สวรรค์บันดาล: ข้าพเจ้าสร้างวิถี - บทที่ 508 ทุกอย่างพร้อม
ทวีปแห่งความโกลาหลกู่หมิง เมืองหมิงชวน หนึ่งในเก้าเมืองของทวีปแห่ง
ความโกลาหลกู่หมิง
หลินหยวนนั่งขัดสมาธิอยู่ใน ‘ห้องพัก’ ของ ‘โรงแรม’ และเมื่อพูดถึง ‘ห้อง
พัก’ ของ ‘โรงแรม’ นั้น ควรเรียกว่าเป็นพื้นที่แห่งหนึ่งคงจะดีกว่า เพราะมัน
กว้างใหญ่ไพศาลและมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด
‘โรงแรม’ ในทวีปแห่งความโกลาหลกู่หมิงนั้น หมายถึงความปลอดภัยและ
ไม่ถูกรบกวน
ดังนั้นราคาเช่าจึงสูงมาก
หลินหยวนต้องจ่ายหินแห่งความโกลาหลไป 10 ก้อน ถึงจะได้รับสิทธิ์ใน
การอยู่อาศัยใน ‘ห้องพัก’ นี้เป็นเวลา 10 ปี
เมื่อเทียบกับความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลแล้ว 10 ปีนั้นสั้นมาก
เหล่าชีวิตในระดับ 12 ที่เก่าแก่จำนวนมาก เมื่อหลับไปสักงีบ ก็ใช้เวลา
มากกว่า 10 ปีแล้ว
แต่ตามอัตราการไหลของเวลาของความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลและ
จักรวาลแล้ว 10 ปีในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลนั้น ก็เทียบเท่ากับ
3,000 ปีในจักรวาล
เมื่อถึงเวลาที่หมดสัญญาเช่าแล้ว หากทุกอย่างเป็นไปด้วยดีหลินหยวน
คาดว่าเขาน่าจะก้าวเข้าสู่ระดับ 12 แล้ว เมื่อถึงตอนนั้นเขาสามารถส่งร่างแยก
มาที่นี่ได้อย่างต่อเนื่อง
ไม่ว่าจะเปลี่ยนโรงแรม หรือสำรวจพื้นที่อื่นๆ
ก็ขึ้นอยู่กับการเลือกของหลินหยวน
“ความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล”
หลินหยวนรับรู้ถึงกฎแห่งวิถีอันกว้างใหญ่ของความว่างเปล่าแห่งความ
โกลาหลอย่างละเอียด
เมื่อเทียบกับกฎแห่งวิถีในจักรวาลแล้ว กฎแห่งวิถีของความว่างเปล่าแห่ง
ความโกลาหลนั้นสูงส่งกว่ามาก
เหตุผลหลักที่หลินหยวนให้ร่างแยกนี้มาลงหลักปักฐานอยู่ในทวีปแห่ง
ความโกลาหลกู่หมิงนั้น ก็เพื่อที่จะทำความเข้าใจการทำงานของกฎแห่งวิถีใน
ความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล
“วิเศษมาก”
หลินหยวนอดไม่ได้ที่จะจมดิ่งลงไป
ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่ร่างแยก แต่ตราบใดที่ยังคงมีเจตจำนงแห่งจิตใจของ
หลินหยวนอยู่ ย่อมต้องมีความเข้าใจท้าทายสวรรค์ และในตอนนี้เมื่อได้
ทำความเข้าใจอย่างต่อเนื่องแล้ว แสงแห่งแรงบันดาลใจที่ปรากฏอยู่ในสมอง
ของหลินหยวนก็พุ่งชนกันอย่างรวดเร็ว
[ความเข้าใจท้าทายสวรรค์ เมื่อรับรู้ถึงกฎที่กว้างใหญ่แล้ว ความเข้าใจใน
กฎเพิ่มขึ้น]
สายตาของหลินหยวนค่อยๆยกระดับเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เลือนรางไปถึงอีก
มิติหนึ่ง ที่ที่มีสายน้ำที่ไหลเชี่ยวอยู่
“นี่คือ…แม่น้ำแห่งกาลเวลาของความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล?”
