สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 864 หลอมกลั่นกระดูกเทพ
?”
?”
?” ผู้ดูแลคลังสินค้าพอหลุดปากออกมา ค่อยนึก
ขึ้นได้ว่ากิริยานี้ไม่เหมาะสม รีบร้องขออภัยอย่างลนลาน “ผู้น้อยปากมาก
ไปแล้ว!”
จั่วม่อไม่ถือสาหาความ สำหรับมันเรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้ปกปิดไปก็
ไม่มีความหมาย กุ่ยจู่ดีต่อมันไม่น้อย จั่วม่อยินดีชี้แนะวิธีหลอมกลั่นกระดูก
เหล่านี้ เพื่อตอบแทนน้าใจของอีกฝ่าย
“ก่อนอื่นให้ใช้เปลวไฟหลอมกลั่น ชำระล้างสิ่งเจือปน จากนั้นนำไป
แช่ในบ่อพลังงานความตายประมาณสามวัน เท่านี้ก็ใช้การได้แล้ว” จั่วม่อ
อธิบาย
“ง่ายดายถึงเพียงนั้น?”
? ย่อมไม่ง่ายดายถึงเพียง
นั้น เพียงแค่การหลอมกลั่นเพื่อชำระล้างสิ่งเจือปนออกไป ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
แล้ว ยิ่งสามารถขจัดสิ่งเจือปนออกไปได้มากเท่าใด คุณภาพของกระดูก
ผลึกที่ได้ ก็จะยิ่งดีเลิศมากขึ้นเท่านั้น”
จากนั้นจั่วม่อกล่าวกับผู้ดูแลคลังสินค้า “เข้าใจแล้วหรือไม่ วิธีการ
หลอมกลั่นกระดูกผลึกข้าก็บอกเจ้าไปแล้ว จากนี้จงไปเตรียมวัตถุดิบ
เหล่านี้ให้แก่ข้า”
“ขอรับ ขอรับ ขอรับ!” ผู้ดูแลคลังสินค้าตัดสินใจว่าในเวลานี้สมควร
เชื่อไว้ก่อนจะดีกว่า มันตกลงใจหาคนมาทดสอบในทันที
ในหมื่นสุสานแห่งโลกความมืด กระดูกขาวเป็นหนึ่งในวัสดุที่ไร้ค่า
ที่สุด สามารถพบเห็นได้ทุกที่ สิ่งที่ถูกชะล้างลงมาจากยอดเขากระดูกเหลือ
คณา ส่วนใหญ่ก็คือกระดูกขาวเหล่านี้เอง ส่วนกระดูกผลึกเป็นวัตถุดิบ
ระดับสูงกว่ากระดูกขาวอย่างน้อยสามระดับ ปริมาณที่หาได้เรียกได้ว่า
น้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
คุณค่าของวัตถุดิบทั้งสองแตกต่างกันนับพันเท่า
หากปรมาจารย์ไม่ได้หลอกลวงพวกมัน ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่จะเป็น
หนทางสู่ความร่ารวย! หากว่าในคลังสินค้าสุมเต็มไปด้วยกระดูกผลึก กุ่ย
จู่ต้าเหรินจะต้องตกรางวัลแก่มันอย่างแน่นอน!
ผู้ดูแลคลังสินค้าคึกคักกระตือรือร้นขึ้นมาทันที
องครักษ์ระงับความแตกตื่นในใจ ค้อมกายถามจั่วม่ออย่างนอบน้อม
“ท่านปรมาจารย์ ต่อไปเป็นที่ใด? ใช่จะไปยังทะเลหมื่นสระเดือดหรือไม่?”
จั่วม่อขบคิดอยู่ชั่วอึดใจ “กลับกันก่อนจะดีกว่า เวลาไม่เช้าแล้ว ทะเล
หมื่นสระเดือดค่อยหาเวลาไปชมดูในภายหลัง”
“ทราบแล้ว!” องครักษ์รีบกล่าว
ในเวลานี้สมาธิจิตใจของจั่วม่อ ถูกดึงดูดไปยังกระดูกสีทองในแหวน
มิติของมันจนหมดสิ้น
เมื่อกลับถึงที่พำนัก จั่วม่อนำกระดูกสีทองเข้มออกมาถืออยู่ในมือ
กระดูกนี้คุณภาพเลิศล้า หนักอึ้งเสมือนหล่อหลอมขึ้นจากโลหะ เห็น
ลวดลายอักขระเรียงรายแน่นขนัดบนพื้นผิวกระดูก คล้ายแฝงไว้ด้วยความ
งามอันลี้ลับพิสดารชนิดหนึ่ง
ผู้อื่นหากสัมผัสถูกกระดูกชิ้นนี้ เพียงรู้สึกเย็นเฉียบอยู่บ้าง มีแต่จั่วม่อ
ที่เมื่อแตะถูก จะรู้สึกถึงความอบอุ่นขุมหนึ่ง
ถึงยามนี้จั่วม่อมีความมั่นใจเต็มร้อย นี่คือกระดูกขาของนักรบ
สัญลักษณ์ศึกแห่งชนเผ่าเทพสุริยันผู้หนึ่ง ซึ่งเหลือทิ้งเอาไว้ในโลก
นักรบสัญลักษณ์ศึกแห่งยุคบรรพกาล เป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่กล้า
แกร่งเกรียงไกรที่สุดในปฐพี ชิ้นกระดูกที่คนเหล่านั้นเหลือทิ้งไว้เบื้องหลัง
ย่อมต้องเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศในแดนดิน ในยุคสมัยที่เหล่านักรบสัญลักษณ์
ศึกกล้าแข็งที่สุด นักรบสัญลักษณ์ศึกแทบทุกคนล้วนเป็นเทพยุทธ์ สังขาร
ร่างกายของพวกมันอยู่ในจุดสูงสุดเท่าที่สิ่งมีชีวิตจะไปถึงได้ ไม่ว่าเลือด
เนื้อ กระดูกหรือเส้นเอ็นของพวกมัน ล้วนบรรลุถึงระดับชั้นอันน่าแตกตื่น
สะท้านโลก
จั่วม่อนึกถึงกระดูกหยกดำของหลัน ซึ่งกลั่นเกลาจนแทบจะบรรลุถึง
ขั้นสมบูรณ์พร้อม
ลวดลายละเอียดซับซ้อนบนพื้นผิวกระดูกสีทอง ผู้อื่นอาจดูไม่ออก
แต่จั่วม่อไหนเลยจะไม่ทราบได้ นี่คืออักขระเทพสุริยัน เพียงดูจากการที่อีก
ฝ่ายสามารถกลั่นเกลากระดูกของตนจนปรากฏเป็นลวดลายอักขระเทพ
สุริยัน ก็เห็นได้ว่านักรบสัญลักษณ์ศึกแห่งชนเผ่าเทพสุริยันผู้นี้กล้าแกร่ง
เกรียงไกรถึงเพียงไหน!
