สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 866 ทะเลหมื่นสระเดือด
“ต้าเหริน ที่นี่ก็คือทะเลหมื่นสระเดือด”
องครักษ์กล่าวอย่างเคารพนับถือ หลายวันมานี้มันติดตามจั่วม่อแทบ
จะตลอดเวลา สังเกตเห็นพฤติการณ์และคำสนทนาพาทีของปรมาจารย์
ท่านนี้ทั้งหมด
ปรมาจารย์ปฏิบัติต่อกุ่ยจู่อย่างเท่าเทียมกัน ทั้งไม่อ่อนน้อมและไม่ยก
ตนข่มท่าน และเบื้องหน้าชาวปิศาจที่มีศักดิ์ฐานะต่ากว่ามาก ปรมาจารย์ก็
ยังคงปฏิบัติต่อพวกมันอย่างเท่าเทียมเช่นกัน
ไม่หยิ่งยโสโอหัง ไม่ดูถูกเหยียดหยาม ท่านยินยอมอดทนชี้แนะ ให้
การช่วยเหลืออย่างจริงใจ
ยามเมื่อไร้พลังอำนาจ ความอ่อนน้อมถ่อมตนคือเกราะป้องกัน
ตนเองตามสัญชาตญาณ แต่เมื่อถือครองอำนาจอันยิ่งใหญ่ แต่ยังคงอ่อน
น้อมถ่อมตน นั่นคือการวางตนอันสูงส่งและความยับยั้งชั่งใจที่ยากจะหา
ผู้ใดเสมอเหมือน
จากบรรดาคนทั้งหมดที่มันเคยพบเห็นมา ผู้ที่มีจริยะเช่นนี้มีเพียง
ปรมาจารย์ท่านนี้เท่านั้น
นี่จึงเป็นยอดคนที่ควรค่าแก่การเคารพอย่างแท้จริง!
จั่วม่อย่อมไม่ทราบว่าองครักษ์ผู้นำทางของมันครุ่นคิดสิ่งใด สมาธิ
จิตใจของมันถูกดึงดูดไปยังภาพสุดตระการตาที่เบื้องหน้าจนหมดสิ้น
เห็นบ่อพลังงานความตายใหญ่น้อยมากมายแผ่ขยายไปสุดลูกหูลูก
ตา ราวกับว่าไม่มีที่สิ้นสุด พลังงานความตายสีเทาผุดพลุ่งจากบ่อ ม้วน
ตลบแล้วแผ่กระจายไปกับสายลม มองจากที่ห่างไกล ดูราวกับทะเลสีเทา
ผืนหนึ่ง หมอกสีเทาม้วนตัวอย่างรุนแรงประหนึ่งว่ากำลังเดือดพล่าน นี่เอง
จึงเป็นที่มาของชื่อทะเลหมื่นสระเดือด
“ช่างตระการตานัก!” จั่วม่อทอดถอนชมเชย
พลังงานความตายหนาแน่นเดือดพล่านไม่มีที่สิ้นสุด กว้างใหญ่
ไพศาลสุดจะประมาณได้ จั่วม่อยืนอยู่ที่ชายขอบของทะเลหมื่นสระเดือด
ทันใดนั้นรู้สึกว่าต่อหน้าตัวตนอันยิ่งใหญ่ไพศาลที่เบื้องหน้านี้ ตัวมันเล็ก
กระจ้อยร่อยไม่ต่างอันใดจากเศษธุลี แต่จั่วม่อจะอย่างไรเป็นชนชั้นเทพ
ยุทธ์ จิตใจกล้าแกร่งมั่นคงเหนือธรรมดา ความรู้สึกนี้เพียงผุดขึ้นชั่วแวบ
เดียวก่อนจะอันตรธานไป
ความเชื่อมั่นว่าทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในกำมือหวนคืนมาอีกครั้ง
จั่วม่อสงสัยใคร่รู้ยิ่ง ภายใต้ฉากอันตระการตาของทะเลหมื่นสระ
เดือดที่แท้เป็นสิ่งใดกันแน่ พลังงานความตายปริมาณมากมายมหาศาล
เช่นนี้มาจากใดกัน ไฉนจึงเกิดขึ้นที่นี่ จั่วม่อแทบไม่อาจจินตนาการได้
หรือว่ามีน้าพุเหลือง4ในตำนานอยู่ใต้สถานที่แห่งนี้จริง ๆ
ความคิดนี้เมื่อปรากฏขึ้นในใจ จั่วม่อสั่นศีรษะพลางหัวร่อ มันคิดเพ้อ
เจ้อวุ่นวายไปแล้ว
4 น้าพุเหลือง หมายถึงยมโลกหรือนรกภูมิ
น้าพุเหลืองอะไรนั่นไหนเลยมีอยู่จริง เรื่องประดานี้ล้วนเป็นนิทาน
ปรัมปราที่แต่งขึ้นเพื่อหลอกลวงผู้คน
ภายในทะเลหมื่นสระเดือดสามารถพบเห็นผู้คนตลอดรายทาง เคล็ด
วิชาเทพของผู้พิทักษ์สุสานหยินสามารถดูดซับพลังงานความตาย เพื่อ
เปลี่ยนให้เป็นพลังเทพ ทะเลหมื่นสระเดือดซึ่งอัดแน่นไปด้วยพลังงาน
ความตายปริมาณมากล้นไพศาล ย่อมต้องเป็นสถานที่ฝึกฝีมือที่ดีที่สุด
อย่างไม่ต้องสงสัย
“ลองไปดูรอบ ๆ สักครา” จั่วม่อกล่าว
“ขอรับ!” องครักษ์ติดตามอยู่ข้างกายจั่วม่อด้วยสีหน้าระแวดระวัง
คอยเหลือบมองสำรวจตรวจตรารอบด้านเป็นครั้งคราว
“ที่นี่ไม่ปลอดภัยรึ?”
องครักษ์กล่าวไม่ผิด พวกมันทั้งสองยังไม่ทันจะไปได้ไกล เหล่าคนที่
พบพานตามรายทางพากันค้อมกายคารวะต่อองครักษ์ไม่ขาดสาย
ช่างขบคิดไม่เข้าใจจริง ๆ จั่วม่อสั่นศีรษะ จากนั้นนึกถึงปัญหาข้อหนึ่ง
จึงสอบถามองครักษ์ข้างกาย “ที่นี่เมื่อไม่มีทหารรักษาการณ์ หรือผู้คนไม่
กลัวว่าจะถูกรบกวนในขณะที่กำลังฝึกฝีมือ?”
“พวกมันย่อมไม่ถูกรบกวน” องครัก์กล่าวอย่างยิ้มแย้ม “ท่าน
ปรมาจารย์ยังไม่ทราบ ทันทีที่ท่านเริ่มเข้าฌานสมาธิเพื่อฝึกฝีมือ บ่อ
พลังงานความตายเหล่านี้จะผนึกรวมพลังงานความตายปริมาณมหาศาล
อยู่ที่รอบกายท่าน ก่อเกิดเป็นม่านพลังป้องกัน ม่านโล่พลังงานความตายนี้
แข็งแกร่งทนทานถึงที่สุด สามารถขับไล่พลังอื่น ๆ ทั้งหมด”
จั่วม่อพอฟังให้รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย บ่อพลังงานความตายเหล่านี้
นับว่าพิสดารพันลึกอยู่บ้าง
“ปรมาจารย์?
?” ใครคนหนึ่ง
ร้องถามมาจากทางด้านข้างสุ้มเสียงกระหายใคร่รู้
องครักษ์สีหน้ากลับกลายเป็นเย็นยะเยียบ ตวาดอย่างขุ่นเคือง “เหล่า
หวัง! อย่าให้มันเกินเลยไปนัก!”
เหล่าหวังทำคอย่น ท่าทางหวาดกลัวองครักษ์เป็นอย่างยิ่ง
จั่วม่อโบกมือห้ามปราม “ไม่เป็นไร ถูกต้อง ข้าคือปรมาจารย์หลอม
สร้าง”
โดยมากแล้วผู้คนมักจะไม่เรียกตัวเองว่า ‘ปรมาจารย์หลอมสร้าง’ แต่
จั่วม่อกลับกล่าวอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่สุด
ทว่าด้วยสีหน้าสงบราบคาบของจั่วม่อ บันดาลให้ผู้คนเชื่อว่าสมควรเป็น
เช่นนี้แล้ว
คนเหล่านี้ล้วนคร่าโลก เห็นจั่วม่อไม่ถือสาหาความ พวกมันก็พากัน
รุมล้อมเข้ามาทันที เหล่าหวังชิงกล่าวอย่างนอบน้อม “ท่านปรมาจารย์
สามารถหลอมสร้างยุทโธปกรณ์เทพให้แก่ข้าหรือไม่?
เหล่าหวังแม้ทราบว่าจะต้องถูกดุด่าเป็นการใหญ่ แต่โอกาสเช่นนี้
ไม่ใช่ว่าจะมีมาบ่อย ๆ หากปล่อยให้ผ่านไป จะต้องไม่หวนกลับมาอีกเป็น
ครั้งที่สองแน่ มันประสานมือค้อมกายต่า แต่ยังคงเหลือบตามองดูจั่วม่ออ
ย่างคาดหวังรอคอย
จั่วม่อกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “ยุทโธปกรณ์เทพ?
? รีบถาม รีบถาม!”
“ในทะเลหมื่นสระเดือด สถานที่ใดมีพลังงานความตายหนาแน่น
เข้มข้นที่สุด หากบอกข้าได้ ข้าจะให้ยุทโธปกรณ์เทพแก่เจ้าหนึ่งชิ้น”
จั่วม่อยังคงแย้มยิ้ม
“ข้ารู้ ข้ารู้” เหล่าหวังมีไหวพริบปราดเปรียว รีบตอบทันที “สถานที่ที่
มีพลังงานความตายหนาแน่นเข้มข้นที่สุดในอาณาบริเวณของทะเลหมื่น
สระเดือด ย่อมต้องเป็นตาน้าแห่งความตาย”
ทุกผู้คนสีหน้าอึดอัดขัดข้อง พวกมันเพียงช้าไปก้าวเดียว นึกไม่ถึงว่า
ปรมาจารย์จะถามคำถามที่ง่ายดายถึงเพียงนี้
จั่วม่อเห็นสีหน้าของผู้คนทั้งหมด ก็ทราบว่าสิ่งที่เจ้าผู้นี้กล่าวมาเป็น
ความจริง จึงกล่าวอย่างสบาย ๆ ว่า “ข้าจะมอบยุทโธปกรณ์เทพแก่เจ้าชุด
หนึ่งตามสัญญา รอสักครู่”
มันสะบัดมือวูบ ยุทโธปกรณ์เทพชุดหนึ่งพลันปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ
ยุทโธปกรณ์เทพม่ออวิ๋นชุดนี้มันเก็บรักษาไว้ตั้งแต่ปีนั้น แต่ของสิ่งนี้
ไม่เหมาะสมกับพลังเทพความมืด จั่วม่อทำท่ากวักมือเบา ๆ ซื่อซื่อ คลื่น
พลังงานความตายขนาดใหญ่ไหลบ่าเข้าหายุทโธปกรณ์เทพในมือของมัน
อย่างฉับพลัน
สีเทาแผ่ลามไปตามยุทโธปกรณ์เทพอย่างรวดเร็ว
ที่ใดที่สีเทาแผ่ลามไปถึง จะก่อเกิดแผนผังปิศาจอันละเอียดซับซ้อน
ด้วยระดับความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ยุทโธปกรณ์เทพคล้ายกลับ
กลายเป็นมีชีวิต บิดตัวอย่างแปลกประหลาด เปลี่ยนแปลงรูปทรงไม่
หยุดยั้ง ปรากฏหนามแหลมยาวงอกเงยออกมาเป็นจำนวนมาก
ไม่มีผู้ใดเคยพบเห็นวิธีการหลอมสร้างอันพิสดารพันลึกเช่นนี้มาก่อน
ทุกคนปากอ้าตาค้าง ไร้วาจาจะกล่าว แม้แต่องครักษ์ข้างกายยังจ้องมอง
ยุทโธปกรณ์เทพในมือจั่วม่อด้วยดวงตาเบิกกว้างแทบถลน
ราวชั่วธูปไหม้หมดดอก จั่วม่อแก้ไขดัดแปลงยุทโธปกรณ์เทพเสร็จสิ้น
ยุทโธปกรณ์เทพใหม่ซึ่งถูกกลั่นเกลาด้วยพลังงานความตาย ดูแตกต่างจาก
เหล่าหวังปิติยินดียิ่ง มันโคจรพลังเทพทันที หนามแหลมบนชุดเกราะ
ยุทโธปกรณ์เทพคล้ายกลับกลายเป็นมีชีวิต
หนามแหลมสีเทาแปรสภาพเป็นอสรพิษตัวเล็กๆ ขนาดเท่านิ้วมือ
อสรพิษสีเทาเหล่านี้ส่งเสียงขู่ฟ่อ ประเปรียวว่องไวดุจมีชีวิต
“เทพวิชาอสรพิษรัตติกาล!”
