อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 1 บทที่ 1 ข้ามีวิหารอัตลักษณ์สามอัน (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 1 บทที่ 1 ข้ามีวิหารอัตลักษณ์สามอัน (อัปเดต)
อาณาจักรต้าเซี่ย มณฑลเทียนสู่
นครหนานเฟิงในเดือนหก ดวงอาทิตย์ร้อนแรงดุจเปลวไฟ แผดเผาแผ่นดินจนร้อนผ่าว
วิทยาลัยระดับกลางหนานเฟิง
ณ สนามฝึกอันกว้างขวางและสว่างไสว
เหล่าเด็กหนุ่มสาวที่ยังคงมีใบหน้าอ่อนเยาว์ซึ่งสวมชุดฝึกอยู่นั้น ต่างนั่งขัดสมาธิอยู่รอบสนามฝึก สายตามองไปยังใจกลางสนาม ตรงนั้นมีเงาร่างสองร่างกำลังประลองฝีมือกัน เมื่อกระบี่ไม้ในมือปะทะกันอย่างดุเดือด ก็มีเสียงดังก้องกังวานไปทั่วทั้งสนามฝึก
สองคนในสนาม ทั้งคู่ดูมีอายุราวสิบห้าหรือสิบหกปี หนุ่มน้อยทางฝั่งขวามีร่างกายสูงใหญ่แข็งแรง ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย ดวงตามีประกาย รูปร่างโดดเด่นสง่างาม ยังไม่ต้องกล่าวถึงอย่างอื่น เพียงแค่รูปโฉมที่ค่อนข้างหล่อเหลาเอาการของเขา ก็เพียงพอที่จะทำให้สาวน้อยหลายคนในสนามส่งสายตาเป็นประกายมาที่เขาพร้อมกับความเขินอายบางๆ แล้ว
“หลี่ลั่ว สู้เขา!”
ทั้งยังมีสาวน้อยที่ใจกล้าส่งเสียงให้กำลังใจออกมาด้วย
ซึ่งด้านหน้าของหนุ่มน้อยที่ชื่อหลี่ลั่วคนนั้น เป็นเด็กหนุ่มที่มีร่างกายบึกบึนกำยำ ใบหน้าหยาบกร้านไม่น้อย อีกทั้งยังมีผิวพรรณคล้ำเข้ม เมื่อเทียบกับหลี่ลั่วแล้ว เขาก็ดูราวกับเป็นมนุษย์ผสมกับหมีดำเลยจริงๆ
ดังนั้นเมื่อเขาได้ยินเสียงสาวน้อยเหล่านั้นให้กำลังใจหลี่ลั่ว เขาก็เผยสีหน้าอิจฉาเล็กน้อย ส่งเสียงตะคอกกล่าว “หลี่ลั่ว ข้าจะไม่ออมมือแล้วนะ!”
