สวรรค์บันดาล: ข้าพเจ้าสร้างวิถี - บทที่ 714 บุปผาสองกำเนิดหยินหยาง
ความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล
หลินหยวนนั่งขัดสมาธิอยู่ในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลทีรกร้างว่าง
เปล่าผืนหนึ่ง เบื้องหน้ามีอักขระขนาดเล็กจิ๋วทีละตัวรวมตัวกันขึ้นอย่างต่อ
เนื่อง
เส้นเวลาอันไร้รูปปรากฏในสายตาของเขา แตกแขนงออกไปสู่อนาคต
อย่างไม่หยุดยั้ง
“นี่คือความรู้สึกของสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลางั้นเหรอ? การหยั่งรู้อนาคต?”
จิตใจของหลินหยวนเปี่ยมสุข
ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาจึงปรากฏตัวและ
ลงมือน้อยครั้งนัก
เหตุผลแรกคือหายาก
ต่อให้เป็นในห้วงมิติเช่นโลกต้นกำเนิดที่มีกลิ่นอายแห่งความสมบูรณ์แบบ
สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาที่ถือกำเนิดขึ้นในท้ายที่สุดก็มีไม่มากนัก
ข้อจำกัดด้านจำนวน ทำให้สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาหาได้ยาก การลงมือหรือ
ปรากฏตัวย่อมน้อยลงโดยธรรมชาติ
เหตุผลที่สองคือ สำหรับสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาแล้ว โดยพื้นฐานไม่จำเป็น
ต้องปรากฏตัวหรือลงมือ เพียงเฝ้ามองเส้นเวลาในอนาคตทีแตกแขนงออกไปก็
เพียงพอแล้ว
เวลาส่วนใหญ่ของสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลา นอกจากการปิดด่านบ่มเพาะ
แล้ว ก็คือการเฝ้ามองเส้นเวลาในอนาคตที่มากขึ้นและห่างไกลออกไป
ที่
นอกเสียจากว่าจะมองเห็นทรัพยากรหรือโอกาสวาสนาที่มีประโยชน์ต่อ
ตนเอง มิฉะนั้นก็จะไม่ลงมือหรือปรากฏตัวอย่างไร้ความหมาย
“น่าเสียดาย ท้ายที่สุดแล้วเราก็ยังไม่ใช่สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาทีแท้จริง
เส้นเวลาที่มองเห็นได้ ไกลที่สุดก็อยู่ภายในแสนปี อีกทั้งจำนวนเส้นเวลาที่มอง
เห็นพร้อมกันก็มีไม่มากนัก”
หลินหยวนคิดในใจ
ด้วยวิถีแห่งอักขระ เขาสามารถทำสิ่งที่สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาเท่านั้นที่
ทำได้ แต่ก็ทำได้เพียงแค่เป็น ‘ฉบับที่ไม่สมบูรณ์’ เท่านั้น
กล่าวให้ถูกต้องก็คือ การที่หลินหยวนสามารถมองเห็นเส้นเวลาในอนาคต
ของตนเองได้นั้น เป็นการใช้หนทาง ‘ลัดเลาะ’
สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาปกติสามารถมองเห็นเส้นเวลาในอนาคตได้ เป็น
เพราะแก่นแท้ของชีวิตที่สูงส่งเพียงพอของตนเอง
หากเปรียบเทียบอนาคตเป็นเขาวงกต เช่นนั้นแล้วระดับทีสิ่งมีชีวิตแห่ง
กาลเวลาดำรงอยู่ก็คือการอยู่เหนือเขาวงกต สามารถมองลงมายังเขาวงกตได้
ย่อมสามารถมองเห็นเส้นทางแต่ละสายในเขาวงกตล่วงหน้าได้ ว่าเป็นทางตัน
หรือไม่? ระหว่างทางพบเจออุปสรรคใดบ้าง
ส่วนหลินหยวนเล่า? แก่นแท้ของชีวิตยังไม่บรรลุถึงระดับที่สูงพอจะมอง
ลงมายังเขาวงกตได้ เหตุผลที่สามารถมองเห็นอนาคตได้เป็นการใช้วิธีการมอง
ทะลุกำแพงเขาวงกตชั่วขณะ
หากจะกล่าวถึงการจับต้องและการรับรู้เส้นเวลาในอนาคต ย่อมไม่อาจ
เทียบกับสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาที่แท้จริงได้โดยธรรมชาติ
แต่ถึงกระนั้น หลินหยวนก็ยังคงกระตือรือร้นอย่างยิ่งที่จะเฝ้ามองเส้นเวลา
ในอนาคตทีละเส้นของตนเอง
“หืม?”
