สวรรค์บันดาล: ข้าพเจ้าสร้างวิถี - บทที่ 313 คำสาปแช่ง
ขอเปลี่ยนคำว่าบาทหลวง เป็น บิชอปนะครับ ไหนๆก็มาธีมนี้แล้ว
ผมเปลี่ยนกลับมาใช้ ตระกูล แทน บ้าน แล้วนะครับ ทางผู้อ่านทีน่ารักเห็น
ว่าคำว่าบ้าน มันดูเท่ากับ ตระกูลขนาดเล็ก ซึ่งผมก็เห็นด้วยครับบ
ศาสนจักร คือ กึ่งเทพ ศาสนจักรเทพ คือ เทพสูงสุด
เอ็นจอยงับบบ
………………
“ข้ามีบุญบารมีอันใด ถึงกับทำให้เทพสูงสุดองค์หนึ่งเสด็จลงมา?”
กลางอากาศ วิญญาณของเทพีแห่งตัณหาสั่นสะท้าน เทพสูงสุด 24 องค์
แห่งมหาสมุทรแห่งแสงสว่างและหุบเหวแห่งความมืด ไม่ได้ลงมือมานานเท่า
ไหร่แล้วก็ไม่รู้
กึ่งเทพที่แอบเผยแผ่ศรัทธาในโลกมนุษย์ ในสายตาของเทพสูงสุดก็เหมือน
กับตัวแมลงที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืด ทุกช่วงเวลาจะมีการกำจัดเป็นกลุ่ม
ที่เทพีแห่งตัณหารอดพ้นจากการกำจัดของศาสนจักรเทพแห่งระเบียบ
หลายครั้ง ไม่ใช่เพราะนางแข็งแกร่งมาก แต่เป็นเพราะเทพแห่งระเบียบไม่ได้
สนใจนางเลย
แน่นอนว่า โชคก็เป็นส่วนหนึ่ง
“เป็นเทพสูงสุดองค์ใดใน 24 องค์?”
เทพีแห่งตัณหารักษาความเร็วในการหลบหนีอย่างบ้าคลั่ง จิตใจสงบลง
เล็กน้อย
ที่
ตั้
นางคิดว่าเทพสูงสุดที่ลงมือ ไม่ได้ตั้งใจกำจัดนางโดยเฉพาะ แต่เป็นการ
จัดการกับศาสนจักรแห่งตัณหาไปด้วยเลย
“โชคดีที่ไม่ได้อยู่ในศาสนจักร”
เทพีแห่งตัณหามีสีหน้าโล่งใจ หากอยู่ในศาสนจักร เผชิญหน้ากับชายร่าง
ท้วมเตี้ยผู้นั้นโดยตรง? เทพีแห่งตัณหาคิดว่าคงไม่ต่างจากสาวกและผู้ศรัทธา
คนอื่นๆ
“ที่ราบสูงหมื่นอาณาจักรกลับไปไม่ได้แล้ว”
เทพีแห่งตัณหาเหมือนนกที่ตกใจ
“ถึงแม้ว่าครั้งนี้จะสูญเสียอย่างหนัก แต่ก็รอดชีวิตมาได้”
เทพีแห่งตัณหามีกำลังใจ
“เมื่อรอดชีวิตมาได้ ก็มีหวังที่จะรวบรวมศรัทธา สร้างอาณาจักรเทพ…”
พระราชวังใต้ดินเมืองอันผู
หลินหยวนยืนอยู่ใต้รูปปั้นเทพ ลืมตาขึ้นทันที:
“เจอตัวแล้ว”
ผ่านความเชื่อมโยงของกฎแห่งเหตุและผลกับเทพีแห่งตัณหาหลินหยวน
สามารถระบุตำแหน่งโดยประมาณของเทพีแห่งตัณหาได้แม้จะอยู่ห่างกันหลาย
ล้านลี้
“ไม่อยู่ที่ที่ราบสูงหมื่นอาณาจักร?”