เขาก้าวออกไปหนึ่งก้าว พื้นดินถึงกับสะเทือนไปเล็กน้อย กระบี่ไม้ในมือถูกตวัดวาดผ่านอากาศ เสียงแหวกอากาศดังขึ้นรางๆ ฟาดฟันไปทางหลี่ลั่วที่อยู่ด้านหน้า
เงากระบี่ฟาดฟันลงมา หลี่ลั่วตาเป็นประกาย กดปลายเท้าเล็กน้อย จากนั้นร่างของเขาก็พุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว ย่างก้าวฉับไวประหนึ่งนกน้อยโบยบิน หลบเลี่ยงหนึ่งกระบี่อันหนักหน่วงนั่นได้ทันที
“นั่นมันท่าเท้าปักษาวายุ!” มีคนในสนามอุทานออกมาด้วยความชื่นชม ท่าเท้าปักษาวายุเป็นวิชาอัตลักษณ์ระดับต่ำ ในที่นี้มีคนใช้เป็นไม่น้อย แต่แทบไม่มีใครสามารถใช้ได้อย่างคล่องแคล่วเท่าหลี่ลั่วเลย
เงาร่างของหลี่ลั่วพุ่งเข้าหาหนุ่มน้อยกำยำผู้นั้นราวกับวิหคโบยบิน กระบี่ไม้ในมือถูกชักออกด้วยท่าชักกระบี่อย่างฉับพลัน พริบตานั้น ราวกับมีประกายเย็นเยียบสายหนึ่งวาดผ่าน พุ่งตรงไปยังหน้าอกของเด็กหนุ่มด้วยความเร็วสูง
“กระบี่แสงวิญญาณน้อย!” มีเสียงอุทานดังขึ้นอีกครั้ง กระบี่นี้ของหลี่ลั่วมีแสงวิญญาณกะพริบวูบ ทั้งรวดเร็วทั้งดุดัน ทำให้ผู้ชมรู้สึกทอดถอนใจอย่างอดไม่ได้ สมชื่อผู้ที่มีความสามารถในการเรียนรู้เป็นอันดับหนึ่งของวิทยาลัยระดับกลางหนานเฟิงจริงๆ
เมื่อเผชิญกับเงากระบี่ที่เสือกแทงเข้ามาอย่างรวดเร็ว สีหน้าของเด็กหนุ่มกำยำก็เปลี่ยนไป ทว่าความแข็งแกร่งของเขาเองก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน ในช่วงเวลาคับขันเขาสามารถฝืนประคองร่างและกระทืบเท้าหนึ่งที เงาร่างพลันถอยหลังออกไปหลายก้าว
ขณะเดียวกัน บนผิวกายของเขาได้มีแสงสีเงินปรากฏขึ้นมารางๆ หนึ่งชั้น ฝ่ามือข้างที่จับกระบี่ไม้เอาไว้ มันก็ราวกับกลายเป็นเงาอุ้งเท้าหมีสีเงินอันเลือนราง
ขณะเดียวกันก็มีเสียงคำรามทุ้มต่ำของหมีดังขึ้นมารางๆ จากภายในร่างกายของหนุ่มน้อยกำยำแล้ว
เหล่านักศึกษาที่เห็นภาพนี้ต่างพากันร้องอุทานด้วยความตกใจ “นั่นมันอัตลักษณ์หมีเงินระดับห้าของจ้าวคั่ว! ดูท่าเขาจะเอาจริงแล้ว!”
ท่ามกลางเสียงอุทานที่ดังระงม จ้าวคั่วได้ก้าวเท้าออกหนึ่งก้าว พื้นดินถึงกับปริออกเป็นรอยแตกร้าวหนึ่งรอย กระบี่ไม้ในมือเขาได้ฟาดลงมาด้วยพละกำลังดุดัน เกิดคลื่นลมสาดซัด ฟาดฟันเข้าใส่หลี่ลั่วที่อยู่ตรงหน้าอย่างรุนแรง
บนกระบี่ไม้มีประกายแสงสีเงินสว่างวาบ เสียงแหวกอากาศดังขึ้นจนแสบหู
“ระเบิดพลังสะบั้น!”
เด็กหนุ่มกำยำแผดเสียงตะคอก แสงสีเงินฟาดฟันลงมา ตรงเข้าใส่เงากระบี่ของหลี่ลั่วที่กำลังเสือกแทงเข้ามาอย่างรวดเร็ว
เปรี้ยง!