นี้
มื่
บี้
ยิ่
“เส้นเวลาเส้นนี้ ภาพในอีกสามหมื่นปีข้างหน้ามืดมัวบิดเบี้ยวอย่างยิ่ง หรือ
ว่ากำลังมีการติดต่อกับสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาตนอื่น?”
หลินหยวนคิดในใจ
ต่อให้เป็นสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาที่แท้จริง การมองดูเส้นเวลาในอนาคต
ของสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาตนอื่นในระดับเดียวกัน ก็คงจะได้รับแรงต้านทาน
อย่างมากเช่นกัน
บัดนี้หลินหยวนยังไม่นับว่าเป็นสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลา เส้นเวลาในอนาคต
ที่เขามองเห็น หากเกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาเมื่อใด ก็จะกลายเป็น
มืดมัว คลุมเครือ บิดเบี้ยวอย่างยิ่งยวด
เมื่อข้ามผ่านช่วงเวลานี้ไปแล้ว ภาพในเส้นเวลาจึงจะค่อยๆกลับมาเป็น
ปกติชัดเจนขึ้น
“ดูเหมือนว่าการอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาท่านนั้นจะเป็นไปด้วยดี”
หลินหยวนคาดเดา เฝ้ามองไปยังเส้นเวลาที่ห่างไกลออกไปอย่างต่อเนื่อง
ในไม่ช้า
เส้นเวลาในอนาคตก็มาถึงช่วงแปดหมื่นปีให้หลัง
เมื่อมาถึงจุดนี้ หลินหยวนพยายามมองต่อไปยังอนาคตทีห่างไกลออกไป ก็
เริ่มกลายเป็นเรื่องยากลำบากขึ้น
ในเส้นเวลาเส้นนี้ เวลาที่หลินหยวนก้าวเข้าสู่ระดับ 13 ถือว่าค่อนข้างช้า
เล็กน้อย ประมาณสองหมื่นปีให้หลังจึงได้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลา
และเมื่อถึงแปดหมื่นปีให้หลัง หลินหยวนที่กลายเป็นสิ่งมีชีวิตแห่งกาล
เวลาแล้ว ก็ได้เริ่มสำรวจช่องว่างระหว่างมิติอันลึกลับ นอกความว่างเปล่าแห่ง
ความโกลาหลนานแล้ว
ช่องว่างระหว่างมิติ คืออาณาเขตระหว่างห้วงมิติอันกว้างใหญ่ไพศาลทีละ
แห่ง ที่นี่เต็มไปด้วยภยันตราย มีเพียงสิ่งมีชีวิตปัจเจกขนาดใหญ่อย่างสิ่งมีชีวิต
นั้
ที่
แห่งกาลเวลาเท่านั้น จึงจะมีคุณสมบัติพอที่จะท่องไปได้
ต่ำกว่าสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลา สิ่งมีชีวิตพื้นเมืองในช่องว่างระหว่างมิติอาจ
จะมีพลังป้องกันตัวอยู่บ้างเล็กน้อย
ส่วนสิ่งมีชีวิตที่บ่มเพาะขึ้นภายในห้วงมิตินั้น โดยทั่วไปแล้วไม่อาจมีชีวิต
อยู่ในช่องว่างระหว่างมิติได้นานนัก เพราะสภาพแวดล้อมของช่องว่างระหว่าง
มิตินั้นเลวร้ายเกินไปจริงๆ
ปีที่แปดหมื่นแปดพัน หลินหยวนผู้กำลังสำรวจช่องว่างระหว่างมิติอัน
ลึกลับ ได้ค้นพบบุปผาประหลาดชนิดหนึ่ง ณ ตำแหน่งทีห่างไกลแห่งหนึ่ง ซึ่งมี
ทั้งพลังหยินและหยาง และยังหลอมรวมกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ
“บุปผาสองกำเนิดหยินหยาง?”
