สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 844 หลินเชียน
จุดแสงเจตจำนงกระบี่ไม่ได้รวดเร็วเท่าใด เส้นทางเหินบินถึงกับส่าย
ไหวอยู่บ้าง แต่ที่น่าประหลาดคือลูกกลมสีเงินคล้ายถูกดึงดูด บินตรงเข้า
หาจุดแสงเจตจำนงกระบี่โดยไม่อาจหลีกเลี่ยง
จุดแสงเจตจำนงกระบี่ขนาดเท่าเมล็ดข้าวปะทะชนกับลูกกลมสีเงิน
อย่างถนัดถนี่
เพียะ!
ลูกกลมสีเงินแหลกสลายเป็นเสี่ยงๆ สายฟ้ากระเซ็นซ่านไปทุก
ทิศทาง แล้วสลายหายไปในอากาศธาตุ แทบไม่มีร่องรอยว่าเมื่อชั่วพริบตา
ก่อนหน้านี้เคยเปี่ยมไปด้วยพลังสภาวะอันน่าแตกตื่นสะท้านใจมาก่อน
จุดแสงเจตจำนงกระบี่หลังจากทำลายลูกกลมสีเงิน ยังคงอาศัย
สภาวะที่หลงเหลือพุ่งตรงไปยังผู้อาวุโสสูงสุด
ผู้อาวุโสสูงสุดตะลึงลานอยู่บ้าง ต้องมองดูเหวยเสิ้งซ้าอีกครั้ง แม้แต่
มันเองยังนึกไม่ถึงว่ากระบี่โลหิตประหารเทพเมื่ออยู่ในมือเหวยเสิ้ง ถึงกับ
กล้าแข็งยิ่งกว่าอยู่ในมือของกระบี่โลหิตประหารเทพเองเสียอีก!
ช่างน่าเสียดายนัก เด็กอันเลิศล้าเช่นนี้ไฉนมิใช่ศิษย์เทียนหวน
ผู้อาวุโสสูงสุดทอดถอนอย่างเศร้าเสียดายอยู่บ้าง มันยิ่งประมือกับ
คนเหล่านี้มากเท่าใด ยิ่งรู้ชัดถึงความโดดเด่นเลิศล้าของพวกมันมาก
เท่านั้น
ทว่าเหวยเสิ้งแม้มีพลังฝีมือร้ายกาจ แต่หากคิดเอาชนะมัน เท่านี้ยังไม่
เพียงพอ
ผู้อาวุโสสูงสุดจี้ออกหนึ่งดรรชนี รอยแยกของความว่างเปล่าไร้
ขอบเขตพลันปรากฏขึ้นตรงหน้าจุดแสงเจตจำนงกระบี่
แม้ว่าจะเป็นเจตจำนงกระบี่ที่แข็งแกร่งสุดยอด แต่ต่อหน้าความว่าง
เปล่าไร้ขอบเขต ก็ไร้ซึ่งความหมาย
แต่แล้วชั่วพริบตาที่จุดแสงกำลังจะถูกรอยแยกกลืนกินลงไปสู่ความ
ว่างเปล่าอันไร้ขอบเขต กระบี่สีโลหิตในดวงตาของเหวยเสิ้งพลันทอ
ประกายวาบ กระบี่ในมือสั่นอย่างรุนแรง เสียงตวาดดังกึกก้อง “ระเบิด!”
ทันใดนั้นจุดแสงระเบิดวาบ สาดประกายเจิดจรัสราวกับดวงอาทิตย์
ยามเที่ยง!
เจตจำนงกระบี่ที่ถูกบีบอัดไปจนถึงขีดจำกัด พลันระเบิดอย่างรุนแรง
ในรอยแยกของความว่างเปล่าไร้ขอบเขต เกิดเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจสุด
บรรยาย!
ตูม!
โจมตีใส่รอยแยกความว่างเปล่าไร้ขอบเขต เจ้าคนฟั่นเฟือนนี้…ถึงกับ
กล้าจู่โจมทำลายรอยแยกความว่างเปล่าไร้ขอบเขต!
ไม่เคยมีใครคลุ้มคลั่งพอที่จะทำเรื่องเสียสติเยี่ยงนี้ นี่ไม่ต่างอันใดจาก
การฆ่าตัวตาย!
ควรทราบว่ารอยแยกแห่งความว่างเปล่าไร้ขอบเขตเดิมทีก็ไม่มั่นคง
อย่างยิ่งยวดอยู่แล้ว หลังจากถูกโจมตีอย่างบ้าคลั่งเช่นนี้ เป็นไปได้มากว่า
อาจฉุดลากที่ราบภาคกลางทั้งโลกเข้าไปในความว่างเปล่าไร้ขอบเขตใน
คราวเดียว ถึงยามนั้นอย่าหมายว่าจะมีผู้ใดรอดชีวิตไปได้แม้แต่คนเดียว
ทันใดนั้นผู้อาวุโสสูงสุดเพิ่งตระหนักถึงเรื่องสำคัญประการหนึ่ง คน
เหล่านี้…จะอย่างไรก็ต้องตายอยู่แล้ว!