แม้ว่าจั่วม่อจะฟื้นฟูพลังฝีมือกลับสู่สภาพที่เข้มแข็งที่สุดของมัน ยัง
ไม่อาจเทียบได้กับระดับชั้นของนักรบสัญลักษณ์ศึกแห่งชนเผ่าเทพสุริยันผู้
นี้
ยุคสมัยนั้นช่างชวนให้ผู้คนโหยหาอาวรณ์นัก!
จั่วม่อทอดถอนด้วยอารมณ์ความรู้สึก หลังจากหลายหมื่นปีล่วงผ่าน
พวกมันในที่สุดหวนคืนสู่ยุคสมัยแห่งพลังเทพอีกครั้ง แต่ระหว่างพวกมัน
กับจุดสูงสุดแห่งยุคบรรพกาล นับว่ายังห่างไกลกันอีกมากโข
จั่วม่อสั่นศีรษะ สลัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากใจ ทุ่มเทสมาธิจิตใจทั้ง
มวลอยู่กับชิ้นกระดูกสีทองเข้ม สำหรับผู้อื่น ของสิ่งนี้อาจเรียกได้ว่าเป็น
วัตถุดิบชั้นยอด แต่สำหรับมันแล้วกลับไม่ใช่เพียงเท่านั้น
เปลวไฟเทพสุริยันกลุ่มหนึ่งพลันปกคลุมกระดูกขาสีทองคำเข้มทั้ง
ท่อน
จั่วม่อสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง
อักขระเทพบนพื้นผิวของกระดูกขาสีทองคำเข้มค่อยๆ สว่างเจิดจ้า
ขึ้นทีละน้อย แท่งกระดูกดูประหนึ่งแท่งเหล็กร้อนแดง สาดประกายแสงสี
แดงฉาน จั่วม่อขยับมือเป็นจังหวะจะโคนอันแปลกประหลาด เปลวไฟเทพ
สุริยันเคลื่อนตามท่วงทำนองของจังหวะมือ
อักขระเทพสุริยันบนพื้นผิวกระดูกหม่นแสงลง แต่เนื่องเพราะแท่ง
กระดูกยิ่งมายิ่งสว่างสุกใส อักขระเทพสุริยันที่หม่นมัว ยิ่งกลับกลายเป็น
ภาพที่ขัดแย้งกันมากกว่าเดิม
จั่วม่อยกมือขวาขึ้นเล็กน้อย
ซื่อ!
ลวดลายอักขระเทพสุริยันซึ่งเดิมทีสลักอยู่บนชิ้นกระดูก ยามนี้กลับ
ลอยออกมาจากพื้นผิวกระดูก ดูคล้ายตาข่ายที่ปกคลุมชิ้นกระดูกอย่าง
หลวม ๆ
จั่วม่อดวงตาทอประกายเจิดจ้า พลังสภาวะของมันทวีความกล้าแข็ง
ขึ้นไม่หยุดยั้ง ทันใดนั้นค่ายกลอักขระเทพซึ่งสลักไว้บนพื้นและผนังกำแพง
จั่วม่อหยาดเหงื่อไหลท่วมไปตามแผ่นหลัง แต่มันย่อมไม่มีความสนใจ
จะสงวนหยาดเหงื่อของตนในเวลานี้ เพลิงเทพสุริยันเริ่มหลอมกลั่น
ของเหลวสีทองกลุ่มนั้นสืบต่อ
เคราะห์ดีที่พลังบำเพ็ญเพียรของมันปรับรากฐานอย่างมั่นคง จั่วม่
อนึกยินดีในใจ
ขณะที่พลังเทพของมันยังไม่ฟื้นฟู แต่พลังบำเพ็ญเพียรที่มั่นคงก็มี
ประโยชน์หลายประการ ยกตัวอย่างเช่นฝีมือควบคุมเพลิงเทพสุริยันของ
มัน ซึ่งสูงล้ากว่าในตอนที่ยังไม่ได้บรรลุด่านเทพยุทธ์อยู่มากโข เปลวเพลิง
เทพสุริยันยามนี้ราวกับเป็นส่วนหนึ่งในร่างกายมัน สามารถใช้ได้ไม่ต่าง
จากแขนขาของตน ซึ่งความจริงถึงกับคล่องแคล่วประเปรียวกว่ามือของ
มันเสียอีก
จั่วม่อมุ่งมั่นหลอมกลั่นอย่างต่อเนื่อง ขจัดสิ่งเจือปนออกจาก
ของเหลวสีทองโดยไม่หยุดพัก ของเหลวสีทองยิ่งนานยิ่งหดเล็กลงทุกขณะ
กลิ่นอายสภาวะที่แผ่ออกมาจากของเหลวสีทองแปรเปลี่ยนอย่าง
รวดเร็ว จากข่มขู่คุกคามกลายเป็นนุ่มนวลอ่อนโยน พลังสภาวะของมันเริ่ม
อ่อนจางลง แต่ให้ความรู้สึกหมดจดบริสุทธิ์มากกว่าเดิม
จั่วม่อยังไม่หยุดมือเพียงเท่านี้
เพลิงเทพสุริยันยังคงแผดเผาอย่างต่อเนื่อง
กระบวนการหลอมกลั่นนี้ดำเนินติดต่อกันถึงสามวันเต็ม
ท้ายที่สุดหลงเหลือหยดของเหลวสีทองเพียงหยดเดียว ของเหลวสี
ทองหยดนี้เป็นสีทองจาง ๆ โปร่งใสชัดเจน ปราศจากสิ่งเจือปนใด ๆ
