สู่วิถีอมตะ - บทที่ 851 มารร้ายพ้นจองจำ
บทที่ 851 มารร้ายพ้นจองจำ
เจียงผิงอันรู้ว่าตระกูลของอวิ๋นเหยาแข็งแกร่ง เป็นตระกูลนักหลอมอาวุธอันดับหนึ่งของภพเซียน ทรัพย์สินที่สั่งสมย่อมเป็นอันดับต้น ๆ ของภพเซียน
“คลังสมบัติ? ข้าไม่เชื่อ ท่านต้องหลอกข้าอีกแล้วแน่ ๆ”
หนก่อนเจียงผิงอันหลงกล และยังตราตรึงจนบัดนี้
“หนนี้พูดจริงนะ” อวิ๋นเหยาเอ่ยเนิบ ๆ “เรียกข้าเป็นแม่บุญธรรมคำเดียว ข้าจะบอกเจ้าเลยว่าคลังสมบัติอยู่ที่ไหน”
เจียงผิงอันครุ่นคิดครู่หนึ่ง จึงพูดว่า “หนึ่งหมู่”*[1]
“ฮ่า ๆ ข้าหลอกเจ้าเล่นน่ะ หากข้ามีคลังสมบัติจริง ๆ ไฉนต้องมาหลอกทรัพยากรเจ้าอยู่ทุกวัน? มีหรือต้องให้เจ้าเรียนวิชาหลอมอาวุธ? ฮ่า ๆ” อวิ๋นเหยาในโลงแก้วผลึกหัวร่องอหาย เนินอกกระเพื่อมรุนแรง
“ข้าพูดถึงพื้นที่หนึ่งหมู่ต่างหาก! หึหึ!”
เจียงผิงอันกะแล้วว่าต้องเป็นเช่นนี้ เลยเปลี่ยนความหมายไปแต่แรก
อวิ๋นเหยาหัวเราะไปอีกพักจึงยอมหยุด “มีอีกเรื่องจะบอกให้ ‘แก่นรากฐานปฐมกาล’ ในภพแร้นแค้นของเจ้าอยู่กับข้านะ”
“มันอยู่กับผู้อาวุโสหรือ!”
เจียงผิงอันผงะไป สตรีผู้นี้ลงมือยามใด? เขาไม่รู้เลยสักนิด
“ได้มาก็ดีแล้ว จะปล่อยให้เจ้าพวกนั้นไม่ได้”
เมื่อนึกถึงเรื่องที่เขตหวงห้ามโกลาหลทำลงไป เจียงผิงอันก็อารมณ์ดี หนนี้เขาได้ ‘แก่นรากฐานปฐมกาล’ มา เจ้าพวกนั้นต่างคว้าน้ำเหลว ช่างแสนสดชื่นสาใจ
“เรียกข้าเป็นแม่บุญธรรม แล้วข้าจะให้ ‘แก่นรากฐานปฐมกาล’ กับเจ้า” อวิ๋นเหยาหยอกเขาอีกครั้ง
เจียงผิงอัน “…”
ไม่รู้สตรีผู้นี้บาดเจ็บสมองกระทบกระเทือนหรือไม่ ถึงชอบเล่นยิ่งกว่าบุตรีเขาอีก
เขาเมินสตรีผู้นี้ เก็บทรัพยากรในเคหาสน์เซียนไปแล้วเหินกลับศาลาเติงเซียน
เขาไม่สนใจ ‘แก่นรากฐานปฐมกาล’ ยามนี้เขาต้องหาทางเข้าไปเอาเศษศาสตราเทพในสำนักเซียนเทียนหลานเสียก่อน
เศษศาสตราเทพบรรจุพลังแข็งแกร่งสุดขั้ว สามารถทำร้ายยอดฝีมือระดับสูงได้ เป็นอาวุธอันแหลมคมในการต่อสู้ข้ามระดับ
หากสำนักเซียนเทียนหลานใช้เศษศาสตราเทพโจมตีสำนักเซียนอวี่หวง มันจะเป็นภัยคุกคามต่อเซียนในสำนักเซียนอวี่หวง ต้องลงมือโดยเร็วที่สุด
ในศาลาเติงเซียน สุนัขดำถูกล่ามโซ่นั่งที่โต๊ะ หนึ่งอุ้งเท้าถือจอกสุรา อีกอุ้งเท้าถือเนื้อย่าง สุขสบายเสียไม่มี
ข้างกันนั้น ชายผู้หนึ่งซึ่งแผ่ปราณปีศาจจากร่างส่งกระแสปราณ “เราจะอยู่เช่นนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว ต้องหาทางหนี เราเป็นถึงยอดฝีมือระดับเซียนแต่ต้องมาทำตัวเช่นสัตว์เลี้ยง เช่นนี้ทนได้หรือ?”