“อสรพิษรัตติกาลของเหล่าหวัง มิใช่ว่าที่ผ่านมาไม่สามารถก่อเกิด
เป็นรูปเป็นร่างมาโดยตลอดหรอกรึ?
จั่วม่อไม่คิดเสียเวลาที่นี่อีก มันหันไปถามองครักษ์ที่ข้างกาย “เจ้ารู้
หรือไม่ว่าตาน้าแห่งความตายอยู่ที่ใด?”
องครักษ์สีหน้าอึกอักลังเล “ท่านปรมาจารย์ ตาน้าแห่งความตายเป็น
สถานที่ที่มีพลังงานความตายรุนแรงที่สุดในทะเลหมื่นสระเดือดจริง แต่
เนื่องเพราะพลังงานความตายหนาแน่นเข้มข้นเกินไป พวกเราไม่อาจผ่าน
เข้าไปได้โดยง่าย”
“อ้อ นำข้าไปชมดู เพียงมองดูจากระยะไกลก็พอ” จั่วม่อเห็นความ
ลังเลในสีหน้าท่าทีขององครักษ์ จึงกล่าวเช่นนี้
“เข้าใจแล้ว” องครักษ์สลัดความลังเลออกจากใจ หันไปตวาดใส่กลุ่ม
คน “มุงดูอันใด ไปของพวกเจ้า! ไม่มีอันใดให้ชมดูแล้ว!” จากนั้นกล่าวกับ
เหล่าหวัง “เหล่าหวัง คราครั้งนี้เจ้าได้กำไรก้อนโต จงมานำทางไปเสียดี ๆ”
“ไม่มีปัญหา” เหล่าหวังตบอกอย่างเบิกบานใจ ออกเดินนำไป
ข้างหน้าเป็นคนแรก
องครักษ์หันกลับมาบอกกล่าวต่อจั่วม่อ “ท่านปรมาจารย์ ในอาณา
บริเวณที่นำไปสู่ตาน้าแห่งความตายมีพลังงานความตายหนาแน่นเกินไป
พวกเราไม่อาจเหาะเหิน ได้แต่ต้องเดินทางไปด้วยเท้า”
“เข้าใจแล้ว” จั่วม่อพยักหน้า
ดินแดนแห่งความมืดประกอบไปด้วยชาวเผ่าปิศาจหลากหลาย
ประเภท ผู้พิทักษ์สุสานหยินแม้แปลกแยกออกไปบ้าง แต่ชาวปิศาจที่นี่
ยังคงมีสังขารร่างกายแข็งแกร่งทรงพลัง พวกมันแม้ไม่อาจเรียนรู้อักขระ
เทพของซิวเจ่อ แต่สำหรับพวกมันแล้วการใช้พลังเทพหลอมกลั่นสังขาร
ร่างกายของตน กลับไม่ใช่เรื่องยากลำบากอันใด
จั่วม่อทราบตั้งแต่แรก สังขารร่างกายของกุ่ยจู่แห่งสุสานหยินและห้า
ผีสุสานหยิน นับว่าแข็งแกร่งสุดเปรียบปาน อาจบางทีแข็งแกร่งกว่า
มันชะงักเท้าทันที เอ่ยปากอย่างเย็นชา “สหายที่อยู่ด้านหน้า ไยไม่
เผยโฉมออกมาสนทนากันสักคำ!”
องครักษ์และคนอื่น ๆ ล้วนเป็นมือดีที่มีประสบการณ์โชกโชน พอฟัง
คำของจั่วม่อ แต่ละคนสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย จากนั้นพวกมันตั้งขบวน
คุ้มกันจั่วม่อไว้ตรงกลางในทันที แล้วหันไปเผชิญหน้ากับผู้ไม่ประสงค์ดี!
เหล่าหวังที่เมื่อครู่ยังเฝ้าประจบประแจงอย่างแข็งขัน บัดนี้รุดขึ้นไป
ยืนจังก้าอยู่ด้านหน้าสุดอย่างทระนงองอาจ
เห็นเงาร่างเลือนรางสายหนึ่ง ปรากฏออกมาจากหมอกพลังงานความ
ตายสีเทาที่เบื้องหน้า
เหล่าหวังร้องตวาดคำหนึ่ง ร่างกลับกลายเป็นเงาสีเทาสาดพุ่งเข้าหา
ฝ่ายตรงข้าม
อีกฝ่ายกลับไม่มีทีท่าว่าจะหลบเลี่ยงแม้แต่น้อย ราวกับไม่เห็นอยู่ใน
สายตา
เหล่าหวังเดือดดาลเล็กน้อย แค่นเสียงอย่างเย็นชา “หาที่ตาย!”
‘เทพวิชาอสรพิษรัตติกาล’ ซึ่งมันฝึกปรือนั้นแตกต่างจากผู้อื่น คน
ทั่วไปมุ่งเน้นไปที่ความเปลี่ยนแปลงสุดหยั่งคำนวณ แต่มันกลับเดินไป
แนวทางดุร้ายตรงไปตรงมา พลังสีเทาผนึกรวมตัวบนแขนขวาของมัน ซื่อ
ซื่อซื่อ อสรพิษสีเทาขนาดเล็กซึ่งเกิดจากหนามแหลมบนชุดเกราะ
ยุทโธปกรณ์เทพ เลื้อยปราดไปมาอย่างเร่งร้อน
ภาพมายาอสรพิษเทาขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นที่ด้านหลังของเหล่าหวัง
ร่างขดม้วน ชูคอร่า ส่งเสียงขู่ฟ่ออย่างดุร้าย
พลังสภาวะของเหล่าหวังบรรลุถึงจุดสูงสุด มันกระทืบเท้าอย่าง
รุนแรง ร่างโถมทะยานขึ้นกลางอากาศ บิดกายด้วยท่วงท่าอันแปลก
ประหลาด ราวกับอสรพิษมหึมาขดตัว เตรียมโจนทะยานเข้ารัดร่างศัตรู
“ฆ่า!”
เสียงกู่ดังกึกก้องดุจฟ้าคำราม
หมัดขวาของเหล่าหวังตวัดวูบราวกับแส้อันเกรี้ยวกราด!
ตูม!
แรงสะเทือนกระชากขวัญวิญญาณผู้คนกวาดซัดออกรอบด้าน
เหล่าหวังร่างหายวับไปในบัดดล
เปรี้ยง!
เสียงกระแทกปะทะดังสดใส เห็นมือขาวราวหิมะข้างหนึ่งคว้าจับหมัด
ของเหล่าหวังอย่างง่ายดาย อีกฝ่ายกระทั่งปลายนิ้วยังไม่สะเทือน
เหล่าหวังใบหน้าปรากฏสีเทาอันแปลกประหลาดวูบหนึ่ง มันแค่นหัว
ร่อ ร่างที่บิดโค้งพลันระเบิดพลังอันแกร่งกร้าวขุมหนึ่ง หมัดขวาสะบัดหลุด
จากการเกาะกุมของฝ่ายตรงข้ามโดยพลัน จากนั้นต่อยหมัดตามติดเป็นคำ
รบสอง!
ฝ่ายตรงข้ามคล้ายคาดคิดไม่ถึงว่าเหล่าหวังจะสะบัดหลุดออกจาก
การเกาะกุมของมัน แต่คนผู้นี้ปฏิกิริยารวดเร็วสุดเปรียบปาน ท่าคว้าจับ
พลันแปรเปลี่ยนเป็นตบฟาดใส่หมัดของเหล่าหวัง
เหล่าหวังสีหน้ายิ่งทอแววดุร้ายเหี้ยมเกรียมกว่าเดิม
ภายในชั่วกะพริบตาหนึ่งครั้ง มันต่อยออกสิบสองหมัดในคราวเดียว!
สิบสองหมัดรวดเร็วดุจสายฟ้า ผู้ที่พลังฝีมืออ่อนด้อยเพียงเห็นเป็น
เงาหมัดพร่าเลือนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น
แต่ฝ่ามือของอีกฝ่ายตบฟาดเข้าปะทะกับหมัดของเหล่าหวังอย่าง
แม่นยำ
ปั้ง!
เสียงปะทะหักหาญของสิบสองหมัดแทบจะดังเป็นเสียงเดียว สุ้มเสียง
หนักทึบเป็นพิเศษ
ฝ่ายตรงข้ามกระแทกเท้าถอยหลังไปสามก้าว!
เหล่าหวังร่างสะท้านขึ้นโดยแรง ใบหน้าบัดเดี๋ยวสีเทา บัดเดี๋ยวขาว
ซีด ‘หมัดพิฆาตสิบสองสะท้อน’ นี้เป็นกระบวนท่าที่แข็งแกร่งที่สุดของมัน
สิบสองหมัดรวดเร็วดุจสายฟ้า แต่ละหมัดกล้าแข็งกว่าหมัดก่อนหน้า
กระบวนท่านี้พอใช้ออกมา ไม่เคยมีครั้งใดที่ไม่ทำร้ายศัตรูรับบาดเจ็บ
สาหัส สิบสองหมัดนี้กระทั่งขุนเขายังต่อยทำลายได้โดยง่าย อย่าว่าแต่ยาม
นี้มันยังสวมใส่ยุทโธปกรณ์เทพ ทั้งอยู่ในบ่อพลังงานความตาย เรียกได้ว่า
อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์พร้อมที่สุด ในบรรดา ‘หมัดพิฆาตสิบสองสะท้อน’ ที่
มันเคยใช้ออกมาชั่วชีวิต สิบสองหมัดชุดนี้นับเป็นการโจมตีที่กล้าแข็ง
ที่สุด!
ทว่า ‘หมัดพิฆาตสิบสองสะท้อน’ ที่บรรลุถึงจุดสุดยอดของกระบวน
ท่านี้ เพียงสามารถบีบบังคับให้ฝ่ายตรงข้ามถอยหลังไปสามก้าวเท่านั้น!
เหล่าหวังสีหน้าแปรเปลี่ยน มันเป็นมือดีที่มีประสบการณ์โชกโชน
สามารถประเมินได้แทบจะในทันทีทันใด ฝ่ายตรงข้ามมีพลังฝีมือกล้าแข็ง
กว่ามันมาก!
ยอดยุทธ์!
คนผู้นั้นกวาดสายตามองมายังเหล่าหวัง กล่าวชมเชยว่า
“ยุทโธปกรณ์เทพชุดนี้ไม่เลว”
ทุกผู้คนในที่สุดค่อยได้เห็นโฉมหน้าของอาคันตุกะไม่ได้รับเชิญผู้นี้ชัด
ตา คนผู้นี้รูปร่างผอมสูง สวมใส่เสื้อคลุมดำปิดบังหน้าตา ทั่วทั้งร่างคล้าย
ถูกห่อหุ้มอยู่ในความมืดผืนหนึ่ง ใบหน้าแทบจะถูกปกคลุมไปด้วยเงามืด
ของชุดเสื้อคลุมโดยสิ้นเชิง
องครักษ์ข้างกายจั่วม่อหัวใจดิ่งวูบ
มันรู้ฝีมือของเหล่าหวังเป็นอย่างดี กระทั่งเคยประมือกับกระบวนท่า
สังหารของเหล่าหวังด้วยตัวเองมาแล้ว แม้แต่ ‘หมัดพิฆาตสิบสองสะท้อน’
ในยามปกติของเหล่าหวัง มันยังต้องรับมืออย่างลำบากกินแรง อย่าว่าแต่
‘หมัดพิฆาตสิบสองสะท้อน’ เมื่อครู่นี้ยังร้ายกาจกว่ากระบวนท่าดั้งเดิม
เกือบสามส่วน ต่อให้เป็นตัวมันเองยังไม่มีปัญญาต้านรับเอาไว้ได้
แต่คนผู้นี้กลับรับมืออย่างหมดจด ทั้งไม่เป็นอันตรายแม้แต่ปลายเล็บ
เพียงถูกบังคับให้ถอยหลังสามก้าวเท่านั้น
พลังฝีมือเช่นนี้ ไม่ใช่สิ่งที่พวกมันคนใดจะสามารถยกขึ้นเปรียบเทียบ
ได้!