หลินหยวนก็รับรู้ได้ในทันที
ในจักรวาลนั้นมีแม่น้ำแห่งกาลเวลา และที่นั่นก็คือจุดหมายปลายทางของ
ชีวิตที่อยู่ต่ำกว่าระดับ 12 ในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลก็ย่อมมีแม่น้ำ
แห่งกาลเวลาเช่นกัน
ถึงแม้ว่าจะมีชีวิตในระดับ 12 อยู่มากมายในความว่างเปล่าแห่งความ
โกลาหล แต่ชีวิตที่อยู่ต่ำกว่าระดับ 12 นั้นก็มีมากกว่า
“น่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก”
หลินหยวนอดไม่ได้ที่จะพูดออกมา เมื่อเทียบกับแม่น้ำแห่งกาลเวลาใน
จักรวาลแล้ว แม่น้ำแห่งกาลเวลาในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลนั้น ไม่รู้ว่า
กว้างใหญ่กว่ากี่เท่า
ถ้าหากจะเทียบแม่น้ำแห่งกาลเวลาในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลกับ
แม่น้ำสายหลัก แม่น้ำแห่งกาลเวลาของจักรวาลต่างๆ ก็เป็นเหมือนกับแม่น้ำ
สาขาที่แยกออกมาจากแม่น้ำสายหลัก
แม่น้ำแห่งกาลเวลาของความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลทั้งหมดนั้น
เหมือนกับเส้นเลือดของใบไม้สีเขียว
แม่น้ำสายหลักนั้นกว้างใหญ่ไพศาล เหมือนกับเส้นเลือดหลักของใบไม้
และแม่น้ำสาขาที่แยกออกมาจากเส้นเลือดหลักนั้น ก็จะไหลไปตามจักรวาล
ต่างๆ
“กาลอวกาศ”
หลินหยวนสังเกตไปยังแม่น้ำสายหลักของแม่น้ำแห่งกาลเวลาอย่างต่อ
เนื่อง คลื่นแต่ละระลอกที่เกิดขึ้นนั้น ล้วนมีรอยประทับของสาระสำคัญของชีวิต
ในระดับ 11 อยู่มากมาย
“เราเองก็ไม่รู้ว่า หากเราอยู่ในแม่น้ำแห่งกาลเวลาสายหลัก จะเป็นยังไง”
ความคิดของหลินหยวนได้แพร่กระจายออกไป ด้วยสาระสำคัญของชีวิต
ในปัจจุบันของเขาแล้ว แม่น้ำแห่งกาลเวลาของสาขาก็แทบจะรองรับเขาไม่ได้
แล้ว
มีเพียงแค่การขดตัวให้มากที่สุดเท่านั้น ถึงจะไม่โผล่ออกมาจากแม่น้ำแห่ง
กาลเวลาได้
น้ำ
นั้
แต่กับแม่น้ำแห่งกาลเวลาสายหลักนั้น?
ที่นี่คือจุดเริ่มต้นของเวลาทั้งหมดในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล และ
สามารถรองรับชีวิตที่แปลกประหลาดที่อยู่เหนือระดับ 11 ได้อย่างง่ายดาย
ความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลนั้นกว้างใหญ่ไพศาล ถึงแม้ว่าจะไม่มี
อัจฉริยะที่แปลกประหลาดที่เข้าใจในกฎแห่งความโกลาหลเหมือนกับใน
จักรวาล แต่ขีดจำกัดสูงสุดของชีวิตในระดับ 11 ที่นี่นั้นก็เหนือกว่าในจักรวาล
มาก
ศิษย์สายตรงของเหล่าผู้ที่อยู่ในขอบเขตโกลาหล?
ลูกหลานที่สืบสายเลือดโดยตรงของมหาปราชญ์แห่งความโกลาหล?
และเหล่าชีวิตที่แปลกประหลาดที่ถือกำเนิดขึ้นมาโดยตรงจากความว่าง
เปล่าแห่งความโกลาหล และมีสาระสำคัญของชีวิตทีเทียบเท่ากับจักรวาล?
