคคลไม่มีความสำคัญตลอดกาล เพื่อคุนหลุน ทุกผู้คน
สามารถเสียสละตัวเองได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม
นี่คือความเหี้ยมเกรียมที่ชวนให้ผู้คนต้องขวัญหนีดีฝ่อ
แต่เหล่าคนที่เบื้องหน้ามันหาใช่กลุ่มคนเสียสติดังเช่นคุนหลุนไม่
โดยทั่วไปแล้วในตัวพวกมัน ท่านจะไม่รู้สึกถึงความบ้าคลั่งอันใด การ
เสียสละตนเองแทบไม่เคยปรากฏในม่ออวิ๋นไห่ ผู้อาวุโสสูงสุดมักจะคิดอยู่
เสมอ ม่ออวิ๋นไห่เป็นเหมือนกับเทียนหวนที่มีขนาดเล็กกว่าเท่านั้น พวกมัน
แทบไม่ต่างจากเทียนหวน พวกมันเพียงสนใจแต่ผลกำไร เป็นกลุ่มพ่อค้าที่
วัน ๆ เอาแต่นั่งนับนิ้ว ดีดลูกคิด เพียงครุ่นคิดว่าพวกมันจะได้อะไร
เล่าลือกันว่าจั่วม่อไม่เคยทำการค้าที่ขาดทุน
ในความเห็นของผู้อาวุโสสูงสุด ความดุดันอำมหิตของม่ออวิ๋นไห่เป็น
กุศโลบายที่จะช่วยให้พวกมันทำกำไรได้มากขึ้น เป็นเพียงความกลอกกลิ้ง
เจ้าเล่ห์ของพวกมัน
จนถึงยามนี้ ผู้อาวุโสสูงสุดเพิ่งตระหนักว่ามันมันผิดแล้ว มิหนำซ้ายัง
ผิดอย่างน่าหัวร่อแทบตาย ความคล้ายคลึงของม่ออวิ๋นไห่กับเทียนหวน
เป็นเพียงผิวเผินเท่านั้น มีแต่ในอยู่ห้วงความเป็นความตายอย่างแท้จริง
เท่านั้น จึงสามารถมองเห็นความแตกต่างอย่างสุดขั้วของทั้งสอง
เทียนหวนเป็นพ่อค้าที่แท้จริง ม่ออวิ๋นไห่เพียงกระทำตนเป็นพ่อค้า
แท้ที่จริงแล้วพวกมันเป็นสุนัขป่าฝูงหนึ่ง!
ทันทีที่จั่วม่อผู้เป็นจ่าฝูงสุนัขป่าตัดสินใจสละชีวิตของตน ก็ไม่มีผู้ใด
ถอยหนี ทุกผู้คนพากันกระโจนเข้าสู่เส้นทางเดียวกันโดยไม่รีรอ
แม้ว่าพวกมันต่างทราบแน่แก่ใจ นี่ไม่ใช่ทางเลือกที่มีคุณค่า
ความหมายมากนัก แต่ก็ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงอันใด แม้ว่าพวกมันต่าง
ตระหนักดีว่าเส้นทางนี้จะนำไปสู่ความตายของพวกมันทุกคนก็ตาม
แต่พวกมันยังคงเลือกกระทำเช่นนี้โดยไม่พรั่น!
เนื่องเพราะพวกมันเลือกที่จะติดตามร่างที่ยืนหยัดอย่างทระนงที่
เบื้องหน้านั้น!
? หรือว่าผลตอบแทนอันดีเลิศ
หรืออาจจะเป็นบุญคุณ?
จะอย่างไรนับเป็นความสามารถในการรวมใจคนอันน่ากลัวนัก!
