สวรรค์บันดาล: ข้าพเจ้าสร้างวิถี - บทที่ 522 ตะวันโชติช่วง
…………
สรุปแล้ว มหาปราชญ์กู่หมิง ขอแก้เป็น ผู้ยิ่งใหญ่กู่หมิงนะครับเพราะว่าผู้
ยิ่งใหญ่เก่งกว่ามหาปราชญ์
………..
“โลกต้นกำเนิด”
หลินหยวนมีสีหน้าที่จริงจัง มองไปยังพิกัดของโลกต้นกำเนิดทีอยู่ในส่วน
ลึกของประตูสู่ภพหมื่น
“ในตอนนี้การเดินทางข้ามมิติของเราไม่จำเป็นต้องใช้พลังต้นกำเนิด
ทำลายขอบเขตเพิ่มเติมแล้ว”
หลินหยวนคิดในใจ ตั้งแต่ที่ก้าวเข้าสู่ระดับ 12 แล้ว สาระสำคัญของชีวิต
ได้รับการยกระดับ ไม่เพียงแต่การข้ามมิติไปยังโลกที่เคยเดินทางไปแล้วจะไม่
ต้องใช้พลังต้นกำเนิดทำลายขอบเขต
แม้แต่โลกที่ยังไม่เคยเดินทางไป ก็ไม่จำเป็นต้องใช้พลังต้นกำเนิดทำลาย
ขอบเขตเช่นกัน
เพียงแค่มีพิกัดของโลกที่ถูกต้องก็เพียงพอ
“ดูเหมือนว่าการเดินทางในอดีต การใช้พลังต้นกำเนิดทำลายขอบเขตนั้นก็
เพื่อที่จะปกป้องจิตสำนึกที่แท้จริงของเรา?”
หลินหยวนคาดเดา
หลังจากที่กลายเป็นระดับ 12 แล้ว สาระสำคัญของชีวิตก็แข็งแกร่งเพียง
พอ และจิตสำนึกที่แท้ก็เช่นกัน ไม่จำเป็นต้องให้ประตูสู่ภพหมื่นปกป้องเพิ่ม
เติม จึงช่วยประหยัดพลังต้นกำเนิดทำลายขอบเขตไปได้ส่วนหนึ่ง
ที่
ที่
“ยังคงเลือกที่จะข้ามมิติด้วยจิตสำนึกที่แท้จริง”
หลินหยวนคิดในใจ
การเดินทางด้วยจิตสำนึกที่แท้จริงนั้น ข้อเสียเพียงอย่างเดียวก็คือมีช่วง
เวลาที่อ่อนแอ
แต่ข้อเสียนี้เมื่อหลินหยวนก้าวเข้าสู่ระดับ 12 แล้ว โดยพื้นฐานแล้วก็ได้รับ
การชดเชย
เมื่อเผชิญกับช่วงเวลาที่อ่อนแอ?
อย่างมากก็แค่กลับไปยังประตูสู่ภพหมื่น และทำการเดินทางครั้งต่อไป
อย่างไรก็ตามก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายพลังต้นกำเนิดทำลายขอบเขต
แต่ในตอนนี้หลินหยวนสามารถใช้พลังต้นกำเนิดทำลายขอบเขต ถึงแม้ว่า
จะพบกับอันตรายบางอย่างในช่วงเวลาที่อ่อนแอก็สามารถที่จะต้านทานได้
อันตรายเล็กน้อยก็หลีกเลี่ยงโดยอาศัยพลังต้นกำเนิดทำลายขอบเขต
อันตรายยิ่งใหญ่ก็ไม่จำเป็นต้องต้านทาน ยอมแพ้โดยตรง และเริ่มการเดิน
ทางครั้งต่อไป
ส่วนร่างจริง?