ตำนานและความไม่น่าเชื่อมากมาย ได้มีอยู่ภายในความว่างเปล่าแห่ง
ความโกลาหล
บริเวณกลางทวีปกู่หมิง ภูเขาสีดำที่มีรูปร่างแหลมคมก็เริ่มที่จะสั่นไหวเล็ก
น้อย
ภูเขาสีดำนี้ ในความเป็นจริงแล้วก็คือเขาของสัตว์ร้าย มังกรอสูรแห่งความ
โกลาหล มังกรอสูรแห่งความโกลาหลตัวนี้มีพลังที่เทียบเท่า
กับขอบเขตโกลาหล ยอมจำนนต่อผู้ยิ่งใหญ่กู่หมิงตั้งแต่เนิ่นๆ และร่างจริง
ก็กำลังหลับใหลอยู่ที่ส่วนที่ลึกที่สุดของทวีปโกลาหล
“เกิดอะไรขึ้น?”
“ทำไมข้ารู้สึกได้ถึงวิกฤตการณ์อย่างเลือนราง?”
มังกรอสูรแห่งความโกลาหลเปิดดวงตาสีฟ้าสดใส และเผยให้เห็นถึงความ
สงสัย
ที่
ที่
ขึ้
ในฐานะที่เป็นชีวิตที่ถือกำเนิดขึ้นมาจากความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล
โดยตรง มังกรอสูรแห่งความโกลาหลก็นับว่าเป็นชีวิตที่แปลกประหลาดอยู่ครึ่ง
หนึ่ง และภายในร่างกายก็มีสายเลือดของกาลเวลาไหลเวียนอยู่เล็กน้อย
ชีวิตในระดับ 12 ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นขอบเขตบุกเบิกวิถีขอบเขตปกครอง
หรือแม้แต่ขอบเขตโกลาหล ใช้การเปลี่ยนแปลงไปเป็นชีวิตแห่งกาลเวลาที่
สมบูรณ์แบบเป็นเป้าหมายสูงสุด
แน่นอนว่าชีวิตแห่งกาลเวลาที่สมบูรณ์แบบนั้นห่างไกลเกินไปสำหรับเหล่า
มหาปราชญ์แห่งความโกลาหลที่อยู่ในจุดสูงสุดแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือการ
เปลี่ยนแปลงไปเป็นชีวิตแห่งกาลเวลา หรือก็คือการก้าวเข้าสู่ระดับ 13
ชีวิตแห่งกาลเวลาในระดับ 13 นั้น ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถควบคุมอดีต
ปัจจุบัน และอนาคต ได้เหมือนกับชีวิตแห่งกาลเวลาที่สมบูรณ์
แบบ แต่กลับสามารถรับรู้ถึงเส้นเวลาต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย และกระโดด
ออกจากเส้นเวลาต่างๆ ได้
แต่ก็มีลักษณะของชีวิตแห่งกาลเวลาที่สมบูรณ์แบบอยู่บ้างแล้วและ
สามารถใช้ตนเองเป็นจุดยึดในการสังเกตการณ์อนาคตได้
อนาคตนั้นไม่แน่นอน และมีเส้นเวลามากมาย ชีวิตแห่งกาลเวลาในระดับ
13 นั้นก็มีความสามารถที่จะสังเกตการณ์เส้นเวลาบางส่วนและมองเห็นอนาคต
ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับตนเองได้
มังกรอสูรแห่งความโกลาหลนั้นมีพลังในการต่อสู้ที่เกือบจะเทียบเท่ากับ
ขอบเขตโกลาหลแล้ว แต่ในความเป็นจริงแล้วขอบเขตของมันนั้นยังคงอยู่ใน
ขอบเขตปกครองขั้นสูงสุดอยู่
เพียงแต่ด้วยสายเลือดแห่งกาลเวลาที่อยู่ในร่างนั้น ทำให้มันมีความ
สามารถในการ ‘ทำนาย’ ได้
ความสามารถในการ ‘ทำนาย’ ที่ว่านี้ ไม่สามารถเทียบได้กับการ