หลินหยวนขมวดคิ้ว
“ไม่ใช่ปัญหาใหญ่”
ที่
ตราบใดที่ใช้กฎแห่งเหตุและผล ระบุตำแหน่งของเทพีแห่งตัณหาได้ ก็ไม่
ยาก
“คำสาปแช่ง”
หลินหยวนมีสีหน้าเคร่งขรึมเล็กน้อย ตามกฎแห่งเหตุและผลจากเหตุสู่ผล
พลังที่น่าสะพรึงกลัว ข้ามระยะทางหลายล้านลี้ในทันที
คำสาปแช่ง เป็นวิธีการใช้กฎแห่งเหตุและผลอย่างหนึ่ง
การจะสาปแช่งใครสักคน ต้องมี ‘สื่อกลาง’ ‘สื่อกลาง’ ที่นี่อาจเป็นวัตถุ หรือ
เป็นกฎแห่งเหตุและผลระหว่างทั้งสองฝ่ายเอง
ประการที่สอง ระดับของผู้สาปแช่ง ต้องสูงกว่าผู้ถูกสาปแช่งอย่างน้อย
สองระดับ เทพีแห่งตัณหาเป็นกึ่งเทพระดับ 7 ระดับทีแท้จริงของหลินหยวนคือ
ระดับ 9 ตรงตามเงื่อนไขของการสาปแช่ง
สุดท้าย เมื่อสาปแช่งสำเร็จ ผู้สาปแช่งต้องรับมือกับผลกระทบจากกฎแห่ง
เหตุและผล อย่างน้อยต้องจ่ายด้วยอายุขัยที่เพียงพอ
คำสาปแช่งมีข้อจำกัดมากมาย ไม่ค่อยปรากฏในจักรวาลหลักส่วนใหญ่
เป็นเพราะต้นทุนสูงเกินไป และไม่ใช่การฆ่าอย่างถาวร ผู้ถูกสาปแช่งหากมี
พรสวรรค์สูงพอ ก็ยังสามารถถูก ‘ชุบชีวิต’ โดยผู้ทีแข็งแกร่งที่สุดได้
กลางอากาศ
เทพีแห่งตัณหากำลังดีใจที่รอดชีวิตจากเทพสูงสุดองค์หนึ่ง สีหน้าก็เปลี่ยน
ไปอย่างรวดเร็ว
ในความรู้สึกของนาง พลังที่มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ และไม่สามารถ
ต้านทานได้ พุ่งเข้ามาในทันที
“นี่…”
เทพีแห่งตัณหายังไม่ทันคิดอะไร ร่างกายและวิญญาณก็กลายเป็นผุยผง
หายไปจากโลกนี้ตลอดกาล
“ตายแล้ว?”
หลินหยวนรู้สึกว่า ‘กฎแห่งเหตุและผล’ ระหว่างเขากับเทพีแห่งตัณหาหาย
ไปอย่างสิ้นเชิง ยืนยันว่าอีกฝ่ายเสียชีวิตแล้ว
หากเทพีแห่งตัณหามีวิธีเอาตัวรอดอื่นๆ ‘กฎแห่งเหตุและผล’ ระหว่างทั้ง
สองฝ่ายควรยังคงอยู่ การตัดสินว่าอีกฝ่ายเสียชีวิตหรือไม่ผ่านกฎแห่งเหตุและ
ผล เป็นวิธีหลักของผู้แข็งแกร่งในจักรวาลหลัก
“หืม?”
“ผลกระทบมาแล้ว?”
หลินหยวนขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกว่าอายุขัยของเขาลดลงเล็กน้อย
ประมาณ 1,000 ปี (เล็กน้อย?)
“แค่สาปแช่งสิ่งมีชีวิตระดับ 7 ก็ต้องใช้อายุขัยเรา 1,000 ปี?”
หลินหยวนส่ายหัวเล็กน้อย นี่ไม่คุ้มเลยจริงๆ
เว้นแต่จะมีความแค้นอย่างรุนแรง…แต่ผู้แข็งแกร่งระดับ 9 หากต้องการ
ฆ่าผู้ที่อยู่ระดับ 7 มีวิธีมากมาย
วิธีการสาปแช่งมีประสิทธิภาพน้อยที่สุด
“แค่ 1,000 ปีเอง”
หลินหยวนไม่สนใจ หากอยู่ในโลกหลัก เขาอาจจะเสียดายอายุขัย 1,000
ปีนี้ แต่ในการเดินทางข้ามมิติ?