แต่องครักษ์ไม่ตื่นตระหนก ที่นี่คืออาณาเขตของผู้พิทักษ์สุสานหยิน
แผนการของอีกฝ่ายย่อมไม่อาจประสบความสำเร็จได้โดยง่าย คนผู้นี้บน
ร่างปราศจากลิ่นอายของพลังงานความตาย เห็นได้ชัดว่าไม่ได้อยู่ในหมื่น
สุสานแห่งโลกความมืดเป็นเวลานานนัก
ฝ่ายตรงข้ามดูท่าคงไม่ล่วงรู้ข้อเท็จจริง ทะเลหมื่นสระเดือดทั้งที่ไม่
เคยห้ามไม่ให้มีการต่อสู้ แต่เหตุใดกลับไม่เคยปรากฏการรบราฆ่าฟันกัน
อย่างรุนแรงมาก่อน
องครักษ์ลอบแค่นยิ้มเย็นเยียบในใจ
“ฝีมือหลอมสร้างของปรมาจารย์ เป็นที่นับถือเลื่อมใสของผู้น้องนัก”
สุ้มเสียงคล้ายมี คล้ายไม่มี ลอยออกมาจากเสื้อคลุม “ผู้น้องใคร่ขอเรียน
เชิญปรมาจารย์ไปเป็นอาคันตุกะที่วังเราสักหลายวัน ปรมาจารย์โปรดเห็น
แก่หน้าเราด้วย”
จั่วม่อแค่นเสียงอย่างเย็นชา “ข้าไม่ชมชอบคบค้าสมาคมกับคนที่ไม่
กล้าเปิดเผยโฉมหน้า”
“เคอะเคอะ เพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอก ปรมาจารย์ไยต้องใส่ใจไป”
ฝ่ายตรงข้ามหัวร่อเสียงประหลาดพิกล “ปรมาจารย์อย่าได้กังวล ขอเพียง
ปรมาจารย์ยินดีให้ความร่วมมือ ไม่ว่าต้องการสิ่งใดพวกเราล้วนยินดีน้อม
สนอง ชื่อเสียง เงินตรา หญิงงาม ขอเพียงเอ่ยมาคำเดียวเท่านั้น รอให้ท่าน
ไปยังสถานที่ของเราจะได้ทราบว่าสวรรค์วิมานเป็นเยี่ยงไร รับรองว่าดีงาม
กว่าสถานที่โง่เง่านี้มาก” สุ้มเสียงของมันเต็มไปด้วยแรงดึงดูดใจ
จั่วม่อมองดูอาคันตุกะไม่ได้รับเชิญ สีหน้าคล้ายยิ้มไม่เชิงยิ้ม “ไฉนไม่
สอบถามความเห็นของเจ้าของสถานที่เสียก่อนเล่า
ฝ่ายตรงข้ามกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “วันนี้ผู้น้องเมื่อมาแล้ว จะต้องลงมือ
สำเร็จให้จงได้”
“ฟังดูโอหังไม่เลว” สุ้มเสียงแหบทุ้มระคายหูพลันดังขึ้น
เห็นเงาร่างที่ปกคลุมด้วยผ้าห่อศพลอยช้า ๆ ออกมาจากม่านหมอก
พลังงานความตาย กลับเป็นหนึ่งในห้าผีสุสานหยิน ปู้หรูเหมียน
ฝ่ายตรงข้ามร่างแข็งค้าง
ปู้หรูเหมียนเมื่อปรากฏตัว พลังงานความตายที่อยู่โดยรอบก็คล้าย
กลับกลายเป็นมีชีวิต
เห็นปู้หรูเหมียนเสนอหน้าออกมา องครักษ์ข้างกายจั่วม่อลอบถอนใจ
อย่างโล่งอก กู่อู๋ซวงต้าเหรินชมชอบอาศัยอยู่บนยอดเขากระดูกเหลือคณา
ในขณะที่ปู้หรูเหมียนต้าเหรินมักจะพำนักอยู่ที่ทะเลหมื่นสระเดือด เหล่า
คนที่นิยมแวะเวียนมายังสองสถานที่นี้ล้วนทราบกันดี เหตุที่ทะเลหมื่นสระ
เดือดอันกว้างใหญ่ไม่เคยเกิดการต่อสู้รุนแรงมาก่อน ล้วนเป็นเพราะปู้หรู
เหมียนต้าเหริน
ปู้หรูเหมียนต้าเหรินนิสัยใจคอโหดเหี้ยม กระหายการฆ่าฟัน มีฝีมือ
อันดุดันอำมหิต หากล่วงเกินมัน เกรงว่าต้องประสบชะตากรรมที่เลวร้าย
ยิ่งกว่าตกตาย
“ปู้ต้าเหริน!” องครักษ์รีบค้อมกายคารวะ
?” คนในชุดคลุมพลันเอ่ยปาก
“คิดร้องขอความกรุณาหรือ ฮี่ฮี่ สายเกินไปแล้ว!” สุ้มเสียงระคายหู
ของปู้หรูเหมียนสะท้อนก้องอยู่ในอากาศ
“ร้องขอความกรุณา?”
“ต้าเหรินโปรดรอสักครู่ ปู้หรูเหมียนต้าเหรินจะเสร็จเรื่องในอีกไม่
ช้า” องครักษ์กล่าวกับจั่วม่อ เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นในตัวปู้หรูเหมียน
อย่างเปี่ยมล้น
“ไม่ต้องกังวล ข้าไม่ได้รีบร้อน” จั่วม่อกล่าวยิ้ม ๆ แต่ในใจมันไม่เห็น
ด้วย พลังเทพของมันแม้ยังไม่ฟื้นคืน แต่จะอย่างไรมีพลังฝึกตนแข็งแกร่ง
กว่าทุกผู้คนในสถานที่นี้ ในความเห็นของมัน พลังฝีมือของคนในเสื้อคลุม
สมควรไม่ด้อยไปกว่าปู้หรูเหมียน
ยิ่งไปกว่านั้น ประสาทรับรู้ของมันเฉียบไวกว่าทุกผู้คน สังเกตเห็นว่า
ในยามที่ปู้หรูเหมียนปรากฏตัว คนในเสื้อคลุมแม้แสดงท่าทีตื่นตระหนก
แต่แท้จริงแล้วกลิ่นอายสภาวะของคนผู้นั้นไม่ได้สั่นไหวแม้แต่น้อย
นี่เห็นได้ว่าฝ่ายตรงข้ามแสร้งทำเป็นตื่นตระหนก
ย่อมหมายความว่าอีกฝ่ายยังมีแผนการอื่นติดตามมา จั่วม่อคิดอย่าง
ขบขัน
องครักษ์เสี่ยวฮั่วหันไปสอบถามเหล่าหวังอย่างห่วงกังวล “เหล่าหวัง
เจ้าไม่เป็นไรกระมัง?”
เหล่าหวังฝืนเค้นรอยยิ้ม “ไม่มีใด เพียงแค่ยังไม่ฟื้นฟูพลังฝีมือเท่านั้น
เจ้าผู้นั้นฝีมือกล้าแข็งยิ่ง กระทั่งข้าสวมใส่ยุทโธปกรณ์เทพ ใช้กระบวนท่า
สังหารที่ร้ายกาจที่สุดของข้า ยังเพียงแค่บีบบังคับมันถอยหลังสามก้าว
เท่านั้น ช่างน่าขายหน้านัก!”
“ฮ่าฮ่า เหล่าหวัง ข้าก็บอกเจ้าแล้ว เมื่อคืนอย่าได้กรำศึกหนักเกินไป
เห็นหรือไม่ วันนี้ถึงกับแข้งขาอ่อนปวกเปียกไปหมด!”
ใครบางคนตะโกนหยอกเย้า เรียกเสียงหัวร่อครืนใหญ่ คนในชุดคลุม
สร้างแรงกดดันให้แก่พวกมันรุนแรงเกินไป ยามนี้พอได้ผ่อนคลาย ทุกผู้คน
รู้สึกอ่อนแรงอยู่บ้าง
ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นกลุ่มหมอกสีเทาที่แผ่กระจายไปใต้ฝ่าเท้าของพวก
มันอย่างเงียบเชียบ
“อืมม์?”
ตุบ ตุบ!
ทุกคนทยอยล้มคว่าลงแทบจะพร้อมกัน เหมือนแผ่นกระดานล้มกลุ่ม
หนึ่ง ใบหน้าขาวซีดดุจคนตาย ร่างแข็งเกร็งราวกับท่อนเหล็ก
ธูปหอมมอมวิญญาณอันร้ายกาจนัก!
จั่วม่อแม้โคจรพลังปิดกั้นจมูกปาก ยังรู้สึกร่างกายชาซ่านอยู่บ้าง
หมอกสีเทาพยายามแทรกซึมเข้าไปทางผิวหนังของมัน แต่แล้วในเวลานี้
เอง ลูกปัดสีทองที่มันสร้างขึ้นจากครั้งก่อนพลันค้นพบการรุกรานจาก
ภายนอก อักขระเทพสุริยันบนพื้นผิวของลูกปัดสีทองเปล่งแสงสว่างวาบ
กระแสเปลวสุริยะสายหนึ่งกวาดผ่านร่างกายของจั่วม่อในบัดดล
ทุกที่ที่มันกวาดผ่าน หมอกสีเทาพลันลุกวาบ ถูกแผดเผาหายไปสิ้น
จั่วม่อแสร้งทำเป็นถูกพิษ ล้มคว่าลงไปเช่นกัน พร้อมกันนั้นก็ลอบ
ปลุกบรรดาเจ้าตัวเล็กที่อยู่ในแหวนของมัน แหวนมิติของจั่วม่อทำการ
หลอมสร้างขึ้นใหม่ วัตถุดิบมากมายที่พวกมันพบเจอในห้วงความว่างเปล่า
ไร้ขอบเขตถูกเสริมเข้าไปในกระบวนการหลอมสร้างใหม่ ในเวลานี้พื้นที่
ภายในแหวนใหญ่โตมโหฬารยิ่ง ยิ่งไปกว่านั้น จั่วม่อยังนำเศษไม้ที่ใช้ใน
การสร้างโลงไม้เทพอันมหัศจรรย์เหล่านั้นใส่ลงไปด้วย ช่วยให้พลังชีวิต
ภายในมิติของแหวนเปี่ยมล้นสมบูรณ์ เหมาะสำหรับการพักรักษาตัว
บรรดาเจ้าตัวเล็กชมชอบพักผ่อนอยู่ภายใน
ทหารยันต์ทองคำดำเมื่อถูกปลุกให้ตื่น ก็ลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย ส่งเสียง
พึมพำกึ่งละเมอ “งืม …พี่…หญ่าย… …อย่าหลอกข้า ถึงเวลารับประทาน
แล้วหรือไม่?”
ในถ้อยคำทั้งหมด คำเดียวที่ทหารยันต์ทองคำดำออกเสียงได้ชัดถ้อย
ชัดคำ คือคำว่า ‘รับประทาน’
ทารกหมอกวิญญาณลอยออกมาจากลัญจกรตาหมอก มันหาวหวอด
ๆ ปล่อยให้ฟองหมอกขาวผุดพลุ่งออกมา จากนั้นขยี้ตาร้องทักทายว่า “จู่
เหริน!”