สังเกตการณ์เส้นเวลาที่เกี่ยวข้องกับตนเองของชีวิตแห่งกาลเวลาในระดับ 13
นั้
แต่ทำได้เพียงแค่สามารถรับรู้ได้ถึงวิกฤตการณ์ ส่วนวิกฤตการณ์นั้นคือ
อะไร จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และมาจากที่ไหน
กลับไม่สามารถรับรู้ได้
แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น
ความสามารถนี้ก็ยังคงแปลกประหลาดมาก
และช่วยเหลือผู้ยิ่งใหญ่กู่หมิงจากการเผชิญหน้ากับปัญหามากมาย
“ไม่ได้การแล้ว ต้องรีบไปบอกกู่หมิงแล้ว”
มังกรอสูรแห่งความโกลาหลครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง รูปร่างเริ่มหดเล็กลง และ
กลายเป็นขนาด 10 เมตร
จากนั้นก็พุ่งไปยังส่วนลึกของทวีปโกลาหล
ส่วนลึกที่สุดใต้ดิน
ร่างที่สูงใหญ่และแข็งแรงนั่งอยู่ที่นั่น มีพลังแห่งความโกลาหลล้อมรอบ
และในระหว่างที่หายใจนั้น ก็มีพลังแห่งความโกลาหลจำนวนมากเข้าออก ร่าง
นี้ถึงแม้ว่าจะมีขนาดแค่ 20 กว่าเมตร แต่ก็เหมือนกับมีจักรวาลซ่อนอยู่ภายใน
“กู่หมิง กู่หมิง”
ในขณะนั้นเอง มังกรอสูรแห่งความโกลาหลก็มาถึงที่นี่ และเรียกออกมา
อย่างต่อเนื่อง
“หืม?”
หลังจากนั้นไม่นานร่างที่สูงใหญ่และแข็งแรงของผู้ยิ่งใหญ่กู่หมิงก็เปิดตา
ขึ้น และมองไปยังคู่หูของตนเองด้วยความสงสัย
ถึงแม้ว่าภายนอกจะคิดว่ามังกรอสูรแห่งความโกลาหลนั้นยอมจำนนต่อผู้
ยิ่งใหญ่กู่หมิงแล้ว แต่ในความเป็นจริงแล้วทั้งสองนั้นมีสถานะที่เท่าเทียมกัน ไม่
ได้เป็นความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านายกับผู้รับใช้
“ข้ารู้สึกได้ถึงวิกฤตการณ์ เป็นวิกฤตการณ์ที่ยิ่งใหญ่มาก”
มังกรอสูรแห่งความโกลาหลก็รีบบอกถึงวิกฤตการณ์ที่ตนเอง ‘ทำนาย’ ได้
“วิกฤตการณ์?”
ผู้ยิ่งใหญ่กู่หมิงรู้สึกตกใจเล็กน้อย
โดยปกติแล้ววิกฤตการณ์ที่มังกรอสูรแห่งความโกลาหลรับรู้นั้นจะเกิดขึ้น
ภายใน 100,000 ปี
แต่ใน 100,000 ปีนี้ เขาไม่มีความคิดที่จะออกจากทวีปโกลาหลและไม่ได้มี
ความคิดที่จะให้มังกรอสูรแห่งความโกลาหลจากไปด้วย
หมายความว่า ทั้งสองคนจะต้องอยู่ในทวีปโกลาหลภายใน 100,000 ปี
แต่ตอนนี้กลับต้องเจอกับวิกฤตการณ์?
ทวีปโกลาหลนี้ถูกสร้างขึ้นโดยผู้ยิ่งใหญ่กู่หมิง ไม่ต่างอะไรกับสถานที่ใน
การบ่มเพาะ และเมื่อหลบซ่อนอยู่ที่นี่ ต่อให้มีผู้ที่อยู่ใน
ขอบเขตโกลาหลในระดับเดียวกันมาหลายคน ก็ทำอะไรไม่ได้ ยิ่งไม่ต้อง
พูดถึงความแข็งแกร่งของผู้ยิ่งใหญ่กู่หมิงที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว
ยิ่งเมื่อรวมกับมังกรอสูรแห่งความโกลาหลที่เกือบจะเทียบเท่ากับขอบเขต
โกลาหลแล้วล่ะ?