ก็ประจำการอยู่ในจักรวาล ที่นี่ปลอดภัยอย่างไม่ต้องสงสัย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่อยู่ในดินแดนลับ’เซียนฮวง’ ถึงแม้ว่า
จักรวาลจะล่มสลาย หลินหยวนก็สามารถที่จะเพิกเฉยได้
“เริ่มเลย”
หลินหยวนแบ่งจิตสำนึกที่แท้จริงออกมาส่วนหนึ่งในทันที และไหลเข้าไป
ในประตูสู่ภพหมื่น
หลังจากระดับ 12 แล้ว หลินหยวนทำการข้ามมิติโดยไม่จำเป็นต้องใช้
จิตสำนึกที่แท้จริงทั้งหมด แค่บางส่วนก็เพียงพอ นี่ก็หมายความว่าร่างกายใน
โลกที่เดินทางไปกับร่างกายในห้วงอวกาศสามารถที่จะกระทำทุกๆอย่างไป
พร้อมๆ กันได้
นอกจากนี้ยังมีร่างแยกมากมายที่สามารถใช้ได้
“หืม?”
“จิตสำนึกที่แท้จริงเกือบหนึ่งในสาม?”
หลินหยวนมองไปยังประตูสู่ภพหมื่น ในตอนนี้จิตสำนึกที่แท้จริงส่วนน้อย
ของเขาไหลเข้าไปในประตูสู่ภพหมื่น ลงไปยังโลกต้นกำเนิดนั้น และเตรียมที่จะ
หลอมรวม
อย่างเลือนลาง
จิตสำนึกที่หลับใหลของหลินหยวนเริ่มที่จะตื่นขึ้น
“นายน้อย ท่านอย่าตายนะ ได้โปรดอย่าตาย ท่านจะต้องไม่ตาย … เป็น
ความผิดของข้าเอง! ถ้าหากข้าไม่ประมาทออกไป ท่านก็คงไม่ต้องเป็นเช่นนี้…”
“ตระกูลตงหยาง! หากนายน้อยเป็นอะไรไปจริง ๆ แม้ว่านายท่านและฮู
หยินจะอดทนได้ แต่ข้าจะไม่มีวันปล่อยพวกเจ้าไปแน่!”
“ใกล้ถึงแล้ว… อีกไม่นานก็จะถึงบ้านแล้ว! ขอเพียงแค่ถึงบ้านนายน้อยต้อง
รอดแน่!”
จิตสำนึกของหลินหยวนรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายการเปลี่ยนแปลงของกาล
อวกาศภายนอกอย่างเลือนราง เห็นได้ชัดว่ามีคนพาเขาทำการเดินทางและ
เคลื่อนย้ายในพื้นที่ขนาดใหญ่
“ดินแดนชิงเฟิน แห่งเขตชิงเฝิน อย่างนั้นเหรอ? ชิงเฝินโหวเป็นผู้แข็งแกร่ง
ระดับอำนาจสูงสุด หนึ่งในขุนนางแห่งอาณาจักรโบราณเลี่ยหยาง(ดวงอาทิตย์
อันร้อนแรง) พลังอำนาจน่าเกรงขาม ส่วนเรานั้นคือศิษย์ที่มีพรสวรรค์ที่สุดของ
พื่
ตระกูลหยู แข่งขันกับตระกูลตงหยางเพื่อแย่งชิงตำแหน่งศิษย์ของชิงเฝินโหว
ตระกูลตงหยางเพื่อที่จะ
ได้เข้าร่วมกับชิงเฝินโหว จึงฉวยโอกาสลอบโจมตีเราในขณะที่เราออกไป
ข้างนอก ลอบสังหารเราในความมืด”
หลินหยวนรับความทรงจำมากมายในสมองอย่างรวดเร็ว และเข้าใจ
สถานการณ์ของตนเองในตอนนี้
ไม่ว่าจะเป็นตระกูลหยูหรือตระกูลตงหยาง ก็เป็นเพียงแค่ตระกูลชั้นสอง