มันเป็นยอดฝีมือจากเผ่าภูตอสรพิษสองหัว ไม่เต็มใจอยู่ในอาณัติมนุษย์ซึ่งยังไม่บรรลุเซียนเช่นนี้
สุนัขต้าเฮยขยำจอกสุราแตก ข่มเขี้ยวเอ่ยว่า “เจ้าคิดว่าข้าไม่อยากหนีหรือ? คำถามอยู่ที่จะหนีอย่างไรต่างหาก ไม่เห็นตรวนรอบคอข้าหรือไร?”
“เจียงผิงอันสารเลวนั่นไม่รู้ว่าไปได้ตรวนเช่นนี้จากที่ไหน มันผนึกข้าเสียอยู่หมัด ดูจะเป็น ‘ตรวนสยบมาร’ อันสาบสูญซึ่งเด่นด้านการข่มฤทธิ์มารร้ายอย่างพวกข้า”
มิใช่ว่ามันไม่อยากหนี แต่หนีไม่ได้เลยต่างหาก
ภูตอสรพิษสองหัวเอ่ยต่อ “ข้ามีวิชาเซียนที่สามารถสูบพลังเซียนของผู้อื่นมาเสริมฤทธิ์ตัวเองได้ในเวลาสั้น ๆ เจ้าจ่ายพลังเซียนให้ข้า ข้าจะทำลายผนึกในตัวแล้วช่วยเจ้าปลดตรวนรอบคอให้”
“เจ้าคงมิได้รอให้ข้าช่วยเจ้าปลดผนึกก่อน แล้วเล่นงานข้าหรอกนะ?” สุนัขต้าเฮยจ้องอีกฝ่ายอย่างระแวง
เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่เชื่อมัน ภูตอสรพิษสองหัวก็กล่าวว่า “หากข้าสาบานกับเต๋าเซียนก็พอแล้วกระมัง? ไว้ข้าช่วยเจ้าปลดผนึกแล้ว เราทั้งสองจะร่วมมือกันจัดการเจียงผิงอันเสีย”
“ตราบใดที่จัดการเจียงผิงอันได้ ในภพบุกเบิกนี้ก็ไม่มีใครหยุดเราได้แล้ว เราจะสามารถกลืนกินได้ทุกสิ่ง บางทีเราอาจใช้เซียนในภพบุกเบิกในการทะลวงขอบเขตเซียนปฐพีก็เป็นได้!”
ที่มันถูกเจียงผิงอันควบคุมได้ง่าย ๆ ก็เพราะมันร่อนเร่ในเวิ้งจักรวาลมาเนิ่นนาน เสียพลังไปมหาศาลยิ่ง แต่ยามนี้เมื่อฟื้นตัวแล้ว มันย่อมสามารถผนึกกำลังกับมารร้ายนี่ฆ่าเจียงผิงอันได้แน่แท้
ยามเจียงผิงอันตกตาย มันก็สามารถกระทำการในภพบุกเบิกได้ตามใจ ฝีมือระดับมันแทบจะไร้เทียมทานในภพบุกเบิกอยู่แล้ว
ให้ภพใหญ่โตเช่นนี้อยู่ในการควบคุมของขยะเหล่านี้ เสียทรัพยากรเปล่าแท้ ๆ
ยามมารร้ายเห็นโอกาสหนี มันก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที “เจ้าสาบานต่อเต๋าสวรรค์ก่อน แล้วข้าจะจ่ายปราณเซียนให้เจ้า”
เพื่อแสดงความจริงใจ ภูตอสรพิษสองหัวก็หาลังเลไม่ สาบานออกมาทันที “ข้าสาบานต่อเต๋าสวรรค์ ยามผนึกของข้าถูกปลด ข้าจะช่วยเจ้าทำลายตรวน”
หากเซียนสาบานต่อเต๋าสวรรค์ พันธสัญญาเต๋าเซียนจะเกิดขึ้นทันที แม้สัญญาเช่นนี้จะไร้ประโยชน์สำหรับเซียนระดับสูงสุด แต่สำหรับเซียนทั่วไป คำสาบานเช่นนี้ได้ผลยิ่ง
หากผิดสัญญา การทำความเข้าใจกฎเต๋าเซียนจะยากอย่างแท้จริง
เมื่อเห็นอีกฝ่ายสาบาน มารร้ายก็พยักหน้าพอใจ “ข้าต้องทำเช่นไร?”
