หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 855 ผู้ใช้ดาบทั้งสี่
บทที่ 855 ผู้ใช้ดาบทั้งสี่
โจวอี้มองหลายคนพุ่งตัวไปยังทางเข้าถ้ำ รู้สึกตงิดใจอยู่ไม่น้อย
เขาเห็นกับตาว่าแทบทุกคนที่กระโจนเข้าไปหยิบอาวุธออกมา ไม่รู้ว่าเพื่อรับมือกับอันตรายในสุสานถ้ำหรือเพื่อเตรียมสู้กับผู้ฝึกยุทธ์คนอื่น ๆ
“ไปได้แล้ว!” จ้านหลิงอวิ๋นเอ่ยเร่ง
“ครับ!” โจวอี้พยักหน้า
โจวอี้ จ้านเฟิง และเกาหาน ทั้งสามคนพุ่งตัวไปยังทางเข้าถ้ำในทันที
ถ้ำใต้ดินแห่งนี้ค่อนข้างลึกมาก
โจวอี้เข้าไปลึกหลายร้อยเมตรก่อนจะรู้สึกได้ถึงปราการกั้น มันเหมือนกำแพงอากาศล่องหนที่ค่อย ๆ ทำให้ตัวเขาเคลื่อนไหวช้าลง
ชั่วขณะต่อมา เขาก็เห็นโลกกว้างเบื้องล่าง
ที่ราบกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตามีต้นไม้ตั้งตระหง่านเพียงต้นเดียว ป้ายสุสานวงกลมมากมายกระจัดกระจายอยู่บนพื้นที่ห่างออกไปสิบเมตร
ที่นี่มีท้องฟ้า ทว่ากลับไม่มีดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ หรือดวงดาวแม้แต่น้อย โลกมืดสลัวนี้มีเพียงสายรุ้งที่ทอดยาวไม่สิ้นสุด แสงสดใสส่องสว่างให้ทั้งโลกฉาบไปด้วยสีสันหลากสี
ตุู้ม! ตู้ม! ตู้ม!
เมื่อพวกเขาทั้งสามลงมาถึงพื้นก็สบตากัน
พวกเขาไม่ได้รีบร้อนลงมือ เนื่องจากรู้ว่าตนเองยังไม่คุ้นชินกับที่นี่ จึงต้องการสำรวจดูว่ามีอันตรายแถวนี้หรือไม่
“ปราณวิญญาณฟ้าดินหนาแน่นมาก” จ้านเฟิงพูดขึ้น
“เยอะมากจริง ๆ เทียบกับโลกตงเทียนที่สำนักโอสถของเราดูแลอยู่ ปราณวิญญาณฟ้าดินที่นี่ยังมากกว่า แถมมากกว่าโลกภายนอกเกือบสิบเท่าได้” เกาหานพยักหน้า
“โจวอี้ ท่านอาของฉันบอกให้เราทำตามที่นายบอกหลังจากเข้ามาที่นี่” จ้านเฟิงเอ่ยขึ้น
“อาเหรอครับ? หมายถึงท่านลุงจ้านหลิงอวิ๋นเหรอครับ?” โจวอี้ถามด้วยความแปลกใจ
“ใช่” อีกฝ่ายตอบ
นามสกุลจ้านเหมือนกัน ที่แท้ก็เป็นอาหลานกันจริง ๆ นี่เอง
โจวอี้ยิ้มและเอ่ยว่า “ท่านอาจ้านกับท่านอาเกา พวกคุณเป็นผู้อาวุโส เคยชินกับการอยู่ดูแลโลกตงเทียนมาตลอด คงต้องมีประสบการณ์มากกว่าผม ทำตามที่คุณเห็นว่าสมควรเถอะครับ ผมจะคอยตามเอง”