ของดินแดนชิงเฟิน หากสามารถมีความสัมพันธ์กับชิงเฝินโหวได้ อย่างน้อยก็มี
โอกาสที่จะเลื่อนขั้นไปเป็นตระกูลชั้นหนึ่ง
และตระกูลชั้นหนึ่ง หมายถึงทรัพยากรและสถานะมากมาย
“ตงหยางเมิ่ง”
ความคิดของหลินหยวนได้ฉายร่างที่งดงามออกมา
ตระกูลหยูและตระกูลตงหยางแข่งขันกันเพื่อแย่งชิงตำแหน่งศิษย์ของชิง
เฝินโหว คนที่มีโอกาสมากที่สุดของตระกูลหยูก็คือร่างเดิมส่วนตระกูลตงหยาง
ก็คือตงหยางเมิ่ง
ที่จริงแล้วร่างเดิมกับตงหยางเมิ่งมีความสัมพันธ์ที่ดี ร่างเดิมถึงกับหลงใหล
ในตงหยางเมิ่ง
ในช่วงเวลาที่ทั้งสองตระกูลกำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือดที่สุดตามหลักแล้ว
ร่างเดิมควรที่จะหลบอยู่ในตระกูล เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องไม่คาดฝัน
แต่ตงหยางเมิ่งได้ติดต่อเขา ต้องการที่จะพบ และกล่าวว่ามีวิธีการที่จะ
ผ่อนคลายความสัมพันธ์ของทั้งสองตระกูล และแก้ไขสถานการณ์ที่ตึงเครียด
ของตระกูลหยูและตระกูลตงหยางในตอนนี้
“ที่แท้ วิธีการของเจ้าก็คือการจัดการข้า?”
ความคิดของหลินหยวนได้ฉายความคิดสุดท้ายที่ผุดขึ้นมาของร่างเดิม
ที่
มิ่
ที่
ทั้
สิ้
ุ
ุ
หลังจากที่รู้ว่าตงหยางเมิ่งต้องการที่จะพบ ร่างเดิมก็ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
แอบออกจากตระกูลอย่างเงียบๆ นำคนรับใช้เก่ามาเพียงคนเดียว
จากนั้นก็ได้พบกับตงหยางเมิ่ง และเพื่อไม่ให้การสนทนาของทั้งสองคน
แพร่ออกไป จึงได้ไล่คนรับใช้เก่าออกไป
อย่างไรก็ตาม สิ่งสุดท้ายที่รอร่างเดิมอยู่ก็คือผู้ที่แข็งแกร่งของตระกูลตง
หยางที่ซุ่มโจมตีอยู่ด้านข้าง
หากไม่ใช่เพราะร่างเดิมมีวิธีการรักษาชีวิตมากมาย และคนรับใช้เก่าได้
รู้สึกถึงความผิดปกติ และรีบกลับมาอย่างรวดเร็ว คาดว่าก็คงจะตายไปแล้ว
“ร่างกายและจิตวิญญาณของเรา”
หลินหยวนรับรู้ถึงสถานะของตนเองในปัจจุบัน
ในตอนนี้ร่างกายและจิตวิญญาณของเขากำลังถูกพลังแห่งความมืดกัดกิน
กำลังอ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว
แต่ในส่วนลึกของร่างกายและจิตวิญญาณนั้น ยังคงมีพลังแห่งชีวิตคอย
ปกป้องอยู่ แต่เห็นได้ชัดว่าฝ่ายหลังนั้นกำลังพ่ายแพ้
หากไม่มีเรื่องผิดพลาด อีกไม่เกินห้าลมหายใจ ร่างกายและจิตวิญญาณ
ของร่างเดิมย่อมต้องตายไปอย่างสมบูรณ์
“จะทำยังไงดี?”