จั่วม่อในที่สุดค่อยเผยสีหน้าพึงพอใจ พลันอ้าปากน้อย ๆ ของเหลวสี
ทองใสแจ๋วหยดนั้นลอยหายเข้าไปในปากของมัน
เมื่อหยดของเหลวสีทองผ่านเข้าไปในปาก มันสะท้านขึ้นทั้งร่างอย่าง
ช่วยไม่ได้
ทั่วร่างเอ่อท้นไปความสุขสบายที่ยากจะบ่งบอกบรรยาย ความเหน็ด
เหนื่อยทั้งมวลสลายหายไปสิ้น กระแสเปลวสุริยะสีแดงฉานนับไม่ถ้วนใน
ร่างของจั่วม่อ ราวกับฉลามสูดได้กลิ่นเลือด พากันถาโถมมาจากทุกทิศทาง
ทั่วร่างของจั่วม่อ ไหลบ่าไปยังหยดของเหลวสีทองราวกับคลุ้มคลั่ง
กระแสเปลวสุริยะสีแดงเล็ก ๆ เหล่านี้ เป็นผลที่เกิดจากการต่อสู้กับผู้
อาวุโสสูงสุดแห่งเทียนหวนเมื่อครั้งนั้น
เมื่อจั่วม่อทำลายเมล็ดผลึกสุริยันภายในร่างโดยไม่คำนึงผลที่จะ
ตามมา มันก็ได้รับพลังอันยิ่งใหญ่ไพศาล แต่ในขณะเดียวกัน ขีด
ความสามารถในการทำลายล้างของกระแสเปลวสุริยะรุนแรงเกินไป สุดที่
ผู้คนจะทนทานรับไว้ได้ ยามนั้นผูเยาและเว่ยผ่าแยกทะเลแห่งจิตสำนึก
ของมัน ช่วยให้กระแสเปลวสุริยะส่วนใหญ่ก่อตัวกลายเป็นพฤกษาเทพ
สุริยัน แต่หลังจากนั้นจั่วม่อพยายามช่วยชีวิตพี่น้องร่วมตายทั้งห้า จนต้อง
ใช้พลังของพฤกษาเทพสุริยันไปเกือบทั้งหมด
พฤกษาเทพสุริยันสูญเสียความสามารถในการดูดซับและย่อยสลาย
กระแสเปลวสุริยะไป ดังนั้นกระแสเปลวสุริยะที่ยังหลงเหลือจึงอาละวาด
ไปทั่วร่างของจั่วม่อ ยังคงทำลายภายในร่างกายของมันมาโดยตลอด
พวกมันจึงเป็นตัวการร้ายที่แท้จริง ที่ทำให้จั่วม่อตกอยู่ในสภาพย่าแย่
ถึงเพียงนี้ ซึ่งความจริงกระแสเปลวสุริยะหลงเหลืออยู่ภายในร่างของจั่วม่อ
ไม่มากนัก เนื่องเพราะส่วนใหญ่ถูกใช้ไปจนหมดสิ้น แต่ในขณะเดียวกัน
ร่างกายและพลังชีวิตของมันก็เสียหายร้ายแรงอยู่เป็นทุนเดิม จึงไม่มี
ความสามารถที่จะกลืนกินกระแสเปลวสุริยะให้สิ้นซากไป
นักรบสัญลักษณ์ศึกแห่งชนเผ่าเทพสุริยันที่ไม่ทราบนามผู้นี้ ตอนที่ยัง
มีชีวิตอยู่จะต้องเป็นสุดยอดยุทธ์ที่มีพลังฝีมือเลิศภพจบพสุธาผู้หนึ่ง จั่วม่
อหลอมกลั่นกระดูกขาของมันจนกลายเป็นหยดน้าสีทอง แก่นสารอัน
บริสุทธิ์และรัศมีกลิ่นอายพิเศษเฉพาะของดวงอาทิตย์ ดึงดูดกระแสเปลว
สุริยะราวกับแม่เหล็กแรงสูง
กระแสเปลวสุริยะไหลบ่ามาจากทุกทิศทาง รวมตัวกันเป็นสายธาร
ใหญ่ มุ่งตรงไปยังหยดน้าสีทองอย่างไม่ขาดสาย
หยดน้าสีทองจางๆ ถูกปกคลุมด้วยเส้นสายสีแดงอย่างรวดเร็ว เพียง
ไม่นานเส้นสีแดงเหล่านั้นก็ละลายหลอมรวมเข้าไปในหยดน้าสีทอง หยด
น้าสีทองจางๆ แปรเปลี่ยนเป็นหยดทองคำเข้มข้นที่ย้อมด้วยสีแดง
เมื่อหลุดพ้นจากการบ่อนทำลายอย่างไม่เคยหยุดพักของกระแสเปลว
สุริยะ ทั่วร่างของจั่วม่อรู้สึกเบาสบาย ความรู้สึกราวกับยกภูเขาออกจาก
อก นับว่าปลอดโปร่งผ่อนคลายจนบอกไม่ถูก
หยดน้าสีทองปนแดงหมุนคว้างอย่างเร่งร้อน ปรากฏเปลวไฟลุกไหม้
อยู่บนพื้นผิวราวกับดวงอาทิตย์น้อย ๆ จากนั้นแทรกเข้าไปในเลือดเนื้อ
ของจั่วม่อ จั่วม่อดวงตาทอประกายวาบ พลันอ้าปากขึ้นอีกครั้ง ดูดกลืน
อักขระเทพสุริยันที่ลอยอยู่ตรงหน้าเข้าไปจนหมดสิ้น
เป็นไปตามที่คาดคิดเอาไว้!