ผู้อาวุโสสูงสุดสีหน้าแปรเปลี่ยน มันมองดูบุรุษหนุ่มที่ลอยอยู่ในเปลว
ไฟ ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าไฉนบุรุษหนุ่มนี้สามารถทำให้ผู้คนมากมายยินยอม
สละชีวิตเพื่อติดตามมัน เช่นเดียวกันกับที่ไม่อาจล่วงรู้ ว่าสิ่งใดทำให้คน
เหล่านี้เป็นน้าหนึ่งใจเดียวกันถึงเพียงนี้
แต่มีสิ่งหนึ่งที่มันทราบชัด พลังเช่นนี้มีอำนาจยิ่งใหญ่ไพศาลมาก
พอจะเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่าง
เทียนหวนไม่มีพลังเช่นนี้ เทียนหวนสูญเสียพลังชนิดนี้ไปเนิ่นนานนัก
แล้ว
ดุจเดียวกันกับคำสาบานเมื่อปีนั้น ที่กระจายหายไปกับสายลม
มองดูศิษย์เทียนหวนที่หลบหนีอย่างลนลาน เปรียบกับเหล่าคนหนุ่ม
สาวของม่ออวิ๋นไห่ซึ่งกำลังเผาผลาญพลังชีวิตของตนอย่างบ้าคลั่ง ผู้
ในหลืบมุมที่ไม่มีอันใดสะดุดตาแห่งหนึ่ง ดวงตาหลายคู่จับจ้องมองดู
สิ่งที่เกิดขึ้นบนฟากฟ้าโดยไม่คลาดสายตา
ใบหน้าของพวกมันทอแววซับซ้อน
อาจบางทีเป็นความตื่นตระหนก นับถือเลื่อมใส เศร้าเสียดาย บังเกิด
ความคิดฆ่าฟัน และสุดท้ายคือโล่งอก
ผู้คนโดยรอบบนใบหน้ามีร่องรอยเคารพยกย่องอยู่บ้าง เหล่าคนบน
ท้องฟ้าล้วนแล้วแต่คู่ควรให้พวกมันนับถือเลื่อมใส
“นึกไม่ถึงว่าม่ออวิ๋นไห่จะน่ากลัวถึงเพียงนี้! คนเหล่านี้ล้วนเสียสติไป
แล้ว! เคราะห์ดีที่ตาเฒ่าเทียนหวนรับหน้าเสื่อแทนเรา ไม่เช่นนั้นพวกเรา
แม้สามารถเอาชัยม่ออวิ๋นไห่ แต่ก็ต้องเผชิญการตอบโต้อย่างรุนแรงก่อน
ตายของพวกมัน!”
หลินเชียนนิ่งเงียบงัน ศึกที่เบื้องหน้าสร้างความตื่นตะลึงให้แก่มัน
อย่างใหญ่หลวง
ไม่เพียงแค่มันเท่านั้น ศิษย์คุนหลุนคนอื่น ๆ ที่อยู่รอบกาย ล้วนตื่น
ตะลึงกันถ้วนหน้า
“เราสมควรเสาะหาจงเต๋อเสียก่อน” ใครบางคนกระตุ้นเตือน
“ถูกแล้ว ปล่อยให้พวกมันเผาผลาญตัวเองไปเถอะ ยิ่งบาดเจ็บล้ม
ตายทั้งสองฝ่ายยิ่งดี เราจะฉวยโอกาสนี้ปลิดปลงจงเต๋อเสียก่อน วันที่คุน
หลุนเราจะรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่นอยู่อีกไม่ไกลแล้ว!” ศิษย์อีกคนเห็น
พ้องด้วย
ทุกคนพยักหน้าพร้อมกัน ในการต่อสู้อันดุเดือดรุนแรงเช่นนี้ เป็นไป
ได้มากว่าจะบาดเจ็บล้มตายทั้งสองฝ่าย คุนหลุนจะกลายเป็นฝ่ายเดียวที่
ได้กำไร ไม่มีช่วงเวลาใดที่การคุ้มกันจงเต๋อจะเปราะบางถึงเพียงนี้อีกแล้ว
หากพวกมันสามารถฉวยโอกาสนี้ปลิดชีพจงเต๋อ ซีเซวียนจะตกสู่ความ
วุ่นวายทันที
การลงมือครั้งนี้ผ่านการวางแผนมาเป็นเวลานาน พวกมันแทบจะ
ทุ่มเทสรรพกำลังทั้งมวลเพื่อเล็ดรอดเข้ามาถึงที่นี่โดยไม่ถูกค้นพบ
เป้าหมายของพวกมันเป็นเช่นเดียวกันกับเทียนหวน นั่นคือลอบสังหารจง
เต๋อ! และเพื่อให้มั่นใจว่าพวกมันจะลงมือประสบผลในการโจมตีครั้งเดียว
หลินเชียนถึงกับมาด้วยตัวเอง
เมื่อสิ้นจงเต๋อ ซีเซวียนจะปั่นป่วนวุ่นวายจนล่มสลายไปเอง!
คุนหลุนจะฉวยโอกาสนี้เข้าแทนที่พวกมัน
เหล่ายอดยุทธ์คุนหลุนนึกไม่ถึงว่าพวกตนจะโชคดีถึงเพียงนี้
สถานการณ์ดำเนินไปในทางที่ดีกว่าที่พวกมันคาดคิด เทียนหวนกับม่อ
อวิ๋นไห่โรมรันพันตูอย่างสุดกำลัง ความเป็นน้าหนึ่งใจเดียวอันน่าอัศจรรย์
ที่ม่ออวิ๋นไห่สำแดงออกมา กระทั่งคุนหลุนที่ซุ่มซ่อนอยู่แต่ไกลยังรู้สึก
กดดันเป็นทวีคูณ
หลังจากศึกครั้งนี้ จะไม่มีม่ออวิ๋นไห่อีกต่อไป!