วินาทีต่อมา กระบี่ทั้งสองเล่มได้ปะทะเข้าด้วยกัน
ผลจากการปะทะอันรุนแรงทำให้กระบี่ไม้ในมือหลี่ลั่วแตกออกเป็นเสี่ยงๆ พลังอันดิบเถื่อนดุจหมีคลั่งสายหนึ่งได้ทะลักเข้ามา
พละกำลังอันมหาศาลได้สะเทือนจนหลี่ลั่วเซถอยหลังไปสิบกว่าก้าว
หลี่ลั่วฝืนหยุดฝีเท้าเอาไว้ก่อนจะก้มลงมองกระบี่ไม้ที่แหลกเป็นเสี่ยงๆ ยิ้มออกมาอย่างจนปัญญาแล้วกล่าว “เอาเถอะ จ้าวคั่ว เจ้าชนะแล้ว”
“เฮ้อ”
เสียงพูดของหลี่ลั่วทำให้สาวน้อยในสนามต่างพากันส่งเสียงแสดงความเสียดาย แต่ในทางกลับกันนั้น เหล่าเด็กหนุ่มทั้งหลายกลับแอบยิ้มเยาะออกมา อย่างไรเสียพวกเขาก็เป็นเด็กหนุ่มวัยคึกคะนอง พวกเขาย่อมต้องรู้สึกอิจฉาริษยาหลี่ลั่วที่ได้รับความนิยมจากสาวๆ มากขนาดนี้อยู่แล้ว
“น่าเสียดายจริงๆ ทั้งที่การโจมตีของหลี่ลั่วเฉียบคมยิ่งกว่า ในด้านการใช้วิชาอัตลักษณ์ก็เหนือกว่าจ้าวคั่วไม่น้อยด้วย หากไม่ใช่เพราะเขาไร้อัตลักษณ์ ผู้ชนะครั้งนี้จะต้องเป็นหลี่ลั่วแน่นอน” มีคนแสดงความคิดเห็น
“ใช่แล้ว จ้าวคั่วมีอัตลักษณ์หมีเงินระดับห้า พละกำลังมหาศาล และพลังอัตลักษณ์ของเขาเกรงว่าน่าจะถึงระดับห้าตราแล้วด้วย สมกับเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในตึกสองของพวกเราจริงๆ”
“หลี่ลั่วมีพรสวรรค์ในด้านวิชาอัตลักษณ์ที่ร้ายกาจมากก็จริง แต่เขากลับไร้อัตลักษณ์แต่กำเนิด นับเป็นข้อเสียอันใหญ่หลวงเลยทีเดียว หากไร้ซึ่งพลังอัตลักษณ์ที่แข็งแกร่งมากพอมาหนุนเสริม ไม่ว่าจะฝึกฝนวิชาอัตลักษณ์ได้เชี่ยวชาญเพียงใด มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรมากนักอยู่ดี”
“ฮ่าฮ่า เจ้าไม่ต้องไปสงสารเขาหรอก หลี่ลั่วเป็นใครกัน? เขาเป็นถึงคุณชายน้อยแห่งคฤหาสน์ลั่วหลาน หนึ่งในห้ามหาคฤหาสน์แห่งอาณาจักรต้าเซี่ยเรา พ่อแม่ของเขาก็เป็นถึงผู้ประดับยศขุนนางที่อายุน้อยที่สุดของอาณาจักรต้าเซี่ยเราอีกด้วย ในเวลาสั้นๆ เพียงสิบปี คฤหาสน์ลั่วหลานที่พวกเขาสร้างก็สามารถทะยานขึ้นเป็นหนึ่งในห้ามหาคฤหาสน์ของอาณาจักรต้าเซี่ยได้แล้ว อย่าว่าแต่ในอาณาจักรต้าเซี่ยเลย แม้แต่นอกอาณาจักรเอง ชื่อเสียงของพวกเขาก็เป็นที่รู้จัก”
“เฮ้อ แต่ตอนนี้เรื่องราวเหล่านั้นมันล้าสมัยไปแล้ว ตั้งแต่เมื่อสามปีก่อนที่พ่อแม่ของหลี่ลั่วหายสาบสูญไปใน ‘สมรภูมิขุนนางราชัน’ คฤหาสน์ลั่วหลานก็ตกต่ำลงไปมากแล้ว นอกจากนี้ยังมีข่าวว่าภายในคฤหาสน์ลั่วหลานยังเกิดความขัดแย้งภายในรุนแรง ข้าเกรงว่าอีกไม่นานก็คงจะแตกแยกออกจากกันแล้ว เกรงว่าตำแหน่งคุณชายน้อยของเขาก็คงจะหลุดลอยไปด้วยแล้วกระมัง”
“อ้าว? มีเรื่องแบบนี้ด้วย? ผู้ดูแลคฤหาสน์ลั่วหลานในตอนนี้ น่าจะเป็น… รุ่นพี่เจียงชิงเอ๋อร์สินะ?”