หลินหยวนรู้สึกจนปัญญาในใจ
เพิ่งจะจุติจิตสำนึกลงมา เขาไม่ได้เตรียมการอะไรเลย ไม่มีทางทีจะ
ต้านทานพลังแห่งความมืดที่กำลังกัดกินอย่างต่อเนื่อง
ส่วนจิตใจ?
จิตใจก็ต้องการร่างกายและจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งเพียงพอในการรองรับ
จึงจะสามารถแสดงพลังออกมาได้ และจิตใจก็ไม่สามารถต้านทานพลังแห่ง
ที่
ความมืดที่กัดกินได้โดยตรง
“ในตอนนี้”
หลินหยวนคิดในใจ
ในตอนนี้เขามีทางเลือกสองทาง
หนึ่งคือยอมแพ้โดยตรง จิตสำนึกที่ลงมานี้กลับไปยังร่างจริง
แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ เท่ากับว่าสูญเสียโอกาสในการเดินทางในครั้งนี้ ถึงแม้ว่า
หลินหยวนจะเดินทางไปยังโลกต้นกำเนิดโดยไม่จำเป็นต้องใช้พลังต้นกำเนิด
ทำลายขอบเขต แต่ก็มี ‘ช่วงเวลาพัก’
ในทุกๆ 333 ปี ถึงจะสามารถข้ามมิติมาได้หนึ่งครั้ง
ยอมแพ้ในโอกาสครั้งนี้ ระยะเวลาที่หลินหยวนข้ามมิติมาในครั้งต่อไป ก็
คืออีก 333 ปีต่อมา
และทางเลือกที่สองก็คือการใช้พลังต้นกำเนิดทำลายขอบเขตต้านทาน
พลังแห่งความมืดนั้น
หลินหยวนไม่จำเป็นต้องกำจัดพลังแห่งความมืดนี้อย่างสมบูรณ์เพียงแค่
ทำให้ตนเองมีชีวิตรอดจนกว่าจะกลับไปยังตระกูลหยู ในเวลานั้นก็จะมีผู้ที่
แข็งแกร่งของตระกูลหยูลงมือช่วยเหลือ
“ต้านทานพลังแห่งความมืดนี้เอาไว้ชั่วคราว จะต้องใช้พลังต้นกำเนิด
ทำลายขอบเขต 100 สาย”
ในชั่วพริบตา ความคิดของหลินหยวนก็หมุนไปอย่างรวดเร็วและเริ่มที่จะ
ชั่งน้ำหนัก
“ช่างเถอะ สถานะของการจุติลงมาในการข้ามมิติครั้งนี้ไม่เลวอย่างน้อยใน
ช่วงแรกก็ไม่ต้องกังวลเรื่องทรัพยากรในการฝึกฝน”
หลินหยวนลังเลเพียงแค่หนึ่งลมหายใจ ในใจก็ตัดสินใจ
ที่
ที่
ที่
ศิษย์ที่โดดเด่นที่สุดของตระกูลหยู พ่อและแม่ก็เป็นผู้ที่มีอำนาจสูงในตระ
กูลหยู สถานะเริ่มต้นเช่นนี้นั้นหายากเป็นอย่างมาก
สามารถทำให้หลินหยวนในช่วงแรกลดการเดินอ้อมไปได้มากมาย
ตระกูลชั้นสองของดินแดนชิงเฟิน ถึงแม้ว่าจะไม่ถือว่าเป็นชนชั้นสูง แต่ก็
ประจำการอยู่ในพื้นที่หนึ่ง และมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะทำให้หลินหยวนทุ่มเท
“ก็แค่พลังต้นกำเนิดทำลายขอบเขต 100 สายเท่านั้นเอง”
หลินหยวนคิดในใจ พลังที่มองไม่เห็นก็เริ่มที่จะปรากฏขึ้นในร่างกาย พลัง
นี้ได้กดดันและชะลอพลังแห่งความมืดที่กัดกินอย่างรวดเร็ว ทำให้ความเร็วใน
การกัดกินช้าลง เวลาที่หลินหยวนจะมีชีวิตอยู่ย่อมต้องได้รับการขยายออกไป
สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือพลังนี้จะไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ เอาไว้ในร่างกายและไม่มี
ทางที่จะถูกตรวจพบ
ฮึ่งๆๆ
กาลอวกาศบิดเบี้ยว
คนรับใช้เก่าที่มีผมสีขาวได้พาหลินหยวนมาถึงหน้าคฤหาสน์ทีสง่างาม
อย่างรวดเร็ว
“เกิดเรื่องใดขึ้น?”