จั่วม่อบังเกิดความนับถือเลื่อมใสนักรบสัญลักษณ์ศึกแห่งเผ่าเทพ
สุริยันที่ไม่ทราบนามอย่างสุดหัวใจ ช่างกล้าแกร่งเกรียงไกรนัก! แม้ว่า
กระแสเปลวสุริยะภายในร่างจั่วม่อจะหลงเหลืออยู่ไม่มากนัก แต่อาศัย
เพียงอักขระเทพจากกระดูกขาเพียงท่อนเดียว กลับสามารถปิดผนึก
กระแสเปลวสุริยะเหล่านี้เอาไว้อย่างหมดจด นักรบสัญลักษณ์ศึกแห่งเผ่า
เทพสุริยันผู้นี้ยามที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ทราบว่ามีพลังฝีมือสูงล้าเทียมฟ้าถึง
ระดับใด!
จั่วม่อผุดลุกขึ้นยืน มันรู้สึกร่างเบาสบายดั่งขนนก!
สิบปี!
สิบปีเต็ม!
ความรู้สึกเบาสบายที่ไม่ได้พบเจอมาเป็นเวลานาน ทำให้มันสุข
สำราญใจจนแทบจะกู่คำรามให้ถึงชั้นฟ้า
เมื่อไม่มีกระแสเปลวสุริยะคอยบ่อนทำลายร่างกายของมัน
ตลอดเวลา ทั้งอาศัยการหล่อเลี้ยงบำรุงด้วยไม้แกร่งวิญญาณหยินรัตติกาล
จั่วม่อสามารถเยียวยารักษาร่างกายและฟื้นฟูพลังเทพของมัน ใน
ระยะเวลาที่สั้นลงอย่างมาก
ไม่มีสิ่งใดจะทำให้มันลิงโลดยินดีไปมากกว่านี้อีกแล้ว
มันจะต้องทำสำเร็จ!
จั่วม่อกำหมัดแน่น
เมื่อจั่วม่อเดินออกจากห้อง ชิงเสี่ยวดวงตาเป็นประกายเจิดจ้า ร่าง
หายวับไป แล้วปรากฏขึ้นเบื้องหน้าจั่วม่อในชั่วพริบตา กระซิบถามด้วยสุ้ม
เสียงห่วงกังวล “พี่ใหญ่ อาการบาดเจ็บของท่านหายดีแล้วหรือ
จั่วม่อยิ้มกว้าง “ยังไม่ แต่สถานการณ์ดีขึ้นกว่าเดิมอยู่บ้าง”
“ยอดเยี่ยม!” ชิงเสี่ยวปิติยินดี “สถานที่นี้แม้ชวนหดหู่ไปบ้าง แต่หาก
สามารถทำให้ร่างกายของพี่ใหญ่ทุเลาโดยเร็ว เช่นนั้นก็ถือเป็นสถานที่อัน
ดีงาม”
จั่วม่อตบไหล่ชิงเสี่ยวเบา ๆ “อีกไม่นานต้องดีกว่านี้แน่”
หลังจากสนทนากับชิงเสี่ยวอยู่ชั่วครู่ จั่วม่อก็ไปยังบ่อน้าพลังงาน
ความตาย มันตรวจดูโลงศพไม้เทพอย่างถี่ถ้วน ดูว่ามีการเปลี่ยนแปลงอัน
ใดหรือไม่ โลงไม้ทั้งห้าดูเหมือนอยู่ในสภาพที่ดีขึ้นเล็กน้อย แต่แล้วเพียงไม่
นานจั่วม่อก็ต้องขมวดคิ้วนิ่วหน้า พลังงานความตายในบ่อพลังงานความ
ตายเบาบางลงไปมาก
ดูเหมือนว่ามันจะต้องไปยังทะเลหมื่นสระเดือดจริง ๆ เสียแล้ว
เพื่อที่จะได้เลือกหาบ่อพลังงานความตายที่มีคุณภาพเลิศล้าสักห้าบ่อ
มันลุกขึ้น เดินออกไปด้านนอก
“ท่านปรมาจารย์!” องครักษ์รีบค้อมกายคารวะต่อจั่วม่อ
“เราจะไปยังทะเลหมื่นสระเดือด”
“ขอรับ!” องครักษ์รีบจัดเตรียมรถม้าโครงกระดูก
ระหว่างที่อยู่บนรถม้า จั่วม่อสอบถามถึงเรื่องทั่วไปโดยไม่ตั้งใจ “การ
หลอมกลั่นกระดูกผลึกเป็นอย่างไรบ้าง?