ในเมื่อเวลามีจำกัดเพียง 1,110 ปี อายุขัยก็ไม่มีความหมายสำหรับหลิน
หยวน (อ้อออออ)
แม้ว่าจะมีอายุขัย 100 ล้านปี เมื่อถึงเวลาจำกัด ก็ต้องกลับสู่โลกหลักอยู่ดี?
นี้
ที่
ด้วยเหตุนี้ หลินหยวนจึงไม่ลังเลที่จะใช้คำสาปแช่งกับเทพีแห่งตัณหา
อายุขัยในโลกนี้เป็นของแถมอยู่แล้ว
“แต่เทพระดับ 8 ของโลกนี้ หลอมรวมกับศรัทธาของมวลมนุษย์ดูเหมือน
จะไม่มีอายุขัย?”
หลินหยวนคิดในใจ
ภายใต้กฎของโลกนี้ อัศวินระดับ 4 ระดับ 5 ยากที่จะมีชีวิตอยู่เกิน 200 ปี
อัศวินในตำนานระดับ 6 ยากที่จะมีชีวิตอยู่เกิน 1,000 ปี
1,000 ปี คือขีดจำกัดสูงสุดของอายุขัยของสิ่งมีชีวิตในโลกนี้
ส่วนกึ่งเทพระดับ 7 ? หลังจากจุดประกายไฟศักดิ์สิทธิ์แล้วสาระสำคัญ
ของชีวิตก็เริ่มเปลี่ยนแปลง ตราบใดที่ไฟศักดิ์สิทธิ์ของกึ่งเทพระดับ 7 ไม่ดับ ก็
จะไม่ตาย โดยปกติแล้ว กึ่งเทพระดับ 7 สามารถมีชีวิตอยู่ได้หลายหมื่นปีหรือ
แม้กระทั่งหลายแสนปี
แม้ว่าจะยังห่างไกลจากผู้วิวัฒนาการระดับ 7 ในโลกหลัก แต่เมื่อเทียบกับ
มวลมนุษย์ ก็ถือว่าเป็นอมตะแล้ว
กึ่งเทพระดับ 7 สามารถมีชีวิตอยู่ได้หลายหมื่นปี หลายแสนปีแต่หากไม่ได้
สร้างอาณาจักรเทพ ก็ยังคงต้องตาย
ส่วนเทพที่แท้จริงระดับ 8 หรือแม้แต่เทพสูงสุดระดับ 9 นับตั้งแต่อดีตกาล
นอกจากจะเกิดสงครามเทพแล้ว ก็ไม่เคยได้ยินว่าเทพทีแท้จริงองค์ใดแก่ตาย
“ศาสนจักรแห่งตัณหาถือว่าจัดการเรียบร้อยแล้ว”
“ควรกลับได้แล้ว”
หลินหยวนมองไปรอบๆ ห้องโถงใหญ่ หันหลังเดินออกไป
ที่ลงมือกับศาสนจักรแห่งตัณหา ประการหนึ่งเป็นเพราะความแค้น
ระหว่างหลงซานหยวนกับพวกเขา
ที่
พื้
ที่
ที่มั่
ที่
ประการที่สองคือพื้นที่โดยรอบอาณาจักรหลงซาน เป็นฐานที่มั่นที่หลิน
หยวนสร้างขึ้นในการเดินทางข้ามโลกครั้งนี้
การปล่อยให้ศาสนจักรแห่งตัณหาเป็นปัจจัยที่ไม่แน่นอนอยู่ข้างๆ ก็ไม่ใช่
เรื่องดี ใครจะรู้ว่าพวกเขาจะก่อเรื่องอะไรขึ้น อาจดึงดูดความสนใจของ
ศาสนจักรเทพแห่งระเบียบอีกครั้ง
ศาสนจักรเทพแห่งระเบียบเป็นศาสนจักรของเทพสูงสุด ก่อนทีจะฟื้นฟูสู่
ระดับ 9 หลินหยวนไม่อยากติดต่อกับสิ่งมีชีวิตระดับเทพสูงสุด
ตอนนี้หลินหยวนมีพลังพอที่จะจัดการได้พอดี จึงจัดการกับศาสนจักรแห่ง
ตัณหาไปด้วยเลย
“กำจัดศพเหล่านั้นให้หมด”
หลินหยวนคิด ศพและคราบเลือดในพระราชวังก็หายไปหมด
หากไม่ใช่เพราะด้านบนของพระราชวังใต้ดินแห่งนี้คือเมืองอันผูการ
เคลื่อนไหวใดๆ จะส่งผลกระทบต่อเมืองที่เจริญรุ่งเรืองแห่งนี้