หลินหยวนสังเกตการณ์เส้นเวลาเส้นนี้อย่างละเอียด จึงได้ทราบชื่อของ
บุปผาประหลาดดอกนี้
“บุปผาสองกำเนิดหยินหยางดอกนี้ หลอมรวมพลังหยินหยางได้อย่าง
สมบูรณ์แบบ มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการที่วิถีไท่จี๋แห่งความโกลาหลของเราจะ
บรรลุถึงระดับที่ 3”
ในใจของหลินหยวนไหวเล็กน้อย
หลินหยวนในอีกแปดหมื่นแปดพันปีข้างหน้า วิถีไท่จี๋แห่งความโกลาหลได้
ก้าวเข้าสู่ระดับ 3 นานแล้ว ดังนั้นในตอนนั้นต่อให้ค้นพบดอกบุปผาสองกำเนิด
หยินหยางนี้ ก็ไม่มีประโยชน์ต่อหลินหยวนในตอนนั้นมากนัก
แต่บัดนี้ วิถีไท่จี๋แห่งความโกลาหลของหลินหยวนยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่ระดับ 3
อีกทั้ง เส้นเวลาในอนาคตทั้งหมดที่หลินหยวนสังเกตการณ์เห็นในปัจจุบัน
การที่วิถีไท่จี๋แห่งความโกลาหลของตนเองจะก้าวเข้าสู่ระดับ 3 โดยพื้นฐานแล้ว
ล้วนเกิดขึ้นหลังจากกลายเป็นสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาแล้วทั้งสิ้น
จี๋
ลี่
วิถีไท่จี๋แห่งความโกลาหลจากระดับ 2 สู่ระดับ 3 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลง
เชิงคุณภาพของเส้นทางวิวัฒนาการความโกลาหลของตนเอง ไม่เพียงแต่
ต้องการความเข้าใจ แต่ยังต้องอาศัยการสะสมทีเพียงพอ ใช้เวลาหลายหมื่นปี
หรือแสนปีในการขัดเกลา
“ดูเส้นเวลาใหม่”
หลินหยวนเริ่มสังเกตการณ์เส้นเวลาในอนาคตเส้นใหม่ทันที
ในเส้นเวลาเส้นนี้ หลินหยวนเลือกที่จะส่งร่างแยกไปยังตำแหน่งของบุปผา
สองกำเนิดหยินหยางทันที เพื่อเก็บเกี่ยวสมบัติล้ำค่าดอกนี้ล่วงหน้า
“สำเร็จแล้ว”
หลินหยวนสังเกตการณ์เส้นเวลาเส้นนี้อย่างต่อเนื่อง อาศัยพลังของบุปผา
สองกำเนิดหยินหยาง ในที่สุดตนเองก็สามารถยกระดับวิถีไท่จี๋แห่งความ
โกลาหลสู่ระดับ 3 ได้อย่างราบรื่น ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่ระดับ 13
นี่ก็เป็นเส้นเวลาในอนาคตเพียงเส้นเดียวที่หลินหยวนมองเห็นในปัจจุบัน
ที่วิถีไท่จี๋แห่งความโกลาหลของตนเองก้าวเข้าสู่ระดับ 3 ก่อนที่จะกลายเป็นสิ่งมี
ชีวิตแห่งกาลเวลา
“บุปผาสองกำเนิดหยินหยาง”
แววตาของหลินหยวนเป็นประกาย มุ่งมั่นที่จะต้องได้ครอบครองสมบัติ
ล้ำค่าดอกนี้ให้ได้
ครู่ต่อมา
หลินหยวนจึงแยกจิตวิญญาณต้นกำเนิดไท่จี๋ออกไป มุ่งหน้าสู่ช่องว่าง
ระหว่างมิติ ไปยังตำแหน่งของบุปผาสองกำเนิดหยินหยางในเส้นเวลาอนาคต
“ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”
หลินหยวนมองส่งจิตวิญญาณต้นกำเนิดไท่จี๋จากไปสังเกตการณ์เส้นเวลา
ใหม่ๆ อีกหลายเส้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากยืนยันว่าความหวังที่จิตวิญญาณต้น
กี่
นั้
กำเนิดของตนเองจะเก็บเกี่ยวดอกบุปผาสองกำเนิดหยินหยางนั้นมีสูงมากแล้ว
จึงพยักหน้าเล็กน้อย
บุปผาสองกำเนิดหยินหยาง สำหรับสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาระดับ 13 ในเส้น
ทางอื่นแล้ว ประโยชน์มิได้ใหญ่หลวงนัก
ดังนั้นจึงไม่ได้ดึงดูดการสอดส่องของสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาระดับ 13 ใน
เส้นเวลาหลายเส้นที่หลินหยวนสังเกตการณ์เห็น ร่างแยกสุดท้ายล้วนเก็บเกี่ยว
ดอกบุปผาสองกำเนิดหยินหยางนั้นมาได้สำเร็จ
แน่นอนว่า เพียงแค่เส้นเวลาไม่กี่เส้น ไม่อาจหมายความว่าตนเองจะ
สามารถเก็บเกี่ยวดอกบุปผาสองกำเนิดหยินหยางนั้นได้อย่างแน่นอน แต่ความ
หวังย่อมต้องสูงมากแน่นอน อีกทั้งไม่มีการรบกวนจากสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลา
ระดับ 13 ตนอื่น
“นี่คือวิธีการของสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลา…”
ในใจของหลินหยวนอดทอดถอนใจไม่ได้ ด้านที่แข็งแกร่งที่สุดของสิ่งมี
ชีวิตแห่งกาลเวลา ก็คือการสามารถเลือกอนาคตที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองมาก
ที่สุดได้
ตัวอย่างเช่นดอกบุปผาสองกำเนิดหยินหยางนั้น หากไม่มีวิธีการหยั่งรู้
อนาคต คาดว่าหลินหยวนคงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะได้สัมผัสกับสมบัติล้ำค่าเช่นนี้
ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่ระดับ 13
เป็นเพราะอาศัยวิธีการหยั่งรู้อนาคตนี่เอง หลินหยวนจึงสามารถค้นพบวิธี
การที่จะทำให้วิถีไท่จี๋แห่งความโกลาหลบรรลุถึงระดับ 3
ก่อนระดับ 13 ได้ จากนั้นจึงเลือกอนาคตที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองมาก
ที่สุดเช่นนี้
“ตอนนี้เส้นเวลาที่เราหยั่งรู้ยังสั้นมาก สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาทีแท้จริงเหล่า
นั้น เส้นเวลาที่หยั่งรู้ได้ มักจะยาวนานถึงล้านหรือสิบล้านยุคจักรวาลข้างหน้า
การวางแผนภายใต้สถานการณ์เช่นนั้นต่างหากที่น่าสะพรึงกลัว”
หลินหยวนส่ายหน้าเล็กน้อย