ชายร่างสูงใหญ่ปรากฏตัวขึ้น มองไปยังคนรับใช้เก่าที่มีผมสีขาวและใน
ขณะเดียวกันก็สังเกตเห็นหลินหยวนที่ใกล้จะหมดลมหายใจ
“อาเหยียน”
สีหน้าของชายร่างสูงใหญ่เปลี่ยนไป ยกมือขึ้น กาลอวกาศเปลี่ยนแปลง
คนรับใช้เก่าที่มีผมสีขาวและหลินหยวนก็ได้มาถึงส่วนลึกที่สุดของคฤหาสน์
ที่นี่มีชายชรานั่งขัดสมาธิอยู่ กลิ่นอายลึกลับแผ่ซ่านออกมาในตอนนี้ก็ได้
ลืมตาขึ้นพร้อมๆ กัน มองไปยังชายร่างสูงใหญ่
“ท่านอาวุโสทุกท่าน ลูกชายของข้าต้องการความช่วยเหลือจากพวกท่าน”
ชายร่างสูงใหญ่ไม่ได้พูดอะไรมาก ในตอนนี้เขาไม่ได้ถามรายละเอียดว่า
ทำไมหลินหยวนถึงได้รับบาดเจ็บ
“นี่คือวิธีการของตระกูลตงหยาง”
“กล้าหาญจริงๆ ตระกูลตงหยางกล้าที่จะลงมือกับศิษย์ของตระกูลหยูของ
ข้า”
ชายชราที่มีกลิ่นอายลึกลับหลายคนมีสีหน้าที่ยากลำบาก ลงมือในทันที
และหยุดพลังแห่งความมืดที่กัดกินที่อยู่ในร่างกายของหลินหยวน
“โชคดี กลับมาได้ทันเวลา หากช้าไปอีกไม่กี่ลมหายใจ คงจะยุ่งยากจริงๆ”
ชายชราที่เป็นผู้นำกล่าว เขาได้มองไปยังชายร่างสูงใหญ่ และกล่าวด้วยคิ้ว
ที่ขมวด
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?”
“ท่านหัวหน้าตระกูล ท่านอาวุโสทั้งหลาย”
คนรับใช้เก่าที่มีผมสีขาวเห็นว่าหลินหยวนปลอดภัยแล้ว ก็ถอนหายใจออก
มาอย่างแรง และกล่าวถึงเรื่องที่ตงหยางเมิ่งวางแผนต่อนายน้อยของตนเอง
ออกมาในทันที
“เพื่อที่จะได้เข้าร่วมกับชิงเฝินโหว ตระกูลตงหยางถึงกับไม่เลือกวิธีการ”
ชายร่างสูงใหญ่กล่าวออกมาข้างๆ ในเวลาที่เหมาะสม
“การได้เป็นศิษย์ของชิงเฝินโหวนั้นเป็นโอกาสที่จะได้ก้าวขึ้นไปบนฟ้า ใคร
จะยอมปล่อยมือ?”
ชายชราที่เป็นผู้นำของตระกูลหยูมีสีหน้าที่ไม่พอใจเล็กน้อย
เขาไม่ได้โกรธตระกูลตงหยาง แต่กลับโกรธหยูเหยียน
ที่
ทั้
ในช่วงเวลาที่รู้ว่าทั้งสองตระกูลกำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด
กลับยังคงออกไปพบกับตงหยางเมิ่งอย่างลับๆ?