พวกมันยังจะต้องสนใจสิ่งใดอีกเล่า?
บัดซบ!
ผู้อาวุโสสูงสุดสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นปั้นยาก
มันคาดการณ์ผิดพลาดไปแล้ว! ไฉนหลงลืมเรื่องสำคัญเช่นนี้ไปเสีย
ได้!
คนเหล่านี้เมื่อถูกขังอยู่ที่นี่ พวกมันเมื่อหันไปโจมตีรอยแยกของความ
ว่างเปล่าไร้ขอบเขต คราวนี้แม้แต่มันก็ไม่มีโอกาสหนีรอดออกไปได้!
รอยแตกสีดำทะมึนสายหนึ่งพลันลอยขึ้นกลางอากาศไม่ห่างออกไป
นัก
เป็นรอยแยกของความว่างเปล่าไร้ขอบเขต!
หลินเชียนเหม่อมองการต่อสู้อันยิ่งใหญ่จากระยะไกล ดวงตาทอแวว
ตะลึงลาน ในใจบังเกิดระลอกปั่นป่วนไม่หยุดยั้ง
พลังขั้นสุดยอดของระดับเทพยุทธ์ตราตรึงอยู่ในใจมันอย่างแนบแน่น
ศึกนี้เกินความเข้าใจของมันไปมาก ไม่ว่าจะเป็นผู้อาวุโสสูงสุดที่
สามารถควบคุมบังคับทุกสิ่งในฟ้าดิน หรือว่าจะเป็นเหวยเสิ้งและชาวม่อ
อวิ๋นไห่ พลังที่พวกมันทุกคนสำแดงออกมา สมควรมีอยู่แต่ในตำนานของ
นักรบโบราณ
มันเดิมทีต้องการชมดูการต่อสู้ ทั้งดูว่าจะสามารถฉวยโอกาสจับปลา
ตอนน้าขุ่นหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ทันทีที่เหวยเสิ้งจู่โจมทำลายรอยแยกของ
ความว่างเปล่าไร้ขอบเขต มันพลันตระหนักว่าเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว!
มือของมันเกาะกุมด้ามกระบี่เทพไท่กู่ตลอดเวลา ทุกสิ่งในบริเวณ
โดยรอบสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในใจมัน มันสามารถรู้สึกได้อย่างชัด
แจ้ง หลังจากเหวยเสิ้งจู่โจมทำลายรอยแยกของความว่างเปล่าไร้ขอบเขต
ทั่วทั้งที่ราบภาคกลางพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย เดิมทีกว่าที่โลกแห่งนี้
จะล่มสลาย สมควรยังมีเวลาอีกหลายชั่วยาม แต่เวลานี้เวลาหดสั้นลงไป
มาก
อาศัยพลังฝึกปรือของมัน ยังไม่อาจคาดคำนวณเวลาแน่ชัดที่
อาณาจักรจะพังทลาย แต่สังหรณ์ร้ายที่ยิ่งมายิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ บอกกับ
มันอย่างชัดแจ้งว่าเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว
เหลียวมองดูผู้คนรอบกาย หลินเชียนในใจเศร้าหดหู่อย่างบอกไม่ถูก
ไม่ทราบจะเอ่ยปากอย่างไร
แผนการของพวกมันไม่มีที่ใดผิดพลาด นับตั้งแต่ได้รับข่าวของม่อ
อวิ๋นไห่และเทียนหวน คุนหลุนก็ลงทุนลงแรงอย่างมหาศาล แม้กระทั่งส่งมู่
เซวียนไปเปิดศึกกับมู่ซีในแดนอสูรโดยไม่ลังเล สร้างภาพว่าทำศึกติดพัน
กับเผ่าอสูรจนมือเป็นระวิง เพื่อให้ม่ออวิ๋นไห่และเทียนหวนคลายใจลง หัน
มาต่อสู้กันเองได้โดยไม่ต้องกริ่งเกรงคุนหลุน คราครั้งนี้หลินเชียนยังนำ
ขบวนยอดฝีมือมาด้วยตัวเอง ทั้งเตรียมแผนสำรองไว้อีกหลายประการ ไม่
ว่าจะเป็นการจู่โจมสังหารจงเต๋อ ลงมือกับม่ออวิ๋นไห่ หรือกลุ้มรุมสังหารผู้
อาวุโสสูงสุดแห่งเทียนหวน พวกมันทุกคนล้วนสามารถตกเป็นเป้าสังหาร
ของคุนหลุน ขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์จะพัฒนาไปในทิศทางใด
หลินเชียนผู้ถือครองกระบี่เทพไท่กู่ มีขีดความสามารถในการจู่โจม
สังหารในกระบวนท่าเดียว
แต่มันจะคาดเดาได้อย่างไร ว่าผู้อาวุโสสูงสุดแห่งเทียนหวนจะบรรลุ
ระดับเทพยุทธ์ในระหว่างการต่อสู้ รอจนอีกฝ่ายตัดสินใจปิดตาย
อาณาจักรและมุ่งทำลายทั้งอาณาจักรให้สิ้นซาก หลินเชียนก็ทราบทันทีว่า
ผู้อาวุโสสูงสุดได้พบเห็นพวกมันแล้ว
เมื่อเป็นเช่นนี้ เหล่าบุตรแห่งคุนหลุนที่ร่วมทางมากับมัน เกรงว่าไม่มี
ผู้ใดสามารถหนีรอดไปได้
“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านล่วงหน้าไปก่อนเถอะ!” ศิษย์คุนหลุนผู้หนึ่งเร่งรัด
มาด้วยสุ้มเสียงสั่นระริก
ศึกสะท้านฟ้าที่เบื้องหน้ากระทบกระเทือนจิตใจพวกมันอย่างรุนแรง
พวกมันจะมากจะน้อยล้วนรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงบางประการ ผู้ที่
สามารถทะยานขึ้นเป็นบุตรแห่งคุนหลุน ไหนเลยจะมีผู้ใดโง่เขลาได้?
