สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 871 ฝีมือเทพยดา (ตอนปลาย)
กระดูกโหยหวนเมื่อถูกห่อหุ้มด้วยพลังงานความตาย เสียงกรีดร้อง
อันน่าขนพองสยองเกล้ายิ่งดังระงม ราวกับว่ามีภูตผีวิญญาณร้ายนับไม่
ถ้วนดิ้นพล่านอยู่ภายใน ฉากเหตุการณ์นี้ไม่ว่าเกิดขึ้นที่ใดเชื่อว่าต้องขู่ขวัญ
ผู้ชมดูจนอกสั่นขวัญหาย แต่สำหรับเหล่าผู้พิทักษ์สุสานหยิน พวกมันมีภูมิ
ต้านทานต่อพวกภูตผีวิญญาณร้ายแต่แรก
พลังงานความตายอันเข้มข้นม้วนตลบออกมาราวกับไม่มีที่สิ้นสุด
ขวดหยกของจั่วม่อคล้ายเป็นหลุมลึกไร้ก้นบึ้ง พลังงานความตายไม่มีทีท่า
ว่าจะชะลอช้าลงแม้แต่น้อย
พลังงานความตายสีเทาราวกับหมอกสีเทาหนาทึบ ห่อหุ้มกระดูก
โหยหวนเหล่านั้นจนมองไม่เห็น พลางบิดตัวไปมากลางอากาศ
พลังงานความตายยังคงซึบซาบเข้าไปในกระดูกโหยหวนอย่างไม่ขาด
สาย กระดูกโหยหวนสั่นเบาๆ เสียงร้องยิ่งกรีดแหลมระคายหูมากขึ้นทุก
ขณะ ม่อหรูกับพวกทั้งห้าพากันตะลึงงัน พวกมันสามารถรู้สึกถึงพลังงาน
ชั่วร้ายที่แฝงอยู่ในเสียงกรีดร้องได้อย่างชัดเจน หากเปรียบเทียบกับก่อน
หน้านี้ กระดูกโหยหวนถึงกับยกระดับสูงขึ้นกว่าเดิมอย่างน้อยสามระดับ
จั่วม่อย่อมไม่ทราบว่าผู้อื่นครุ่นคิดอันใด สีหน้ามันจดจ่อถึงที่สุด
ยามนี้ภายในร่างมันปราศจากพลังเทพ สิ่งเดียวที่พอจะพึ่งพาได้คือ
พื้นฐานพลังฝึกปรือด่านเทพยุทธ์และฝีมือหลอมสร้างอันช่าชองชำนาญ
ของมัน เมื่อไม่มีพลังเทพคอยหนุนเสริม มันก็ได้แต่ใช้วิธีการธรรมดา
สามัญหลากหลายวิธี ได้แต่เค้นสมองคิดหาวิถีทางอื่น โชคยังดีที่มันร่า
เรียนสรรพวิชามากมาย ทั้งร่าเรียนวิชาหลอมสร้างของซิวเจ่อ ล่วงรู้วิธี
หลอมสร้างศาสตรามารของเผ่าปิศาจ กระทั่งศาสตร์วิชาสร้างแกนอสูรมัน
ยังเคยเรียนรู้มา หรือต่อให้เป็นศาสตร์วิชาเซ่นสรวงบูชายัญโบราณแห่งยุค
บรรพกาลซึ่งสูญหายไปนานปี มันก็ยังล่วงรู้อยู่หลายส่วน
ในเวลานี้เอง ลวดลายอักขระมากมายพลันปรากฏขึ้นใต้กลุ่มก้อน
พลังงานความตาย ก่อตัวเป็นค่ายกลอักขระรูปวงกลมชุดหนึ่ง
เหล่าผู้สังเกตการณ์ทั้งใกล้ไกล ล้วนไม่มีผู้ใดเข้าใจค่ายกลอักขระ
เหล่านี้
ต่อให้เป็นในแดนซิวเจ่อ ผู้ที่สามารถเข้าใจค่ายกลชุดนี้ ยังสามารถ
นับได้ด้วยนิ้วมือข้างเดียว
ค่ายกลรูปวงกลมนี้แท้ที่จริงแล้วเป็นแท่นเซ่นสรวงบูชายัญ
เมื่อค่ายกลวงกลมเปล่งแสงสว่างไสว พลังงานความตายพลอยทอ
แสงเจิดจ้าไปด้วย ทันใดนั้นพลังงานความตายแปรเปลี่ยนเป็นสีดำ เสียง
กรีดร้องโหยหวนยิ่งดังระงมบาดหูกว่าเดิม คลื่นเสียงมารร้ายซึ่งไม่อาจ
มองเห็นได้กวาดซัดออกไปในบัดดล
กระดูกโหยหวนทั้งสามร้อยชิ้นรูปลักษณ์ภายนอกแปรเปลี่ยนไป
มากมาย บนพื้นผิวสีขาวซีดปรากฏรอยสัญลักษณ์สีเทาน่าพรั่นพรึง รอย
สัญลักษณ์บนกระดูกแต่ละชิ้นล้วนผิดแผกแตกต่าง คลื่นเสียงมารร้ายอัน
น่ากลัวถูกปลดปล่อยออกมาจากรอยสัญลักษณ์สีเทาเหล่านี้เอง
คลื่นเสียงมารร้ายสามร้อยเสียงดังประสานแทบเป็นเสียงเดียว บรรลุ
ระดับพลังน่าสะพรึงกลัวถึงที่สุด
“ระวัง! นั่นคือเสียงมารหลอนจิต!” บางคนตวาดเตือนพวกพ้อง
ทุกผู้คนสีหน้าแปรเปลี่ยน ก้าวถอยหลังอย่างลืมตัว
ทั่วทั้งสุสานเปลวไฟล้วนได้รับผลกระทบจากเสียงมารหลอนจิต ผู้ที่
ปฏิกิริยาเชื่องช้าอยู่บ้างรู้สึกราวกับศีรษะถูกคนหวดฟาดด้วยค้อนใหญ่
ความคิดจิตใจกลายเป็นมึนงง สมองขาวว่างเปล่าอย่างสิ้นเชิง สีหน้าซึม
เซา ยืนตะลึงลานตัวแข็งทื่ออยู่กับที่
จั่วม่อเองก็นึกไม่ถึงว่าคลื่นเสียงจะกล้าแข็งถึงเพียงนี้ มิหนำซ้ายังกิน
อาณาบริเวณกว้างขวางยิ่งกว่าที่มันคาดคิดเอาไว้มาก
แต่จากนั้นมันคึกคักขึ้นอักโข มันเพียงแค่คิดวิธีหลอมสร้างรูปแบบ
ใหม่เพื่อที่จะชดเชยการไร้พลังเทพของตนเท่านั้น นึกไม่ถึงว่าผลลัพธ์จะ
ออกมาดีกว่าที่มันจินตนาการเอาไว้ เสียงมารหลอนจิตมีความสามารถใน
การรบกวนสมาธิจิตใจของผู้คน ทำให้พวกมันจมลงไปในห้วงความสับสน
งุนงง แต่นี่ไม่ใช่ความสามารถที่มีพลังทำลายล้าง ผู้ที่ถูกเสียงมารหลอนจิต
ทำร้าย แท้จริงแล้วไม่ได้รับบาดเจ็บอันใด แต่ในการต่อสู้ พลังนี้อาจมีส่วน
ช่วยหนุนเสริมอย่างใหญ่หลวง
“เสียงมารหลอนจิตอันบริสุทธิ์นัก!” เสียงม่อหรูโห่ร้องชมเชย ดัง
ออกมาจากหลังผ้าแพรคลุมหน้าอย่างอดไม่ได้
เสียงกรีดร้องก่อนหน้านี้แม้แฝงเร้นไปด้วยพลังชั่วร้าย แต่ยามนี้เมื่อ
กลับกลายเป็นเสียงมารหลอนจิต พลังของพวกมันถึงกับเพิ่มสูงขึ้นหลาย
สิบเท่า!