แล้วยังจะต้องมาเจอกับวิกฤตการณ์อีกหรือ?
ความคิดของผู้ยิ่งใหญ่กู่หมิงหมุนวนไปมาอย่างรวดเร็ว
เขาเชื่อใจในคู่หูของตนเองมาก และไม่คิดว่าความสามารถในการ ‘ทำนาย’
นั้นจะเกิดปัญหา
ที่
นั้
ที่
ในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลที่กว้างใหญ่ไพศาลนั้นวิกฤตการณ์ที่
สามารถคุกคามผู้ที่อยู่ในขอบเขตโกลาหลได้นั้น มีเหลือน้อยมาก ยิ่งไม่ต้องพูด
ถึงการที่ผู้ที่อยู่ในขอบเขตโกลาหลหลบซ่อนอยู่ในรังของตนเอง
“เรื่องนี้ไม่ต้องรีบร้อน”
“อย่างน้อยก็ยังมีเวลาในการรับมือ”
ผู้ยิ่งใหญ่กู่หมิงตกอยู่ในความคิด
วิกฤตการณ์ที่มังกรอสูรแห่งความโกลาหลทำนายได้นั้น ส่วนใหญ่จะเกิด
ขึ้นในช่วง 10,000 ปีถึง 100,000 ปี
ส่วนภายใน 10,000 ปีล่ะ?
หรือภายใน 1000 ปี 100 ปี หรือ 10 ปีล่ะ?
น้อยมากๆ
หากวิกฤตการณ์มาถึงเร็วขนาดนั้น พวกเขาก็ไม่มีประโยชน์ทีจะต้องเตรี
ยมตัวแล้ว
“วิกฤตการณ์ระดับใด?”
ผู้ยิ่งใหญ่กู่หมิงถามอีกครั้ง
คำถามนี้สำคัญมาก หากเป็นสถานการณ์ที่ถึงชีวิตหรือความตาย ผู้ยิ่งใหญ่
กู่หมิงย่อมต้องรีบพาข้าวของทั้งหมดหนีไปในทันที
ส่วนเรื่องทวีปโกลาหล?
และเหล่าชีวิตที่แข็งแกร่งที่อยู่ในทวีปโกลาหลนั้น?
เมื่อเกี่ยวข้องกับชีวิตของตนเองแล้ว ผู้ยิ่งใหญ่กู่หมิงก็ไม่สามารถสนใจ
อะไรได้มากแล้ว
ที่
“ไม่ใช่สถานการณ์ที่ถึงชีวิตหรือความตาย แต่ข้ารู้สึกว่า อย่างน้อยข้าก็มี
โอกาสที่จะได้รับบาดเจ็บสาหัสได้”
มังกรอสูรแห่งความโกลาหลลังเลอยู่ครู่หนึ่ง และกล่าวออกมาด้วยเสียงต่ำ
“ไม่ใช่สถานการณ์ที่ถึงชีวิตหรือความตาย?”
ผู้ยิ่งใหญ่กู่หมิงตั้งสติ แค่ไม่ใช่สถานการณ์ที่ถึงชีวิตหรือความตายก็พอ
ถ้าไม่ใช่สถานการณ์ที่ถึงชีวิตหรือความตาย เขาก็จะไม่หนีไปไหน
หากไม่จำเป็นจริงๆ แล้ว เขาก็ไม่อยากที่จะทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างและหนีไป
ทวีปโกลาหลแห่งนี้ เขาได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปมากมาย และเหล่าชีวิต
มากมายในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลที่อยู่รอบๆ นั้นก็ใช้สถานที่แห่งนี้
ในการซื้อขายแลกเปลี่ยน และผลกำไรมากมายทีเกิดขึ้นในทุกๆ วัน ทำให้ผู้ยิ่ง
ใหญ่กู่หมิงรู้สึกเสียดาย
“ข้าจะติดต่อเพื่อนของข้าในตอนนี้ และดูว่าในพื้นที่ของความว่างเปล่า
แห่งความโกลาหลนี้ มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นหรือไม่”
ผู้ยิ่งใหญ่กู่หมิงก็เริ่มที่จะติดต่อกับเพื่อนของตนเองในทันที
คนที่สามารถเป็นเพื่อนของผู้ยิ่งใหญ่กู่หมิงได้นั้น ล้วนเป็นผู้ที่อยู่ใน
ขอบเขตโกลาหล และมีความสามารถในการรับรู้ข่าวสารได้ดีมาก
และการกำเนิดของวิกฤตการณ์นั้น ส่วนใหญ่ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นจากที่ใด
แต่จะมีลางบอกเหตุบางอย่าง
ตราบใดที่มีข้อมูลมากพอ ก็สามารถคาดการณ์ถึงที่มาของวิกฤตการณ์ได้
และสามารถรับมือกับวิกฤตการณ์ได้อย่างไร
ในโลกเสมือนจริง
ร่างของหลินหยวนปรากฏขึ้นมา
สี่
“เสี่ยวหยวน”
พ่อและแม่ของเขารอคอยมานานแล้ว น้องสาวหลินอีก็มานั่งรออยู่ และ
เมื่อเห็นหลินหยวนก็อดไม่ได้ที่จะลุกขึ้น
“ข่าวลือเหล่านั้นเป็นเรื่องจริงเหรอ?”