?”
?” จั่วม่อแปลกใจเล็กน้อย
“ผู้น้อยก็ไม่ทราบชัด” องครักษ์สั่นศีรษะ
จั่วม่อขบคิดอยู่ชั่วอึดใจ จากนั้นกล่าวว่า “เช่นนั้นลองไปดูว่าพวกมัน
หลอมกลั่นกระดูกผลึกอย่างไรเสียก่อน” มันต้องการผลึกกระดูกจำนวน
มากเพื่อหลอมสร้างยุทธภัณฑ์เทพให้แก่กุ่ยจู่ หากผลึกกระดูกมีไม่พอ ก็
ยากจะหลอมสร้างในขั้นตอนต่อไป มันในเมื่อรับปากแล้ว มิหนำซ้ายัง
ได้รับประโยชน์จากกุ่ยจู่ไม่น้อย จั่วม่อไม่ต้องการให้มีข้อผิดพลาดใด
“เข้าใจแล้วขอรับ!” องครักษ์สุ้มเสียงแฝงแววเคารพนบนอบ มัน
ติดตามกุ่ยจู่นานปี นับว่าพบเห็นผู้ที่เรียกว่าปรมาจารย์มาไม่น้อย โดยไม่
ต้องเอ่ยระดับฝีมือของพวกมัน เหล่าคนที่เรียกว่าปรมาจารย์แทบทุกคน
ล้วนมีจมูกชี้ชันขึ้นฟ้า ทั้งเย่อหยิ่งจองหองถึงที่สุด มันเพิ่งจะเคยพบพาน
ปรมาจารย์ท่านนี้เอง ที่มีอัธยาศัยอันดี ทั้งไม่ถือตัว สนทนาปราศัยได้
โดยสะดวกใจ
รถม้ากระดูกเปลี่ยนทิศทางทันที พุ่งตรงไปอีกทางหนึ่ง
รถม้ากระดูกแล่นเร็วยิ่ง เห็นทิวเขากระดูกข้างทางผ่านตาเป็นภาพ
พร่าเลือน กลิ่นกำมะถันในอากาศฉุนกึกขึ้นทุกขณะ บางครั้งอาจมองเห็น
เปลวไฟจากหินหลอมเหลวสีแดงฉานปะทุอยู่ในหุบเขา สะเก็ดไฟแลบลั่น
เป็นทางยาว กลุ่มควันหนาทึบพลุ่งขึ้นกลางอากาศ
ธารหินหลอมเหลวสีแดงเจิดจ้าสามารถพบเห็นได้ทุกหนแห่ง บางครั้ง
เห็นกระดูกขาวลอยผลุบ ๆ โผล่ ๆ อยู่ในกระแสหินหลอมเหลว นับเป็น
ภาพที่น่าขนพองสยองเกล้าไม่น้อย
จั่วม่อลอบอัศจรรย์ใจ หมื่นสุสานแห่งโลกความมืดนี้ เรียกได้ว่าเป็น
สถานที่พิเศษเฉพาะซึ่งไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนโดยแท้
องครักษ์สังเกตเห็นว่าจั่วม่อคล้ายมีความสนใจในสถานที่แห่งนี้ไม่
น้อย จึงแนะนำอย่างอารมณ์ดี “หากตรงไปข้างหน้า เราจะไปถึงสุสาน
เปลวไฟ นั่นเป็นสถานที่ที่พวกเราใช้ทำการหลอมสร้าง สุสานเปลวไฟเต็ม
ไปด้วยเพลิงพิภพอันเปี่ยมล้นสมบูรณ์ คนจำนวนมากมาที่นี่เพื่อทำการ
หลอมสร้าง ในกาลก่อนสถานที่แห่งนี้มีผู้คนไม่มากนัก จากนั้นยุทโธปกรณ์
เทพเริ่มเป็นที่แพร่หลายในท้องตลาด ผู้คนเริ่มหันไปร่าเรียนวิธีหลอมสร้าง
ยุทโธปกรณ์เทพมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นผู้คนที่มายังสุสานเปลวไฟจึงมี
จำนวนมากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน”
“อ้อ เช่นนั้นความสามารถในการหลอมสร้างยุทโธปกรณ์เทพของผู้
พิทักษ์สุสานหยินเป็นอย่างไร?” จั่วม่ออดถามอย่างสงสัยใคร่รู้ไม่ได้
“ไม่ค่อยดีเท่าใด” องครักษ์เบ้ปาก สีหน้าท่าทีไม่พอใจต่อระดับฝีมือ
ของพวกเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด “หรือควรจะบอกว่าเลวร้ายยิ่ง เทียบกับ
ฝ่ายของสี่จ้าวรัตติกาลแล้วยังย่าแย่ยิ่งกว่า นี่ยังไม่ต้องกล่าวว่าสี่จ้าว
รัตติกาลย่าแย่กว่าพวกซิวเจ่ออีกเท่าใด ครั้งหนึ่งเคยมีคนซื้อหา
ยุทโธปกรณ์เทพม่ออวิ๋นจากม่ออวิ๋นไห่จำนวนหนึ่ง ระดับฝีมือนั้นเรียกได้
ว่าอัศจรรย์พันลึกประหนึ่งเทพยดา น่าเสียดายที่ยุทโธปกรณ์เทพม่ออวิ๋น
ไม่เหมาะกับพลังเทพของพวกเรา ผลลัพธ์ออกมาไม่ค่อยดีนัก ไม่เช่นนั้น
พวกเราก็แค่เพียงติดต่อขอซื้อหาจากม่ออวิ๋นไห่เท่านั้น”
? พวกมันไหนเลยจะไม่ยินดีค้าขายยุทโธปกรณ์เทพ