สี่ผีสุสานหยินที่เหลือพอฟังเช่นนี้ พากันคึกคักขึ้นมาทันที ความ
คาดหวังเพิ่มมากขึ้นอีกหลายส่วน ในหมู่พวกมันทั้งห้า ม่อหรูเป็นผู้ที่มีฝีมือ
ทางด้านเสียงมารมากที่สุด เสียงมารหลอนจิตที่กระทั่งนางยังอดยกย่อง
ชมเชยไม่ได้ จึงเรียกได้ว่าล้าเลิศอย่างแท้จริง เสียงมารหลอนจิตยิ่งบริสุทธิ์
หมดจดมากเท่าใด ยิ่งส่งผลกระทบที่ร้ายกาจมากขึ้นเท่านั้น
จั่วม่อเป็นชนชั้นเทพยุทธ์ มีภูมิต้านทานเสียงมารหลอนจิตโดย
ธรรมชาติ เสียงมารหลอนจิตไม่อาจกระทบจิตใจมันแม้แต่น้อย
เสียงมารหลอนจิตแม้มีอิทธิฤทธิ์ไม่น้อย แต่ไม่ได้อยู่ในสายตาจั่วม่อ
สักเท่าใด มันยังคงมุ่งความสนใจไปยังกระดูกโหยหวนสามร้อยชิ้น ซึ่งถูก
ปกคลุมอยู่ในกลุ่มก้อนพลังงานความตาย พลังงานความตายยิ่งมายิ่งเป็น
สีดำมากกว่าเดิม ถูกกระดูกโหยหวนดูดซับเข้าไปอย่างต่อเนื่อง
เมื่อพลังงานความตายถูกดูดกลืนไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงกระดูก
โหยหวนสามร้อยชิ้นลอยอยู่กลางอากาศ
กระดูกโหยหวนกลับกลายเป็นสีดำสนิทดุจน้าหมึก มีรอยสัญลักษณ์สี
เทาเลือนรางอยู่บนพื้นผิว รอยสัญลักษณ์บนกระดูกแต่ละชิ้นล้วนผิดแผก
แตกต่างกัน
จั่วม่อปิติยินดีเป็นล้นพ้น ความคิดของมันไม่ผิดพลาด
หลอมสร้างพลังชีวิตจากพลังงานความตาย!
นี่จึงเป็นส่วนสำคัญที่สุดของการหลอมสร้างของมันในวันนี้ ประโยค
นี้ถือเป็นผลกำไรสูงสุดของมัน ซึ่งเกิดจากการที่มันได้รับแรงบันดาลใจจาก
ไม้แกร่งวิญญาณหยินรัตติกาล และโลงศพไม้วิเศษที่ดูดซับพลังงานความ
ตายเข้าไป
ชีวิตและความตายเป็นทวิภาวะที่อยู่คนละสุดปลาย แต่สามารถ
เปลี่ยนกลับไปกลับมาระหว่างกัน เช่นเดียวกันกับหยินหยางแรกกำเนิด
จักรวาล
ในอดีตเมื่อมันมีพลังมากพอ ก็ไม่จำเป็นต้องคิดหาหนทางหยิบยืม
พลังจากชีวิตและความตาย แต่ยามนี้เมื่อไร้พลัง ทั้งต้องเผชิญกับปัญหา
ๆ แต่เมื่อพลัง
ชีวิตอ่อนแอถึงขีดสุด แทบไม่ต่างจากตกตายไปแล้ว ผู้คนย่อมไม่อาจดูด
ซับพลังชีวิตได้อีก เมื่อถึงเวลานั้น จำต้องแสวงหาชีวิตจากความตาย
พลังงานความตายเมื่อบรรลุความหนาแน่นเข้มข้นถึงระดับหนึ่ง อาจ
สามารถหลอมสร้างเป็นพลังชีวิตออกมา
มันชี้นิ้วไปในอากาศธาตุ กระดูกโหยหวนทั้งสามร้อยชิ้นแตกระเบิด
อย่างพร้อมเพรียง แยกย้ายพวยพุ่งเข้าไปในกลุ่มก้อนของเหลวในเสา
เพลิงแต่ละต้น
เมื่อกระดูกโหยหวนผ่านเข้าไปในกลุ่มก้อนของเหลว ทั้งเสาเพลิงและ
ของเหลวนั้นพากันสั่นอย่างรุนแรง พื้นผิวกระเพื่อมขึ้นลงอย่างดุร้าย ราว
กับว่ามีแมลงนับไม่ถ้วนคืบคลานอยู่ภายใน เสียงมารหลอนจิตพลันกลับ
กลายเป็นกรีดแหลมอย่างลิงโลด ทะลุทะลวงไปทั่วบริเวณโดยรอบ
ในชั้นอากาศปรากฏคลื่นอากาศอันแหลมคม เสียงมารหลอนจิตใน
ครั้งนี้บรรลุถึงระดับพลังอันกล้าแข็งสุดเปรียบปาน!
องครักษ์เสี่ยวฮั่วที่ข้างกายจั่วม่อใบหน้าทอแววเจ็บปวด มันนับว่าอยู่
ใกล้ชิดที่สุด ทั้งตกอยู่ในรัศมีทำลายล้างของเสียงมารหลอนจิต แต่มันไม่
ยินดีที่จะล่าถอยออกไป ได้แต่กัดฟันฝืนทน
จั่วม่อที่อยู่ข้าง ๆ กลับไม่สะทกสะท้านต่อเสียงมารหลอนจิตแม้แต่
น้อย ร่างตั้งตรงดุจคันทวน มีเพียงผมขาวราวหิมะที่พลิ้วสะบัดไปตาม
แรงลม
กลุ่มก้อนของเหลวในเสาเพลิงยังคงเคลื่อนไหวไม่หยุดยั้ง เปลี่ยน
รูปร่างอยู่ตลอดเวลา
“ฮะ! พวกมันกำลังก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง!” ซือตู๋ร้องอุทาน
“คล้ายจะเป็นเช่นนั้น” ปู้หรูเหมียนดวงตาเป็นประกาย “พวกมันดู
เหมือนกำลังจะกลับกลายเป็นชุดเกราะ!”