แม่ลู่ฉงถามด้วยเสียงต่ำ
ข่าวลือเรื่องที่เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกโจมตีบรรพบุรุษของเผ่า
พันธุ์ปีกสวรรค์จนต้องล่าถอยนั้น แพร่กระจายไปทั่วดินแดนของอารยธรรม
มนุษย์แล้ว
ในตอนแรกหลินโส่วเฉิงและลู่ฉงคิดว่าเป็นแค่ข่าวลือ ลูกชายของพวกเขา
เก่งก็จริง
แต่จะไปโจมตีผู้แข็งแกร่งสูงสุดอย่างบรรพบุรุษของเผ่าพันธุ์ปีกสวรรค์ที่
เทียบเท่ากับผู้แข็งแกร่งสูงสุดนั้น?
ก็เหมือนกับเรื่องที่พูดกันเล่นๆ
แต่ข่าวลือกลับยิ่งแพร่กระจายมากยิ่งขึ้น และเครือข่ายของโลกเสมือนจริง
ก็ไม่ได้ออกมาปฏิเสธข่าวนี้
และเมื่อรวมกับข้อมูลที่ชัดเจนมากขึ้นที่หลินอีได้รับมาจากทางตระกูลเซี่ย
แล้ว ก็ทำให้หลินโส่วเฉิงและลู่ฉงรับรู้ได้ว่า
ข่าวลือเหล่านี้อาจจะเป็นเรื่องจริง?
“พี่ชาย พี่โจมตีบรรพบุรุษของเผ่าพันธุ์ปีกสวรรค์จนต้องล่าถอยจริงๆเหรอ
คะ?”
น้องสาวหลินอีก็อดไม่ได้ที่จะพูดออกมา
เพราะเรื่องนี้ทำให้ผู้นำตระกูลเซี่ยในปัจจุบันต้องลงจากตำแหน่งและใน
ตอนนี้ผู้นำตระกูลเซี่ยคนปัจจุบันก็คือสามีของเธอ
“ไม่สามารถเรียกว่าโจมตีจนต้องล่าถอยได้”
หลินหยวนกล่าวพร้อมกับส่ายหน้า
ถ้าไม่นับเรื่องปัจจัยของแม่น้ำแห่งกาลเวลาแล้ว ในความเป็นจริงหลิน
หยวนก็ทำอะไรบรรพบุรุษของเผ่าพันธุ์ปีกสวรรค์ไม่ได้
ถึงแม้ว่าจะใช้ทุกสิ่งทุกอย่างที่มี และใช้พลังแห่ง ‘โลก’ หรือ ‘ฉีกฟ้า’ ก็ทำได้
แค่ทำให้บรรพบุรุษของเผ่าพันธุ์ปีกสวรรค์รู้สึกปวดหัว
เมื่อมีความแตกต่างของความเข้าใจในกฎแห่งการรวมกาลอวกาศแล้ว อีก
ฝ่ายก็ไม่สามารถล็อคตำแหน่งของหลินหยวนได้ และทำได้เพียงแค่ถูกโจมตี
ฝ่ายเดียว
ในความคิดของหลินหยวน การที่จะเรียกว่าโจมตีจนต้องล่าถอยนั้น ก็คือ
การที่สามารถโจมตีอีกฝ่ายได้อย่างแท้จริง ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อาศัยความเข้าใจ
ในกฎแห่งการรวมกาลอวกาศ ก็ยังสามารถโจมตีบรรพบุรุษของเผ่าพันธุ์ปีก
สวรรค์ได้ นั่นถึงจะเรียกว่าโจมตีจนต้องล่าถอย
“ไม่สามารถเรียกว่าโจมตีจนต้องล่าถอยได้”
หลินอีรู้สึกขนลุก
นั่นก็หมายความว่า มีการต่อสู้กับผู้แข็งแกร่งสูงสุดอย่างเผ่าพันธุ์ปีกสวรรค์
จริงๆงั้นเหรอ?