สือผิ่นและหยางกวงเหินทะยานออกมาพร้อมกัน สื่อผิ่นดูดุร้าย
อำมหิตตลอดเวลา ส่วนหยางกวงเคอะเขินเอียงอายตามปกติ
“เตรียมพร้อมต่อสู้!” จั่วม่อบอกต่อพวกมันทางจิต
สือผิ่นพลันคึกคักขึ้นอักโข ดวงตาน้อย ๆ ถลึงกว้าง มือกระชับดาบ
โค้งคู่ใจ ปรารถนาจะโถมออกไปเข่นฆ่าในบัดดล
ทารกหมอกวิญญาณตื่นเต็มตาทันที หยางกวงเริ่มเตรียมความพร้อม
มีเพียงทหารยันต์ทองคำดำ ที่กระทั่งดวงตายังไม่ยอมลืม ส่งเสียง
ละเมอว่า “ง่วงยิ่งนัก… …พวกเจ้าไปกันก่อนเลย… ….”
ทหารยันต์ทองคำดำซึ่งมีทีท่าว่าจะลืมตาไม่ขึ้น พลันเผ่นผึงขึ้นทันที
ใบหน้ามีวี่แววง่วงงุนงัวเงียเสียที่ไหน! มันตบอกปังปัง กล่าวอย่างชอบ
ธรรม “พี่ใหญ่ ท่านว่าอะไร! เกิดมาเพื่อต่อสู้! มีแต่การต่อสู้ จึงเป็น
ความหมายในการคงอยู่ของข้า! พี่ใหญ่ ท่านเพียงแค่ชมดูก็พอ รอดูข้าทุบ
ตีพวกมันราวกับสุนัขข้างถนน!”
ใบหน้ามันบิดเบี้ยวเกรี้ยวกราด จากนั้นเปลี่ยนเป็นถมึงทึง กล่าวอย่าง
เคียดแค้น “บังอาจรบกวนการนอนของเฮยจินต้าเหรินผู้นี้ เจ้าพวกอุบาทว์
บัดซบ ปลายทางเดียวของพวกเจ้าก็คือถูกเพลิงโทสะของท่านเฮยจินผู้นี้
แผดเผาเป็นเถ้าถ่าน… …”
เหล่าผู้ที่อยู่ภายในวงแหวนหลังจากตื่นขึ้นมา ก็เตรียมลงมือได้ทุกเมื่อ
ทหารยันต์ทองคำดำตบอกปังปัง กระทืบเท้าพลางแหงนหน้ากู่
คำราม ภายในมิติวงแหวนเต็มไปด้วยเสียงโลหะระคายหู
ดาบวงพระจันทร์พุ่งไปมาระหว่างสองมือของสือผิ่น ทอประกายเย็น
เยียบจับใจ สะท้อนรังสีฆ่าฟันบนใบหน้าของสือผิ่น
ทารกหมอกวิญญาณแปลงกายเป็นยักษ์หมอก ตึง ตึง ร่างใหญ่โต
มโหฬารของมันย่าเท้าไปตามพื้นที่ภายในวงแหวน
หยางกวงแต่ละนิ้วแผ่พุ่งดวงแสงกลุ่มหนึ่ง ดวงแสงทั้งสิบล้วนต่าง
สีสัน สิบนิ้วสิบสีสัน ลี้ลับพิสดารอย่างบอกไม่ถูก มันเลียริมฝีปากอย่าง
ตื่นเต้น
แต่ละคนสองตาแดงฉานด้วยสายเลือด เฝ้ารอคอยคำสั่งของจั่วม่ออ
ย่างจดจ่อ
นานมากแล้วที่พวกมันไม่ได้ต่อสู้!
คมขวานใหญ่ของพวกเรากระหายโลหิตเหลือเกินแล้ว!
หมอกสีเทาเริ่มกระจายตัวออกไป
เงาร่างสองสายปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบ ผู้มาทั้งสองจ้องมองผู้คนที่
นอนกลาดเกลื่อนบนพื้นอย่างเย็นชา ใบหน้าทอแววกระหยิ่มยิ้มย่อง
แผนการครั้งนี้คิดอ่านอย่างรอบคอบ พวกมันหลังจากสืบทราบว่า
ปรมาจารย์หลอมสร้างมีความสนใจในบ่อพลังงานความตาย ก็มุ่งเป้ามายัง
บ่อพลังงานความตายเป็นหลัก พวกมันนึกถึงทะเลหมื่นสระเดือดทันที
และคาดการณ์ว่าปรมาจารย์หลอมสร้างผู้นี้จะต้องมาเยือนตาน้าแห่ง
ความตายอย่างแน่นอน
“ช่างราบรื่นนัก” สุ้มเสียงบุรุษดังขึ้นไม่ไกลจากจั่วม่อ
“ฮ่า คราครั้งนี้นับว่าเป็นโชคดีของพวกเรา ยอดยุทธ์ที่คอยคุ้มครอง
อยู่ข้างกายมัน วันนี้กลับไม่ได้มาด้วย ไม่เช่นนั้น พวกเราคงต้องเปลืองแรง
มากกว่านี้” คราวนี้ผู้กล่าวเป็นสตรีนางหนึ่ง
“นั่นก็คงไม่ต้องเปลืองแรงมากมายอันใด” บุรุษกล่าวอย่างไม่เห็น
สำคัญ “คำเล่าลือมักจะเล่าลือกันจนเกินจริงเสมอ อาศัยเด็กน้อยผู้หนึ่งจะ
ร้ายกาจได้สักเท่าใดกัน?”
“พาตัวนักหลอมสร้างผู้นี้ไป ระมัดระวังด้วย คนผู้นี้มีคุณค่ามาก
อย่าได้ทำร้ายมัน ส่วนคนอื่น ๆ ให้ฆ่าทิ้ง” สตรีนางนั้นกล่าวอย่างปลอด
โปร่ง
“อาเหลิ่งอาจต้องใช้เวลาอยู่บ้าง ปู้หรูเหมียนที่น่าขยะแขยงผู้นี้จะ
อย่างไรมีพลังฝีมือสูงเยี่ยม อาเหลิ่งคิดเอาชัยยังไม่ง่ายดายนัก น่าเสียดาย
ที่พวกเราไม่อาจชมดูการต่อสู้อันเร้าใจเช่นนี้ได้” บุรุษนั้นกล่าวอย่างเศร้า
เสียดาย
“หยุดพิรี้พิไร ลงมือทำงานเสียที!” สตรีตวาดเบาๆ อย่างอดรนทน
ไม่ได้ นางก้มลงเตรียมคว้าตัวจั่วม่อขึ้นมา
ชั่วขณะที่มือของนางกำลังจะสัมผัสร่างจั่วม่อ พลันบังเกิดสังหรณ์
อันตรายแล่นวาบ นางสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง รีบดีดกายถอยหลัง
อย่างไม่คิดชีวิต!
ประกายกระบี่สีโลหิตสายหนึ่งวาบขึ้นอย่างฉับพลันจากใต้แขนของ
จั่วม่อ!
เจตจำนงกระบี่อันดุร้ายกระหายเลือดราวกับสัตว์ร้ายที่ซุ่มกายรอ
คอยจังหวะสังหาร จู่ๆ กระโจนออกมาอย่างเกรี้ยวกราด ลำแสงสีโลหิตฟัน
ตรงเข้าใส่ใบหน้าของนางอย่างเร่งร้อน
สตรีนางนั้นเกิดความรู้สึกว่าศีรษะของนางถูกกดทับด้วยแรงมหาศาล
ประหนึ่งว่ามีทะเลโลหิตปรากฏขึ้นตรงหน้านาง เงาสีเลือดหลายสายพวย
พุ่งออกมาจากทะเลโลหิต เงาสีเลือดเหล่านี้เริ่มบิดเป็นเกลียว ทั้งเกรี้ยว
กราดและดุดันอำมหิต
ผิดท่าแล้ว!
สตรีนางนั้นทราบว่าสถานการณ์คับขันอันตราย ทันใดนั้นนางพ่น
หมอกเทาออกจากปาก อย่าได้เห็นว่าหมอกสีเทาเหล่านี้ดูนิ่มนวลเลื่อน
ลอย แต่กลับสามารถหยุดยั้งปราณกระบี่สีโลหิตสายนี้เอาไว้ได้!
สตรีนางนั้นพลันสำนึกเสียใจขึ้นมา ขณะที่ล่าถอยอย่างไม่คิดชีวิต
เป็นนางประมาทเกินไป! ในฐานะปรมาจารย์หลอมสร้างผู้หนึ่ง ไหน
เลยจะไม่มีสมบัติลับซุกซ่อนไว้ในแขนเสื้อได้!
ท่าตอบโต้ก่อนตายของปรมาจารย์หลอมสร้างผู้หนึ่ง นับว่าเกรี้ยว
กราดดุดันสมศักดิ์ศรีปรมาจารย์โดยแท้!
หมอกสีเทานี้คือหมอกหมื่นทราย เป็นของวิเศษที่นางสิ้นเปลือง
เรี่ยวแรงกำลังแทบล้มประดาตาย กว่าจะรวบรวมวัตถุดิบและหลอมสร้าง
สำเร็จ ของวิเศษนี้อาจดูนุ่มนิ่มบอบบาง แท้จริงแล้วสร้างขึ้นจากพันเม็ด
ทรายรัตติกาล เม็ดทรายเหล่านี้แม้ดูเล็กกระจ้อยร่อย แต่หนักหน่วงถึง
ที่สุด
นี่คือของวิเศษรักษาชีวิตของนาง หากมิใช่เรื่องความเป็นความตาย
นางจะไม่ยอมใช้ออกเป็นอันขาด
เม็ดทรายหนึ่งร้อยแปดเม็ดจากพันเม็ดทรายรัตติกาล ถูกนางใช้พลัง
เทพปริมาณมหาศาลหลอมกลั่นซ้าแล้วซ้าเล่า จนก่อเกิดเป็น ‘หมอกลม
หายใจทรายรัตติกาล’ ผืนนี้
คราครั้งนี้นางถึงกับต้องงัดไม้ตายก้นหีบออกมาใช้ เพื่อหยุดยั้งท่า
กระบี่สุดลี้ลับอันตรายที่เบื้องหน้า
แต่แล้วทันใดนั้นเอง ลำแสงสีขาวสายหนึ่งพุ่งทะลุผ่านม่านหมอกสี
เทา
หมอกสีเทาสั่นกระเพื่อมทันที กลายเป็นสั่นไหวปรวนแปร อักขระ
เทพในม่านหมอกเทากะพริบวูบไหว ภาพที่ตามมาทำให้สตรีนางนั้นแทบ
จะยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่ เห็นลำแสงสายแล้วสายเล่าทะลวงผ่านหมอกเทา
ทั้งแดง ม่วง ฟ้าและสีสันอื่นๆ ราวกับสายรุ้งกระจัดกระจาย ส่องทะลุเข้า
มาในหมอกเทา
แสงอักขระเทพในหมอกเทาสั่นไหวเป็นระลอก ราวกับว่ามีบางสิ่ง
ทะลวงผ่านตัวมัน อักขระเทพกลับกลายเป็นสั่นคลอนอย่างรุนแรง รอจน
ลำแสงสายที่สิบพุ่งทะลวงผ่านหมอกเทา อักขระเทพภายในหมอกเทาก็ไม่
อาจต้านทานได้อีก แตกระเบิดเป็นเสี่ยง ๆ ในบัดดล
สตรีนางนั้นสะท้านขึ้นทั้งร่าง ราวกับถูกสายฟ้าฟาด
‘หมอกลมหายใจทรายรัตติกาล’ ถึงกับพ่ายแพ้อย่างง่ายดายเช่นนี้!
แต่ในเวลานี้นางไม่มีเวลาให้สำนึกเสียใจ เมื่อหลุดออกจากหมอกสี
เทา เจตจำนงกระบี่สีโลหิตก็พุ่งตรงเข้าหานางราวกับระลอกคลื่นสีเลือด!
เสียงกรีดร้องดุจหมื่นภูตคร่าครวญ ดังกึกก้องอยู่เต็มสองหู!
สตรีนางนั้นทราบดีว่าถึงเวลาต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด นางโคจร
พลังเทพทั่วร่าง ตระเตรียมตอบโต้ก่อนตาย
อย่างไรก็ตาม ลำแสงกระบี่นี้ยังร้ายกาจยิ่งกว่าที่นางจินตนาการ
เอาไว้ เห็นเงาร่างนับไม่ถ้วนบัดเดี๋ยวปรากฏ บัดเดี๋ยวเลือนหายอยู่ที่เบื้อง
ซื่อ!