และตระหนักถึงรูปแบบการต่อสู้ระหว่างสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาได้เล็กน้อย
เช่นกัน
บางทีสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาสองตนที่จู่ๆ ก็ปะทะกัน อาจจะไม่มีบุญคุณ
ความแค้นต่อกันมากนักก่อนที่จะลงมือ
แต่ในอนาคตกลับมีบุญคุณความแค้นใหญ่หลวง ดังนั้นจึงลงมือกำจัด
อุปสรรคล่วงหน้า
นอกความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล
ร่างของหลินหยวนปรากฏขึ้นที่นี่
“เพื่อความไม่ประมาท เรากระทั่งส่งจิตวิญญาณต้นกำเนิดไท่จีออกมา”
หลินหยวนคิด “ในเส้นเวลาอนาคตไม่กี่เส้นนั้น เราเพียงแค่ส่งร่างแยกออกไปก็
สามารถเก็บเกี่ยวดอกบุปผาสองกำเนิดหยินห
ยางมาได้สำเร็จ ตอนนี้จิตวิญญาณต้นกำเนิดไท่จี๋ออกโรงเอง น่าจะยิ่ง
มั่นคงกว่า”
นี่ก็แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่หลินหยวนมีต่อบุปผาสองกำเนิดหยิน
หยาง ช่องว่างระหว่างมิติอันลึกลับ อะไรก็เกิดขึ้นได้ ย่อมต้องเตรียมการให้
พร้อมสรรพโดยธรรมชาติ
“ทิศทางนั้น…”
หลินหยวนมองไปยังทิศทางหนึ่ง รีบรุดไปทันที
ในเส้นเวลาอนาคต ตนเองต้องหลังจากก้าวเข้าสู่ระดับ 13 ไปแล้วหลาย
หมื่นปี เดินทางท่องเที่ยวตามสบายจึงได้ค้นพบบุปผาสองกำเนิดหยินหยาง
อันที่จริง ตำแหน่งที่บุปผาสองกำเนิดหยินหยางอยู่ ไม่ได้ห่างไกลจากความ
ว่างเปล่าแห่งความโกลาหลมากนัก ด้วยความเร็วในการเดินทางของจิต
จี๋
วิญญาณต้นกำเนิดไท่จี๋ของหลินหยวน ใช้เวลาประมาณหลายร้อยถึงพันปีก็
คงจะไปถึง
การเดินทางไปกลับ อย่างมากที่สุดก็ใช้เวลาเพียงหลายพันปี
เพียงพอที่จะเดินทางกลับสู่ความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลได้ทันก่อนที่
หลินหยวนจะทะลวงผ่าน
นอกเหนือจากการเดินทางแล้ว หลินหยวนก็กำลังศึกษาทำความเข้าใจ
แก่นแท้ของช่องว่างระหว่างมิติอยู่ด้วยเช่นกัน
ก่อนหน้านี้ที่หลินหยวนสำรวจช่องว่างระหว่างมิติ อย่างมากที่สุดก็เพียง
แค่เดินเล่นอยู่รอบๆ ความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลเท่านั้น
แต่บัดนี้ จำเป็นต้องเดินทางห่างออกจากความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล
เป็นระยะทางพอสมควร เมื่อปราศจากอิทธิพลของความว่างเปล่าแห่งความ
โกลาหลแล้ว ความรู้สึกที่ช่องว่างระหว่างมิติให้แก่หลินหยวนย่อมแตกต่างออก
ไปอีก