“โจวอี้ จ้านเฟิงบอกให้นายเป็นคนนำ เขาคงมีความต้องการแบบนั้น นายไม่ต้องปฏิเสธไปหรอก เรามีหน้าที่แค่ฆ่าคู่ต่อสู้ ส่วนนายมีหน้าทีตัดสินใจ” เกาหานบอกเสียงเข้ม
“เรื่องนี้มัน…”
“ไม่ต้องลังเลไปหรอกน่า ถ้าเจอเรื่องแปลก ๆ ระหว่างสำรวจที่นี่ เราจะคอยให้คำแนะนำนายเอง” จ้านเฟิงบอก
“ถ้างั้นก็ได้ครับ!” โจวอี้ลังเลเพียงครู่เดียว และในที่สุดก็พยักหน้าตอบตกลง
เขารู้ว่าจ้านเฟิงกับเกาหานเป็นผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นปลาย แต่ในเรื่องของพลังการจู่โจมนั้น เขาถือว่าเหนือกว่า ต่อให้ทั้งสองเป็นผู้อาวุโส แต่ในเมื่ออีกฝ่ายให้เขาเป็นผู้นำก็จะไม่ปฏิเสธอีกต่อไป
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
ลำแสงจากคนทั้งสี่ปรากฏขึ้นตรงหน้าโจวอี้และพรรคพวก
พวกเขาเป็นหญิงสาวสองคนและชายหนุ่มอีกสองคน ทั้งคู่ถือดาบยาว สวมเสื้อคลุมคุ้มกันสีขาว ผมเกล้ามวยขึ้นสูง สีหน้าดูสงบนิ่ง สายตาฉายแววเคารพนับถือ
“คนจากตำหนักเทียนจีเก่านี่นา”
โจวอี้จำพวกเขาได้ทันที
“สวัสดีครับคุณโจว” พวกเขาทั้งสี่ประสานมือทักทาย
จ้านเฟิงและเกาหานอึ้งไป สายตาดูงุนงงไม่น้อย พวกเขาจำได้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนจากตำหนักเทียนจีเก่า เพียงแค่นึกไม่ถึงว่าจะเข้ามาทักทาย อีกทั้งยังทักทายโจวอี้อีกด้วย
“สวัสดีครับผู้อาวุโส มาสำรวจและหาสมบัติเหมือนกันเหรอครับ?” โจวอี้ประสานมือทักทายกลับพลางเอ่ยถาม
“ก่อนมาที่นี่เราได้รับคำสั่งบางอย่างมาครับ” ชายวัยกลางคนหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งเอ่ยเสียงเข้ม
“คำสั่งอะไรครับ?” โจวอี้ถามด้วยความงุนงง
“เราต้องตายก่อนคุณครับ” อีกฝ่ายบอกด้วยท่าทีหนักแน่น
โจวอี้เงียบไป
เขารู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ของตำหนักเทียนจีเก่าและเข้าใจว่าทำไมถึงได้ตัดสินใจเช่นนี้ ผู้อาวุโสจากตำหนักเทียนจีเก่าต้องทำตามคำสั่งที่บอกว่าต้องการรักษาความปลอดภัยให้เขา
ทว่าทำไมถึงได้ยืนกรานแบบนั้นกัน?
ในสุสานมังกรมีสมบัติมากมาย สมบัติพวกนั้นเองก็สำคัญกับตำหนักเทียนจีเก่าเหมือนกันไม่ใช่หรือ?