มันกัดริมฝีปาก กล่าวเบา ๆ ว่า “คุนหลุนจะไม่ลืมพวกเจ้า!”
เวลากระชั้นเข้ามาทุกขณะ ลางสังหรณ์อันตรายก็ยิ่งเข้มข้นจนแทบ
จับต้องได้ หลินเชียนไม่รีรอลังเลอีกต่อไป มือหนึ่งปาดน้าตา อีกมือหนึ่ง
ขวางกระบี่เทพไท่กู่ในระดับอก
หลินเชียนสีหน้าเคร่งขรึมสำรวม เอื้อนเอ่ยวาจาที่เป็นดั่งถ้อยคำ
ศักดิ์สิทธิ์ “ปกป้องคุนหลุน!”
กระบี่เทพไท่กู่เปล่งแสงเจิดจ้าอย่างฉับพลัน ปกคลุมทั่วร่างหลิน
เชียน
พลังเทพที่ลุกโชนถูกกระบี่เทพไท่กู่ในมือของมันดูดกลืนไปสิ้น แสง
สว่างที่ปกคลุมร่างกายพลันระเบิดวาบ เจตจำนงกระบี่อันไพศาลพุ่ง
ทะลวงท้องฟ้า
หลินเชียนร่างหายวับไปจากตำแหน่งนั้น
บุตรแห่งคุนหลุนผู้หนึ่งลุกขึ้นยืน โห่ร้องปลุกใจพวกพ้อง “พวกเราไม่
ว่าอย่างไรก็ต้องตาย! พี่น้อง! เช่นนั้นก็มาแลกชีวิตกับมันเถอะ! คนของม่อ
อวิ๋นไห่ล้วนต้องร่วมทางกับเราไปยังปรภพ ดังนั้นไม่อาจปล่อยให้ตาเฒ่า
เทียนหวนผู้นี้หลุดรอดไปได้เพียงผู้เดียว!”
“สู้ตาย!”
“ฆ่ามัน!”
บุตรแห่งคุนหลุนทั้งหมดใบหน้าทอแววคลั่งไคล้ พวกมันคล้าย
มองเห็นภาพที่คุนหลุนพิชิตแผ่นดินเป็นผลสำเร็จ
ไม่ได้การ!
มันต้องรีบจากไปโดยเร็วที่สุด!
ผู้อาวุโสสูงสุดทราบแน่แก่ใจ หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปมันจะไม่อาจจาก
ไปตลอดกาล การจากไปของหลินเชียนทำให้ความคิดจิตใจของมัน
กระจ่างชัดขึ้นมา การหลบหนีไปจากสถานที่แห่งนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดใน
ยามนี้!
ไม่เช่นนั้นแม้ว่าหลินเชียนจะได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่หากยังสามารถ
กลับไปทั้งที่ยังมีชีวิต ก็เท่ากับว่าพวกมันเป็นฝ่ายชนะ! หลินเชียนเพียง
ต้องการเวลาไม่กี่ปีเพื่อทุเลาจากอาการบาดเจ็บ หลังจากนั้นเทียนหวนก็
จบสิ้นแล้ว เทียนหวนที่ปราศจากมัน ไม่มีทางต้านทานหลินเชียนได้
ผู้อาวุโสสูงสุดไม่แยแสสนใจเหล่าบุตรแห่งคุนหลุน ในใจยังยิ้มเยาะ
อย่างเย็นชา
บุตรแห่งคุนหลุนเหล่านี้อ่อนแอเกินไป พวกมันไม่รู้ว่าอาศัยเพียงพวก
มัน กระทั่งคุณสมบัติจะเผาผลาญพลังเทพของตนเองยังไม่มี!
คนโง่!
เป็นไปตามที่คาด!