“พวกเราความจริงตั้งใจว่าจะติดต่อขอซื้อจากพวกมัน แต่กลับเกิด
เรื่องบางประการขึ้นเสียก่อน” องครักษ์ดูคล้ายระมัดระวังต่อคำถามนี้
อย่างยิ่งยวด จากนั้นไม่ยอมสนทนาถึงเรื่องนี้อีก
จั่วม่อตระหนักทันที ดินแดนแห่งความมืดดูเหมือนว่าจะไม่ได้สงบ
ร่มเย็นอย่างที่คิดเสียแล้ว
“ต้าเหริน สุสานเปลวไฟอยู่ข้างหน้านี้เอง” องครักษ์กล่าวพลางชี้ไป
เบื้องหน้า
เมื่อรถม้ากระดูกทะลุผ่านช่องเขาสองฟากข้าง เบื้องหน้าสายตาพลัน
กระจ่างจ้าขึ้นมา เห็นแอ่งน้าหินหลอมเหลวขนาดใหญ่โตมโหฬาร ถูกโอบ
ล้อมไว้ด้วยภูเขา ธารหินหลอมเหลวนับไม่ถ้วนไหลลงมาจากบรรดายอด
เขาสูงชัน กลุ่มควันหนาทึบฟุ้งตลบ
ธารหินหลอมเหลวนับร้อยพันสาย ไหลลงมารวมกันในแอ่งกว้าง
ไพศาลนี้เอง
ที่ใจกลางแอ่งน้าหินหลอมเหลว บางครั้งปรากฏเสาเพลิงหยาบหนา
ปะทุขึ้น มองจากที่ห่างไกลเห็นเสาเพลิงนับไม่ถ้วน บัดเดี๋ยวพวยพุ่งขึ้น บัด
เดี๋ยวยุบยวบลงตามเดิม เกิดเป็นภาพอันประทับตรึงตราฉากหนึ่ง
“นี่ก็คือสุสานเปลวไฟ
กระทั่งจั่วม่อเมื่อเห็นภาพอันยิ่งใหญ่
ตระการตาถึงเพียงนี้ ยังอดตะลึงลานไม่ได้
“ใช่ขอรับ! ท่านปรมาจารย์ นี่ก็คือสุสานเปลวไฟ! หนึ่งในอาณาเขต
แห่งไฟที่ดีเลิศที่สุดในดินแดนแห่งความมืด!” องครักษ์กล่าวด้วยสุ้มเสียง
ภาคภูมิใจ
รถม้ากระดูกเหินร่อนลงอย่างรวดเร็ว
บนพื้นมีผู้คนจำนวนหนึ่งคล้ายรอคอยอยู่แต่แรก เมื่อรถม้าลงเทียบ
พื้น พวกมันก็ตรงเข้ามาค้อมกายคารวะ เรียกขานท่านปรมาจารย์อย่าง
พร้อมเพรียง
“นี่คือหัวหน้าผู้ดูแลสุสานเปลวไฟ หลู่จวง” องครักษ์แนะนำคนที่อยู่
ด้านหน้าสุด
จั่วม่อทักทายหลู่จวงผู้มีสีหน้าซาบซึ้งตื้นตัน หลู่จวงผู้นี้รูปโฉม
ธรรมดาสามัญ ยามนี้ดูประหวั่นลนลานอยู่บ้าง ท่าทีละอายแก่ใจ “ท่าน
ปรมาจารย์โปรดอภัยให้ด้วย พวกเราทุกคนพยายามหลอมกลั่นกระดูก
ขาวอย่างเต็มที่แล้ว แต่ดีที่สุดก็ได้เพียงนี้เอง”
หลู่จวงประคองส่งกระดูกท่อนหนึ่งมาให้ นั่นเป็นชิ้นกระดูกโปร่งใสที่
เต็มไปด้วยรอยด่างสีขาวน่าเกลียดจำนวนมาก
จั่วม่อขมวดคิ้ว สภาพเช่นนี้เกิดจากการที่ขจัดสิ่งเจือปนออกไปไม่
หมดสิ้น ทั้งเหลือทิ้งเอาไว้มากเกินไป
จั่วม่อในที่สุดเข้าใจแล้วว่าปัญหาอยู่ที่ใด เป็นตัวมันเองที่คาดการณ์
โดยยึดถือจากระดับความสามารถของค่ายจินวูอันเป็นสิ่งเคยชินของมัน
แต่แท้จริงแล้วระดับฝีมือของคนเหล่านี้อ่อนด้อยกว่าค่ายจินวูมาก เมื่อดู
จากกระดูกชิ้นนี้ สามารถเห็นได้ว่าคนที่เรียกว่าฝีมือดีที่สุดในหมู่พวกมัน
เพียงมีความสามารถระดับเดียวกันกับเด็กฝึกหัดของค่ายจินวูเท่านั้น
มันต้องการกระดูกผลึกจำนวนมหาศาล แน่นอนว่ามันย่อมสามารถ
หลอมกลั่นด้วยตัวเอง แต่จั่วม่อไม่คิดหมดเปลืองเวลาไปกับงานจัดเตรียม
วัตถุดิบอันเรียบง่ายสามัญเช่นนี้ ในความเห็นของมัน เพียงงานเล็กน้อย
เท่านี้ อาศัยผู้ที่พอมีฝีมืออยู่บ้างก็สามารถทำได้
การหลอมกลั่นประเภทนี้กระทำได้ไม่ยากนัก ทั้งยังต้องการใน
ปริมาณมาก เป็นเครื่องมือฝึกฝนที่ดีที่สุดสำหรับบรรดานักหลอมสร้างซึ่ง
ยังขาดความชำนาญ
“เป็นผู้ใดหลอมกลั่นกระดูกชิ้นนี้” จั่วม่อถามขึ้น
หลู่จวงรีบหันไปเรียกหานักหลอมสร้างผู้หนึ่งออกมา นั่นเป็นเด็กหนุ่ม
อายุราวยี่สิบกว่าปีผู้หนึ่ง หลู่จวงกล่าวรัวเร็ว “หมิงหงเป็นนักหลอมสร้างที่