เหล่าศิษย์คุนหลุนซึ่งปกติมีดวงตาสูงส่งอยู่เหนือศีรษะ ยามนี้ยังต้อง
ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
หลินเชียนพยักหน้า “ทุกคนแยกย้ายกันออกไป ระวังอย่าให้ดึงดูด
ความสนใจของคนเหล่านี้ พวกเจ้าเมื่อพบจงเต๋อ ให้ส่งข่าวกลับมาทันที!
เป้าหมายของพวกเรายังคงเป็นจงเต๋อเท่านั้น! นี่ไม่ใช่เวลาจะมาชะล่าใจ
ทุกคนจงตื่นตัวให้มากไว้ คราครั้งนี้ไม่อาจผิดพลาด”
เหล่ายอดยุทธ์คุนหลุนผงกศีรษะอย่างเคร่งขรึม จากนั้นหายวับไป
หลินเชียนไม่เคลื่อนไหว ทางด้านนั้นมันไม่จำเป็นต้องลงมือ เนื่อง
เพราะมันทราบว่าจั่วม่อไม่ได้มียอดยุทธ์เป็นจำนวนมากนัก ยามนี้จั่วม่อ
กับเหล่ายอดยุทธ์ของม่ออวิ๋นไห่ล้วนถูกผู้อาวุโสสูงสุดเทียนหวนดึงความ
สนใจไปหมดสิ้น การคุ้มกันจงเต๋ออยู่ในสภาพเปราะบางที่สุด เหล่ามือดี
จากคุนหลุนย่อมไม่จำเป็นต้องให้มันลงมือด้วยตัวเอง
จิตใจของมันจดจ่ออยู่กับศึกเบื้องหน้าอย่างสมบูรณ์
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ กระบี่เทพไท่กู่ในมือของมันสั่นระริกไม่หยุดยั้ง คล้าย
ตอบสนองต่อบางสิ่งบางอย่างที่ทัดเทียมกัน
นี่ก็คือ…ม่ออวิ๋นไห่… …
สุ้มเสียงนี้ช่างคุ้นหูนัก… …
ร้อนเหลือเกิน… …เจ็บปวดยิ่งนัก… …
ข้าอยู่ที่ใด… …
“ข้าคือราชันแห่งม่ออวิ๋นไห่!”
ราชันแห่งม่ออวิ๋นไห่
ประโยคเหล่านี้คล้ายแฝงไว้ด้วยพลังลี้ลับบางประการ ความคิดจิตใจ
ที่แตกซ่านกระจัดกระจายของจั่วม่อ ค่อยๆ ผนึกรวมตัวด้วยถ้อยคำเหล่านี้
ข้าคือราชันแห่งม่ออวิ๋นไห่… …
จั่วม่อไม่อาจลืมตาขึ้น เปลือกตาของมันหนักอึ้งปานถูกถ่วงด้วยภูเขา
ทั้งลูก มันรู้สึกว่าร่างกายของตนราวกับภูเขาไฟที่กำลังจะปะทุ หาก
ประมาทเลินเล่อแม้เพียงเล็กน้อย จะระเบิดออกอย่างรุนแรง
“ข้าคือราชันแห่งม่ออวิ๋นไห่!”
สติสัมปชัญญะบางส่วนเริ่มฟื้นคืน จั่วม่อในที่สุดค่อยพบว่าผู้ที่กล่าว
วาจาราวกับกำลังละเมอนี้ ที่แท้เป็นตัวมันเอง
อา! ข้าไม่ได้ผิดต่อทุกคนใช่หรือไม่… …
ประโยคนี้นำพามาซึ่งความรู้สึกบางประการ ทำให้มันรู้สึกมีกำลัง
วังชามากขึ้นอีกส่วนหนึ่ง
ใช่แล้ว! ข้าคือราชาแห่งม่ออวิ๋นไห่!
ข้าต้องฟื้นคืนสติ!
ข้าต้องต่อสู้!
ข้าต้องปกป้องอากุ่ย!
ข้าต้องปกป้องทุกคน!
ท่ามกลางความคิดจิตใจที่กระจัดกระจาย จั่วม่อพร่าบอกตัวเองซ้าๆ
สุ้มเสียงของมันอ่อนเบา แต่โดยไม่รู้ตัว ยิ่งกล่าวยิ่งทรงพลังขึ้น ยิ่ง
พร่าย้ายิ่งเด็ดเดี่ยวมั่นคงกว่าเดิม
กระแสพลังไหลมารวมกันดุจลำธารเล็ก ๆ สติสัมปชัญญะที่กระจัด
กระจายผนึกรวมตัวอย่างช้า ๆ
มันพยายามเปิดตาขึ้นอย่างสุดความสามารถ จวบจนกระทั่งแสง
สว่างสายหนึ่งสะท้อนเข้ามาในสายตาของมัน
จั่วม่อแย้มยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ร้อนระอุดุจเปลวไฟลุกโหม
มาเถอะ! ตาเฒ่า!