หลินหยวนถึงกับอยากให้พระราชวังทั้งหมดหายไป
“เรียบร้อย”
“แม้ว่าจะมีคนมาตรวจสอบที่นี่ในภายหลัง ก็คงคิดว่าศาสนจักรแห่งตัณหา
ย้ายไปที่อื่นแล้ว”
หลินหยวนยืนอยู่ที่ทางออกของพระราชวัง มองย้อนกลับไป
ศาสนจักรแห่งตัณหาเคลื่อนไหวอย่างลับๆ ในเมืองอันผู แต่ไม่ใช่ว่าไม่มี
ร่องรอยเลย การที่หลินหยวนลงมือจัดการกับพวกเขาแน่นอนว่าจะถูกตรวจ
สอบในภายหลัง
แต่ก็แค่ตรวจสอบเท่านั้น หลินหยวนได้ปลอมแปลงสถานที่เกิดเหตุแล้ว
คนนอกจะไม่คิดว่าศาสนจักรแห่งตัณหาทั้งหมดและเทพีแห่งตัณหาของพวก
เขาได้หายไปจากโลกนี้แล้ว
“ตาข่ายปีศาจ”
หลินหยวนรู้สึกถึงพลังที่แผ่ซ่านไปทั่วสวรรค์และโลก นั่นคือ ‘อำนาจ’ ของ
เทพีโม่หวาง หนึ่งในเทพสูงสุด 24 องค์
การสร้างตาข่ายปีศาจที่ครอบคลุมโลกมนุษย์ทั้งหมด ยิ่งมีสิ่งมีชีวิตใช้
ตาข่ายปีศาจมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสามารถให้พลังศรัทธาทีมากพอแก่เทพีโม่หวาง
ได้มากขึ้นเท่านั้น
และในสายตาของหลินหยวน ตาข่ายปีศาจไม่ใช่แค่ใช้สำหรับการติดต่อ
เท่านั้น แต่ยังเป็น ‘ดวงตา’ ของเทพีโม่หวางอีกด้วย
ครั้งนี้หากไม่ใช่เพราะกลัวการรับรู้ของตาข่ายปีศาจ ไม่สามารถใช้พลังที่
แข็งแกร่งเกินไปได้ หลินหยวนก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปในพระราชวังใต้ดินด้วยตัว
เอง
สามารถจัดการกับศาสนจักรแห่งตัณหาทั้งหมดได้จากข้างนอก
เมืองหลงซาน
หลินหยวนกำลังคุยกับพ่อแม่
ผ่านไป 100 ปี หลงซานฟางและภรรยายังคงมีชีวิตที่ดี ไม่มีความแก่ชรา
เลย แน่นอนว่าต้องขอบคุณหลินหยวนที่ใช้พลังโลกหล่อเลี้ยงอย่างลับๆ
โลกนี้จำกัดอายุขัยอย่างรุนแรง แต่ด้วยพลังโลก หลินหยวนยังมั่นใจว่าจะ
ทำให้หลงซานฟางและภรรยามีชีวิตอยู่จนถึงขีดจำกัดของอายุขัยได้
นั่นคือ 1,000 ปีที่อัศวินในตำนานระดับ 6 มีหวังที่จะมีชีวิตอยู่ได้
ส่วนมากกว่านั้น? ตามกฎของโลกนี้ ต้องจุดประกายไฟศักดิ์สิทธิ์ เปลี่ยน
รูปแบบชีวิต
แต่ด้วยพรสวรรค์ของหลงซานฟางและภรรยา เห็นได้ชัดว่าเป็นไปไม่ได้
หรือไม่ก็ต้องเป็นเหมือนหลินหยวน บรรลุระดับ 7 ระดับ 8 ในเส้นทางวรยุทธ์
ถึงจะสามารถยืดอายุขัยได้มาก
นี่
รื่
ุ
แต่นี่เป็นเรื่องยากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ทันใดนั้น
วิญญาณหยางกลายเป็นพลังแห่งสุริยะ กลับเข้าสู่ร่างกายของหลินหยวน
หลินหยวนมองไปยังทิศทางของเมืองอันผูทันที
“ลูกชาย เจ้าเป็นอะไรไป?”