กลุ่มก้อนของเหลวที่กำลังเปลี่ยนแปลงรูปทรงภายในเสาเพลิง ดู
คล้ายถูกมือล่องหนปั้นแต่งให้เป็นรูปร่าง เค้าโครงคร่าว ๆ ของชุดเกราะ
สงครามสามารถมองเห็นได้จากรูปทรงของพวกมัน
แม้ว่าพวกมันยังคงหยาบกระด้าง แต่ก็อยู่ในรูปทรงของยุทโธปกรณ์
เทพไม่ผิดแน่
มือล่องหนเหล่านี้ช่าชองชำนาญถึงที่สุด ประดุจช่างฝีมือชั้นเลิศ
ค่อยๆ สลักเสลาโครงร่างของชุดเกราะ เส้นสายที่ชัดเจน ส่วนที่กลวงเปล่า
แกะสลักลวดลาย… …
ยุทโธปกรณ์เทพแรกกำเนิดภายในเสาเพลิงเปลี่ยนแปลงไปด้วย
ระดับความเร็วที่มองเห็นได้ชัดตา จากบนลงสู่ล่าง ค่อย ๆ แปรสภาพไป
โดยสมบูรณ์
เสียงมารหลอนจิตค่อย ๆ เงียบสงบลง บรรดาผู้ที่มีพลังฝีมืออ่อนด้อย
ในที่สุดค่อยรู้สึกว่าโลกเบื้องหน้าพวกมันกลับคืนสู่สภาพเดิม
เห็นยุทโธปกรณ์เทพสามร้อยชิ้นลอยนิ่งอยู่ภายในเสาเพลิงสีน้าเงิน
ผู้คนที่เพิ่งจะตั้งสติได้ พอเห็นภาพนี้ ต้องตกตะลึงพรึงเพริดไปเป็นคำ
รบสอง
ไม่เว้นแม้แต่ห้าผีสุสานหยิน ซึ่งเฝ้าชมดูยุทโธปกรณ์เทพสามร้อยชุด
นี้ก่อตัวขึ้นตั้งแต่ต้นจนจบ หากจะกล่าวไปพวกมันยังตื่นตะลึงมากกว่าผู้ใด
แทบไม่รู้จะหาคำใดมาอธิบายสิ่งที่พวกมันเห็น ทั้งไม่อาจบ่งบอกบรรยาย
ความตื่นตะลึงหาใดเทียบซึ่งท่วมท้นในใจพวกมันอยู่ในตอนนี้
ยุทโธปกรณ์เทพสามร้อยชุดเติบโตขึ้นต่อหน้าต่อตาพวกมันเอง
นับตั้งแต่ชั่วพริบตาที่กระดูกโหยหวนถูกใส่เข้าไปในเสาเพลิง จั่วม่อก็ไม่ได้
ขยับเคลื่อนไหวอีก เป็นเหมือนผู้สังเกตการณ์ที่เย็นชา เพาะปลูกเมล็ด
พันธุ์และรอให้พวกมันเติบโตขึ้น
ที่เหนือล้ายิ่งไปกว่านั้น ยุทโธปกรณ์เทพทั้งสามร้อยชุดไม่มีชุดใด
เหมือนกันเลย บ้างหยาบกร้านเรียบง่าย บ้างประณีตงดงาม บ้างโอ่อ่า
หรูหรา บ้างปกคลุมด้วยหนามแหลม บ้างเป็นลวดลายกลวง บ้างนุ่ม
เหมือนแผ่นหนัง บ้างแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า… …
ช่างเกินความเข้าใจของผู้คน นี่คือฝีมือประดุจเทพยดา!
กระทั่งห้าผีสุสานหยินที่เคยพบเห็นภาพมหัศจรรย์มานักต่อนัก ยาม
นี้ยังจมลงไปในภวังค์ความเงียบ เอาแต่เหม่อมองยุทโธปกรณ์เทพทั้งสาม
ร้อยชุดอย่างงุนงง
ในที่สุดก็สำเร็จ!
จั่วม่อเผยร้อยยิ้มน้อย ๆ การหลอมสร้างขนาดใหญ่เช่นนี้ไม่เคย
ปรากฏขึ้นมาก่อน แต่สิ่งที่ทำให้มันลิงโลดยินดี ย่อมไม่ใช่การที่มันได้คิดค้น
วิธีการหลอมสร้างรูปแบบใหม่อย่างสมบูรณ์ แต่เป็นการที่สมมติฐานของ
มันได้รับการพิสูจน์ยืนยันแล้ว หากสามารถดำเนินการได้จริง เวลาที่ศิษย์
พี่ใหญ่ อากุ่ยและพี่น้องทั้งหลายจะฟื้นตื่นขึ้นมาก็อยู่อีกไม่ไกลแล้ว
“องครักษ์เสี่ยวฮั่ว” จั่วม่อหันไปกล่าวต่อคนที่ยังคงยืนอยู่ข้างกาย
ทว่าองครักษ์เสี่ยวฮั่วกำลังเหม่อมองเสาเพลิงด้วยสีหน้าโง่งม ไม่ได้
ยินเสียงเรียกของจั่วม่อแม้แต่น้อย จั่วม่อต้องร้องเรียกเสียงดังกว่าเดิม
องครักษ์เสี่ยวฮั่วสะท้านขึ้นทั้งร่าง ตื่นขึ้นมาทันที ตะกุกตะกักว่า “นี่
นี่ นี่… …เกินไป… …เกินไปแล้ว… …”
มันตะกุกตะกักอยู่ครึ่งค่อนวัน ยังไม่อาจหาถ้อยคำมาบรรยายได้ ต้อง
อับอายจนหน้าแดงก่า
จั่วม่อเห็นเช่นนั้นจึงยิ้มพลางกล่าวว่า “ยุทโธปกรณ์เทพเหล่านี้ใกล้
แล้วเสร็จสมบูรณ์แล้ว แต่ยังคงเหลือขั้นตอนสุดท้ายอีกประการหนึ่ง”
พอฟังว่ายังมีขั้นตอนสุดท้ายเหลืออยู่ องครักษ์เสี่ยวฮั่วพลันสงบลง
ทันที “ปรมาจารย์โปรดสั่งการ!”
“พวกมันจะต้องนำไปวางลงในทะเลหมื่นสระเดือด เพื่อทำการหล่อ
เลี้ยงบำรุงเป็นเวลาห้าวัน” จั่วม่อแจกแจง “เรื่องนี้ข้าจะมอบให้เป็นธุระ
ขององครักษ์เสี่ยวฮั่ว เจ้าเห็นว่าอย่างไร?”
องครักษ์เสี่ยวฮั่วรีบกล่าว “ยินดี ยินดี! มีสิ่งที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ
หรือไม่?”
