หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 174 ฝุ่นผงตกตะกอน
174 ฝุ่นผงตกตะกอน
คําพูดของจ้าวเข่อหรัน ราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางศาลา ฉินเชียง เหอถึงกับนิ่งงันไปทั้งคน นางแทบไม่อยากเชื่อ ว่าคําพูดเช่นนั้นจะออกมา จากปากของบุตรสาวตนเอง
“ท่านปู่ หากท่านเห็นสมควร หลานก็พร้อมทําตามทุกอย่างเจ้าค่ะ
ประโยคนี้ ไม่ต่างอะไรกับการยอมรับโดยปริยายว่าเห็นด้วยให้ ชุนอี เหนียง ถูกยกขึ้นเป็นภรรยารองอย่างเป็นทางการ สําหรับฉินเสียงเหอ นั่น เท่ากับถูกลูกสาวตบหน้าอย่างไม่ไว้ในตรี สีหน้านางซีดขาว ก่อนจะเปลี่ยน
เป็นมิตทะมึนในพริบตา
“จ้าวเข่อหรัน…เจ้า”
สายตาที่มองไปยังบุตรสาว เต็มไปด้วยความชิงชัง ราวกับคนตรง หน้าไม่ใช่สายเลือดเดียวกัน หากแต่เป็นศัตรูที่รอวันชําาระแค้น แต่ จ้าวเย่อหรันกลับยืนนิ่ง สายตาสงบเย็น ไม่หลบไม่หลีก
‘ท่านแม่ ย้าพูดเพียงความจริง”
นํ้าเสียงนางราบเรียบ แต่หนักแน่น
“ท่านปูเป็นเจ้าบ้าน การติดสินใจของท่าน ใครเล่าจะกล้ายัดยืน หาก ผืนดึงดัน นั่นต่างหากที่เรียกว่า อกตัญญู”
คําพูดนั้นสุภาพ ทว่าเฉียบคมราวมีดบาง สองแม่ลูกนั่งและยืน เผชิญหน้ากัน ไม่มีใครพูดอะไร ความเงียบกดทับบรรยากาศอยู่เนิ่นนาน จนในที่สุด ฉินเซียงเหอก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
“จ้าวเย่อหรัน ย่าถามเจ้า”
เสียงนางเย็นจัด
“วันนี้เจ้าคิดจะทําอะไรกันแน่ เหตุใดจึงท่าเช่นนี้
จ้าวเย่อหรันมองนางอย่างสงบ ยิ่งฟังคําตอบ สีหน้าของจีนเชียง เหอก็ยิ่งด่าคล้า เพราะนางรู้ดี ทุกคําของจ้าวเข่อหรัน ล้วนเป็นความจริง ฐานะของบุตรสาวผู้นี้ ทําให้นางเคยได้หน้าได้ตาในวงสังคมไม่น้อย แต่ยิ่ง เป็นเช่นนั้น
ยิ่งทําให้ฉินเสียงเหอรู้สึกอึดอัด เพราะสายตาของจ้าวเข่อหรัน…เย็น ชาเกินไป ราวกับไม่มีสิ่งใดในโลก สําคัญกับนางเลย ข้าเป็นมารดาของเจ้า แท้ ๆ เหตุใดเจ้าจึงมองข้าราวกับคนแปลกหน้า ในที่สุด จีนเชียงเหอก็เอ่ย บึ้มด้วยน้าเสียงหยิ่งยโส
“ตามย้ามา ข้ามีเรื่องจะพูดกับเจ้า
ท่าทีราวกับกําาลังประทานพระคุณ เหมือนการที่จ้าวเข่อหรันได้ สนทนากับนาง เป็นบุญวาสนาอย่างยิ่ง เมื่อทุกอย่างในโถงใหญ่สิ้นสุดลง จ้าวเข่อหรันจึงค่อยรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก เรื่องเช่นนี้ ตราบใดที่ ยังไม่จบสิ้น ก็ยังมีโอกาสพลิกผัน
แต่เมื่อมันกลายเป็นข้อสรุปแล้ว ก็ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงมันได้อีก นางหันหลังเตรียมออกจากสวน แต่เมื่อเดินไปได้ครึ่งทาง นางก็หยุดฝีเท้า ก่อนเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับมา
‘ท่านแม่ หากท่านมีเวลา…ก็ควรรับอบรมจ้าวเย่อเหรินเสียหน่อย”
นํ้าเสียงแผ่วเบา แต่คมกริบ
“อีกไม่นานนางก็จะเข้าสู่จวนองค์รัชทายาทแล้ว หากยังคงไร้ มารยาทเช่นทุกวันนี้…ครั้งหน้า คนที่ถูกไล่ออกคงไม่ใช่จากจวนโหว แต่เป็น จากจวนองค์รัชทายาทเสียมากกว่า”
คําพูดนั้นเหมือนคมดาบที่เชือดลงอย่างแม่นยํา
“จ้าวเข่อหรัน!”
ฉินเสียงเหอกัดฟันจนแทบแตก
“ข้าเกลียดเจ้านัก! หากรู้ว่าจะมีวันนี้ ตอนเจ้าลืมตาดูโลก ข้าน่าจะ บีบคอเจ้าทิ้งเสียตั้งแต่แรก!”