เก่งที่สุดที่นี่ ในบรรดาพวกเรานับมันฝีมือดีที่สุด”
“นำกระดูกขาวมาให้แก่มันชิ้นหนึ่ง ให้มันหลอมกลั่นกระดูกขาว ข้า
คิดชมดูสักเล็กน้อย” จั่วม่อสั่งการ
หมิงหงตื่นเต้นขึ้นมาทันที คราครั้งนี้มันฟังว่ามีปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่
ท่านหนึ่งมาเยือนกองกำลังผู้พิทักษ์สุสานหยิน คาดไม่ถึงว่าท่าน
ปรมาจารย์จะเดินทางมายังสุสานเปลวไฟด้วยตัวเอง ทั้งยังจะชี้แนะมัน
เป็นการส่วนตัว มันต้องไม่พลาดโอกาสอันดีงามเช่นนี้
หมิงหงปลุกปลอบจิตสมาธิสิบสองส่วน เริ่มหลอมกลั่นกระดูกขาว
อย่างตั้งใจ
?”
?”
?
หากกระทั่งตัวเปลวไฟเองยังไม่บริสุทธิ์ ยังจะหลอมสร้างผีสางอันใดกัน!”
จั่วม่อตวาดด้วยสุ้มเสียงเคร่งเครียดอยู่บ้าง “พวกเจ้ามิใช่มีม้วนหยกของ
ซิวเจ่อหรอกรึ? กับเพียงแค่ความรู้พื้นฐานเหล่านี้เหตุใดยังไม่ล่วงรู้
หลู่จวงสีหน้าเจื่อนขม “ท่านปรมาจารย์โปรดระงับโทสะ! ผู้ต่าต้อย
มิใช่ไม่ล่วงรู้ว่าการหลอมสร้างต้องใช้เปลวไฟบริสุทธิ์ เพียงแต่พวกเรา
ฝึกปรือพลังเทพความมืด ไม่อาจดูซับเปลวไฟพิภพได้”
ตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ นักหลอมสร้างชาวปิศาจค่อย ๆ เข้ามารวมตัว
กันมากขึ้นเรื่อย ๆ พวกมันฟังว่าท่านปรมาจารย์มาถึงแล้ว ล้วนรีบแล่นมา
ในบัดดล
จั่วม่อนิ่งงันไป มันในที่สุดก็เข้าใจชัดแจ้ง ศาสตร์แห่งการหลอมสร้าง
ของซิวเจ่อพัฒนาผ่านกาลเวลานับหมื่นปี เปลวไฟชนิดใดใช้การได้ สิ่งใดดี
สิ่งใดไม่ดี ล้วนต้องสั่งสมเรียนรู้ผ่านการลองผิดลองถูกของผู้คนนับไม่ถ้วน
สำหรับเผ่าปิศาจ สิบกว่าปีที่แล้วพวกมันยังไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ศาสตร์
วิชาหลอมสร้างอันใด เนื่องเพราะพวกมันสามารถกลั่นเกลาสังขารร่างกาย
ของตนประหนึ่งอาวุธร้าย รอจนล่วงเข้าสู่ยุคสมัยแห่งพลังเทพ พวกมันจึง
ค่อยตระหนักและเริ่มเรียนรู้ศาสตร์วิชาหลอมสร้าง สำหรับผู้คนทั่วไป
ยุทโธปกรณ์เทพเป็นสิ่งที่พวกมันไม่รู้จักคุ้นเคย แต่สำหรับเผ่าปิศาจ
กระทั่งวิชาหลอมสร้างพวกมันก็ไม่คุ้นเคย
รากฐานของภูมิปัญญาความรู้เหล่านี้ จำต้องสั่งสมผ่านการลองผิด
ลองถูกของผู้คนนับไม่ถ้วน ไม่มีหนทางลัด
ใบหน้าเหล่านี้ทั้งขมขื่นและท้อแท้หดหู่ พวกมันคร่าเคร่งศึกษาเรียนรู้
มานานหลายปี แต่ยังคงไม่เข้าใจอันใด
ความลึกลับของโลกแห่งการหลอมสร้าง ไม่เคยเปิดให้พวกมันเข้าถึง
มาก่อน
จั่วม่อลอบทอดถอนใจ มันมองดูใบหน้าเหล่านี้ จู่ ๆ ก็หวนนึกถึง
ตัวเองเมื่อครั้งที่ยังอยู่บนเขาสุญตา
“พลังเทพความมืดไม่เหมาะสมกับการดูดซับเปลวไฟพิภพจริงอย่าง
ที่เจ้าว่า อย่าว่าแต่ในพลังเทพของพวกเจ้ายังแฝงเร้นไว้ด้วยพลังงานความ
ตายมากกว่าคนทั่วไป นี่ยิ่งไม่เหมาะสมกับเปลวไฟพิภพมากขึ้นไปอีก แต่
นอกเหนือจากเปลวไฟพิภพ ยังมีเปลวไฟประเภทอื่นอีกมากมาย เหตุที่
บรรดาซิวเจ่อส่วนใหญ่นิยมใช้เปลวไฟพิภพมากที่สุด สืบเนื่องเพราะ
สำหรับพวกมันแล้ว เปลวไฟพิภพทั้งง่ายต่อการดูดซับ และควบคุมได้ง่าย
กว่าเปลวไฟชนิดอื่น”
ทุกผู้คนเงี่ยหูฟังอย่างระมัดระวัง ด้วยเกรงว่าจะตกหล่นคำใดไป
“แต่สำหรับพวกเจ้า พวกเจ้าเหมาะสมกับเปลวไฟประเภทหยิน
อย่างเช่นเปลวไฟวิญญาณ” จั่วม่อกล่าวสืบต่อ
“ไฟวิญญาณจะหลอมสร้างได้อย่างไร?”