จั่วม่อกล่าว “พลังงานความตายยิ่งมากยิ่งดี อย่างอื่นไม่มีสิ่งใดเป็น
พิเศษ แต่ภายในห้าวันนั้น ผู้ที่เฝ้าดูแลต้องระมัดระวังให้ดี อย่าได้ปล่อยให้
เสียงมารหลอนจิตแทรกซึมเข้ามาทำร้ายพวกมัน”
“เข้าใจแล้ว!” องครักษ์เสี่ยวฮั่วรีบรับคำ
จั่วม่อพยักหน้าพลางกล่าว “เรื่องนี้เมื่อมีองครักษ์เสี่ยวฮั่วรับผิดชอบ
ข้าก็วางใจ อ้อ ใช่แล้ว ยุทโธปกรณ์เทพทั้งสามร้อยชุดนี้ล้วนเป็นวิญญาณ
ที่มีเจตจำนงของตนเอง พวกมันจะเลือกเจ้านายด้วยตัวมันเอง หากผู้
ครอบครองไม่ได้รับการยอมรับจากพวกมัน พลังจะลดน้อยลงไปมาก”
องครักษ์เสี่ยวฮั่วพอฟังถึงกับดวงตาเป็นประกาย สิ่งที่สามารถเลือก
เจ้านายด้วยตัวเอง นี่คือคุณสมบัติที่จะมีอยู่แต่ในสมบัติวิเศษชั้นสูงเท่านั้น
“ท่านปรมาจารย์ไม่ต้องกังวล! ผู้น้อยจะไม่ทำให้ท่านปรมาจารย์ต้อง
ผิดหวัง!” องครักษ์เสี่ยวฮั่วรับคำอย่างหนักแน่น
ในเวลานี้เอง พวกกู่อู๋ซวงทั้งห้าเหินร่างลงมาจากยอดเขา ร่อนลงที่
ด้านข้างจั่วม่อ
“ปรมาจารย์ฝีมือเลิศภพจบพสุธา ชวนให้ผู้คนตาลายละลานโดย
แท้!” กู่อู๋ซวงชิงประจบประแจงนำหน้ามาก่อน
จั่วม่อแย้มยิ้ม “เพียงแค่ฝีมือเล็กน้อยเท่านั้น อย่าได้เอ่ยถึงแล้ว”
ซึ่งความจริงมันไม่ได้กล่าวถ่อมตน นับตั้งแต่ต้นจนจบจั่วม่อเพียงใช้
ฝีมือหลอมสร้างธรรมดาสามัญไม่กี่ท่วงท่าเท่านั้น นอกเหนือจากการ
ควบคุมเสาเพลิงจำนวนมากในคราวเดียวซึ่งอาจยากลำบากอยู่บ้างแล้ว
นักหลอมสร้างที่สามารถทำได้อย่างเดียวกันนี้ เกรงว่ามีอยู่อีกมากมาย
“ปรมาจารย์ถ่อมตัวเกินไป!” ม่อหรูเอ่ยปาก “หลอมสร้างยุทโธปกรณ์
เทพสามร้อยชุดในคราวเดียว นับว่าไม่เคยได้ยินได้ฟังจากที่ใดมาก่อน
แม้ว่าพวกเราจะได้ประจักษ์แก่สองตาของตน แต่เมื่อลองย้อนนึกดูยังรู้สึก
ว่าเหลือเชื่อเกินไป”
จั่วม่อนึกรู้ทัน คนเหล่านี้มาอยู่ที่นี่ต้องมีเหตุผลสำคัญ มิเช่นนั้นด้วย
ศักดิ์ฐานะของพวกมัน ต้องไม่เสียเวลาลดตัวลงมาคอยประจบสอพลอมัน
โดยไม่มีทีท่าว่าจะจากไป
มันกล่าวตรง ๆ “พวกท่านมีเรื่องคิดหารือกระมัง?”
ทั้งกลุ่มสบตากันวูบ ซือตู๋ชิงเอ่ยปากเป็นคนแรก “ทรายรัตติกาลของ
ปรมาจารย์ สามารถแลกเปลี่ยนได้หรือไม่?”
“ทรายรัตติกาล?”
?”
?” เดิมทีจั่วม่อตั้งใจว่าจะให้ทหารยันต์ทองคำ
ดำรับประทานของสิ่งนี้ แต่หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ทหารยันต์ทองคำดำ
เกิดเบื่ออาหารอย่างกะทันหัน นับตั้งแต่การต่อสู้ครั้งนั้น ความอยากอาหาร
อันล้นเหลือของมันคล้ายหายสาบสูญไปโดยสิ้นเชิง พอนึกถึงคนเคราะห์
ร้ายที่ถูกกระบวนท่า ‘ผายลม’ ของทารกหมอกวิญญาณจนหมดสติ และ
กลายเป็นสินสงครามของมัน ทหารยันต์ทองคำดำก็รู้สึกหมดอยากไปเสีย
เฉย ๆ ยามนี้มันสำนึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง เป็นภูตผีปิศาจใดดลใจให้มันสอน
กระบวนท่านี้ให้แก่ทารกหมอกวิญญาณ
นับว่ากรรมสนองโดยแท้!
เนื่องจากทหารยันต์ทองคำดำไม่ยอมรับประทาน จั่วม่อได้แต่เล่นกับ
ทรายรัตติกาลอยู่สักพัก แล้วเก็บซุกไว้ในคลังสมบัติโดยไม่ได้สนใจอีก ของ
สิ่งนี้ไม่มีประโยชน์สำหรับมัน พอฟังว่าซือตู๋ต้องการแลกเปลี่ยนกับของสิ่ง
นี้ จึงนำออกมาทันที
ซือตู๋เกาศีรษะแกรก ๆ จากนั้นหยิบสิ่งของต่าง ๆ ออกมากองเรียงราย
“สมบัติของข้าล้วนอยู่ที่นี่แล้ว ปรมาจารย์หากต้องตาสิ่งใดก็เลือกไป
เถอะ”
จั่วม่อก็ไม่เกรงอกเกรงใจ มันกวาดตามองรอบหนึ่ง แล้วเลือกหยิบ
ก้อนหินห้าสีออกมา “เช่นนั้นข้าขอศิลาพิษสลับสีก้อนนี้ก็แล้วกัน”
ซือตู๋ย่อมตกลงอย่างยินดี มันชมชอบเก็บสะสมสิ่งของมีพิษ ศิลาพิษ
สลับสีนี้เป็นหนึ่งในสมบัติสุดหวงของมันก็จริง แต่การที่จะสกัดพิษออก
จากศิลาพิษสลับสีนับว่ายากเย็นแสนเข็ญยิ่ง กระทั่งด้วยพลังฝึกปรือของ
มันยังได้แต่ใช้ของวิเศษนี้ต่างที่ทับกระดาษ ไม่มีประโยชน์ใช้สอยในทาง
ปฏิบัติเท่ากับทรายรัตติกาล
จั่วม่อกล่าวสืบต่อ “ศิลาพิษสลับสีนี้เป็นสมบัติหายาก ข้าจะไม่ให้ท่าน
ต้องเสียเปรียบ ท่านลองเลือกดูของเหล่านี้ไปสักอย่างเถอะ”
จั่วม่อนำผลงานหลอมสร้างของมันจำนวนหนึ่งออกมาจากแหวน
ซือตู๋ปิติยินดียิ่ง เลือกแผ่นจานกลมคุณภาพดีที่เรียกว่า ‘แผ่นจานหมอก’
ไปโดยไม่ลังเล
แผ่นจานหมอกนี้เกิดจากการที่จั่วม่อทดลองหลอมสร้างเลียนแบบ
ลัญจกรตาหมอกของทารกหมอกวิญญาณ แต่เนื่องเพราะนี่เป็นเพียงสิ่งที่
มันกึ่งทดลองทำดู กึ่งฝึกฝนฝีมือ วัตถุดิบที่ใช้จึงเป็นวัตถุดิบธรรมดาสามัญ
แต่ด้วยระดับฝีมือหลอมสร้างของจั่วม่อในยามนี้ แม้วัตถุดิบจะธรรมดา
สามัญไปบ้าง แต่ของวิเศษนี้มีพลังโดดเด่นเหนือธรรมดา ซือตู๋เพียงมอง
ปราดเดียวก็เลือกได้ทันที
เมื่อเริ่มต้นการซื้อขายด้วยดี ทุกผู้คนมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นอีกอักโข
ปู้หรูเหมียนส่งเสียงคล้ายคร่าครวญอันเป็นเอกลักษณ์ของมัน
“ปรมาจารย์สามารถหลอมสร้างยุทโธปกรณ์เทพแก่ข้าสักชุดหนึ่ง