คําสาปของผู้เป็นแม่ ทําให้ร่างของจ้าวเย่อหรันชะงักไปชั่วขณะ เพียงชั่วอึดใจเท่านั้น เพราะคําพูดนั้น ทําให้นางนึกถึงเรื่องในชาติภพก่อน ความรู้สึกที่ถูกทอดทิ้ง ถูกหักหลัง จากคนที่ควรปกป้องตนที่สุด ความทรง จ่าเหล่านั้นยังคงคมชัด แม้เวลาจะผ่านไปแล้วก็ตาม แต่เพียงพริบตาเดียว
สีหน้าของจ้าวเย่อหรันก็กลับมาเรียบเฉยยังเติม
ท่านแม่
นางหัวเราะเบา ๆ เสียงนั้นฟังดูเย็นเยียบ
น่าเสียดายเหลือเกิน ท่านไม่ได้ทําเช่นนั้นในตอนนั้น เพราะตอนนี้
โอกาสเช่นนั้นไม่มีอีกแล้ว”
จีนเชียงเหอหน้าเปลี่ยนสี
“จ้าวเข่อหรัน เจ้ากําลังจะเกินไปแล้ว!”
นางสูดลมหายใจลึก ก่อนเอ่ยด้วยเสียงเย็น
อีกไม่นานก็จะถึงพิธีปักปิ่นของเจ้าแล้ว จากนั้นก็ต้องออกเรือนไป แต่งงาน เจ้าคิดหรือไม่…หากข้าไม่ไปร่วมพิธี ไม่ไปส่งเจ้าขึ้นเกี้ยว เจ้าจะมี
หน้าที่ใหนยืนอยู่ต่อหน้าผู้คน
นางยิ้มอย่างมั่นใจ นางเชื่อว่าการข่มขู่นี้ต้องได้ผล แต่จ้าวเข่อหรัน
กลับหัวเราะเบา ๆ
‘ท่านแม่ ท่านคิดว่าช้าจะกลัวจริงหรือ”
นางเอียงศีรษะเล็กน้อย
“อ้ากลับคิดว่า…คนที่เสียหน้ามากกว่าคงเป็นท่าน เพราะถึงอย่างไร
‘เหวินจวิ้นจู่’ ผู้เป็นว่าที่พระชายาอ๋องสวี่ ก็คือลูกสาวของท่าน หากท่านไม่ ไป ผู้คนจะคิดอย่างไร…ท่านลองคิดดูเองเถิด”
บึ้มบาง
ฉินเสียงเหอถึงกับพูดไม่ออก เพราะทุกค้าคือความจริง จ้าวเข่อหรัน
‘ท่านแม่ ต่อให้เราบาดหมางกันเพียงใด แต่ภายนอกไม่มีใครรู้ ดัง นั้น…ลูกสาวที่กําาลังจะเป็นพระชายาอ๋อง ก็ยังคงเป็นเกียรติของท่านอยู่ดี
คําพูดสุภาพ แต่แฝงด้วยการเชือดเฉือนอย่างแยบยล ฉินเชียง เหอรู้ กราวกับถูกบีบคอ อยากโต้เถียง แต่กลับไม่มีคําพูดใดออกมาได้ จ้าวเข่อหรันไม่คิดสนใจอีก นางหันหลังจากไป ทิ้งให้ฉินเสียงเหอยืนตัวแข็ง อยู่ในสวนเล็กใต้แสงโคม ใบหน้าซีดเผือด โกรธจนแทบพูดไม่ออก
หลังจากนั้นไม่นาน ภายใต้การผลักดันอย่างลับ ๆ ของ
จ้าวเข่อหรัน เรื่องการยก ชุนอีเหนียง ขึ้นเป็นภรรยารองอย่างเป็นทางการ ก็ถูกดําเนินการอย่างรวดเร็ว ไม่กี่วันต่อมา หลังพิธีเช่นบรรพบุรุษและขั้น ตอนต่าง ๆ เสร็จสิ้น ในจวนไปซื้อ ก็ไม่มี “ซุน เหนียง” อีกต่อไป แต่มี ฮูหยินรองแห่งจวนไท่ซือ
และเรื่องนี้ ก็กลายเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงได้อีก ส่วนคนในจวน ต่างก็มีความรู้สึกหลากหลาย จาง เหนียงไม่สนใจอะไรอีก แล้ว ในใจนางมีเพียงบุตรสาวที่ถูกส่งไปยังศาลบรรพชน หลิวอีเหนียงแม้ จะอิจฉาอยู่บ้าง แต่เพราะสนิทกับซุน เหนียง และยืนอยู่ฝ่ายจ้าวเข่อหรัน นางจิงยินดีเสียมากกว่า แต่คนที่รู้สึกซับซ้อนที่สุด คงหนีไม่พ้น หลี่อี๋
เหนียง
นางมองดูซุน เหนียงจากไกล ๆ ในใจทั้งอิจฉา ทั้งริษยา เพราะ เพียงชั่วข้ามคืน บุตรชายที่เคยเป็นเพียงบุตรอนุ กลับกลายเป็น บุตรโดย ชอบธรรม ส่วนบุตรสาวสองคนของนาง…อายุก็มากขึ้นทุกปี แต่เรื่องแต่ง งานกลับยังไร้วี่แวว คิดแล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจ แต่ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร ความจริงก็ได้ถูกกําหนดแล้ว
ซุน เหนียง กลายเป็น ฮูหยินรองของจวนไท่ซือ อย่างสมบูรณ์ และ ไม่นานหลังจากนั้น การสอบคัดเลือกขุนนางขั้นสุดท้าย หรือ การสอบหน้า พระที่นั่ง ก็ได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ ลมพายุของการเมืองในราช สํานัก กําลังจะเริ่มพัดโหมอีกครั้ง…