“ข้าจะใช้วรยุทธ์เซียน เจ้าส่งปราณเซียนให้ข้า”
ว่าแล้ว ภูตอสรพิษสองหัวก็ขยับมือวาดลวดลาย อักขระเซียนลึกลับปรากฏรายล้อม ปกคลุมตัวทั้งสอง
สุนัขต้าเฮยวางอุ้งเท้าที่บ่าอีกฝ่าย ส่งปราณเซียนให้มัน
เมื่อกาลผ่าน ปราณบนตัวภูตอสรพิษสองหัวก็ทวีความแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ปราณบนตัวสุนัขต้าเฮยอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็ว
“เกือบแล้วกระมัง”
มารร้ายสัมผัสว่าพลังกฎเต๋าเซียนในตัวหลุดการควบคุม โถมทะยานใส่ตัวเอ้อร์ไป๋อย่างบ้าคลั่ง ก็ตระหนักแล้วว่าบางสิ่งไม่ถูกควร
ภูตอสรพิษสองหัวพลันแย้มยิ้มร้าย “ไอ้โง่ โดนต้มแล้ว นี่คือวิชาต้องห้ามสละชีวิตซึ่งจะถ่ายทอดพลังเซียนทั้งหมดของอีกฝ่ายแก่ข้า ขอเพียงได้เริ่มแล้วก็มิอาจหยุดได้”
เปรี้ยง!
ผนึกบนตัวภูตอสรพิษสองหัวพังทลาย
สีหน้าของสุนัขต้าเฮยพลันแปรเปลี่ยน “เจ้าฝืนพันธสัญญาเต๋าเซียน!”
“เมื่อครู่ข้าสาบานแค่จะช่วยเจ้าปลดตรวน มิได้บอกจะไม่ฆ่าเจ้าเสียหน่อย อย่าขัดขืน ข้าจะใช้พลังของเจ้าช่วยเจ้าจัดการเจียงผิงอันให้นะ ฮ่า ๆ”
ภูตอสรพิษสองหัวหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง สูบปราณเซียนของอีกฝ่ายสู่กายมัน ดวงดาวในกายค่อย ๆ คืนสู่ฤทธา เริ่มทะลวงสู่ขั้นที่สองของเส้นทางเซียน หรือก็คือเต๋าเซียนปฐพี ไม่ช้าก็จะบรรลุเป็นเซียนปฐพีได้!
ทว่าทันใดนั้น สุนัขต้าเฮยผู้หน้าถอดสีพลันคลี่ยิ้มชั่วร้าย
“ไอ้โง่ ร่างของเจ้าเป็นของข้าแล้ว”
ภูตอสรพิษสองหัวยังไม่ทันจับต้นชนปลายสถานการณ์ มันพลันพบว่าอำนาจชั่วร้ายสายหนึ่งกำลังเติบโตอย่างบ้าคลั่ง พยายามยึดการควบคุมในร่างของมัน
มันพยายามสะกดพลังนั้นไว้ แต่ก็พบว่าไร้ประโยชน์
“เรามารร้าย ร่างจริงก็เป็นพลังแบบหนึ่ง ยามเจ้าสูบพลังของข้า เจ้าก็รับตัวข้าเข้าไปด้วย ขอบใจนะที่ช่วยข้าให้พ้นจากทางตันได้”
พริบตานั้น ร่างของภูตอสรพิษสองหัวเริ่มซีดเทา ปีกเนื้อคู่หนึ่งงอกเงย ระเบิดพลังชั่วร้ายชวนคลื่นเหียนไปทั่วทิศ
ภูตอสรพิษสองหัวขวัญผวา รีบอ้อนวอนขอความเมตตา “พี่ใหญ่ ข้าผิดไปแล้ว ไว้ชีวิตข้าเถอะนะ!”