ประกายกระบี่วาบผ่านท่อนแขนของนาง สองมือนางพลันขาดสะบั้น
ปลิวกระเด็นขึ้นไปบนฟ้า
สตรีนางนั้นใบหน้าทอแววเจ็บปวด แต่สองตาสาดประกายดุร้ายบ้า
ระห่า มือทั้งสองข้างที่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศพลันแตกสลาย กลายเป็น
หมอกทรายกลุ่มหนึ่ง
ทรายสีดำแปรสภาพกลายเป็นลูกศรทรายกลุ่มหนึ่ง พุ่งเข้าจู่โจม
จั่วม่อที่นอนคว่าอยู่บนพื้น
ภายในลูกศรทรายแต่ละดอก สามารถมองเห็นอักขระเทพเปล่งแสง
อย่างชัดเจน
ร่างกายนางแปรเปลี่ยนด้วยระดับความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
กลายเป็นกลุ่มทรายดำที่ไหลเวียนเร็วรี่ ดวงตาถลึงมองจั่วม่ออย่างเคียด
แค้น
เพียะ เพียะ เพียะ!
เห็นโล่แสงใบเล็กอันประณีตงดงามปรากฏขึ้นขวางอยู่เบื้องหน้า
จั่วม่อ โล่แสงโปร่งใสเต็มไปด้วยลวดลายอักขระเทพอันละเอียดอ่อน เรียง
รายแน่นขนัด แข็งแกร่งทนทานเกินความคาดคิด ลูกธนูทรายดำพอ
กระทบถูกก็ราวกับสายฝนตกกระทบใบกล้วย บนพื้นผิวของโล่แสง
กระเพื่อมไหวเป็นระลอก แต่ลูกธนูทรายดำซึ่งเป็นไม้ตายก้นหีบของนาง
ถูกปิดสกัดเอาไว้จนหมดสิ้น
ร่างเล็ก ๆ ของหยางกวงปรากฏขึ้นบนไหล่ของจั่วม่อ ทอดตามองดู
อย่างยิ้มแย้ม
พร้อมกันนั้นสือผิ่นกู่คำรามดังสะท้านฟ้า ร่างหมุนคว้างอย่างเร่งร้อน
ใบมีดวงพระจันทร์สองวงฟันวาบออกมา กลายเป็นลำแสงสีเลือดหมุนเป็น
เกลียวสองสาย
กลุ่มทรายไหลลงบนพื้นราวกับน้าตก เริ่มจมลงไปในพื้นดินด้วยระดับ
ความเร็วที่มองเห็นได้ชัดตา
จั่วม่อลืมตาขึ้นมองอย่างเย็นชา ไหนเลยมีทีท่าของคนที่ถูกควันพิษ
มอมทำร้าย
เห็นอีกฝ่ายมีเจตนาจะหลบหนี จั่วม่อสีหน้าเย็นยะเยียบ มันทาบฝ่า
มือลงบนพื้น พลังงานความตายในบริเวณโดยรอบไหลบ่าเข้ามารวมกันใน
พื้นดินอย่างเร่งร้อน พื้นดินกลับกลายเป็นแข็งกระด้างดุจเหล็กกล้า
ในร่างกายของจั่วม่อแม้ไม่มีพลังเทพเหลืออยู่ ไม่อาจประมือกับผู้คน
แต่อาศัยพลังฝึกปรือด่านเทพยุทธ์ของมัน สามารถก่อกวนการหลบหนี
ของอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดายเพียงพลิกฝ่ามือ
สือผิ่นเหินลิ่วขึ้นไปบนฟากฟ้า บรรลุถึงจุดสูงสุดของพลังสภาวะ
ใบหน้าน้อย ๆ ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายฆ่าฟันพลันกลับกลายเป็นเคร่ง
ขรึมสำรวมผิดธรรมดา ทันใดนั้นมันถลึงตากลมโต ตวัดมือฟาดลงสู่กลุ่ม
ทรายบนพื้น ตวาดดังกึกก้อง “ฆ่า!”
ใบมีดวงพระจันทร์ที่หมุนวนอยู่รอบกายหายวับไปในบัดดล
ติง!
เสียงโลหะกระทบกันดังแหลมเสียดหูกลางอากาศ
กลุ่มทรายที่หลั่งไหลอยู่บนพื้นคล้ายตรวจพบอันตราย พลันดีดตัว
ลอยขึ้นจากพื้น พุ่งเข้าไปครอบกลืนจั่วม่อราวกับตาข่ายผืนหนึ่ง!
ดาบวงพระจันทร์แทงใส่กระแสทรายที่ลอยอยู่กลางอากาศ ม่าน
ทรายชะงักนิ่งโดยพลัน จากนั้นถูกตอกตรึงลงกับพื้น
เงาสีเลือดที่อยู่ด้านหลังใบมีดวงพระจันทร์ กระหน่าฟาดฟันใส่
กระแสทรายอย่างหักโหม!
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังลั่น!
กระแสทรายพลันอาบท่วมด้วยเปลวไฟ เห็นร่างของสตรีนางหนึ่ง
ปรากฏขึ้นกลางกองไฟ นางเต้นเร่าด้วยความเจ็บปวด เสียงกรีดร้องแหลม
สูง จากนั้นเสียงกรีดร้องค่อย ๆ เบาลง เงาร่างสตรีเลือนรางลงช้า ๆ
จนกระทั่งเลือนหายไป
เมื่อเงาร่างสตรีอันตรธานไปโดยสิ้นเชิง กระแสทรายดำหม่นแสงอับ
ประกาย เข้ามาลอยวนอยู่รอบกายจั่วม่อ
ทารกหมอกวิญญาณลอบออกจากแหวนมิติของจั่วม่ออย่างเงียบ
เชียบ มันแปลงเป็นไอหมอกสายหนึ่ง แฝงตัวอยู่ในกลุ่มหมอกสีเทา ค่อย ๆ
ไหลตรงไปยังศัตรูอย่างช้า ๆ
ขณะที่ศัตรูทั้งสองกำลังสนทนากัน มันก็เร้นกายมาถึงด้านหลังของ
ศัตรูที่เป็นบุรุษ
หลังจากร่วมหัวจมท้ายกับพวกเสี่ยวม่อเกอมานานปี กระทั่งยักษ์
หมอกผู้ยิ่งใหญ่ที่เหี้ยมหาญดุดัน ยังเผยร่องรอยของความเจ้าเล่ห์คดเคี้ยว
ออกมา
ชั่วพริบตาที่สือผิ่นบุกจู่โจมอย่างเกรี้ยวกราด มันก็ลงมือโดยไม่รีรอ
ลังเล
พลังหมอกราวกับโซ่หยาบหนา รัดพันรอบกายศัตรูอย่างฉับพลัน ใน
เวลาเดียวกัน ยักษ์หมอกตวาดก้อง “หมอก!”
ทันใดนั้นสายโซ่หมอกรอบกายศัตรูที่เป็นบุรุษพลันขึงตึงแน่น พร้อม
กันนั้นกลุ่มหมอกมหาศาลปะทุออกมาจากลัญจกรตาหมอกราวกับเขื่อน
แตก กลุ่มหมอกกลืนกินบุรุษนั้นลงไปในบัดดล
ชั่วพริบตาที่สายหมอกรัดแน่นเข้ามา บุรุษนั้นพลันพบเห็น
วิกฤติการณ์ มันตวาดก้อง อักขระสีเทาตัวหนึ่งเปล่งแสงวาบบนหมัดขวา
ร่างขยายใหญ่ขึ้นอย่างฉับพลัน ผิวหนังแข็งกระด้างขึ้นอย่างชัดเจน
แปรเปลี่ยนเป็นเกล็ดสีเทา ทั้งร่างกาย กล้ามเนื้อและกระดูกของมันขยับ
เคลื่อนไปมา บังเกิดการเปลี่ยนแปลงไม่หยุดยั้ง
ขณะที่ร่างกายของมันเปลี่ยนสภาพอย่างต่อเนื่อง พลังสภาวะก็เพิ่ม
สูงขึ้นเรื่อย ๆ
หมอกขาวที่รัดแน่นเข้ามา คล้ายถูกผลักออกด้วยพลังไร้สภาพขุม
หนึ่ง
ทันใดนั้นเอง เสียงกรีดร้องโหยหวนของสตรีแผดสนั่น บุรุษนั้น
สะท้านขึ้นเบา ๆ แต่จากนั้นพลังสภาวะของมันพลันระเบิดวาบ
บุรุษผู้บุกรุกยามนี้ร่างสูงใหญ่กว่าหนึ่งจั้ง ทั่วร่างปกคลุมด้วยเกล็ดสี
เทา อักขระเทพเรียงรายแน่นขนัดบนแผ่นเกล็ดทุกชิ้น หนามกระดูกแหลม
คมงอกเงยออกมาจากสองมือสองเท้า ดวงตากลับกลายเป็นม่านตางูสี
เหลืองเข้ม เย็นยะเยียบ ปราศจากอารมณ์เช่นปุถุชน
พลังสภาวะของมันกร้าวแกร่งกว่าเดิมร่วมห้าเท่าตัว
จั่วม่อจ้องมองอย่างสนอกสนใจ เคล็ดวิชาเทพเช่นนี้มันเพิ่งจะเคยพบ
เห็นเป็นครั้งแรก การที่เผ่าปิศาจสามารถใช้พลังเทพมากลั่นเกลาสังขาร
ร่างกายของตน ไม่ได้ทำให้มันประหลาดใจอันใด แต่การแปลงร่างเช่นนี้
บันดาลให้จั่วม่อถึงกับดวงตาเป็นประกาย
จั่วม่อกวาดตามองขึ้น ๆ ลง ๆ ศึกษาดูสังขารร่างกายของฝ่ายตรง
ข้าม ราวกับชมดูเรือนร่างงดงามเย้ายวนของโฉมสะคราญ
เคล็ดวิชาอันพิสดารนัก!
อักขระเทพที่แปลกประหลาดนัก!
ภายใต้สายตาระดับเทพยุทธ์ของจั่วม่อ สามารถมองเห็นความลับใน
เคล็ดวิชาของอีกฝ่ายอย่างทะลุปรุโปร่ง แต่จั่วม่อยังต้องประหลาดใจไม่
น้อย โลกนี้นับว่าไม่เคยขาดคนฉลาดโดยแท้
ถึงกับมีผู้ที่สามารถคิดค้นอักขระเทพอันแปลกพิเศษ และเคล็ดวิชาที่
พิสดารถึงเพียงนี้ได้
การปะทะหักหาญระหว่างยักษ์หมอกและคนผู้นั้นดุเดือดรุนแรงยิ่ง
ยักษ์หมอกระเบิดเสียงคำรามดังสนั่น ท่ามกลางสายหมอกล้นปรี่ ร่าง
มหึมาของยักษ์หมอกประหนึ่งขุนเขาตระหง่านง้า ในขณะที่คู่ต่อสู้สูงแค่
เพียงหนึ่งจั้ง พลังสภาวะของมันกลับคู่คี่ก้ากึ่งกับยักษ์หมอก บุรุษผู้นี้
ห่อหุ้มตนเองด้วยพลังสภาวะอันน่าประหวั่นพรั่นพรึง ดวงตาเย็นเยียบจ้อง
มองอย่างไม่สะทกสะท้าน เผชิญหน้ากับการโจมตีของยักษ์หมอกโดยไม่
ครั่นคร้ามยำเกรง
การต่อสู้ของทั้งสองกลับกลายเป็นศึกประชันพลัง ปะทะหักหาญด้วย
ความแข็งแกร่งทางร่างกายล้วนๆ
ขวานมหึมาของยักษ์หมอกดุดันอำมหิตถึงที่สุด กอรปด้วยสภาวะที่
สามารถเบิกฟ้าแยกปฐพี
บุรุษนั้นแปลงร่างเป็นเหมือนสัตว์ปิศาจดึกดำบรรพ์ ร่างกาย
แข็งแกร่งกว่าเหล็กกล้า อักขระเทพบนแผ่นเกล็ดเปล่งแสงวาบเป็นระยะ
ในแต่ละท่วงท่าแฝงไว้ด้วยพลังที่สามารถพลิกขุนเขาผันสมุทร
เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง!