บุตรแห่งคุนหลุนคนแรกที่เริ่มเผาผลาญพลังเทพ ยังไม่ทันจะได้กรีด
ร้องสักคำ ร่างก็ถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน ศิษย์คนอื่น ๆ ที่เหลือแม้เห็นเช่นนั้นก็
ไม่มีปัญญาหยุดยั้งอะไรได้ เปลวไฟกลืนกินพวกมันลงไปทั้งหมด
ผู้อาวุโสสูงสุดเหตุใดจึงไม่เคยคิดว่าการเผาผลาญพลังเทพ เป็นเงื่อน
ปมสำคัญในการบรรลุด่านเทพยุทธ์กันเล่า?
เนื่องเพราะในบันทึกที่ยังหลงเหลือจากยุคโบราณ การเผาผลาญพลัง
เทพเป็นกระบวนท่าที่มักใช้เพื่อตายตกตามกันไปพร้อมกับศัตรู ผู้ที่เผา
ผลาญพลังเทพจะต้องตาย นี่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่าย ๆ แต่รอจนบรรลุด่าน
เทพยุทธ์ ผู้อาวุโสสูงสุดจึงค่อยเข้าใจอย่างถ่องแท้
ผู้ที่เผาผลาญพลังเทพของตนจะมีผลลัพธ์อยู่สามประการ ผู้ที่มีพลัง
เทพอ่อนด้อยจะถูกเผาเป็นเถ้าถ่านในบัดดล แต่หากพลังเทพของพวกมัน
บรรลุถึงระดับหนึ่ง การเผาผลาญพลังเทพจะช่วยเพิ่มพลังยุทธ์ให้พวกมัน
ชั่วขณะหนึ่ง แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ยังคงต้องตายอยู่ดี และมีเพียงพลังเทพ
ของพวกมันบรรลุถึงอีกระดับชั้นหนึ่ง การเผาผลาญพลังเทพจึงจะช่วยให้
ผู้ที่สามารถบรรลุด่านเทพยุทธ์มีจำนวนน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย หลักการ
สำคัญนี้สูญหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์
หลบหลีกการโจมตีของจั่วม่อ เหวยเสิ้งและหว่อหลี ผู้อาวุโสสูงสุดเฝ้า
มองหาโอกาสที่จะจากไป
มันเหลือบตามองรอยแยกของความว่างเปล่าไร้ขอบเขตแวบหนึ่ง
จั่วม่อจิตใจเลอะเลือน การโจมตีส่วนใหญ่ของมันพึ่งพาเพียง
สัญชาตญาณ
หลินเชียน!
นามนี้ทำให้มันดวงตาแดงฉาน
จั่วม่อเมื่อสติสัมปชัญญะชัดเจนแจ่มใส ไหวพริบอันประเปรียวก็
กลับคืนมา ฉุกคิดถึงจิตเจตนาของหลินเชียนในทันที มันไม่ได้คาดคิดว่าศึก
ระหว่างพวกมันกับเทียนหวนจะกลับกลายเป็นตั๊กแตนจับจักจั่น นกขมิ้น
ตามอยู่ด้านหลัง ผู้ที่ได้รับประโยชน์ในตอนสุดท้ายก็คือหลินเชียน!
แต่ในเวลานี้เอง มันกวาดตามองดูสนามรบอย่างรวดเร็ว หลินเชียน
หลบลี้หนีหน้าไปแล้ว หากผู้อาวุโสสูงสุดยังหลุดรอดไปได้อีกคน ม่ออวิ๋นไห่
ก็จบสิ้นกันแล้ว
ความคิดนี้ทำให้จั่วม่อเพ่งมองไปยังผู้อาวุโสสูงสุดทันที
ไม่ได้! ไม่ว่าจะอย่างไร ก็ไม่อาจปล่อยให้ผู้อาวุโสสูงสุดออกจากที่แห่ง
นี้ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ได้!
ในเมื่อพวกมันจะอย่างไรก็ต้องตาย พวกมันต้องใช้ชีวิตเข้าแลกเพื่อ
ช่วงชิงโอกาสให้แก่ม่ออวิ๋นไห่
เมื่อได้สติอย่างสมบูรณ์ ระดับความเป็นอันตรายของจั่วม่อก็ดีด
ทะยานขึ้นทันที
“ศิษย์พี่ใหญ่ หยุดมันไว้ อย่าปล่อยให้มันหลบหนีผ่านรอยแยกไป
ได้!”
จั่วม่อตะโกนก้อง เปิดเผยความตั้งใจของผู้อาวุโสสูงสุดอย่างหมด
เปลือก วาจายังไม่ทันจะกล่าวจบคำ ร่างของมันก็สาดพุ่งตรงเข้าหาศัตรู
ราวกับสายฟ้าสีทองสายหนึ่ง
เปลวไฟสีทองไหลบ่ามารวมกันในหมัดขวาของจั่วม่อ ใบหน้าของ
จั่วม่อทอแววดุร้ายเหี้ยมเกรียม
มาเถอะ ลองลิ้มรสกระบวนท่าใหม่ของเสี่ยวเหยียผู้นี้ดูบ้าง!