ภายใต้ห้วงอวกาศที่ลึกล้ำ
ร่างที่ตั้งตระหง่านกว่าสิบร่างได้มารวมตัวกันที่นี่
ถ้าจะบอกว่าเมื่อ 100 ปีก่อน การล้อมสังหารเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้าง
เผือกนั้น เป็นเพียงแค่เหล่าเผ่าพันธุ์ระดับสูงสุดส่งผู้แข็งแกร่งระดับ 12 มาแค่
คนเดียว
แต่ในตอนนี้ในห้วงอวกาศนั้น นอกจากผู้แข็งแกร่งสูงสุดทั้ง 9 คนของ
อารยธรรมมนุษย์แล้ว ผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ทั้งหมดก็ได้มารวมตัวกันอยู่ที่นี่
มื่
ุ
ผู้
ยู่
เมื่อ 100 ปีก่อน ในสายตาของผู้แข็งแกร่งระดับ 12 แล้ว เจ้าแห่งเขต
ดาวฤกษ์ทางช้างเผือกเป็นเพียงแค่เด็กน้อยที่รับมือยาก
แต่ในตอนนี้ได้กลายเป็นคนที่อยู่ในระดับเดียวกับพวกเขาแล้วและแตก
ต่างจากผู้แข็งแกร่งระดับ 12 คนอื่นๆ คือเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกยัง
คงมีศักยภาพในการที่จะพัฒนาขึ้นไปได้อีกมาก
เพียงแค่ก้าวเข้าสู่ระดับสูงสุด ก็สามารถเปลี่ยนแปลงพลังได้อีกครั้ง
“จะทำอย่างไรกันต่อไป?”
“จะหยุดยั้งเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกได้อย่างไร?”
มีผู้แข็งแกร่งระดับ 12 คนหนึ่งกล่าวออกมา และในตอนนี้พวกเขาไม่ได้มี
ความคิดที่จะทำร้ายเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกเพราะทำไม่ได้แล้ว
“ว่านฮว่าได้ไปติดต่อกับเหล่าผู้แข็งแกร่งสูงสุดทั้งสองของเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติ
แล้ว”
“หากสามารถโน้มน้าวพวกเขาได้ พวกเราก็อาจจะยังสามารถทีจะต่อต้าน
เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกได้”
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดของเผ่าพันธุ์ผู้ถูกจองจำกล่าวออกมาอย่างช้าๆ
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดทั้งสองของเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติ ล้วนอยู่ในขอบเขตบุกเบิก
วิถีขั้นสูงสุด หากพวกเขาต้องการที่จะลงมือกับอารยธรรมมนุษย์ และจัดการ
กับเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกเรื่องราวก็อาจจะไม่เลวร้ายอย่างที่คิด
ถึงแม้ว่าเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกจะมีความสามารถในขอบเขต
บุกเบิกวิถีขั้นสูงสุดหลังจากที่ก้าวเข้าสู่ระดับ 12 แล้ว แต่เมื่อเผชิญหน้ากับผู้ที่
อยู่ในขอบเขตบุกเบิกวิถีขั้นสูงสุดทั้งสองของ
เผ่าพันธุ์ภัยพิบัติแล้ว ถึงแม้ว่าผู้ที่อยู่ในขอบเขตบุกเบิกวิถีขั้นสูงสุดทั้งสอง
จะไม่สามารถที่จะลงมือได้อย่างเต็มที่
แต่ก็จะยังคงมีความเกรงใจอยู่บ้าง
มื่
ยู่
และเมื่อรวมกับพวกเขากว่าสิบคนแล้ว ในทางทฤษฎีแล้ว อารยธรรม
มนุษย์ก็ยังคงมีศัตรูในอนาคต และไม่สามารถครองอำนาจได้อย่างสมบูรณ์