?” กล่าวพลางนำสมบัติทั้งหมดของมันออกมาวางเรียงราย ราวกับ
จะบ่งบอกว่าให้จั่วม่อเลือกหยิบเอาได้ตามใจปรารถนา
จั่วม่อเข้าใจทันที มันก็ไม่อิดออดเกี่ยงงอนมองดูของสะสมของปู้หรู
เหมียนอย่างสนอกสนใจ
เหล่ายอดยุทธ์เช่นห้าผีสุสานหยิน ถือเป็นสุดยอดฝีมือลำดับต้น ๆ ใน
ดินแดนแห่งความมืด ทอดตาทั่วทั้งดินแดนแห่งความมืด นับหมิงอ๋องกล้า
แกร่งเกรียงไกรที่สุดอย่างไร้ข้อกังขา ติดตามมาด้วยสี่จ้าวรัตติกาลและ
หนึ่งจ้าวภูตผีแห่งสุสานหยิน คนทั้งห้านี้มีพลังฝีมืออยู่ในระดับเดียวกัน
ต่อจากนั้นจึงเป็นห้าผีสุสานหยินและเหล่าขุนพลของสี่วัง ยอดยุทธ์เหล่านี้
อาจกล่าวได้ว่ามีพลังฝีมืออยู่ในระดับใกล้เคียงกันทั้งหมด
ไม่น่าแปลกใจที่สมบัติสะสมของห้าผีสุสานหยินเรียกได้ว่าน่า
อัศจรรย์ เนื่องเพราะพวกมันยืนอยู่ในตำแหน่งด้านบนของห่วงโซ่อาหาร
ในดินแดนแห่งความมืด
แตกต่างจากซือตู๋ซึ่งชมชอบเก็บสะสมวัตถุมีพิษ สมบัติสะสมของปู้
หรูเหมียนประกอบไปด้วยวัตถุดิบความมืด ผ้าห่อศพแปลก ๆ ลูกไฟ
วิญญาณที่กะพริบวูบวาบ ร่างผีดิบทั้งตัว ผีดิบหลากหลายประเภท ทั้งขน
ดำ ขนเขียว ขนแดงและอื่น ๆ อีกมากมาย นับได้เป็นหลายสิบตัว ทำเอาจั่ว
ม่อตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
ห้าผีสุสานหยินที่เหลือสบตากันวูบ จากนั้นต่างคนต่างนำของสะสม
ของตนออกมา ราวกับจะประชันขันแข่งกันเองก็มิปาน
ของสะสมของกู่อู๋ซวงเรียกได้ว่าเป็นชุดสะสมกระดูกและโครงกระดูก
สารพัดชนิดอันสมบูรณ์แบบ กระดูกหมื่นภูตพราย กระดูกบุปผาหิมะ โครง
กระดูกไขกระดูกดำ โครงกระดูกหยก… …
สมบัติของเฮยอู๋เป็นหนึ่งในสิ่งที่สามารถขู่ขวัญผู้คนจนขวัญฝ่อตาย
หัวใจมังกรที่ยังคงเต้นและสูบฉีดโลหิต เส้นเอ็นที่ยังบิดตัวไปมาและดีดตัว
เหมือนงู ลูกกลมเลือดอันแปลกประหลาดซึ่งส่งกลิ่นคาวเลือดรุนแรงราว
กับกลิ่นเหล็ก… …
จั่วม่อแทบเข้าใจว่าคนผู้นี้เป็นคนขายเนื้อ
เทียบกับแล้ว ของสะสมของม่อหรูยังปกติธรรมดากว่ามาก สิ่งที่
สะดุดตาคือเขาสัตว์ยาวซึ่งสามารถเปล่งเสียงทุ้มต่ายาวเยือกออกมาด้วย
ตัวเอง ก้อนศิลายาวที่บิดตัวเป็นเกลียว เปลือกไม้ที่มีรอยไหม้ แต่สามารถ
ลอยได้ด้วยตัวเอง… …
ซือตู๋พอมองดูคนอื่น โอย ทุกคนไฉนจริงจังถึงเพียงนี้! ดังนั้นมันรีบนำ
สิ่งของออกมาวางไว้ตรงหน้าอีกสองสามอย่าง ด้วยสีหน้าเจ็บปวดใจอย่าง
สุดแสน การกระทำนี้เรียกสายตาเหยียดหยามจากคนที่เหลือทันที
“ท่านทั้งหลายร่ารวยนัก!” จั่วม่อหัวร่อกึกกึก
คนทั้งห้าหัวร่อเป็นเพื่อน แต่สีหน้าเจ็บปวดใจอย่างชัดเจน สมบัติ
เหล่านี้พวกมันไม่ทราบว่าทุ่มเทแรงกายแรงใจมากน้อยเท่าใด กว่าจะเก็บ
สะสมมาได้ถึงเพียงนี้ แต่พอนึกถึงการศึกอันยากลำบากที่กำลังจะอุบัติขึ้น
ความเจ็บปวดค่อยสลายคลาย ยังจะมีสิ่งใดสำคัญไปกว่าชีวิตของพวกมัน
? พวกมันหากกระทั่งชีวิตยังเอาไม่รอด สมบัติเหล่านี้ปล่อยไว้รังแต่จะ
ตกอยู่ในมือของศัตรูเท่านั้น
“ปรมาจารย์ โปรดเลือกตามที่ท่านพอใจ!” ทั้งห้ากล่าวเป็นเสียงเดียว
จั่วม่อหัวร่อ อย่างไรก็ตาม มันต้องยอมรับว่าสิ่งเหล่านี้ช่วยเปิดหูเปิด
ตาให้แก่มันไม่น้อย วัตถุดิบความมืดซึ่งคนเหล่านี้เก็บสะสมไว้เป็นสิ่งที่เลิศ
ล้าที่สุดในบรรดาวัตถุดิบความมืดทั้งหมด ผู้ที่อาจจะมีสมบัติสะสมที่เหนือ
ล้ากว่านี้ เกรงว่ามีแต่กุ่ยจู่แห่งสุสานหยินเท่านั้น
แน่นอนว่าจั่วม่อย่อมไม่เกรงอกเกรงใจ
จั่วม่อมีสายตาอันเผ็ดร้อนเจนจัด มันแม้ไม่รู้จักชื่อของวัตถุดิบเหล่านี้
แต่เมื่อถืออยู่ในมือ มันจะล่วงรู้ทั้งคุณสมบัติและประโยชน์ใช้สอยทันที
เมื่อผสานรวมพลังฝึกปรือด่านเทพยุทธ์ของมัน เข้ากับประสบการณ์อัน
โชกโชนที่สั่งสมมาจากการผ่านพบเหล่าวัตถุดิบชั้นเลิศในห้วงความว่าง
เปล่าไร้ขอบเขต ความสามารถของมันในด้านนี้ ต่อให้ทอดตาทั่วหล้ายังไร้
ผู้ทัดเทียม
จั่วม่อเลือกกระดูกหยกจากบรรดาวัตถุดิบของกู่อู๋ซวง มันพอหยิบ
กระดูกหยกขึ้นมา ยังได้ยินเสียงกัดฟันอย่างเจ็บปวดรวดร้าวของกู่อู๋ซวง
กระดูกชิ้นหนึ่งกว่าจะกลายสภาพเป็นหยก ไม่ทราบต้องใช้เวลาเนิ่นนาน
เท่าใด ทั้งยังต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมพิเศษเฉพาะที่ยากจะพบพาน โครง
กระดูกหยกนี้ถือเป็นกระดูกที่ล้าค่าที่สุดในบรรดากระดูกทั้งหมดที่มันเก็บ
สะสมเอาไว้
จั่วม่อตั้งใจว่าหลังจากกลับไปถึงม่ออวิ๋นไห่จะมอบกระดูกหยกให้แก่ห
ลัน ร่างกายของสหายผู้นั้นไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ กระดูกหยกนี้พอดีทดแทน
กระดูกที่ขาดหายไป
จั่วม่อเลือกหัวใจมังกรจากกองสมบัติของเฮยอู๋อย่างไม่ลังเล กล่าว
ตามความสัตย์ มันตั้งใจจะเลือกหัวใจมังกรตั้งแต่ปราดแรกที่มองเห็น
หัวใจมังกรมีพลังชีวิตกล้าแข็งสุดเปรียบปาน หัวใจมังกรดวงนี้ยังคงเต้นไม่
หยุด ทันทีที่จั่วม่อสัมผัสมัน ก็รู้สึกถึงพลังชีวิตอันมากล้นไพศาลทันที
ศิษย์พี่ใหญ่!