ในบรรดาคนที่อยู่ที่นี่ ผู้ที่เป็นภัยคุกคามต่อผู้อาวุโสสูงสุดมากที่สุด
กลับไม่ใช่กระบี่โลหิตประหารเทพ แต่เป็นเหวยเสิ้ง
แม้ว่าด้วยความห่างชั้นของพลังบำเพ็ญเพียร ทำให้พลังอันยิ่งใหญ่
ไพศาลของกระบี่โลหิตประหารเทพไม่อาจสำแดงออกมาได้อย่างเต็มที่ แต่
กระนั้นก็เห็นจะมีเพียงเหวยเสิ้งเท่านั้นที่สามารถแปรเปลี่ยนพลังสุดเกรี้ยว
กราดของกระบี่โลหิตประหารเทพ ให้กลายเป็นท่าสังหารที่ทรงพลานุภาพ
ยิ่งกว่า
กระบี่โลหิตประหารเทพเองก็ตระหนักแน่แก่ใจ มันแม้ไม่ยินยอม
พร้อมใจอยู่บ้าง แต่ความคับขันอันตรายของศึกเบื้องหน้า ทำให้มันจำต้อง
สละอำนาจควบคุมคืนให้แก่เหวยเสิ้ง
ฝีมือเชิงกระบี่อันแข็งแกร่งและลึกล้าของเหวยเสิ้ง ยามนี้สำแดงออก
มาถึงขีดสุด
เมื่อครู่เพิ่งจะรู้แจ้งเคล็ดวิชาบีบอัดเจตจำนงกระบี่ ยามนี้มันระดมจู่
โจมเจตจำนงกระบี่ที่ถูกบีบอัดจนถึงขีดสุดออกไปซ้าแล้วซ้าเล่า ผู้อาวุโส
สูงสุดระแวดระวังสิ่งของอันตรายเหล่านี้อย่างยิ่งยวด พลังมหาศาลอย่างที่
ไม่เคยมีมาก่อนไหลผ่านออกมาจากกระบี่โลหิตประหารเทพ โถมทะลักไป
ทั่วร่างของเหวยเสิ้งอย่างย่ามใจ อาศัยพลังที่พลุ่งพล่านเปี่ยมล้นนี้ เหวย
เสิ้งบรรลุถึงระดับชั้นที่ไม่เคยเหยียบย่างถึงมาก่อน
โลกทัศน์ของมันเปิดกว้างออกทันที
แรงบันดาลใจในวิถีกระบี่นับไม่ถ้วนผุดขึ้นในใจไม่ขาดสาย เจตจำนง
กระบี่ในมือแปรเปลี่ยนไม่หยุดยั้ง ยิ่งนานเจตจำนงกระบี่ยิ่งกลับกลายเป็น
ลี้ลับสุดหยั่งคำนวณมากขึ้นเรื่อย ๆ
นี่อาจเรียกได้ว่าเป็นการจุดปะทุชนิดหนึ่ง การจุดปะทุที่เกิดจากการ
สั่งสมประสบการณ์ความรู้อันมหาศาล!
วิถีฝึกปรือกระบี่ของมันไม่เคยราบเรียบสะดวกดายมาก่อน ต้อง
เผชิญความทุกข์ยากนานัปการ ผ่านอุปสรรคขวากหนามนับไม่ถ้วน และ
ยังคงยืดหยัดต่อสู้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ในโลกไม่มีผู้ใดเป็นเหมือนกับมัน แม้ว่า
จะบรรลุระดับพลังฝีมือสูงล้า แต่ยังคงมุมานะฝึกฝนท่วงท่ากระบี่ขั้น
พื้นฐานอย่างไม่เคยว่างเว้นในแต่ละวัน หลังจากยืนกรานฝึกปรือนานปี
รากฐานของมันหยั่งรากลึกจนสุดที่ผู้อื่นจะเข้าใจได้ มันสั่งสมประสบการณ์
ความรู้และความช่าชองชำนาญถึงขีดสุด ยามนี้จึงนับว่าเป็นการจุดปะทุ
อย่างแท้จริง!
ความรู้แจ้งในเจตจำนงกระบี่สุญตาของเหวยเสิ้ง บัดนี้ทะลวงผ่านจุด
ตีบตัน บรรลุถึงระดับชั้นที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์
ผู้อาวุโสสูงสุดพลันรู้สึกกดดันเป็นทวีคูณ กลิ่นอายแห่งความว่างเปล่า
ในเจตจำนงกระบี่ของเหวยเสิ้งยิ่งมายิ่งเลือนรางลงๆ ปราณกระบี่ยิ่งเรียว
บางลงทุกขณะ ยามนี้ถึงกับเบาบางเท่ากับเส้นผม
ผู้อาวุโสสูงสุดไม่กล้าปล่อยให้ปราณกระบี่ที่เบาบางเท่าเส้นผมนี้เข้า
ประชิดใกล้ หากกระทบถูกปราณกระบี่เหล่านี้ เกรงว่าแม้แต่มันเองยังต้อง
ถูกผ่าร่างออกเป็นชิ้น ๆ!