เสียงปะทะรัวเร็วดังสะท้อนสะท้านอยู่ในทะเลหมอก การปะทะแต่ละ
ครั้งเกรี้ยวกราดรุนแรงถึงที่สุด คลื่นกระแทกนับไม่ถ้วนกวาดวาบออกรอบ
ข้าง ติดต่อตามกันไม่หยุดยั้ง
คนสัตย์ซื่อผู้หนึ่งเมื่อถูกบีบคั้นจนแตกตื่นลนลาน ก็สามารถ
กลายเป็นคดเคี้ยวเลี้ยวลดได้เช่นกัน
มันได้แต่ต้องใช้กระบวนท่าลับนั้นแล้ว!
เห็นกระสุนหมอกขนาดใหญ่โตอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ก่อตัวขึ้นบน
ฝ่ามือของยักษ์หมอก กระสุนหมอกลูกนี้แทบจะมีขนาดทัดเทียมกับขนาด
ตัวของยักษ์หมอกเอง เกิดเป็นภาพอันน่าดูชมฉากหนึ่ง
ยักษ์หมอกยกกระสุนหมอกขนาดเท่าภูเขาขึ้นสูง ซัดขว้างไปยังศัตรู
อย่างสุดแรง
ใบหน้าเย็นชาปานน้าแข็งของฝ่ายตรงข้ามปรากฏรอยยิ้มเย็นเยียบ
กระบวนท่าดาษดื่นเช่นนี้มันทำลายจนนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว กระสุนหมอก
นอกจากพลังอันรุนแรง ก็ไม่ได้มีความสามารถอื่นใดอีก และในด้านของ
พลังอันกร้าวแกร่ง มันจึงไม่เชื่อว่ามีผู้ใดสามารถเปรียบเทียบกับมันได้
กระสุนหมอกที่กำลังพุ่งตรงเข้าหามันนี้อาจดูน่าประหลาดใจ แต่ใน
ความเห็นของมัน ฝ่ายตรงข้ามเพียงแค่ประหวั่นลนลานจนสติแตก ควร
ทราบว่ากระสุนหมอกยิ่งผนึกรวมรั้งหนาแน่นมากเท่าใด ยิ่งเปี่ยมไปด้วย
อันตรายมากขึ้นเท่านั้น แต่กระสุนหมอกที่ใหญ่โตมโหฬารเช่นนี้ จะเอา
ความหนาแน่นมาจากที่ใด มีแต่จะเป็นเสือกระดาษเท่านั้น
มันชิงโถมเข้าหากระสุนหมอกยักษ์โดยไม่พรั่นพรึง
หมัดเดียว!
มันต้องใช้เพียงแค่หมัดเดียวเท่านั้น ก็สามารถบดขยี้กระสุนหมอก
ยักษ์ลูกนี้เป็นผุยผง!
นี่คงเป็นความหวังเสี้ยวสุดท้ายของฝ่ายตรงข้าม หากมันสามารถบด
ขยี้แหลกเละคามือ อีกฝ่ายจะพังทลายไปเอง
เข้ามา! ใกล้เข้ามาอีก!
จังหวะนี้เอง!
มันสูดลมหายใจลึก โคจรพลังเทพไปรวมกันที่หมัดขวาอย่างรวดเร็ว
จากนั้นต่อยหมัดอันเหี้ยมหาญดุดันออกมา!
เปรี้ยง!
ทว่ากลับแตกต่างจากกระสุนหมอกก่อนหน้านี้ทั้งหมด ชั่วพริบตาที่
หมัดกระทบถูก กระสุนหมอกยักษ์พลันแตกกระจายทันที เกิดเป็นแรง
ดึงดูดอันแปลกประหลาดสุดบรรยายขุมหนึ่ง พลังหมัดอันเปี่ยมล้นของมัน
กลับคล้ายต่อยใส่อากาศธาตุ บังเกิดความอึดอัดขัดข้องจนแทบกระอัก
โลหิตออกมา
อืมม์?
แปลกพิกลนัก!
วาจาประโยคนี้เมื่อผุดขึ้นในใจ กระสุนหมอกที่อยู่ตรงหน้าจู่ ๆ เริ่มดู
คุ้นตาขึ้นมา
ทันใดนั้นปากมหึมาเปิดอ้าออกอย่างฉับพลัน เขมือบกลืนมันลงไปทั้ง
ร่างโดยไม่มีวี่แววล่วงหน้า
กระสุนหมอกมีแขนขาทั้งสี่งอกเงยออกมา ตามด้วยส่วนศีรษะ กลับ
เป็นตัวยักษ์หมอกเอง! ฝ่ายตรงข้ามไหนเลยจะคาดคิด กระสุนหมอกยักษ์
ที่จู่โจมครั้งสุดท้ายกลับเป็นยักษ์หมอกปลอมแปลงร่างกาย
มันถูกกลืนเข้าไปในสถานที่อันมืดมิดแห่งหนึ่ง
กับดัก?
เค้าความอับอายบนใบหน้ายักษ์หมอกยิ่งเข้มขึ้นกว่าเดิม อา ช่างน่า
อายโดยแท้!
ลำขาหยาบหนาของมันย่อลงครึ่งหนึ่ง ร่างโน้มไปข้างหน้า หัวคิ้ว
ขมวดมุ่นเป็นเส้นเดียว มันคล้ายถูกขุมพลังไร้สภาพบีบเค้น ร่างหดเล็กลง
อย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่อึดใจร่างก็เล็กลงกว่าครึ่งของขนาดเดิม จนไม่อาจ
หดเล็กได้มากกว่านี้อีก
ใบหน้าของยักษ์หมอกทอแววเจ็บปวดอย่างสุดแสน ในเวลานี้เอง
ด้านหลังมันกระดกขึ้นอย่างกะทันหัน!
ปู้ด ปู้ด ปู้ด!
จั่วม่ออ้าปากค้าง หันขวับมาทันที ถามว่า “เป็นผู้ใดสอนมัน?”
ทหารยันต์ทองคำดำยืดอกอย่างภาคภูมิใจ ตบอกแรง ๆ พลางกล่าว
อย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง “จะเป็นผู้ใดไปได้เล่า! นอกจากท่านเฮยจินผู้นี้!
กระบวนท่าสังหารอันชาญฉลาดถึงเพียงนี้ยังจะมีผู้ใดนึกออกได้อีก! ข้าก็
บอกกับเจ้าปัญญาอ่อนนั้นตั้งแต่แรก กระบวนท่านี้รับรองว่าไม่มีผู้ใดเทียบ
ได้… …”
ทหารยันต์ทองคำดำหัวร่ออย่างภาคภูมิลำพอง
จั่วม่อเหลือบมองเจ้าคนที่หัวร่อไม่หยุด แล้วชี้ไปยังศัตรูนอนแผ่อยู่
บนพื้น “สินสงครามของเจ้าผู้นั้นมอบให้เจ้า”
เสียงหัวร่อชะงักค้างโดยพลัน ฟังดูคล้ายเป็นเสียงติดคอหรือเสียง
สำลัก ทหารยันต์ทองคำดำสีหน้าแข็งทื่อ
สือผิ่นกับหยางกวงแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น พากันบินไปค้นหาสิน
สงครามจากสตรีเผ่าปิศาจที่สังเวยชีวิตใต้คมดาบอย่างขะมักเขม้น
วันหนึ่งองครักษ์เสี่ยวฮั่วมาเข้าพบ นับตั้งแต่เหตุการณ์ลอบโจมตีใน
ทะเลหมื่นสระเดือด นี่เป็นครั้งแรกที่จั่วม่อเห็นหน้าองครักษ์เสี่ยวฮั่วอีก
ครั้ง
“ท่านปรมาจารย์!” องครักษ์เสี่ยวฮั่วมีสีหน้าละอายใจ “คราวที่แล้วผู้
ต่าต้อยไม่อาจคุ้มครองท่านได้ นี่มันช่าง… …”
จั่วม่อแย้มยิ้ม “หากมิใช่ว่าข้ามีของวิเศษซ่อนไว้ในแขนเสื้ออยู่บ้าง
อาศัยการซุ่มโจมตีอันหมดจดเช่นนี้ แม้แต่ข้าเองก็ต้องพลาดท่าเสียที
เช่นกัน ใช่แล้ว สืบทราบความเป็นมาของคนเหล่านั้นหรือไม่?”
หลังจากส่งมอบเชลยให้แก่กุ่ยจู่สุสานหยิน จั่วม่อก็ไม่ได้ให้ความสนใจ
แก่เรื่องนี้อีก สำหรับมันดินแดนแห่งความมืดเป็นแค่ทางผ่านเท่านั้น ทันที
ที่รักษาตัวจนทุเลาหายดี มันจะไปจากที่นี่ ไม่มีความสนใจในสงครามช่วง
ชิงอำนาจระหว่างขุมกำลังต่าง ๆ ที่นี่
เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้ เสี่ยวฮั่วสีหน้าดำทะมึนทันที “เป็นคนของเจีย
ม่าน!”
“เจียม่าน?”
“ขอรับ เป็นหนึ่งในสี่จ้าวรัตติกาล” เสี่ยวฮั่วทำท่านึกขึ้นได้ กล่าว
อย่างขวยเขิน “ข้าเกือบลืมไปเสียแล้ว กุ่ยจู่ขอเชิญท่านปรมาจารย์ไป
สนทนา”
จั่วม่อพยักหน้า “เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ”
เมื่อโดยสารรถม้ากระดูก พวกมันไปถึงที่พำนักของกุ่ยจู่สุสานหยิน
อย่างรวดเร็ว จั่วม่อเมื่อพบหน้ากุ่ยจู่อีกครั้งต้องอุทานอย่างตกใจ “กุ่ยจู่
ไฉนได้รับบาดเจ็บ?”
กุ่ยจู่สุสานหยินยังคงมีสีหน้าราบเรียบไร้อารมณ์ แต่สุ้มเสียงแฝงแวว
ประหลาดใจอยู่บ้าง “ปรมาจารย์สายตาแหลมคมนัก ข้าประมือกับเจีย
ม่านสองสามรอบ มันเองก็ไม่ได้มีสภาพดีไปกว่ากันเท่าใด ถือเป็นความ
บกพร่องของพวกเราเองที่ทำให้ท่านต้องเผชิญกับการซุ่มโจมตีในทะเล
หมื่นสระเดือด กล่าวไปก็น่าละอายนัก”
มันทางหนึ่งกล่าววาจา ทางหนึ่งเปิดกล่องหยก เผยให้เห็นศีรษะที่มี
สายตาโกรธแค้นหัวหนึ่ง
“คนผู้นี้เป็นมือขวาของเจียม่าน เรียกว่าอวี่เหวินหง มันเป็นผู้วางแผน
ซุ่มโจมตีและลักพาตัวปรมาจารย์ ข้านำศีรษะของมันมาเพื่อขอขมาโทษ
ต่อปรมาจารย์” กุ่ยจู่สุสานหยินกล่าวอย่างเคร่งขรึม
“ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้” จั่วม่อเริ่มหยั่งทราบแน่ชัดกว่าเดิม กุ่ยจู่แท้
ที่จริงแล้วเป็นคนดีงามผู้หนึ่ง คนผู้นี้ชำระบุญคุณความแค้นอย่างสมใจ มี
ศักดิ์ศรีและความรับผิดชอบ กอรปด้วยพฤติการณ์อันเด็ดเดี่ยวห้าวหาญ
กุ่ยจู่แห่งสุสานหยินกล่าวเสียงหนัก “เจียม่านเป็นคนเจ้าเล่ห์เพทุบาย
มีความอดทนอดกลั้นอย่างที่สุด มันมีจิตคิดเป็นอื่น ระยะนี้องค์ราชาไม่ได้
อยู่ในสถานะที่ดีนัก เจียม่านเริ่มหมดความอดทนขึ้นมา ความขัดแย้ง
ระหว่างผู้พิทักษ์สุสานหยินและวังรัตติกาลตะวันออกไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
แต่แรก นี่เพียงแค่เปิดศึกเร็วขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น”
จั่วม่อนิ่งรับฟังเงียบ ๆ
“วังรัตติกาลตะวันออกปรารถนาจะครอบครองหมื่นสุสานแห่งโลก
ความมืดมาเป็นเวลานานแล้ว แต่องค์ราชาไม่วางใจ จึงมอบให้ข้าเป็นผู้
พิทักษ์สถานที่แห่งนี้”
จั่วม่อถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “มันไฉนต้องการจะครอบครองหมื่นสุสาน
แห่งโลกความมืด?”