ไม่ใช่ว่าโง่หรอกหรือ?
“ท่านอาวุโสกล่าวถูกต้อง”
ชายร่างสูงใหญ่กล่าวออกมาข้างๆ ในทันที
เขาก็รู้ว่าลูกชายของตนเองมีปัญหา
ตระกูลตงหยางลอบโจมตีลูกชายของเขา?
หากหยูเหยียนฮึดสู้ อาศัยโอกาสในการที่จะพบกับตงหยางเมิ่งอย่างลับๆ
ในครั้งนี้ นำผู้ที่แข็งแกร่งมากมายของตระกูลหยูไป และโจมตีตงหยางเมิ่งกลับ
จะเป็นสถานการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร?
ในเวลานั้นเมื่อตงหยางเมิ่งตายไป ความเป็นไปได้ที่เขาหยูเหยียนจะกลาย
เป็นชิงเฝินโหวก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ตระกูลหยูสามารถทะยานขึ้นฟ้า กลาย
เป็นตระกูลชั้นหนึ่งของชิงเฟินอวี่
“ท่านอาวุโส ตอนนี้ลูกชายของข้า”
ชายร่างสูงใหญ่ถามออกมาอย่างระมัดระวัง
“ถึงแม้ว่าจะรักษาชีวิตเอาไว้ได้ แต่การที่จะฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์นั้น จะต้อง
ใช้เวลาหลายสิบปี และอีกหนึ่งปีก็จะเป็นเวลาที่จะต้องเดินทางไปยังเมืองชิง
เฟินแล้ว”
ชายชราของตระกูลหยูกล่าว ไม่สามารถที่จะฟื้นตัวได้ ก็แทบจะไม่มีความ
เป็นไปได้ที่จะต่อต้านตงหยางเมิ่งได้ เท่ากับว่าเป็นการมอบโอกาสในการที่จะ
ได้เข้าร่วมกับชิงเฝินโหว
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว”
นั้
ชายร่างสูงใหญ่ผ่อนลมหายใจออกมาเล็กน้อย และจากนั้นก็นึกอะไรออก
จึงกล่าวออกมาในทันทีว่า
“ข้าจะกลับไปสอนสั่งอาเหยียนให้ดี”
หลังจากที่พูดจบ ก็รีบพาหลินหยวนและคนรับใช้เก่าออกไป
“ในที่สุดก็ผ่านพ้นไปได้”
หลินหยวนตั้งสติ พลังต้นกำเนิดทำลายขอบเขตนั้นมหัศจรรย์จริงๆ ไม่มี
รูปร่าง ไม่มีคุณสมบัติ นอกจากหลินหยวนแล้ว คนภายนอกไม่สามารถที่จะ
ตรวจพบได้
“ผู้อาวุโสทุกคนของตระกูลหยู มีพลังในระดับ 12?”
หลินหยวนรู้สึกทึ่งในใจ ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงแค่ขอบเขตบุกเบิกวิถีใน
ระดับ 12 แต่ก็ยังคงเป็นระดับ 12
ตระกูลหยูยังเป็นเพียงแค่ตระกูลชั้นสองของดินแดนชิงเฟิน แต่กลับมี
อาวุโสในขอบเขตบุกเบิกวิถีประจำการอยู่หลายคน
แล้วตระกูลชั้นหนึ่งล่ะ?
และชิงเฝินโหวที่มองลงมายังทั้งดินแดนชิงเฟินล่ะ?