“หมายความว่ายังไงกัน หาเรื่องศิษย์หลานผมเหรอ?” จ้านเฟิงก้าวมาข้างหน้าและถามด้วยสีหน้าเย็นชา
“ผมไม่ได้มาหาเรื่องคุณโจว แต่มาปกป้องเขาครับ มีคำสั่งจากประมุขของตำหนักว่าต่อให้เราสู้จนตัวตายก็ห้ามให้คุณโจวบาดเจ็บเด็ดขาด” ชายวัยกลางคนบอก
“สำนักโอสถของเราเป็นมิตรกับตำหนักเทียนจีเก่าก็จริง แต่ประมุขของตำหนักก็คงไม่สั่งแบบนี้แน่ บอกมาตามตรงเถอะ มีจุดประสงค์อะไรกันแน่?” จ้านเฟิงชักดาบออกมา
“ท่านอาครับ!” โจวอี้ก้าวไปแตะบ่าจ้านเฟิงเบา ๆ พลางส่ายหน้า
อีกฝ่ายนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเก็บดาบเข้าฝัก ทว่าสายตายังคงจ้องมองผู้แข็งแกร่งจากตำหนักเทียนจีเก่าทั้งสี่อย่างระแวดระวัง
“ผู้อาวุโสทั้งสี่ ผมเข้าใจในความเมตตานะครับ แต่ว่าผมไม่ต้องให้พวกคุณปกป้องจริง ๆ เรามาบอกลากันตรงนี้ดีไหมครับ” โจวอี้ฝืนหัวเราะออกมา
“คุณโจว ก่อนมาถึงที่นี่ เราสัญญากับประมุขเอาไว้แล้วว่าถ้าคุณตายที่นี่ เราจะไม่มีวันออกจากสุสานมังกรโดยที่ยังมีชีวิต ถ้าคุณไม่อยากให้เราตามไปด้วย…” หญิงสาววัยกลางคนก้าวออกมาพลางยื่นดาบให้และเอ่ยต่อไปว่า “งั้นก็ช่วยใช้ดาบนี้ฆ่าเราให้ตายที่นี่ด้วยค่ะ เราจะไม่ขัดขืนเลย”
โจวอี้ถอนหายใจ
แน่นอนว่าเขาฆ่าสี่คนนี้ไม่ลง
ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างสำนักโอสถกับตำหนักเทียนจีเก่า ต่อให้แค่เพราะได้พบกับเสี่ยวไป๋และอู๋ซานซิ่งตอนที่ขึ้นสู่บันไดสวรรค์ที่คุนหลุน เขาก็ยังฆ่าสี่คนนี้ไม่ลงอยู่ดี
“ช่างเถอะครับ ถ้าอยากตามมาก็ตามมา!” โจวอี้ยกยิ้มเหนื่อยใจ “แล้วให้ผมเรียกผู้อาวุโสทั้งสี่ว่าอะไรดีครับ?”
“ดาบดาราหนึ่ง”
“ดาบดาราสอง”
“ดาบดาราสาม”
“ดาบดาราสี่”
เมื่อคนที่สี่เอ่ยจบ ดาบดาราหนึ่งก็เอ่ยขึ้นว่า “เราสี่คนเป็นผู้ใช้ดาบแห่งตำหนักเทียนจีเก่า ได้รับการเลี้ยงดูจากตำหนักเทียนจีเก่าตั้งแต่เล็ก ไม่เคยออกจากตำหนักเทียนจีเก่ามาก่อน ตอนนี้อยู่ระดับบรรพจารย์ยุทธ์แล้วครับ”
“เป็นผู้ใช้ดาบแห่งตำหนักเทียนจีเก่าเหรอ?” จ้านเฟิงถามด้วยท่าทีนิ่งอึ้ง
“จริงเหรอ? ผู้ใช้ดาบแห่งตำหนักเทียนจีเก่าก็น่าจะต้องอยู่ดูแลตำหนักเทียนจีเก่าไปตลอดชีวิตสิ ประมุขของตำหนักให้พวกคุณออกมาปกป้องโจวอี้ได้ยังไงกัน?” เกาหานถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“เราเองก็ไม่รู้เหตุผลเหมือนกันครับ” ดาบดาราหนึ่งบอก
อันที่จริงโจวอี้คาดเดาคำตอบได้ ทว่าตอนนี้ยังไม่อยากอธิบาย
“ช่างเถอะ อย่าพูดถึงเรื่องนี้กันเลย คนอื่น ๆ เข้าไปในสุสานกันแล้ว เราเองก็ไปสำรวจด้านในกันครับ! ระวังอันตรายในสุสานแล้วก็ผู้ฝึกยุทธ์กองกำลังอื่นด้วยนะครับ” โจวอี้บอก
“อื้ม!” ดาบดาราหนึ่งและพรรคพวกประสานมือขณะขานรับ
ในขณะที่จ้านเฟิงและเกาหานยังคอยเฝ้าระวัง
ทว่าพวกเขาก็รับรู้ได้ชัดเจนว่าทั้งสี่คนไม่ได้มีเจตนาร้ายกับโจวอี้ อีกทั้งโจวอี้ยังยอมให้ตามมาด้วยกัน พวกเขาจึงข่มความกังขาและคอยลอบระวังทั้งสี่คนอยู่เงียบ ๆ