“ที่นี่คือบ้านเกิดขององค์ราชา!” กุ่ยจู่สุสานหยินอธิบาย “องค์ราชามี
ความเป็นมาลึกลับ ได้ยินว่าท่านเที่ยวตามหาดินแดนบ้านเกิดของตนมา
โดยตลอด จากนั้นท่านค่อยพบเจอหมื่นสุสานแห่งโลกความมืด ร่าลือกัน
ว่าหมื่นสุสานแห่งโลกความมืดซุกซ่อนมรดกเคล็ดวิชาขององค์ราชา
เอาไว้”
จั่วม่อบังเกิดความสนใจต่อหมิงอ๋องผู้นี้ขึ้นมาทันที หมื่นสุสานแห่ง
โลกความมืดลี้ลับพิสดารสุดเปรียบปาน ไม่ว่าจะเป็นทิวเขากระดูกเหลือ
คณาหรือทะเลหมื่นสระเดือด ล้วนเต็มไปด้วยกลิ่นอายอันลี้ลับ
“เจียม่านกลับขวัญกล้าบังอาจถึงเพียงนั้น?”
?” จั่วม่อถามตรง ๆ
“นับเจียม่านกล้าแข็งที่สุด” กุ่ยจู่บอกกล่าวตามความสัตย์ “วัง
รัตติกาลตะวันออกของเจียม่านมีขุมกำลังกล้าแข็งที่สุดในสี่จ้าวรัตติกาล ผู้
พิทักษ์สุสานหยินขุมกำลังอ่อนด้อยกว่าสี่วัง แน่นอนว่าพวกเราย่อมเป็น
รองวังรัตติกาลตะวันออกอยู่มากโข แต่เจียม่านคงคาดคิดไม่ถึง ข้าเฝ้าจับ
ตาระวังป้องกันมันมานานกว่าสิบปีแล้ว”
“มีเรื่องใดที่ข้าพอจะช่วยเหลือได้บ้าง?”
ออกจากที่พำนักของกุ่ยจู่ จั่วม่อร้องบอกต่อองครักษ์เสี่ยวฮัว “ไปยัง
สุสานเปลวไฟ”
นับตั้งแต่จั่วม่อสั่งสอนให้เหล่านักหลอมสร้างกลั่นเกลาไฟวิญญาณ
การเคลื่อนไหวในบริเวณสุสานเปลวไฟก็ลดน้อยลงทันที ยามนี้หลงเหลือ
ผู้คนอยู่ไม่มากนัก มีเพียงเสาเพลิงเหล่านั้นที่ยังคงอยู่เหมือนเดิม
จั่วม่อเมื่อรับปากกุ่ยจู่ว่าจะหลอมสร้างยุทโธปกรณ์เทพจำนวนหนึ่ง
มันก็ตัดสินใจว่าจะทำให้เสร็จสิ้นไปโดยเร็วที่สุด
วัตถุดิบทุกชนิดไหลบ่ามายังสุสานเปลวไฟอย่างไม่ขาดสาย
ข่าวที่ว่าปรมาจารย์กำลังจะลงมือหลอมสร้าง แพร่สะพัดไปทั่วหมื่น
สุสานแห่งโลกความมืดอย่างรวดเร็วดุจไฟลามทุ่ง บรรดาปิศาจนักหลอม
สร้างที่บ้างกำลังเสาะหาไฟวิญญาณ บ้างกำลังกลั่นเกลาไฟวิญญาณของ
ตน พากันหยุดมืออย่างพร้อมเพรียง รีบรุดมาชมดูอย่างคับคั่ง
บนภูเขารอบข้างเต็มไปด้วยผู้คน พวกมันจ้องมองสุสานเปลวไฟที่อยู่
ในหุบเขาเบื้องล่างด้วยสีหน้ากระหายใคร่รู้ ยากนักที่จะมีโอกาสได้ชมดู
ปรมาจารย์ทำการหลอมสร้างด้วยสายตาตัวเอง
เห็นรถม้ากระดูกคันแล้วคันเล่า อัดแน่นไปด้วยวัตถุดิบนานาชนิด
ไหลบ่าเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ตลอดทั้งวันยังไม่เคยหยุดลงเลย
“หมิงหง มีรถม้าเข้ามากี่คันแล้ว?”
? คนผู้
หนึ่งไหนเลยจะใช้วัตถุดิบมากมายปานนี้ในคราวเดียวได้
“หุบปากของเจ้า! เพียงแค่รอชมดูก็พอ!”
เสียงถกเถียงคาดเดาในกลุ่มคนก็ไม่เคยหยุดลงเช่นกัน ไม่ว่าผู้ใดก็ขบ
คิดไม่เข้าใจ ท่านปรมาจารย์ที่แท้ต้องการทำอะไรกันแน่?
ไม่ไกลออกไปนัก วัตถุดิบมากมายกองพะเนินเทินทึกเป็นภูเขาเลากา
จั่วม่อเมื่อตรวจดูสุสานเปลวไฟแล้วเสร็จ อดทอดถอนชมเชยไม่ได้
นับเป็นแดนสวรรค์แห่งการหลอมสร้างโดยแท้! เปลวเพลิงพิภพในสถาน
ที่นี้มีระดับสูง ทั้งยังเปี่ยมล้นสมบูรณ์จนแทบไม่อาจจินตนาการได้ ใต้พื้น
วัตถุดิบเหล่านั้นลอยเรียงรายเป็นสาย ทยอยผ่านเข้าไปในเปลวไฟใน
มือจั่วม่อ ราวกับฝูงวิหคบินเรียงแถวกลับรังก็มิปาน
สำหรับเพลิงเทพสุริยัน การหลอมกลั่นวัตถุดิบเหล่านี้แทบไม่ต้อง
เปลืองแรงอันใด การหลอมกลั่นเสร็จสิ้นสมบูรณ์ในชั่วพริบตา
ขบวนวัตถุดิบไหลผ่านเพลิงเทพสุริยันอย่างเร่งร้อน ทันทีที่กระทบถูก
เปลวไฟ รูปโฉมของพวกมันก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง วัตถุดิบทั้งหลาย
ประดุจเฟิ่งหวงผ่านการเกิดใหม่จากเปลวไฟ จากมัวหม่นกลับเปล่ง
ประกายแวววาม สาดแสงเจิดจ้าสะดุดตา แต่ละชิ้นวาดเป็นเส้นลำแสงที่
โอ่อ่าสว่างไสวกลางอากาศ พุ่งลงไปยังทุกซอกทุกมุมของสุสานเปลวไฟ
เปลวไฟในมือของจั่วม่อ คล้ายสามารถเปลี่ยนทุกสิ่งให้ย่อยสลายราว
กับใช้เวทมนต์
ลำแสงนับไม่ถ้วนพวยพุ่งออกจากมือของมันดุจห่าพิรุณ
ต้นไม้เปลวไฟบุปผาประกายเงิน พราวพร่างตระการตาจนแทบลืม
หายใจ!
ผู้คนบนภูเขาโดยรอบทั้งสี่ด้าน ล้วนถูกฉากเบื้องหน้าสะกดตรึง
แตกตื่นตะลึงลานจนไม่อาจกล่าววาจา
เมื่อแสงประกายอันสวยสดงดงามผ่านเข้าไปยังทุกซอกทุกมุม สุสาน
เปลวไฟก็เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง
“ดูที่เสาเพลิงเหล่านั้นเร็วเข้า!” ใครบางคนตะโกนอย่างตื่นตระหนก
ทุกคนคล้ายเพิ่งสะท้านตื่นขึ้นมา พากันหันไปมองบรรดาเสาเพลิงใน
สุสานเปลวไฟเป็นตาเดียว
เห็นเสาเพลิงต้นหนึ่งในบรรดาเสาเพลิงสีแดงฉาน ซึ่งปะทุออกมาจาก
ปากปล่องใต้พิภพ กำลังเปลี่ยนเป็นสีน้าเงินเข้มโปร่งใสอย่างรวดเร็ว เสา
เพลิงอันเกรี้ยวกราดดุร้ายคล้ายกลับกลายเป็นสัตว์ร้ายที่ถูกกำราบจน
เชื่องเชื่อ ดูสงบเยือกเย็นลงมาก เสาเพลิงเรียวเล็กลงกว่าแต่ก่อน แต่เปลว
ไฟภายในผนึกรวมรั้งมากกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
แม้จะยืนอยู่ห่างไกล แต่ผู้คนสามารถรู้สึกได้ชัดเจน ความร้อนของ
เสาเพลิงสีน้าเงินเข้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก
เพียงไม่นาน เสาเพลิงต้นอื่น ๆ ก็ทยอยแปรเปลี่ยนเป็นสีน้าเงินเข้ม
เสาเพลิงต้นแล้วต้นเล่าในสุสานเปลวไฟ ค่อย ๆ กลับกลายเป็นสีน้า
เงินเข้มสดใส ความร้อนในบรรยากาศเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ที่มีพลังฝีมื
อ่อนด้อยอยู่บ้างเริ่มรู้สึกว่าหยาดเหงื่อไหลท่วมแผ่นหลัง
อย่างไรก็ตาม ไม่มีผู้ใดจากไป พวกมันถึงกับไม่กล้าละสายตาแม้แต่
ชั่ววูบด้วยซ้า ถึงยามนี้แทบทุกคนเริ่มเข้าใจจิตเจตนาของปรมาจารย์ท่าน
นี้
ปรมาจารย์กำลังทำการชำระล้างเสาเพลิงทั้งหมดของสุสานเปลวไฟ!
เห็นวัตถุดิบสารพัดชนิดไหลผ่านเปลวไฟในมือของปรมาจารย์
เหมือนสายน้าไม่ขาดตอน เปลี่ยนเป็นลำแสงหลากสีสัน พวยพุ่งออกจาก
มือขวาของปรมาจารย์ ซึ่งผนึกท่ามุทราอันลี้ลับลึกซึ้งทุกรูปแบบ แต่ละ
ท่วงท่าปลอดโปร่งลื่นไหลดุจเมฆล่องน้าริน ทั้งสบายตา ทั้งน่าดู วิจิตร
งดงามจนผู้คนตะลึงมอง ดั่งต้องมนต์สะกด
กระบวนการทั้งหมดดำเนินต่อไปราวหนึ่งชั่วยาม
สุสานเปลวไฟในเวลานี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เสาเพลิงสีน้าเงิน
เข้มลุกไหม้อย่างเงียบเชียบ ปราศจากเสียงฟู่ฟ่าหรือเสียงแตกปะทุอันใด
กระทั่งเสียงคำรนคำรามของกระแสหินหลอมเหลวยังไม่มี สรรพสำเนียง
ทั้งมวลล้วนจางหายไปสิ้น
บนพื้นของสุสานเปลวไฟคลี่คลุมด้วยเส้นเรืองแสงอันงดงามดุจไย
แมงมุม เสาเพลิงแต่ละจุดปะทุออกมาจากปากปล่องบนใยแมงมุมนี้เอง
จั่วม่อมองดูสุสานเปลวไฟที่ผ่านการแก้ไขดัดแปลงอย่างพึงพอใจ
สุสานเปลวไฟนับเป็นสถานที่หลอมสร้างอันเลิศล้าที่สุดเท่าที่มันเคย
พบเห็นมา สถานที่นี้เต็มไปด้วยเพลิงพิภพระดับสูงอันเปี่ยมล้นสมบูรณ์ น่า
เสียดายที่อยู่ไกลห่างถึงดินแดนแห่งความมืด หากเป็นสถานที่ในม่ออวิ๋นไห่
รับรองว่าค่ายจินวูต้องกรีธาทัพเข้ายึดครองเสียนานแล้ว
ปล่อยให้คนไร้ฝีมือเหล่านี้ใช้ทำงานหลอมสร้าง นับว่าสูญเปล่าอย่าง
ไม่น่าให้อภัย!