หลงซานฟางมองหลินหยวน ถาม
“ไม่มีอะไรขอรับ แค่จัดการเรื่องเล็กๆ น้อยๆ”
หลินหยวนพูดอย่างไม่ใส่ใจ การกำจัดศาสนจักรแห่งตัณหาอาณาจักรหลง
ซานในอนาคตจะไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้น ถือว่าทำให้เขาไม่ต้องกังวล
คุยกับพ่อแม่ต่ออีกสักพัก
หลินหยวนก็กลับไปที่ห้องฝึกฝน
วูบ
วิญญาณหยินและวิญญาณหยางปรากฏตัวตรงข้ามพร้อมกัน
นั่งมองหน้าหลินหยวน
เนื่องจากยังไม่ได้ฟื้นฟูพลังถึงขีดสุด หลินหยวนจึงไม่ได้นำน้ำเต้าลึกลับมา
ด้วย วิญญาณทั้งสองยังคงอยู่ในสถานะวิญญาณไม่ได้เปลี่ยนเป็นร่างกายที่เป็น
เลือดเนื้อด้วยเทคนิคลับ《ความจริงและภาพลวงตา》
“ความเร็วในการฝึกฝนตอนนี้ยังช้าเกินไป เราต้องฟื้นฟูสู่ระดับ 9 โดยเร็ว
ที่สุด แล้วสร้างชั้นมิติมากขึ้น…”
หลินหยวนรู้สึกกดดัน เพราะในมิติลับต้นกำเนิดแห่งจักรวาลเขากับซี
หลานยังถูกหุนอี๋ไล่ล่า แม้ว่าจะปลอดภัยในระยะสั้นๆ ด้วยสภาพแวดล้อม
พิเศษในมิติลับ
แต่ใครจะรู้ว่าจะเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้น?
หากเป็นไปได้ หลินหยวนไม่อยากให้วิญญาณหยางของเขาสลายไป ความ
รู้สึกเรียกหาจากมิติลับต้นกำเนิดแห่งจักรวาล ยังคงทำให้เขาสนใจ
“จากระดับ 8 ถึงระดับ 9 สำหรับเรา ก็แค่การสะสมพลังงาน เราแค่
ต้องการพลังงานที่เพียงพอ ก็สามารถกลับสู่ระดับ 9 ได้อย่างรวดเร็ว”
หลินหยวนมองไปที่ดวงดาวนิรันดร์บนท้องฟ้า นั่นคืออาณาจักรเทพของ
เทพที่แท้จริง ในทางทฤษฎีแล้วมีพลังงานที่ไม่มีที่สิ้นสุด
แต่ตอนนี้หลินหยวนไม่เหมาะที่จะเป็นศัตรูกับเทพโดยตรง
“ดูเหมือนว่าทำได้แค่พึ่งศาสนจักรเหล่านั้น…”
หลินหยวนคิดในใจ
ศาสนจักร เป็นตัวแทนของเทพในโลกมนุษย์ และยังเผยแผ่ศรัทธาให้กับ
เทพด้วย
กึ่งเทพระดับ 7 เหล่านั้นก็สร้างศาสนจักรเช่นกัน แต่เมื่อเทียบกับ
ศาสนจักรเทพที่แท้จริงแล้ว ก็ไม่สามารถเทียบได้เลย
ศาสนจักรเทพที่แท้จริงมีวิธีติดต่อกับเทพที่แท้จริง ในยามจำเป็นสามารถ
เรียกร่างอวตารของพลังศักดิ์สิทธิ์ลงมาได้
แม้ว่าร่างอวตารของพลังศักดิ์สิทธิ์จะไม่สามารถใช้พลังแห่งอาณาจักรเทพ
ของเทพที่แท้จริงได้ แต่ก็เหนือกว่ากึ่งเทพระดับ 7 มาก สามารถเป็นอิสระใน