หากมันสามารถนำหัวใจมังกรนี้ใส่เข้าไปในร่างของศิษย์พี่ใหญ่ ไม่
ทราบว่าร่างกายของศิษย์พี่ใหญ่จะกลับกลายเป็นแข็งแกร่งทรงพลังสัก
เพียงใด?
ศิษย์พี่ใหญ่ หลินเชียนขอมอบให้แก่ท่านแล้ว!
จั่วม่อหันไปทางชุดสมบัติของปู้หรูเหมียน สายตาจับจ้องไปยังดวงไฟ
วิญญาณที่ดูธรรมดาสามัญดวงหนึ่ง ไฟวิญญาณนี้ดูผิวเผินไม่มีสิ่งใดแปลก
พิเศษ แต่มันกลับกล่าวอย่างไม่ลังเล “ข้าต้องการไฟวิญญาณดวงนี้!”
“ปรมาจารย์เชิญ!” ปู้หรูเหมียนประคองส่งให้โดยไม่ลังเล แต่ยังอด
ถามอย่างสงสัยใคร่รู้ไม่ได้ “ปรมาจารย์สามารถไขข้อข้องใจสักเล็กน้อย
หรือไม่ เจ้าสิ่งนี้คืออะไร?
?”
ทั้งห้าค่อยทราบว่าอะไรเป็นอะไร ได้แต่จุปากอย่างอัศจรรย์ใจไม่
คลาย
จั่วม่อเลือกเขาสัตว์ที่สามารถเปล่งเสียงแตรด้วยตนเอง จากกอง
สมบัติของม่อหรู
ม่อหรูย่อมประคองส่งให้แต่โดยดี แต่ยังซักถามอย่างสงสัยอยากรู้ “ผู้
น้องได้รับของสิ่งนี้เมื่อนานมาแล้ว แต่ไม่เคยล่วงรู้ความเป็นมาของมัน
ปรมาจารย์สามารถประทานบอกหรือไม่?”
จั่วม่อหยิบฉวยเขาสัตว์ยาวมาถืออยู่ในมือ พยักหน้าพลางกล่าว
“ของสิ่งนี้เรียกได้ว่ามีความเป็นมาอันยิ่งใหญ่!”
ทุกผู้คนเงี่ยหูฟังทันที สิ่งของที่กระทั่งปรมาจารย์ยังบอกว่ามีความ
เป็นมาอันยิ่งใหญ่ ไหนเลยจะไม่กระตุ้นความสงสัยใคร่รู้ของพวกมัน
“เมื่อยุคสมัยแห่งสัญลักษณ์ศึกสิ้นสุดลง โลกค่อย ๆ เปลี่ยนเข้าสู่ยุค
สมัยแห่งสามเผ่าพันธุ์ อสูร ปิศาจและเซียน ยามนั้นราชาองค์แรกใน
ประวัติศาสตร์ของเผ่าปิศาจพลันปรากฏกายขึ้น ท่านทั้งหลายสมควร
ล่วงรู้เรื่องนี้กระมัง”
“หรือว่าปรมาจารย์กำลังกล่าวถึงราชาปิศาจแห่งเผ่าปิศาจวัวร้อยรก
ร้าง?”
แน่นอนว่าพวกมันย่อมเคยได้ยินตำนานเกี่ยวกับแตรศึกราชัน สมบัติ
ในตำนานชิ้นนี้เคยปรากฏขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน เปล่งประกายเกริกไกรในหน้า
ประวัติศาสตร์ เป็นสัญลักษณ์แห่งพลังและอำนาจอันสูงสุด ว่ากันว่าหาก
ผู้ใดได้ครอบครองแตรศึกราชัน จะสามารถรวบรวมเผ่าปิศาจให้เป็นหนึ่ง
เดียว และสามารถครอบครองแผ่นดิน อย่างไรก็ตาม ของวิเศษนี้ก็มีชะตา
กรรมเช่นเดียวกันกับสมบัติในตำนานอื่น ๆ คือสุดท้ายก็หายสาบสูญไป
จากหน้าประวัติศาสตร์
“หรือว่า… …หรือว่านี่คือแตรศึกราชัน?”
ห้าผีสุสานหยินตกตะลึงพรึงเพริด สีหน้าพวกมันยามนี้นับว่าน่าดูชม
ไม่น้อย
แม้ว่าของสิ่งนี้จะไม่ใช่แตรศึกราชัน แต่ยังคงน่าแตกตื่นสะท้านโลก
ราชาองค์แรกแห่งเผ่าปิศาจ เพียงแค่นามนี้ก็เพียงพอให้พวกมันเหงื่อไหล
ท่วมร่าง
“นี่… …นี่เป็นความจริง?”
หากปรมาจารย์เอ่ยปากว่าต้องการแตรศึกอันนี้ ต่อให้เป็นแตรศึก
ราชันของจริงก็ตาม เชื่อแน่ว่าสี่จ้าวรัตติกาลจะไม่รีรอลังเล อย่าว่าแต่นี่
เป็นเพียงเขายาวอีกข้างหนึ่งของราชาองค์แรก
มิหนำซ้าเขาสัตว์ยาวนี้แม้มีประวัติความเป็นมายิ่งใหญ่ แต่ดู
เหมือนว่าจะมีเพียงปรมาจารย์ที่มีขีดความสามารถหลอมสร้างเป็น ‘แตร
ศึกราชัน’ ที่แท้จริง
ในยุคสมัยนี้ผู้คนเพียงเชื่อถือในพลังของกองทัพและยอดยุทธ์ ห้าผี
สุสานหยินจึงไม่เชื่อว่าอาศัยเพียงแตรศึกอันเดียว จะสามารถช่วยให้ผู้คน
พิชิตแผ่นดิน
หมิงอ๋องไม่มีแตรศึกราชัน ไยมิใช่รวบรวมดินแดนแห่งความมืดให้
เป็นปึกแผ่นได้!