ซึ่งความจริงสถานที่หลอมสร้างขนาดใหญ่เช่นสุสานเปลวไฟ
เหมาะสมเป็นที่สุดสำหรับกระบวนการหลอมสร้างขนาดใหญ่ ซึ่งเพียงต้อง
ใช้ผู้เชี่ยวชาญคนเดียวคอยกำกับดูแล ส่วนที่เหลือจำนวนมากให้เป็น
ผู้ช่วยที่มีฝีมือ ประสิทธิภาพในการทำงานจะสูงยิ่ง
จั่วม่อพลันสั่นศีรษะพลางหัวร่อ มันไยต้องกังวลสนใจกับเรื่องของ
ผู้อื่นมากเกินไปด้วย?
เหล่านักหลอมสร้างที่เฝ้าชมดูจากบนภูเขา ถูกความตื่นตาตื่นใจ
ครอบงำสติสัมปชัญญะอย่างสิ้นเชิง ฝีมือหลอมสร้างเลิศภพจบพสุธา
เช่นนี้ พวกมันไหนเลยจะเคยพบเคยเห็นจากที่ใดมาก่อน
ซึ่งความจริงเพียงแค่กระบวนการหลอมสร้างระดับต่าเช่นนี้ จั่วม่อ
แทบไม่ได้สิ้นเปลืองเรี่ยวแรงแต่อย่างใด
มันแม้ทำการหลอมสร้างติดต่อกันกว่าหนึ่งชั่วยาม แต่ยังไม่ได้รู้สึก
เหน็ดเหนื่อยแม้แต่น้อย มันโบกมือวูบ ภูเขาวัตถุดิบด้านหลังพากันลอยขึ้น
กลางอากาศ ราวกับถูกมือล่องหนคว้าจับขึ้นมา
จั่วม่อตวาดเบา ๆ “ไป!”
วู้ม!
เหล่าวัตถุดิบที่ลอยขึ้นแยกย้ายเป็นเส้นสายเรียวเล็กสามร้อยสาย แต่
ละสายพุ่งเข้าไปในเสาเพลิงแต่ละต้นอย่างแม่นยำ
ภูเขาวัตถุดิบลูกแล้วลูกเล่าหายลับเข้าไปในเสาเพลิง ด้วยระดับ
ความเร็วอันน่าแตกตื่นสะท้านใจ
ภายในชั่วพริบตา เหล่าวัตถุดิบที่อยู่รอบกายจั่วม่อหายไปกว่าครึ่ง
เสาเพลิงแม้เป็นสีน้าเงินเข้มแต่โปร่งใส ผู้คนสามารถมองเห็น
ของเหลวที่ลอยอยู่ในเสาเพลิงอย่างชัดเจน ในเสาเพลิงแต่ละต้นเป็นกลุ่ม
ก้อนของเหลวขนาดเท่าตะกร้าใบหนึ่ง ของเหลวที่ลอยอยู่ในเสาเพลิงทั้ง
สามร้อยต้น ล้วนเหมือนกันทั้งหมด
หากก่อนหน้านี้ผู้คนเพียงตกอยู่ในภวังค์ดั่งต้องมนต์สะกด บัดนี้ทุก
ผู้คนอาจจะลืมหายใจไปแล้ว แต่ละคนสีหน้าทอแววเหลือเชื่อ
หรือว่า… …หรือว่าปรมาจารย์คิดหลอมสร้างสิ่งของสามร้อยชุดใน
คราวเดียว… …
พวกมันแม้ยังไม่ทราบว่าปรมาจารย์คิดหลอมสร้างสิ่งใด แต่กลุ่มก้อน
ของเหลวในเสาเพลิงแต่ละต้นล้วนเหมือนกันอย่างไม่มีผิดเพี้ยน เห็นได้ชัด
ว่าปรมาจารย์คิดหลอมสร้างปริมาณมาก
นี่เป็นไปไม่ได้!
หลายคนแทบลืมหายใจโดยไม่รู้ตัว พวกมันไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน
ว่ามีผู้ที่สามารถหลอมสร้างสิ่งของที่เหมือนกันสามร้อยชิ้นในเวลาเดียวกัน
แม้กระทั่งปรมาจารย์หลอมสร้างที่เก่งกาจที่สุดยังกระทำไม่ได้
พวกมันมองดูเงาร่างผมขาวซึ่งยืนตระหง่านอยู่กลางสุสานเปลวไฟ
ปรมาจารย์ผู้มีฝีมือหลอมสร้างประดุจเทพยดาผู้นี้ ที่แท้เป็นใครกัน
แน่?
จั่วม่อเพ่งสมาธิจิตใจทั้งหมดไปยังเสาเพลิง แม้ว่าเสาเพลิงเหล่านี้จะ
ถูกชำระล้างจนบริสุทธิ์ พวกมันก็หาใช่เปลวเพลิงเทพสุริยันที่มันจะ
มันทรุดกายลงนั่งขัดสมาธิ หลับตาพักผ่อน
ไม่นานหลังจากนั้น ร่างหนึ่งเหินลิ่วมาจากที่ห่างไกล พลิ้วกายลง
ด้านข้างจั่วม่อ เป็นองครักษ์เสี่ยวฮั่ว เสี่ยวฮั่วพอมาถึงก็ค้อมกายคารวะ
กล่าวอย่างนอบน้อม “ท่านปรมาจารย์ โชคดีที่ทำสำเร็จลุล่วงตามคำสั่ง!”
มันประคองส่งมอบขวดหยกใบหนึ่ง
จั่วม่อลืมตาขึ้นรับขวดหยก ยิ้มพลางกล่าวว่า “ขอบใจเจ้ามาก
องครักษ์ฮั่ว”
“เป็นเรื่องที่ข้าควรกระทำ! ท่านปรมาจารย์โปรดอย่าได้เกรงใจ!”
องครักษ์เสี่ยวฮั่วรีบกล่าวอย่างสุภาพเรียบร้อย
จั่วม่อไม่กล่าวมากความ มันถือขวดหยก เดินไปที่ด้านข้างสุสานเปลว
ไฟ เปล่งเสียงตวาดเบาๆ คำหนึ่ง คลื่นพลังงานสีเทาพลันพวยพุ่งออกมา
จากขวดหยก
“พลังงานความตาย!”
“เป็นพลังงานความตายจริง ๆ!”
บนภูเขามีหลายคนสายตาแหลมคม พวกมันจดจำไอสีเทาเหล่านี้ได้
ทันที เหล่าคนที่ใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่ในทะเลหมื่นสระเดือด ไหนเลยจะไม่
คุ้นเคยกับพลังงานความตายสีเทาเป็นอย่างดี แน่นอนว่าพวกมันเพียงมอง
ปราดเดียวก็จดจำได้ แต่ยังคงงุนงงสงสัยอยู่บ้าง ปรมาจารย์คิดใช้พลังงาน
ความตายทำอะไร?
ในอดีตเคยมีคนพยายามหลอมสร้างโดยใช้พลังงานความตาย แต่
พวกมันพบว่าเมื่อเพิ่มพลังงานความตายเข้าไปในเปลวไฟพิภพ หากน้อย
เกินไป มันจะกระจายหายไปอย่างรวดเร็ว แต่หากมากเกินไป จะก่อให้เกิด
การระเบิดได้
ปรมาจารย์จะทำอย่างไร?
จั่วม่อยกมือขวาขึ้นกวักเบา ๆ สีหน้าหนักอึ้งเคร่งขรึม
คราวนี้สิ่งที่ลอยออกมาเป็นกระดูกจำนวนหนึ่ง หมิงหงบอกได้ทันที
ว่าพวกมันคือสิ่งใด กระดูกขาวซีดปนเทาเหล่านี้เรียกว่ากระดูกโหยหวน
เป็นหนึ่งในผลผลิตพิเศษเฉพาะของหมื่นสุสานแห่งโลกความมืด กระดูก
เหล่านี้แปลกประหลาดไม่เหมือนผู้ใด เมื่อมีคนเหยียบถูกพวกมัน พวกมัน
จะแผดเสียงกรีดร้องโหยหวนระคายหู
เหตุที่กระดูกโหยหวนเปล่งเสียงกรีดร้อง เนื่องเพราะพวกมันมีเศษ
เสี้ยววิญญาณภูตหลงเหลืออยู่ภายใน เมื่อผ่านเวลานานไป มันจะก่อเกิด
เป็นสิ่งที่คล้ายกับวิญญาณกระดูก หากทว่าวิญญาณกระดูกเหล่านี้อ่อนแอ
?
? วิธีการของคนผู้นี้ช่างแปลกประหลาดนัก” ซือตู๋ผู้
ที่ทั้งร่างเป็นสีเขียวมีสีหน้างุนงงสงสัย กระดูกโหยหวนดาษดื่นธรรมดา
สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในหมื่นสุสานแห่งโลกความมืด
ผิวพรรณสีเขียวของซือตู๋ดูซีดจางอยู่บ้าง บ่งบอกชัดเจนว่าในหกคนที่
บุกเข้าไปในวังรัตติกาลตะวันออก มันเป็นหนึ่งในสามคนที่ได้รับบาดเจ็บ
บอบช้า
“น่าสนใจนัก” กู่อู๋ซวงดวงไฟวิญญาณในเบ้าตาทอประกายวาบ ท่าที
กระหายใคร่รู้เป็นอย่างยิ่ง
“สื่อตู๋5 ทรายรัตติกาลของสตรีทรายตกอยู่ในมือของปรมาจารย์” ปู้
หรูเหมียนแค่นเสียงคล้ายคร่าครวญ “แต่ข้าว่าเจ้าเตรียมใจแลกด้วยของ
วิเศษที่ดีที่สุดของเจ้าได้เลย เหล่าต้าบอกว่าไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจแตะต้อง
ปรมาจารย์”
ปู้หรูเหมียนกับซือตู๋เป็นสหายสนิท ดังนั้นเรียกหากอีกฝ่ายเป็น ‘สื่อตู๋’
“ทรายรัตติกาลของสตรีทราย!” ซือตู๋ดวงตาเป็นประกาย ทรายวิเศษ
นี้มีส่วนช่วยต่อการรักษาอาการบาดเจ็บของมันอย่างมาก หากมันสามารถ
ครอบครองทรายรัตติกาล มิเพียงอาการบาดเจ็บของมันจะทุเลาหายดีใน
เร็ววัน ยังจะช่วยให้พลังฝีมือของมันรุดหน้าไปอีกขั้น
ม่อหรูโพล่งขึ้นอย่างกะทันหัน “มันฆ่าสตรีทรายได้อย่างไร?”
ทุกคนถูกคำถามนี้ดึงดูดความสนใจทันที การต่อสู้ครั้งนั้นสร้างความ
ประหลาดใจให้แก่พวกมันไม่น้อย หากถูกสตรีทรายและสิงเจ่อ สองยอด
ยุทธ์ผนึกกำลังซุ่มโจมตีโดยคิดอ่านวางแผนมาเป็นอย่างดี ในหมู่พวกมัน
เกรงว่าไม่มีผู้ใดเอาชีวิตรอดมาได้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกมันปะทะกับวัง
รัตติกาลตะวันออก สามารถบอกได้ว่าสตรีทรายและสิงเจ่อ ล้วนมีพลัง
ฝีมือทัดเทียมกับพวกมัน
ทว่าการซุ่มจู่โจมของคนทั้งสองไม่เพียงแต่ลงมือล้มเหลว แต่พวกมัน
หนึ่งถูกฆ่าตายในการต่อสู้ อีกหนึ่งถูกคร่ากุมทั้งเป็น ห้าผีสุสานหยินพอ
ทราบเรื่องแทบไม่อาจเชื่อได้ลง กล่าวอีกทางหนึ่งก็คือ หากสองคนในพวก
5 แปลว่าพิษมรณะ – พ้องเสียงกับชื่อของซือตู๋
?” ซือตู๋จู่ ๆ กล่าวขึ้น
อย่างกะทันหัน จากนั้นดวงตาทอประกายฆ่าฟันอย่างแรงกล้า “ในหมู่พวก
เรา ผู้ใดไม่มีสมบัติของวิเศษอยู่บ้าง?
?”
ทันใดนั้นม่อหรูพลันกล่าว “ดูที่นั่นเร็ว”