ปราณกระบี่เรียวบางทุกสาย แท้จริงแล้วเป็นรอยแยกของความว่าง
เปล่าไร้ขอบเขตที่ถูกบีบอัดจนเรียวบางถึงที่สุด
บัดซบ!
นี่มันวิชากระบี่ผีสางอันใดกัน?
ผู้อาวุโสสูงสุดแทบคลั่งใจตายกว่าเดิม ทันใดนั้นเอง ปลายหางตา
เหลือบเห็นบางสิ่ง นั่นเป็นเปลวไฟอันแรงกล้าสายหนึ่ง กระทั่งชนชั้นเทพ
ยุทธ์เช่นมันยังถึงกับใจหายวาบ
สำหรับจั่วม่อแล้ว เคล็ดวิชาเทพสุริยันเป็นความลี้ลับซับซ้อนมาโดย
ตลอด นี่เป็นมรดกตกทอดจากยุคบรรพกาล ไม่ต้องกล่าวถึงอื่นใด ลำพัง
แค่สำนวนภาษาและคำอธิบายต่าง ๆ ก็ผิดแผกแตกต่างจากยุคปัจจุบัน
เป็นคนละโลก หลายครั้งหลายหนที่จั่วม่อจำต้องตั้งสมาธิมุ่งมั่นจดจ่ออยู่
หลายวันเพื่อค้นหาความรู้แจ้ง
วิถีทางบำเพ็ญเพียรของมัน แม้ไม่อาจบอกว่ายากลำบากเท่ากับเหวย
เสิ้ง แต่ก็ไม่ได้ราบรื่นเท่าใดนัก จั่วม่อมักรู้สึกว่ามีอุปสรรคกีดขวางการ
รุดหน้าของมันอยู่ตลอดเวลา ไม่อาจก้าวผ่านไปได้โดยสะดวก
จนกระทั่งในตอนนี้
ในร่างของมันเดือดพล่านไปด้วยพลังอันกล้าแข็งสุดเปรียบปาน พลัง
ทั้งหมดที่อยู่ภายในเมล็ดผลึกสุริยันถูกปลดปล่อยออกมาภายในร่างของ
มัน แม้แต่ในประวัติศาสตร์ของเผ่าเทพสุริยัน ยังไม่เคยมีผู้ใดครอบครอง
พลังอันยิ่งใหญ่ไพศาลถึงเพียงนี้มาก่อน!
หลายสิ่งหลายอย่างที่ในอดีตเคยยากจะเข้าใจ บัดนี้ล้วนหมดสิ้นไป
โดยไร้ร่องรอย
เคล็ดวิชาเทพทั้งหมดไหลผ่านในจิตใจมัน ชัดเจนปรุโปร่งและ
สอดคล้องสมบูรณ์อย่างผิดธรรมดา ราวกับว่าถูกซ่อนไว้ในส่วนลึกของ
ร่างกายของมันมานานแล้ว ยามนี้จู่ ๆ ก็ถูกเปิดผนึกออกมา
เคล็ดวิชาเทพสุริยันหาได้ลึกลับซับซ้อนดังเช่นที่จั่วม่อเข้าใจในตอน
แรกไม่ ยามนี้เมื่อมันบรรลุถึงระดับความเข้าใจใหม่และมองย้อนกลับไป
ค่อยพบว่าแท้จริงแล้วเคล็ดวิชาเทพสุริยันนั้นเรียบง่ายยิ่ง
นักรบโบราณที่แกร่งกล้าเกรียงไกร ในระหว่างการต่อสู้จะมุ่งเน้นไปที่
พลังสภาวะมากที่สุด พวกมันคือพลังอันกล้าแข็งที่สุดในชนเผ่าของตน
เมื่อชนเผ่าออกศึก พวกมันมักจะยืนอยู่ที่ด้านหน้าสุดเช่นเดียวกันกับเผ่า
ปิศาจในปัจจุบัน นี่คือเหตุผลที่ทำให้พวกมันนิยมชมชอบความเรียบง่าย
รวบรัดเป็นที่สุด สิ่งที่ซับซ้อนเกินไปอาจดูงดงามตระการตา แต่ในด้านของ
พลังสภาวะแล้วแทบไม่มีส่วนช่วยอันใด
เคล็ดวิชาเทพสุริยันถูกสร้างขึ้นโดยลอกเลียนพลังของดวงอาทิตย์
ส่วนเมล็ดผลึกสุริยันแท้จริงแล้วก็เป็นดวงอาทิตย์ดวงหนึ่ง พลังของมันมี
แหล่งกำเนิดเดียวกันกับพลังเทพสุริยัน กฏเกณฑ์แห่งฟ้าดินที่แฝงเร้นอยู่
หากมันสามารถรอดชีวิตไปได้ อาจสามารถยกระดับเคล็ดวิชาเทพ
สุริยันให้รุดหน้าไปอีกขั้น… …
ในเวลาเช่นนี้ มันยังสามารถบังเกิดความคิดเหลวไหลถึงเพียงนี้ได้
จั่วม่อได้แต่แค่นยิ้มเย้ยหยันตัวเองแล้ว
ในขอบเขตการมองเห็นของมัน เห็นเงาร่างลี้ลับสุดหยั่งคาดของผู้
อาวุโสสูงสุดเคลื่อนใกล้เข้ามาทุกขณะ จั่วม่อดวงตาลุกโชนแรงกล้าราวกับ
ดวงไฟสองดวง
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ให้เคล็ดวิชาเทพสุริยันเปล่งประกายเจิดจ้าเป็น
ครั้งสุดท้ายในมือของมันเถอะ!