“สมกับที่ได้ชื่อว่าโลกต้นกำเนิด”
หลินหยวนคิดในใจ
ในด้านระดับของโลกนั้น โลกต้นกำเนิดไม่ได้อ่อนแอกว่าความว่างเปล่า
แห่งความโกลาหล
“ในตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการฟื้นฟูร่างกายและจิตวิญญาณที่ได้รับ
บาดเจ็บ”
หลินหยวนรวบรวมความคิด และเริ่มที่จะตรวจสอบตนเอง
ที่
ถึงแม้ว่าพลังแห่งความมืดที่กัดกินในร่างกายจะถูกกำจัดออกไปอย่าง
สมบูรณ์แล้ว แต่อาการบาดเจ็บยังคงอยู่ และอาการบาดเจ็บนียากที่จะฟื้นตัว
เป็นอย่างมาก พลังภายนอกแทบจะไม่มีผลลัพธ์อะไรทำได้เพียงแค่อาศัยพลัง
ต้นกำเนิดของตนเองในการฟื้นฟูอย่างช้าๆ
นี่ก็คือเหตุผลที่ชายชราของตระกูลหยูเชื่อว่าหลินหยวนจะต้องใช้เวลา
หลายสิบปีถึงจะสามารถฟื้นตัวได้
“หลายสิบปี?”
หลินหยวนส่ายหน้าเล็กน้อย นั่นคือหยูเหยียนที่จะต้องใช้เวลาหลายสิบปี
ในการฟื้นตัว แต่เขากลับไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานถึงเพียงนั้น
ในจักรวาล
หลินหยวนนั่งขัดสมาธิ
“ในโลกต้นกำเนิดนั้น ในที่สุดก็มั่นคงแล้ว”
รอยยิ้มได้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหลินหยวน การลงมายังโลกต้นกำเนิด
เป็นครั้งแรก เขาไม่ต้องการที่จะพ่ายแพ้กลับไป
“ในตอนนี้ก็แค่รอให้โลกต้นกำเนิดพัฒนาไปตามปกติก็พอ”
หลินหยวนคิดในใจ จากข้อมูลที่ได้รับรู้ในปัจจุบัน ระดับความยิ่งใหญ่ของ
โลกต้นกำเนิดนั้นน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาณาจักรโบ
ราณเลี่ยหยางนั้นยิ่งลึกลับและคาดเดาไม่ได้
ภายนอกทวีปแห่งความโกลาหลกู่หมิง
ร่างแยกของหลินหยวนได้ปรากฏตัวขึ้น
“ในครั้งนี้เดินทางมาได้เร็วขึ้นกว่าเดิมมาก”
หลินหยวนพยักหน้าเล็กน้อย
รั้
ที่
นั้
ในครั้งแรกที่เดินทางมาถึงทวีปแห่งความโกลาหลกู่หมิงนั้น หลินหยวน
เป็นเพียงแค่ระดับ 11 ใช้เวลาถึงสี่ถึงห้าเดือนกว่าจะเข้าใกล้
แต่ในตอนนี้ล่ะ?
ตั้งแต่ที่ออกจากจักรวาลหลักจนถึงตอนนี้ ก็ใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน
“หากเราสามารถก้าวเข้าสู่กาลอวกาศระดับ 8 ได้ คาดว่าก็คงจะใช้เวลา
เพียงไม่กี่ลมหายใจ”
หลินหยวนคิดในใจ
โดยปกติแล้วกาลอวกาศระดับ 8 เป็นความเข้าใจในกาลอวกาศของผู้ยิ่ง
ใหญ่แห่งความโกลาหล
ส่วนกาลอวกาศระดับ 9 ?