โลกมนุษย์
แต่การจะสนับสนุนให้ร่างอวตารของพลังศักดิ์สิทธิ์ลงมือแน่นอนว่าต้องใช้
พลังงานจำนวนมาก ดังนั้นศาสนจักรเทพที่แท้จริง
ดิ์
ธิ์
พื่
ทุกแห่งจะเก็บ ‘ผลึกศักดิ์สิทธิ์’ จำนวนมาก เพื่อเรียกร่างอวตารของพลัง
ศักดิ์สิทธิ์ลงมาได้ทุกเมื่อ
เพื่อแย่งชิงศรัทธา บางครั้งเทพก็จะเกิดความขัดแย้งกัน หรือแม้กระทั่ง
การต่อสู้ระหว่างร่างอวตารของพลังศักดิ์สิทธิ์
และเป้าหมายของหลินหยวน คือ ‘ผลึกศักดิ์สิทธิ์’ ที่ศาสนจักรต่างๆ เก็บไว้
นี่คือพลังงานที่บริสุทธิ์มาก บริสุทธิ์กว่า ‘ผลึกบริสุทธิแห่งไท่เหวย’ ในโลกหลัก
เสียอีก
“ต่อไป พวกเจ้าก็ไปหา ‘ผลึกศักดิ์สิทธิ์'”
ทันทีที่หลินหยวนคิด วิญญาณทั้งสองก็เข้าใจความหมายของเขา เพราะ
เป็นหนึ่งเดียวกัน มีสติเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องสื่อสารกัน
วิญญาณทั้งสอง เป็นร่างวิญญาณอยู่แล้ว สามารถรวมตัวและแยกย้ายได้
ตามใจ เหมาะกับภารกิจนี้ที่สุด
พระราชวังใต้ดินเมืองอันผู
ตอนนี้ สาวกของศาสนจักรเทพแห่งระเบียบยืนอยู่ที่ทางเข้า
“พระราชวังแห่งนี้ น่าจะเป็นฐานที่มั่นแห่งหนึ่งของศาสนจักรแห่งตัณหา
แต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงถูกทิ้งร้าง”
บิชอปคนหนึ่งของศาสนจักรเทพแห่งระเบียบขมวดคิ้ว ศาสนจักรแห่ง
ตัณหาเคยก่อเรื่องใหญ่ในเมืองหลวงของจักรวรรดิ ขุนนางและราชวงศ์หลาย
คนหลงระเริงไปกับความสุขของศาสนจักร
ต่อมา ศาสนจักรเทพแห่งระเบียบพบว่ามีกึ่งเทพอยู่เบื้องหลังศาสนจักร
แห่งตัณหาที่แอบรวบรวมศรัทธา จึงได้กำจัดพวกเขาอย่างเด็ดขาด
กองกำลังที่เหลือของศาสนจักรแห่งตัณหาถอนตัวออกจากเมืองหลวง
หลายปีมานี้ ศาสนจักรเทพแห่งระเบียบได้ค้นหาร่องรอยของศาสนจักรแห่ง
ลื่
มื่
นี้
ตัณหาอยู่เสมอ การเคลื่อนไหวในเมืองอันผูเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้ศาสนจักร
เทพแห่งระเบียบให้ความสนใจ
เมื่อศาสนจักรเทพแห่งระเบียบมาตรวจสอบ ก็ยืนยันได้ในที่สุดว่า
ศาสนจักรแห่งตัณหาเคยอยู่ในเมืองอันผู
“ท่านบิชอป ได้ตรวจสอบแล้ว ภายในพระราชวังไม่มีร่องรอยใดๆน่าจะถูก