ทันทีที่ได้ยินชื่อนี้ แววตาของเด็กหนุ่มทั้งหลายก็เปลี่ยนไปเร่าร้อนมากขึ้นไม่น้อย เพราะชื่อนี้ถือเป็นตำนานของวิทยาลัยระดับกลางหนานเฟิงแห่งนี้เลยทีเดียว
แต่เมื่อนึกถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นพี่เจียงชิงเอ๋อร์กับหลี่ลั่วแล้ว สายตาของพวกเขาที่มองทางหลี่ลั่วก็แปลกประหลาดไปอย่างอดไม่ได้
และในขณะที่เหล่าหนุ่มน้อยสาวน้อยทั้งหลายกำลังซุบซิบกันอยู่ จ้าวคั่วก็เดินตรงเข้ามาหาหลี่ลั่วเช่นกัน ตบไหล่เขาพร้อมฉีกยิ้มกล่าว “ไม่เป็นไรใช่ไหม? อย่าหาว่าข้าเอาเปรียบเจ้าล่ะ”
หลี่ลั่วยิ้มออกมา จ้าวคั่วผู้นี้มีนิสัยเถรตรง สนิทกับเขาพอสมควร อีกทั้งเรื่องนี้จ้าวคั่วก็ไม่ได้ทำผิดกฎอะไรเลยด้วยซ้ำ
อย่างไรเสียการที่ตัวเขาไร้อัตลักษณ์แต่กำเนิด เดิมทีก็เป็นจุดอ่อนที่ร้ายแรงที่สุดของเขาอยู่แล้วด้วย จะไปโทษจ้าวคั่วได้อย่างไร
…
ตรงริมสนาม มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งได้เลื่อนสายตากลับมาจากตัวทั้งสองคนในสนาม เขามีชื่อว่า สวีซานเยว่ เป็นครูของตึกสอง
ในสายตาของเขา เต็มไปด้วยความเสียดายเช่นกัน
ความสามารถในการเรียนรู้ของหลี่ลั่วนั้นโดดเด่นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นวิชาอัตลักษณ์ใดๆ เมื่ออยู่ในมือเขาแล้วก็ล้วนสามารถฝึกฝนได้รวดเร็วยิ่งกว่าคนทั่วไปอย่างมาก ดูจากจุดนี้แล้ว เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็ได้รับสืบทอดจุดเด่นของพ่อแม่ที่เป็นอัจฉริยะทั้งสองคนมาด้วยเหมือนกัน ทั้งยังอาจจะเหนือกว่าเลยด้วย
แต่ที่น่าเสียดายก็คือ… หลี่ลั่วไร้อัตลักษณ์แต่กำเนิด ในด้านการบำเพ็ญพลังอัตลักษณ์จึงมีปัญหา
การบำเพ็ญของเผ่ามนุษย์ ต้องพึ่งพา “อัตลักษณ์” ของตัวเอง ซึ่งมันเป็นแก่นของการบำเพ็ญ
ใช้อัตลักษณ์ดูดกลืนพลังงานฟ้าดิน สิ่งที่ได้มาในท้ายที่สุดจะถูกเรียกว่า “พลังอัตลักษณ์”
ซึ่งชนิดอัตลักษณ์นั้นมีมากมายนับไม่ถ้วน แต่สามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ อัตลักษณ์ธาตุและอัตลักษณ์สรรพสัตว์