ช่องว่างระหว่างมิติอันลึกลับ ห้วงมิติเช่นความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล
ก็เป็นดั่งยักษ์ใหญ่เช่นกัน พวกมันจะแผ่รังสีส่งผลกระทบต่อรอบข้างโดย
ธรรมชาติ
แต่พร้อมกับการที่หลินหยวนเคลื่อนที่ห่างออกจากความว่างเปล่าแห่ง
ความโกลาหลอย่างรวดเร็ว อิทธิพลแผ่รังสีนี้ก็ค่อยๆ ลดลงโฉมหน้าที่แท้จริง
ที่สุดของช่องว่างระหว่างมิติอันลึกลับ ก็ได้ปรากฏแสดงต่อหน้าหลินหยวน
“ช่องว่างระหว่างมิติ…”
หลินหยวนสัมผัสถึงกลิ่นอายอันว่างเปล่าของช่องว่างระหว่างมิติ
ถูกต้อง
ความรู้สึกที่ช่องว่างระหว่างมิติให้แก่หลินหยวน ก็คือความว่างเปล่า
ว่างเปล่าไร้สิ่งใด
ชั่
เงียบสงัดชั่วนิรันดร์
ในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล มีความผันผวนของกฎแห่งวิถี
มากมาย
แต่ช่องว่างระหว่างมิติกลับไม่มี ไม่มีการผันผวนของกฎแห่งวิถีใดๆ ทั้งสิ้น
ดังนั้น สำหรับสิ่งมีชีวิตที่ถือกำเนิดในช่องว่างระหว่างมิติแล้วการบ่มเพาะ
จึงเป็นเรื่องที่ยากอย่างยิ่งยวด
เพราะไม่สามารถสัมผัสถึงความผันผวนของกฎแห่งวิถีทีเฉพาะเจาะจงได้
เทียบเท่ากับการไม่มีการชี้แนะใดๆ เลย การบ่มเพาะต้องพึ่งพาตนเองทั้งหมด
สภาพแวดล้อมเช่นนี้ นับเป็นฝันร้ายของการบ่มเพาะเส้นทางวิวัฒนาการ
อย่างแท้จริง
แต่ในทำนองเดียวกัน
หากสามารถเติบโตขึ้นมาได้ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้
เช่นนั้นแล้วย่อมต้องแข็งแกร่งอย่างยิ่งยวด เหนือกว่าขีดจำกัดของสิ่งมี
ชีวิตภายในห้วงมิติอย่างความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลอย่างมาก
เมื่อเทียบกับสภาพแวดล้อมของช่องว่างระหว่างมิติแล้ว ความว่างเปล่า
แห่งความโกลาหลแทบจะเหมือนกับเรือนกระจก
“เพียงแต่ว่า หากไม่มีการชี้นำจากกฎแห่งวิถีที่สมบูรณ์ สิ่งมีชีวิตในช่อง
ว่างระหว่างมิติ พลังต่อสู้อาจจะแข็งแกร่งอย่างยิ่งยวด แต่โอกาสที่จะกลายเป็น
สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาในท้ายที่สุดกลับต่ำมากต่ำมาก”
หลินหยวนคิดในใจ
พลังและขอบเขต ไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการหยั่งรู้กฎแห่งวิถี
อีกทั้งเมื่อสูญเสียสภาพแวดล้อมที่มั่นคงอย่างห้วงมิติไป วิธีการมากมายที่
มีประโยชน์ต่อการทะลวงผ่านวังวนแห่งกาลเวลา โดยพื้นฐานแล้วก็ไม่มีประโย
ชน์ใดๆ เลย
ตัวอย่างเช่น การเผยแพร่เส้นทางวิวัฒนาการของตนเอง?