ศาสนจักรลบร่องรอยไปแล้ว”
สาวกคนหนึ่งของศาสนจักรเทพแห่งระเบียบเดินเข้ามา รายงานเบาๆ
“เช่นนี้ก็…”
“ศาสนจักรแห่งตัณหาถอนตัวออกไปเองจริงๆ”
บิชอปของศาสนจักรเทพแห่งระเบียบพยักหน้าเล็กน้อย ภายใน
พระราชวังสะอาดเกินไป เขาดูจากภาพวาดบนผนัง และร่องรอยของพิธีกรรม
บางอย่าง จึงตัดสินว่าที่นี่คือฐานที่มั่นของศาสนจักรแห่งตัณหา
“เพียงแต่…”
บิชอปไลอันของศาสนจักรเทพแห่งระเบียบขมวดคิ้วเล็กน้อย
ร่องรอยทั้งหมด ชี้ไปที่การถอนตัวของศาสนจักรแห่งตัณหา
แต่บิชอปไลอันรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ นั่นคือทำไมศาสนจักรแห่ง
ตัณหาถึงถอนตัว?
ในเมื่อศาสนจักรเทพแห่งระเบียบยังไม่พบพวกเขา ศาสนจักรแห่งตัณหา
สามารถซ่อนตัวอยู่ที่นี่เพื่อพัฒนาอย่างช้าๆ ได้ ทำไมถึงถอนตัวไปกะทันหัน?
บิชอปไลอันเคยติดต่อกับศาสนจักรแห่งตัณหาหลายครั้ง แม้แต่ตอนที่
กำจัดศาสนจักรแห่งตัณหา ก็อยู่ภายใต้การนำของเขา
ดังนั้น บิชอปไลอันจึงรู้จักศาสนจักรแห่งตัณหาเป็นอย่างดี นีเป็น
ศาสนจักรที่มีอิทธิพลอย่างมาก โดยการควบคุมตัณหาของสิ่งมีชีวิต แล้ว
สิ่
นั้
ควบคุมตัวตนของสิ่งมีชีวิตนั้น
ตลอดกระบวนการนี้ เป็นไปอย่างเงียบๆ แม้แต่คนที่มุ่งมั่น ก็ยากที่จะ
ต้านทาน ‘การกัดกร่อน’ ของศาสนจักรแห่งตัณหา
ตราบใดที่ถูก ‘ตัณหา’ กลืนกิน ก็สามารถให้ศรัทธาแก่เทพีแห่งตัณหาเบื้อง
หลังศาสนจักรได้
หากปล่อยให้ศาสนจักรแห่งตัณหา และเทพีแห่งตัณหาพัฒนาต่อไป
หุบเหวแห่งความมืดจะต้องมีเทพที่แท้จริงที่แข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอีกองค์หนึ่ง
“แต่อะไร?”
“ศาสนจักรแห่งตัณหาเป็นเหมือนหนูข้ามถนน ไม่หนีแล้วจะรอให้เรากำจัด
หรือ?”
บิชอปอีกคนข้างๆ ส่ายหัวเล็กน้อย
“อาจจะใช่”
บิชอปไลอันคิด แม้ว่าจะไม่เข้าใจว่าทำไมศาสนจักรแห่งตัณหาถึงถอน
ตัวอย่างหมดจด แต่สมองของศาสนจักรเหล่านี้มักจะบ้าๆบอๆ ไม่สามารถมอง
ด้วยเหตุผลทั่วไปได้
“แต่การที่ศาสนจักรแห่งตัณหาละทิ้งเมืองอันผู แน่นอนว่าจะต้องซ่อนตัว
อยู่ที่อื่น ต่อไปเราต้องตรวจสอบทุกพื้นที่ในจักรวรรดิพยายามหาฐานที่มั่นใหม่
ของศาสนจักร”
บิชอปไลอันสั่ง