แน่นอนว่า
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม การที่อารยธรรมมนุษย์ได้กลายเป็นเผ่าพันธุ์ที่
แข็งแกร่งที่สุดในจักรวาล และอยู่เหนือเผ่าพันธุ์โจวและเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติใน
อดีตนั้น ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว เหล่าเผ่าพันธุ์ระดับสูงสุดที่เคยต่อสู้กับ
อารยธรรมมนุษย์ ก็ทำได้เพียงแค่รวมตัวกันเพื่อที่จะเผชิญหน้ากับอารยธรรม
มนุษย์ต่อไป
“ใช่แล้ว ยังมีผู้แข็งแกร่งสูงสุดของเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติ”
เหล่าผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ในที่นั้นรู้สึกสดชื่นขึ้นมาเล็กน้อย
เผ่าพันธุ์ภัยพิบัติที่เป็น 1 ใน 12 เผ่าพันธุ์ระดับสูงสุดของจักรวาลก็คงจะ
ไม่ปล่อยให้อารยธรรมมนุษย์ขยายอำนาจอย่างตามใจชอบมิฉะนั้นย่อมต้องส่ง
ผลกระทบต่อการพัฒนาของเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติเองด้วย
ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้ผู้แข็งแกร่งสูงสุดของเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติจะถอนตัวจาก
การล้อมสังหารเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกไปแล้ว แต่ในความคิดของผู้
แข็งแกร่งระดับ 12 แล้ว ก็คงจะเป็นเพราะเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติไม่สนใจที่จะจัดการ
กับชีวิตในระดับ 11
แต่ในตอนนี้สถานการณ์นั้นแตกต่างไปแล้ว หากเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติยังไม่
ลงมือทำอะไร ในอนาคตย่อมต้องถูกอารยธรรมมนุษย์กดขี่เช่นกัน
เมื่อมองในอีกมุมหนึ่งแล้ว ในตอนนี้เหล่าเผ่าพันธุ์ระดับสูงสุดอย่างเผ่า
พันธุ์ปีกสวรรค์ เผ่าพันธุ์แมลง และเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติ ก็ล้วนแต่ยืนอยู่บนแนวรบ
เดียวกัน และต่อต้านการขยายอำนาจของอารยธรรมมนุษย์
ในระหว่างที่เหล่าผู้แข็งแกร่งระดับ 12 กำลังรออยู่นั้น
ร่างของจักรพรรดินีแมลงว่านฮว่า ก็ปรากฏขึ้นมา เห็นได้ชัดว่าได้กลับมา
จากดินแดนของเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติแล้ว
ทั้
“ว่านฮว่า เป็นอย่างไรบ้าง? เหล่าผู้แข็งแกร่งสูงสุดทั้งสองของเผ่าพันธุ์ภัย
พิบัติว่าอย่างไรบ้าง?”
“หากมีเงื่อนไขอะไร ก็สามารถพูดออกมาได้ พวกเราจะพยายามทำให้ได้
มากที่สุด”
เหล่าผู้แข็งแกร่งระดับ 12 แต่ละคนก็รีบถามออกมา
“ว่านฮว่า เป็นอย่างไรบ้าง?”
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดของเผ่าพันธุ์ผู้ถูกจองจำก็ถามออกมาเช่นกัน
จักรพรรดินีแมลงว่านฮว่า มองไปยังสายตาที่คาดหวังของเหล่าผู้แข็งแกร่ง
ระดับ 12 และตกอยู่ในความเงียบไป