“เจ้ามิได้ผิด เจ้าทำถูกแล้ว ข้าจะรับร่างนี้ของเจ้าไป ช่วยให้เจ้าอยู่อย่างสุขสำราญในโลกหล้า”
มารร้ายสะกดวิญญาณของภูตอสรพิษสองหัวได้อย่างง่ายดาย มารร้ายอย่างพวกมันใช้ชีวิตเช่นกาฝาก เชี่ยวชาญเรื่องควบคุมผู้อื่นที่สุด
ตราบใดที่แทรกซึมสำเร็จ ก็ชิงร่างสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ได้
เริ่มจากสะกดวิญญาณของภูตอสรพิษสองหัวไว้ แล้วพอหมดฤทธิ์ก็ลบหายให้สิ้น เรื่องสำคัญที่สุดในยามนี้คือผสานร่างให้ได้ก่อน
มารร้ายอ้าปาก กลืนกินร่างสิงสู่เดิมของมันในคำเดียว
เจ้าของร่างก่อนเป็นสังขารยอดฝีมือระดับเซียนปฐพี มีพลังเซียนแข็งแกร่ง หลังกลืนกินเข้าไปก็ผสานกับร่างภูตอสรพิษสองหัว เจ็ดดาราในกายเรืองรองสุดขั้ว
“พรสวรรค์ของปีศาจงูนี่ไม่เลว เป็นพรสวรรค์เจ็ดดารา มีโอกาสบรรลุเป็นเซียนสวรรค์ และยามนี้ ข้าก็บรรลุขอบเขตสู่เซียนปฐพีได้!”
เมฆสายฟ้าหลากตัวก่อขึ้นกลางนภาไร้จุดจบ อำนาจชวนสะพรึงทำให้เหล่าผู้ฝึกตนในศาลาเติงเซียนตกตะลึง
“ทัณฑ์สวรรค์! ใครบางคนกำลังเผชิญทัณฑ์!”
“ทัณฑ์ทรงพลังเช่นนี้ ต้องเป็นยอดฝีมือระดับเซียนเผชิญทัณฑ์แน่แท้!”
“มาข้ามทัณฑ์ในสำนัก มันจะกระทบเราน่ะสิ!”
ศิษย์ทั่วไปในศาลาเติงเซียนขวัญผวาจนหนีกระเจิดกระเจิง
เมื่อสัมผัสคลื่นพลังนี้ได้ หลัวซู่ ประมุขศาลาเติงเซียนก็รีบเหินออกมาตะโกนบอก “ผู้อาวุโส อย่าข้ามพิบัติในศาลาเติงเซียน มันจะกระทบถึงคนอื่น ๆ นะ!”
มารร้ายกล่าวกับหลัวซู่อย่างเหยียดหยัน “พวกเขาจะเป็นจะตาย เกี่ยวอะไรกับข้า? เห็นแก่ทรัพยากรมากมายที่เจ้าให้มาระหว่างนี้ ข้าจะไม่ฆ่าเจ้าก่อน แต่จะให้เจ้าเป็นทาสรับใช้แทน”
สีหน้าของหลัวซู่ชะงัก มิคาดว่าอีกฝ่ายจะทำตัวจองหองไร้เหตุผลขึ้นมากะทันหัน ในที่สุดนางก็เข้าใจว่าเหตุใดเจียงผิงอันจึงมิปฏิบัติกับสัตว์เลี้ยงทั้งสองดี ๆ ที่แท้พวกมันก็มิใช่ผู้ประสงค์ดีสักนิด
“สหายเซียนเจียงจะกลับมาในไม่ช้า รีบหยุดมือเดี๋ยวนี้!”
นางไม่อยากใช้เจียงผิงอันมาข่มอีกฝ่าย แต่หากนางไม่หยุดไว้ ทัณฑ์เซียนอันน่าสะพรึงกลัวสาดฤทธิ์ ศิษย์ส่วนใหญ่จากศาลาเติงเซียนจะตกตาย
“เจียงผิงอัน? ฮ่า ๆ เขามีดีอะไร ยามข้าบรรลุเป็นเซียนปฐพี ข้าจะฆ่าเขาคนแรกเลย!”
ยามมารร้ายนึกถึงยามถูกเจียงผิงอันรังแกมาเนิ่นนาน ก็เดือดดาลจนอยากกำจัดเจียงผิงอันเสียเดี๋ยวนี้
แม้เจียงผิงอันจะแข็งแกร่งมาก แต่ยามมันบรรลุเป็นเซียนปฐพี การจัดการอีกฝ่ายก็ง่ายเหลือ
“เจ้าจะฆ่าข้า?”
หนึ่งเสียงเฉยชาพลันดังขึ้นเบื้องหลังมารร้าย
[1] คำว่าแม่บุญธรรม (义母) กับหนึ่งหมู่ (一亩 = พื้นที่ประมาณ 666.67 ตารางเมตร) อ่านว่า ‘อี้หมู่’ เหมือนกัน