ชีวิตในช่องว่างระหว่างมิติอยู่รอดไปวันๆ การจะเผยแพร่เส้นทาง
วิวัฒนาการของตนเองที่นี่รึ? คาดว่าเพิ่งเผยแพร่ตอนเช้า ตกเย็นสิ่งมีชีวิตที่
พยายามจะบ่มเพาะก็อาจจะตายร่วงหล่นไปแล้ว
ดังนั้น
สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาระดับ 13 ที่หลินหยวนรู้จักในปัจจุบัน โดยพื้นฐาน
แล้วล้วนมาจากห้วงมิติแห่งใดแห่งหนึ่ง ไม่ใช่มาจากช่องว่างระหว่างมิติที่มีการ
แข่งขันอันโหดร้าย
ระหว่างการเดินทาง
หลินหยวนก็ได้ค้นพบสิ่งมีชีวิตในช่องว่างระหว่างมิติบางตนเช่นกัน
สิ่งมีชีวิตเหล่านี้แข็งแกร่งอย่างยิ่งยวด เหนือกว่ามหาปราชญ์ไร้เทียมทาน
ในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลอย่างมาก กระทั่งมหาปราชญ์ไร้พ่ายทั่วไป
ก็ยังเทียบไม่ได้
แต่กลับระมัดระวังอย่างยิ่งยวด พยายามเก็บงำกลิ่นอายของตนเองให้มาก
ที่สุด
ในช่องว่างระหว่างมิติ การปลดปล่อยกลิ่นอายของตนเองอย่างตามอำเภอ
ใจมีเพียงสองกรณีเท่านั้น
หนึ่งคือเสียสติ หาทางตายเอง
สองคือสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาระดับ 13
ต่อให้โหดร้ายดุจช่องว่างระหว่างมิติ สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาระดับ 13 ก็
สามารถท่องไปได้อย่างง่ายดาย
ครืน~ ความคิดของหลินหยวนไหวเล็กน้อย จักรวาลภายนอกกายแผ่ขยาย
ปกคลุม สิ่งมีชีวิตในช่องว่างระหว่างมิติทั้งหมดที่อยู่ในขอบเขต จิตใจและ
เจตจำนงล้วนตกสู่ห้วงนิทราชั่วคราว ความทรงจำถูกหลินหยวนคัดลอกออกมา
อย่างไร้ร่องรอย
จนถึงปัจจุบัน ข้อมูลข่าวสารที่หลินหยวนทราบเกี่ยวกับช่องว่างระหว่าง
มิตินอกความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลยังมีไม่มากนัก
“ในความทรงจำของสิ่งมีชีวิตในช่องว่างระหว่างมิติเหล่านี้บริเวณใกล้
เคียงที่ความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลตั้งอยู่ ถ้าไม่ไปได้ก็อย่าไปดีกว่า” หลิน
หยวนสีหน้าราวกับกำลังครุ่นคิด
ความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลเป็นห้วงมิติขนาดใหญ่ บ่มเพาะสิ่งมีชีวิต
แห่งกาลเวลาออกมาหลายตน เทียบเท่ากับขอบเขตอิทธิพลของสิ่งมีชีวิตแห่ง
กาลเวลา และสำหรับสิ่งมีชีวิตพื้นเมืองในช่องว่างระหว่างมิติแล้ว ย่อมถือเป็น
สิ่งต้องห้ามในบรรดาสิ่งต้องห้ามโดยธรรมชาติ
เหตุผลที่ต้นผลธรรมวิถีกล้าเข้าใกล้ความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล ก็
เพราะตนเองต้องการดูดซับกลิ่นอายแห่งธรรมและหลักการที่ความว่างเปล่า
แห่งความโกลาหลแผ่ออกมา จึงจำใจต้องทำเช่นนั้น นับว่าเสี่ยงอยู่บ้างแล้ว
“นอกจากความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลแล้ว ยังมีสถานที่อีกหลายแห่ง
ที่ห้ามเข้าใกล้อย่างเด็ดขาด…”
หลินหยวนจดจำตำแหน่งในความทรงจำของสิ่งมีชีวิตพื้นเมืองในช่องว่าง
ระหว่างมิติเหล่านี้ไว้ในใจ คาดเดาว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลา
ห้วงมิติขนาดใหญ่เช่นความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล สุดท้ายย่อมต้อง
ก้าวเข้าสู่การทำลายล้างครั้งใหญ่ ถึงตอนนั้นสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาของความ
ว่างเปล่าแห่งความโกลาหลจะทำอย่างไร?