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ นี่ยังคงต้องดูว่าหมัดของผู้ใดแข็งแกร่งกว่า แต่ม่
อหรูกับพวกทั้งห้าไม่คิดยุ่งเกี่ยวกับเผือกเผาร้อนลวกนี้ พวกมันแม้ตั้งอก
ตั้งใจรับฟังอย่างเต็มที่ แต่ในใจไม่เคยคิดจะหาเรื่องใส่ตัว
หากเป็นเมื่อกาลก่อน ขอเพียงนำของสิ่งนี้ส่งมอบเป็นบรรณาการ
ให้แก่หมิงอ๋อง พวกมันอาจได้รับรางวัลอันยิ่งใหญ่ แต่องค์ราชาไม่ได้
ปรากฏตัวเป็นเวลานาน ไม่มีผู้ใดบอกได้ว่าท่านยังคงมีชีวิตอยู่หรือไม่ หาก
ถือครองของวิเศษเช่นนี้เอาไว้ มีแต่จะชักนำเภทภัยใส่ตัวไม่มีที่สิ้นสุด
จั่วม่อเก็บเขาสัตว์ยาวใส่ไว้ในแหวน มันสนอกสนใจของสิ่งนี้มาก
‘แตรศึกราชัน’ มีตำนานอันมหัศจรรย์ เขาสัตว์ยาวนี้ย่อมไม่ธรรมดาสามัญ
เช่นกัน มันแม้เป็นชนชั้นเทพยุทธ์ แต่กลับไม่มีอาวุธวิเศษคู่กาย อาวุธเวท
และยุทธภัณฑ์เทพที่มันเคยหลอมสร้างก่อนหน้านี้แม้ไม่เลว แต่เมื่อเทียบ
กับพลังของมันในปัจจุบันนับว่ายังขาดพร่องไปมาก
พลังเทพของชนชั้นเทพยุทธ์ผู้หนึ่ง ไม่ใช่สิ่งที่อาวุธวิเศษทั่วไปจะ
สามารถทนทานรับได้
หลินเชียนมีกระบี่เทพไท่กู่ ศิษย์พี่ใหญ่มีกระบี่โลหิตประหารเทพ แต่
มันกระทั่งยุทธภัณฑ์เทพที่เหมาะสมสักชิ้นยังไม่มี จั่วม่อแม้ตั้งใจว่าจะมอบ
หลินเชียนให้ศิษย์พี่ใหญ่เป็นคนจัดการ แต่แท้จริงแล้วไม่มีหลักประกันอัน
ใดว่าศิษย์พี่ใหญ่จะสามารถฟื้นตื่นขึ้นมาทันเวลา หากหลินเชียนออกมา
จากการปิดด่านฝึกตน แต่ศิษย์พี่ใหญ่ยังไม่ทันฟื้นตื่นขึ้นมา ก็คงจะมีแต่มัน
ผู้เดียวที่สามารถเป็นคู่มือของหลินเชียน
จั่วม่อจดจำไว้ในใจ จากนั้นกวาดตามองสมบัติสะสมของซือตู๋
หลังจากแลกเปลี่ยนทรายดำรัตติกาล ซือตู๋นำสิ่งของสองสามอย่าง
ออกมาเพิ่ม สิ่งที่คนผู้นี้ลอบเก็บซ่อนเอาไว้ในทีแรกย่อมมีแต่สิ่งของชั้นเลิศ
สายตาของจั่วม่อกวาดไปพบก้อนหินรูปศีรษะคนก้อนหนึ่ง ถึงกับใจกระตุก
วูบ ก้อนหินนี้มีขนาดเท่าฝ่ามือ บนพื้นผิวปรากฏวงแหวนขาวดำนับไม่ถ้วน
ว่ายเวียนไปมา วงแหวนขาวดำเหล่านี้มีขนาดใหญ่น้อยผิดแผกแตกต่าง
บัดเดี๋ยวจับกลุ่มชุมนุม บัดเดี๋ยวกระจัดกระจายกันออกไป
ศิลาแหวนหยินหยาง!
จั่วม่อเลือกของชิ้นนี้โดยไม่ลังเล
ซือตู๋รู้สึกเจ็บปวดใจอยู่บ้าง แต่ยังคงถอนหายใจอย่างโล่งอก ศิลา
แหวนหยินหยางแม้เป็นของวิเศษที่ยากจะหาสิ่งใดเสมอเหมือน แต่
สำหรับซือตู๋ผู้มุ่งเน้นไปที่พิษร้ายเป็นหลัก ของสิ่งนี้ไม่มีประโยชน์เท่ากับ
ของวิเศษอื่น ๆ
ทุกผู้คนนับว่าสำเร็จสมดังความตั้งใจ
“ปรมาจารย์คาดว่าจะใช้เวลานานเท่าใดในการหลอมสร้าง
ยุทโธปกรณ์เทพ?”
คนอื่น ๆ ก็กล่าวคำอำลาเช่นกัน ยามนี้ศึกใหญ่กำลังใกล้เข้ามา พวก
มันต้องเตรียมการหลายสิ่งหลายอย่าง แต่ละคนต้องนำทัพควบคุมกอง
กำลัง นับว่ายุ่งวุ่นวายจนหัวหมุน
จั่วม่อก็ไม่รั้งพวกมันเอาไว้ มันเองก็มีเรื่องราวมากมายที่ต้องกระทำ
มันตกลงใจหลอมสร้างยุทธภัณฑ์เทพเทียมให้แก่คนทั้งห้า เหมือน
เช่นอาภรณ์เทพสวรรค์ที่เคยหลอมสร้างเมื่อครั้งกระโน้น ด้วยพื้นฐานพลัง
ฝึกปรือของมันในยามนี้ การหลอมสร้างยุทธภัณฑ์เทพเทียมไม่ใช่เรื่องยาก
กำลังดูดซับพลังงานความตายอย่างต่อเนื่อง เกิดเป็นวังวนเล็กๆ ปรากฏ
เหนือทะเลหมื่นสระเดือด ยุทโธปกรณ์เทพทั้งหมดได้รับการคุ้มกันอย่าง
แน่นหนา
จั่วม่อหลีกเลี่ยงกลุ่มคนอย่างระมัดระวัง เคลื่อนกายผ่านพลังงาน
ความตายสีเทาโดยไร้เสียง
ในไม่ช้ามันก็สัมผัสได้อย่างชัดเจน พลังงานความตายที่เบื้องหน้านั้น
ยิ่งมายิ่งหนาแน่นมากขึ้นทุกขณะ ต้องตื่นตัวขึ้นมาทันที ทราบว่ากำลังจะ
เข้าถึงตาน้าแห่งความตายในอีกไม่นานนัก หลังจากมุ่งตรงไปอีกราวชั่วธูป
ไหม้หมดดอก จั่วม่อรู้สึกว่าพลังงานความตายโดยรอบหนาแน่นเข้มข้น
กว่าเดิมถึงแปดเท่าตัว
พลังงานความตายในสถานที่นี้หนาแน่นอย่างน่าสะพรึงกลัว กระทั่ง
จั่วม่อยังใจสั่นสะท้าน
หากมิใช่ว่ามันอยู่ในด่านเทพยุทธ์ ยอดฝีมือทั่วไปหากผ่านเข้ามาใน
พลังงานความตายอันหนักข้นถึงเพียงนี้ จะต้องเผชิญกับภาพมายาทุก
ประเภท พลังงานความตายจะกัดกร่อนร่างกายของพวกมัน ไม่น่าแปลกใจ
ที่ไม่มีผู้ใดกล้ามายังตาน้าแห่งความตาย แม้แต่จั่วม่อเองยังรู้สึกว่าพลังงาน
ความตายในสถานที่นี้เย็นเยียบจนเสียดกระดูก
จั่วม่อเดินช้าลง หลังจากล่วงลึกเข้าไปอีกสิบลี้ พลังงานความตายใน
บริเวณโดยรอบถึงกับหนาแน่นจนแทบจับต้องได้
แต่ละย่างก้าวที่เดินเข้าไป มันรู้สึกว่าในสายตาคล้ายจะสั่นคลอนอยู่
ตลอดเวลา ภูตผีวิญญาณร้ายนับไม่ถ้วนแล่นทะลุผ่านร่างมัน ภาพลวงตา
งอกเงยขึ้นราวกับดอกเห็ด
จั่วม่อสีหน้าเคร่งเครียดจริงจัง รู้สึกว่าแรงกดดันเพิ่มพูนขึ้นอย่างมาก
วู้ม!