นั่นคือขอบเขตของมหาปราชญ์แห่งความโกลาหล
องค์จักรพรรดิ’เซียนฮวง’ในด้านกาลอวกาศนั้น ไปถึงกาลอวกาศระดับ 9
ขั้นสูงสุด และไร้เทียมทานในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล
“งานพันสมบัติใกล้จะเริ่มแล้ว”
หลินหยวนเดินทางไปยังทวีปแห่งความโกลาหลกู่หมิงในทันที
เขาไม่ได้ลืมเป้าหมายของการเดินทางมาในครั้งนี้ ก็เพื่อที่จะนำอาวุธ และ
สมบัติล้ำค่ามากมายมาขาย และซื้อกล่องสีทองนั้นในงานพันสมบัติ
บนกล่องสีทองนั้นมีสัญลักษณ์ของสายเลือด’เซียนฮวง’ มีเพียงแค่หลิน
หยวนเท่านั้นที่รู้ ข้างในควรจะมีสมบัติของสายเลือด’เซียนฮวง’ในตอนนั้นซ่อน
อยู่
ตัวกล่องสีทองเองนั้น แทบจะไม่สามารถที่จะถูกทำลายได้ จึงสามารถแพร่
หลายมาได้จนถึงในตอนนี้ และสมบัติที่อยู่ในกล่อง
นี้
ที่
เช่นนี้ จะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน มูลค่าที่แท้จริงจะต้องสูงกว่าผลึก
โกลาหล 30,000 ก้อนอย่างแน่นอน
“แต่ว่า”
เมื่อหลินหยวนเข้าใกล้ทวีปแห่งความโกลาหลกู่หมิงมากขึ้น ก็รู้สึกได้ถึง
ความผิดปกติอย่างเลือนรางในทันที
เมื่อเทียบกับในครั้งแรกที่เดินทางมายังภายนอกทวีปแห่งความโกลาหลกู่ห
มิงแล้ว ในตอนนี้ทวีปแห่งความโกลาหลแห่งนี้มีบรรยากาศที่ตึงเครียดมากขึ้น
อย่างเห็นได้ชัด จำนวนผู้ลาดตระเวนเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก
ตรงกลางของทวีป ภูเขาสีดำที่มีหนามแหลมทิ่มแทงฟ้า ไม่รู้ว่าหายไป
ตั้งแต่เมื่อไหร่
“เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้น?”
หลินหยวนคาดเดาในใจ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งความโกลาหลกู่หมิงมีชื่อเสียงโด่งดัง
ในพื้นที่ใกล้เคียง การที่สามารถทำให้ทวีปแห่งความโกลาหลกู่หมิง
เปลี่ยนแปลงไปได้เช่นนี้ หากเป็นการเปลี่ยนแปลงจริงย่อมต้องไม่ใช่เรื่องเล็ก
น้อย
“ความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล วิกฤตมากมาย แม้แต่ทวีปแห่งความ
โกลาหลที่มีผู้ยิ่งใหญ่แห่งความโกลาหลประจำการอยู่ ก็ไม่สามารถที่จะเรียกได้
ว่าปลอดภัยอย่างแน่นอน ภายนอกทวีปแห่งความโกลาหลในความว่างเปล่านั้น
ยิ่งอันตราย”
หลินหยวนมีรู้สึกมากมาย
เพียงแต่ทวีปแห่งความโกลาหลกู่หมิงดำรงอยู่มาหลายร้อยยุคจักรวาล ใน
ระหว่างนั้นได้ผ่านพ้นภัยพิบัติมามากมาย แต่ก็รอดพ้นมาได้ภายใต้การ
คุ้มครองของผู้ยิ่งใหญ่แห่งความโกลาหลกู่หมิง
“ไม่ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้น ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรา ตราบ
ใดที่สามารถซื้อกล่องสีทองนั้นได้ ก็สามารถจากไปได้ในทันที”
หลินหยวนคิด เดินทางมาถึงทางเข้าของทวีปแห่งความโกลาหลกู่หมิง
และเข้าไปข้างในได้อย่างราบรื่น
ในไม่ช้า
ร่างแยกทั้งสองก็รวมตัวกัน เดินทางไปยังพื้นที่ซื้อขายของเมืองหมิงชวน
วางแผนที่จะขายอาวุธ และสมบัติล้ำค่ามากมาย
เพื่อแลกเปลี่ยนเป็นผลึกโกลาหลให้เพียงพอ