คิดหลบหลีกรึ?
จั่วม่อใบหน้าดุดันอำมหิตสุดบรรยาย เปลวเพลิงที่หมัดขวาถูกบีบอัด
จนถึงขีดจำกัด ลุกโชติช่วงเป็นเปลวไฟสีขาวเจิดจ้า กระแสเปลวไฟในหมัด
ขวาของมันยิ่งคึกคักกระตือรือร้นยิ่งกว่าที่เคยเป็น หมัดขวาของมันสั่น
ระริกอย่างไม่อาจควบคุม ความรู้สึกชาด้านแผ่กระจายไปทั่ว
เงาร่างเลือนร่างกะพริบวาบอยู่ไม่ห่างออกไปนัก
คนโง่!
จั่วม่อผู้ถูกกระแสเปลวเพลิงสุดเกรี้ยวกราดแผดเผาจนร่างแทบ
แหลกสลาย สีหน้าบิดเบี้ยวเกรี้ยวกราดจนดูไม่ได้
“ฆ่า!”
จั่วม่อร้องตวาดโดยไร้เสียงอยู่ในใจ ต่อยหมัดขวาไปในทิศทางของผู้
อาวุโสสูงสุดอย่างสุดกำลัง!
ตูม!
เปลวเพลิงเทพสุริยันอันบ้าคลั่งระเบิดออกจากหมัดขวาของจั่ว
ม่อโดยไม่มีเค้าลางล่วงหน้า เปลวไฟกล้าแข็งสุดเปรียบปานแตกปะทุ
ออกไปราวกับภูเขาไฟระเบิด กินบริเวณกว้างขวางเหนือความคาดหมาย
ของผู้อาวุโสสูงสุดอย่างสิ้นเชิง ผู้อาวุโสสูงสุดที่เพิ่งเคลื่อนร่างผ่านอากาศ
ยังไม่ทันจะยืนหยัดมั่นก็ถูกเปลวเพลิงเทพสุริยันกลืนกินลงไปทั้งร่าง!
ภายในเสาเพลิง เห็นอีกาทองคำสามขานับไม่ถ้วนจำแลงลักษณ์
ออกมาจากพลังเทพ กระพือปีกอย่างเร่งร้อน เปลวไฟสีทองแลบแปลบ
ปลาบ บัดเดี๋ยวลุกโชน บัดเดี๋ยวมอดดับอยู่ในเสาเพลิง
ทุกผู้คนตะลึงลานกับภาพอันน่าแตกตื่นสะท้านโลกนี้
ด้านหน้าเสาเพลิงมหึมา จั่วม่อดูเล็กจ้อยราวกับฝุ่นธุลี
“ฮ่า… …ฮ่า… …”
เสียงหอบหายใจระคนเสียงหัวร่อแตกพร่าของจั่วม่อล่องลอยอยู่ใน
อากาศ หมัดขวาของมันถูกเผาจนดำเกรียม แขนขวาทั้งแขนไร้ความรู้สึก
อย่างสิ้นเชิง
เสาเพลิงอันน่าพรั่นพรึงนี้แท้จริงแล้วไม่ได้เกิดจากพลังเทพของมัน
แต่เป็นการจุดประทุกระแสเปลวสุริยะที่โคจรอยู่ภายในหมัดขวาของมัน
ซึ่งความจริงมันเพียงจุดชนวนกระแสเปลวสุริยะปริมาณเล็กน้อยยิ่ง แต่ยัง
ต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างหนักหนาสาหัส
หากเป็นพลังเทพของมันเอง ย่อมไม่อาจทำร้ายผู้อาวุโสสูงสุดได้ แต่
กระแสเปลวสุริยะกลับสามารถ พลังเทพของมันมีอยู่ไม่มากนัก แต่มันมี
กระแสเปลวสุริยะปริมาณมากมายมหาศาลอยู่ภายในร่าง
ระดับพลังฝึกปรือของพวกมันห่างชั้นกันไกลโข แต่แล้วจะเป็นไร?
จั่วม่อสองตาแดงฉาน ไม่ทราบว่าที่ถูกแผดเผาจนลุกโชน ที่แท้เป็น
จิตวิญญาณการต่อสู้ของมันหรือเป็นร่างกายของมันกันแน่
จะอย่างไรก็ไม่สำคัญอีกแล้ว!