?”
หมิงหงลังเลวูบหนึ่ง ซื่อ ดวงไฟวิญญาณถูกดูดซับเข้าไปในร่างของ
มัน ทันทีที่เปลวไฟวิญญาณเริ่มโคจรหมุนเวียนไปทั่วร่าง หมิงหงใบหน้า
กลับกลายเป็นสีเขียวจาง ๆ
ราวครึ่งชั่วยามให้หลัง สีเขียวบนใบหน้าของหมิงหงค่อย ๆ จาง
หายไป จากนั้นมันวาดมือเรียกเปลวไฟวิญญาณออกมาอีกครั้ง คราวนี้ดวง
ไฟวิญญาณมีสีเขียวเข้มขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
“ไม่เลว เมื่อเจ้ากลั่นเกลาไฟวิญญาณจนบริสุทธิ์แล้ว มันจะไม่มีสีสัน
อีก” ทันใดนั้นจั่วม่อโยนกระดูกขาวอีกท่อนหนึ่งให้แก่หมิงหง “ลองหลอม
กลั่นด้วยไฟวิญญาณของเจ้า”
หมิงหงมองดูจั่วม่ออย่างน่าสงสาร
จั่วม่อชี้แนะอย่างอดทน “ควบคุมเปลวไฟวิญญาณของเจ้าให้พันรอบ
กระดูกขาว”
หมิงหงพอฟังก็คึกคักขึ้นอักโข ใช้เปลวไปวิญญาณเข้าล้อมรอบ
กระดูกขาวตามคำของจั่วม่อ ไม่นานนักกระดูกขาวทั้งชิ้นก็ปกคลุมด้วยชั้น
เปลวไฟสีเขียวน่าสยดสยอง หมิงหงบนหน้าผากปรากฏเม็ดเหงื่อเล็ก ๆ
ชั้นหนึ่ง
“อย่าหยุด” จั่วม่อตวาดเสียงเบาต่า “ตั้งสมาธิให้ดี เพ่งความสนใจไป
ที่การควบคุมเปลวไฟ พยายามให้เปลวไฟซึมซาบเข้าไปภายในกระดูกให้
มากที่สุด”
หมิงหงกัดฟันแน่น ยังคงยืนหยัดต่อไป ฝืนบังคับตัวเองควบคุมเปลว
ไฟวิญญาณ เพียงชั่วอึดใจถัดมา ทั่วร่างก็ชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อ
แต่มันยังคงฝืนทนต่อไปโดยไม่ปริปากบ่น
กระดูกสีเขียวซีดเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ค่อย ๆ กลายเป็นโปร่งใส
จั่วม่อชี้แนะหมิงหง และทุกผู้คนก็รับฟังไปพร้อมกัน ทำอย่างไรจึงจะ
เชื่อมต่อไฟวิญญาณเข้ากับค่ายกล ทำอย่างไรจึงจะควบคุมเปลวไฟ
วิญญาณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
“ไม่เลว!”
หมิงหงกระแทกนั่งลงกับพื้น ไม่อาจขยับตัวได้แม้แต่ปลายนิ้ว แต่สี
หน้าทอแววปลาบปลื้มยินดีอย่างปิดไม่มิด เห็นกระดูกโปร่งใสที่มีสีเขียว
จาง ๆ ท่อนหนึ่งอยู่ในมือของจั่วม่อ
“ที่ยังมีสีเขียว เป็นเพราะว่าเปลวไฟวิญญาณของเจ้ายังไม่บริสุทธิ์
พอ” จั่วม่อประเมินค่า
เหล่าผู้คนที่เฝ้าดูภาพเหตุการณ์นี้พากันลิงโลดยินดี ที่แท้การหลอม
สร้างเป็นเช่นนี้เอง!
จั่วม่อสังเกตเห็นปฏิกิริยาเหล่านี้ พลันโบกมือ “ผู้ที่มีไฟวิญญาณแล้ว
ให้เริ่มกลั่นเกลาไฟวิญญาณของเจ้า ผู้ที่ยังไม่มี ไปหาไฟวิญญาณมา”