ทำได้เพียงออกจากความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล พำนักอยู่ในช่องว่าง
ระหว่างมิติเป็นการถาวร
รั้
ความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลหลังจากผ่านการทำลายล้างครั้งใหญ่
แล้ว ต่อให้วิวัฒนาการก่อเกิดขึ้นใหม่ สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาจากภายนอกก็เข้า
มาไม่ได้
และสำหรับสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาแล้ว ห้วงมิติขนาดใหญ่เช่นความว่าง
เปล่าแห่งความโกลาหล ก็ถือเป็นฐานที่มั่นเหมือนรัง ย่อมไม่ต้องการสูญเสียไป
โดยธรรมชาติ
ดังนั้น เหล่าระดับ 13 จึงได้สร้างสถานที่พิเศษทีละแห่งขึ้นมาเพื่อใช้
ชดเชยภัยซ่อนเร้นและข้อบกพร่องของความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล ยืด
ระยะเวลาที่ความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลจะสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้
เวลาค่อยๆ ไหลผ่านไป
พริบตาเดียวก็ผ่านไปหลายสิบปี
ด้วยความเร็วในการเดินทางของหลินหยวน ระยะทางที่ข้ามผ่านไปใน
เวลาหลายสิบปี ไม่รู้ว่ายาวนานเพียงใด ห่างไกลจากความว่างเปล่าแห่งความ
โกลาหลอย่างยิ่งยวดแล้ว
“ยังคงไม่สามารถรับรู้ถึงตำแหน่งของโลกต้นกำเนิดแห่งแรกและโลกต้น
กำเนิดแห่งที่สองได้…” หลินหยวนเงยหน้ามองช่องว่างระหว่างมิติอันไร้
ขอบเขต
เขามีร่างต้นแท้จริงคอยดูแลอยู่ในโลกต้นกำเนิดแห่งแรกและโลกต้น
กำเนิดแห่งที่สอง ตามหลักเหตุผลแล้ว ไม่ว่าจะห่างไกลเพียงใด ก็ควรจะ
สามารถสัมผัสได้ แต่บัดนี้ การรับรู้ของหลินหยวนต่อร่างต้นแท้จริงในโลกต้น
กำเนิดทั้งสองแห่งนี้ ยังคงทำได้เพียงผ่านประตูสู่ภพหมื่นเท่านั้น
“บางทีตำแหน่งที่โลกต้นกำเนิดทั้งสองแห่งนี้อยู่ อาจจะพิเศษสามารถกั้น
การรับรู้ได้?”
หลินหยวนคาดเดาในใจ ไม่ได้ใส่ใจมากนัก
ยิ่
ยิ่
ยิ่งโลกต้นกำเนิดลึกลับมากเท่าใด ก็ยิ่งพิสูจน์ว่าพิกัดโลกต้นกำเนิดอีก
สามสิบเอ็ดแห่งที่เหลืออยู่ในประตูสู่ภพหมื่นส่วนลึกในจิตใจของเขายิ่งหาได้
ยากมากขึ้นเท่านั้น
สำหรับสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาแล้ว ห้วงมิติที่แข็งแกร่งใดๆ ล้วนล้ำค่าอย่าง
ยิ่ง โดยเฉพาะโลกต้นกำเนิด แม้แต่จ้าวเทียนกวงยังต้องจ่ายราคาอันแสนสาหัส
เพื่อที่จะแทรกซึมเข้าไปในโลกต้นกำเนิดต้องการอาศัยกลิ่นอายแห่งความ
สมบูรณ์แบบสายนั้นเพื่อทะลวงสู่ขั้นสุดท้าย
ขณะที่หลินหยวนกำลังเดินทางต่อไปยังตำแหน่งของบุปผาสองกำเนิด
หยินหยางนั้นเอง สีหน้าก็พลันเปลี่ยนแปลงไป มองไปยังอีกทิศทางหนึ่ง
“นั่นคือ?”