ผู้อาวุโสสูงสุดปรากฏกายอีกครั้งในสายตาผู้คน สารรูปทุลักทุเลยิ่ง
ผมเผ้าทั้งศีรษะถูกไฟเผา มันร้อยคิดพันคำนวณ ยังคาดไม่ถึงว่าหมัดของ
จั่วม่อจะครอบคลุมอาณาบริเวณกว้างขวางถึงเพียงนี้! ทันทีที่ถูกเสาเพลิง
กลืนกินลงไป มันก็ใช้อักขระเทพคุ้มกันตนเอง ทว่าเสาเพลิงที่ระเบิด
ออกมาจากกระแสเปลวสุริยะเกรี้ยวกราดดุดันเกินไปแล้ว!
สิ่งที่ทำให้มันหดหู่ใจยิ่งกว่านั้น คือมีอีกาทองคำสามขาฝูงใหญ่อยู่
ภายในเสาเพลิง ตัวประหลาดเหล่านี้ถือกำเนิดจากพลังเทพสุริยันของ
จั่วม่อ ทุกตัวพุ่งเข้าจู่โจมทำร้ายมันอย่างบ้าคลั่ง ไม่เปิดโอกาสให้มันใช้
วิธีการอื่น ได้แต่ใช้ไม้ตายก้นหีบเช่นอักขระเทพเพื่อต้านรับเปลวเพลิงเทพ
สุริยันอย่างซึ่งหน้า
นั่นคือเปลวเพลิงเทพสุริยัน!
อายุขัยของดวงอาทิตย์สามารถนับได้เป็นพันล้านปี แม้แต่ดวง
อาทิตย์วัยเยาว์ยังมีอายุนับล้านปี พลังของเปลวเพลิงเทพสุริยันที่ถือ
กำเนิดจากดวงอาทิตย์ย่อมเป็นที่คาดคำนวณได้
เปลวเพลิงเทพสุริยันสุดคลุ้มคลั่งเกรี้ยวกราด บีบบังคับให้ผู้อาวุโส
สูงสุดที่ไม่อาจหลบหลีกรอดพ้นได้แต่ตั้งรับอย่างซึ่งหน้า ทำร้ายมันจนรับ
ผู้อาวุโสสูงสุดกวาดตากลับมายังจั่วม่อ
เจ้าผู้นี้…ร่างกายแปลกประหลาดอยู่บ้าง… …
ผู้อาวุโสสูงสุดบังคับจิตใจให้เยือกเย็นลง มันทราบว่าหากไม่จัดการ
กับคนเหล่านี้เสียก่อน มันจะไม่มีโอกาสทำลายผนึก เพื่อหลบหนีเข้าไปใน
รอยแยกของความว่างเปล่าไร้ขอบเขต
ชั่วขณะที่มันผ่านเข้าไปในความว่างเปล่าไร้ขอบเขต หากถูกรบกวน
แม้เพียงเล็กน้อย ต่อให้เป็นชนชั้นเทพยุทธ์ยังไม่พ้นต้องดับสูญ
เมื่อตกลงใจแล้ว ผู้อาวุโสสูงสุดพลันสงบเยือกเย็นลง ที่ราบภาคกลาง
กำลังพังทลายลงอย่างรวดเร็ว แต่บนใบหน้าของมันไม่มีร่องรอยหวาดกลัว
แม้แต่น้อย
ยังมีเวลามากพอ
ทันใดนั้นเอง กลุ่มอักขระเทพที่ปกคลุมร่างของอากุ่ยพลันแตกปะทุ
ด้วยเปลวไฟสีม่วง อักขระเทพเหล่านั้นลุกไหม้รวดเร็วราวกับหญ้าแห้ง
เผยให้เห็นร่างของอากุ่ยที่อยู่ภายใน
ผู้อาวุโสสูงสุดทอดถอนอย่างอัศจรรย์ใจ ในการปะทะหักหาญเมื่อครู่
จั่วม่อกับเหวยเสิ้งผนึกกำลังรุกไล่มันจนไม่มีเวลาพอให้สนใจสองคนนี้ เป็น
เหตุให้คนทั้งสองฉวยโอกาสดิ้นหลุดจากพันธการอย่างพร้อมหน้า
บุรุษหนุ่มสตรีสาวเหล่านี้ล้วนมีพลังผิดแผกแตกต่าง แต่พวกมันมี
คุณลักษณะบางประการที่คล้ายเหมือนกันเป็นที่สุด นั่นคือความทรหด
อดทน
ผู้อาวุโสสูงสุดดวงตากลับเป็นสงบราบเรียบอีกครั้ง
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ มันก็จะจัดการกับทุกคนในคราวเดียว!
ข้าจะให้พวกเจ้าได้ประจักษ์ชัด ระหว่างพวกเจ้ากับระดับเทพยุทธ์ที่
แท้จริง เป็นช่องว่างชนิดใดที่พวกเจ้าไม่มีวันข้ามผ่านได้!
ผู้อาวุโสสูงสุดพริ้มตาหลับลง สองแขนแผ่กว้าง พลังอันยิ่งใหญ่
ไพศาลโถมทะลักออกมา