เพลิงเทพสุริยันปะทุออกมาจากร่างอย่างฉับพลัน เหล่าวิญญาณร้าย
เมื่อสัมผัสถูกเพลิงเทพสุริยันแผดเสียงกรีดร้องโหยหวนทันที อย่างไรก็
ตาม พลังงานความตายอันเหนียวข้นคล้ายถูกเพลิงเทพสุริยันกระตุ้นโทสะ
พวกมันคำรามอย่างเกรี้ยวกราด ม้วนกวาดเข้าหาจั่วม่อไม่ขาดสาย
จั่วม่อสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย ตาน้าแห่งความตายที่แท้เป็น
สถานที่เยี่ยงไร ไฉนเปี่ยมล้นไปด้วยพลังแห่งความตายอันหนาแน่นเข้มข้น
ถึงเพียงนี้
มันไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน ว่าจะมีสถานที่ใดที่มีพลังแห่งความตาย
เปี่ยมล้นสมบูรณ์เทียบเท่ากับสถานที่นี้
เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังอันยิ่งใหญ่ไพศาลที่ส่งผ่านมาจากพลังความตาย
อันคลุ้มคลั่งเบื้องหน้า จั่วม่อสั่นศีรษะ นี่ไม่ใช่สถานที่ที่ตัวมันในยามนี้จะ
ย่างกรายเข้าไปได้ เว้นเสียแต่ว่าร่างกายของมันทุเลาหายดีอย่างสมบูรณ์
และฟื้นคืนพลังเทพดังเดิม มิเช่นนั้นแม้แต่มันก็ไม่อาจล่วงล้าเข้าไปแม้แต่
ก้าวเดียว
ดูเหมือนว่ามันได้แต่รอจนทุเลาหายดี จึงค่อยกลับมาที่นี่อีกครั้ง
แน่นอนว่าจั่วม่อย่อมไม่คิดกลับไปมือเปล่า พลังงานความตายที่
เหนียวหนักเข้มข้นถึงเพียงนี้ โดยตัวมันเองก็นับเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศ
จั่วม่อยื่นมือทำท่าคว้าจับที่กลางอากาศ
ชั่วอึดใจให้หลัง ในมือของมันปรากฏไข่มุกหยินมากกว่าห้าสิบเม็ด
ไข่มุกหยินเหล่านี้ก่อตัวขึ้นจากพลังงานความตาย เป็นสีเทาล้วนที่แฝงเร้น
ไว้ด้วยพลังประหลาด หากมองดูพื้นผิวของเม็ดไข่มุก อาจถูกดึงดูดจิตใจ
เข้าไปโดยไม่รู้ตัว
นี่คือไข่มุกพลังงานความตายที่มีคุณภาพยากจะพบเห็นจากที่ใด
หลังจากควบกลั่นไข่มุกพลังงานความตายห้าสิบลูกในคราวเดียว
จั่วม่อใบหน้าทอแววเหนื่อยล้าทันที มันตื่นตระหนกเล็กน้อย พลังงาน
ความตายในสถานที่นี้หนาแน่นเข้มข้นจนแทบไม่อาจเข้าใจได้! เพียงควบ
กลั่นไข่มุกพลังงานความตายห้าสิบลูก กลับสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงกำลัง
มากกว่าหลอมสร้างยุทโธปกรณ์เทพสามร้อยชุดพร้อมกันเสียอีก!
ช่างเป็นสถานที่อันแปลกพิสดารโดยแท้!
จั่วม่อจดจำไว้ในใจ เก็บไข่มุกพลังงานความตายใส่ลงในแหวน
จากนั้นย้อนกลับเส้นทางเมื่อขามา มาคราวนี้นับว่ายังได้สิ่งของติดไม้ติด
มือกลับไปบ้าง ไข่มุกพลังงานความตายคุณภาพดีเลิศห้าสิบเม็ด เรียกได้ว่า
เป็นผลกำไรก้อนโต
เมื่อออกจากทะเลหมื่นสระเดือด จั่วม่อกลับไปยังตัวตึกที่พักของตน
มันนั่งเข้าฌานสมาธิหนึ่งวันเต็มกว่าจะฟื้นฟูจากอาการเหนื่อยล้า
เมื่อลืมตาขึ้นก็นำไข่มุกพลังงานความตายออกมาถือเล่นอยู่ในมือ หวนคิด
จากนั้นจั่วม่อสะสางสมบัติที่มันได้รับมาวันนี้ ศิลาพิษสลับสีมันคงได้
แต่มอบให้แก่เหล่าอสูรบุปผาหลังจากกลับไปถึงม่ออวิ๋นไห่แล้ว หัวใจมังกร
เป็นของศิษย์พี่ใหญ่ กระดูกหยกสำหรับหลัน
ลูกไฟวิญญาณกะพริบวูบวาบอยู่ในมือของมัน จั่วม่อนิ่งเงียบงันไป
เมื่อตอนที่เลือกลูกไฟวิญญาณดวงนี้ ในใจมันเพิ่งเริ่มมีเค้าโครงความคิด
คร่าว ๆ เท่านั้น จนถึงยามนี้ความคิดนั้นก็ยังไม่ชัดเจนเท่าใด
ในเวลานี้เอง สตรีที่อยู่ในลูกไฟวิญญาณพลันปรากฏตัว นางย่อกาย
คารวะจั่วม่อ ลอบเพ่งพิศจั่วม่ออย่างระมัดระวัง “ท่านปรมาจารย์!”
จั่วม่องงงันวูบ จากนั้นค่อยได้สติ “มีเรื่องใด?”
“ท่านปรมาจารย์สามารถประทานไข่มุกพลังงานความตายให้แก่บ่าว
สักเม็ดหนึ่งหรือไม่
เงาร่างสตรีกล่าวอย่างสัตย์ซื่อ “หากบ่าวได้รับไข่มุก
พลังงานความตายของท่านปรมาจารย์ บ่าวจะสามารถรักษารูปกายให้
มั่นคง มีพลังแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม บ่าวผู้นี้ยินดีรับการควบคุมจัดการจาก
ท่านปรมาจารย์!”
“อ้อ!” จั่วม่อดวงตาทอประกายประหลาดวูบหนึ่ง หลังจากเงียบงันไป
ชั่วอึดใจ มันก็โยนไข่มุกพลังงานความตายเม็ดหนึ่งให้แก่นาง “เช่นนั้นก็
เอาไปเถอะ!”
ไฟวิญญาณสตรีปิติยินดียิ่ง เปลวไฟวิญญาณกะพริบวูบ กลืนกิน
ไข่มุกพลังงานความตายเข้าไปทันที
เปลวไฟวิญญาณสีเขียวคล้ายถูกย้อมด้วยเสาเทาจาง ๆ ในบัดดล
“บ่าวต้องใช้เวลาหลายวันดูดซับพลังงานความตาย ท่านปรมาจารย์
โปรดอภัยให้บ่าวด้วย” เงาร่างสตรีสั่นไหว
จั่วม่อลูบไล้ลวดลายบนพื้นผิวเขาสัตว์ยาวของราชาปิศาจองค์แรก
สูดลมหายใจลึก ค่อย ๆ เพ่งจิตเข้าสู่ภายในของวิเศษซึ่งมีความเป็นมาอัน
ยิ่งใหญ่นี้