อัตลักษณ์ธาตุก็คือเหล่าธาตุต่างๆ ในทั่วหล้าฟ้าดิน ดิน น้ำ ลม ไฟ สายฟ้า เป็นต้น ส่วนอัตลักษณ์สรรพสัตว์นั้น ตำนานเล่าว่ายุคเริ่มต้นของเผ่ามนุษย์ มีสุดยอดฝีมือที่ต้องการเสริมความแข็งแกร่งให้กับเผ่ามนุษย์ จึงได้นำวิญญาณแห่งสรรพสัตว์มาหลอมรวมเข้าสู่สายเลือดเผ่ามนุษย์ ถึงได้มีอัตลักษณ์สรรพสัตว์กำเนิดขึ้นมา
ซึ่งไม่ว่าจะเป็นอัตลักษณ์ธาตุหรืออัตลักษณ์สรรพสัตว์ ล้วนแล้วแต่มีการแบ่งระดับทั้งสิ้น นั่นคือระดับหนึ่งไปจนถึงระดับเก้า
ในยามที่เด็กน้อยเผ่ามนุษย์เติบโตขึ้นจนมีอายุราวๆ สิบกว่าปี ภายในร่างกายจะมีจุดเชี่ยวเสวีย[1]เปิดออกหนึ่งจุด จุดนี่จะถูกเรียกว่า “วิหารอัตลักษณ์”
เมื่อวิหารอัตลักษณ์ปรากฏขึ้น ย่อมต้องมีอัตลักษณ์ของตัวเองกำเนิดขึ้นมาด้วย
อย่างเช่น จ้าวคั่ว ภายในวิหารอัตลักษณ์ของเขา ก็ได้มีอัตลักษณ์หมีเงินถูกปลุกขึ้นมา ถือเป็นหนึ่งในอัตลักษณ์สรรพสัตว์
จุดเด่นของอัตลักษณ์นี้ ก็คือการมีพละกำลังมหาศาล เมื่อใช้คู่กับพลังอัตลักษณ์ของตัวเองด้วยแล้ว พลังทำลายล้างก็นับว่าน่าตกใจเลยทีเดียว
แต่ปัญหาของหลี่ลั่วก็อยู่ที่ตรงนี้เอง เพราะหลังจากที่วิหารอัตลักษณ์ภายในร่างกายเขาเปิดออก ภายในนั้นกลับไม่ได้มีอัตลักษณ์ใดๆ เผยออกมาเลย ภายในนั้นว่างเปล่า ดังนั้นจึงถูกเรียกว่า “ไร้อัตลักษณ์” ซึ่งโดยทั่วไปแล้วพบเห็นได้ยากอย่างมาก
และเมื่อไร้ซึ่งอัตลักษณ์เป็นแก่นไปดูดกลืนและกลั่นเกลาพลังงานในฟ้าดิน ย่อมเป็นการยากที่หลี่ลั่วจะสามารถบำเพ็ญพลังอัตลักษณ์ที่แข็งแกร่งออกมา… ซึ่งนี่ก็คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เขาพ่ายแพ้ให้กับจ้าวคั่ว
เพราะวิหารอัตลักษณ์ของเขานั้น ไร้อัตลักษณ์
เรื่องที่หลี่ลั่วไร้อัตลักษณ์ ภายในวิทยาลัยหนานเฟิงได้มีการทดลองมาแล้วหลายครั้ง เพราะพ่อแม่ทั้งสองของเขาล้วนแล้วแต่โดดเด่นมากความสามารถเกินไป ทำให้เหล่าบุคลากรระดับสูงของวิทยาลัยต่างก็ตั้งความหวังกับหลี่ลั่วไว้สูงมาก รู้สึกว่าในอนาคตเขาจะต้องเลื่อนระดับขึ้นไปสู่วิทยาลัยระดับสูงที่ดีที่สุดของอาณาจักรต้าเซี่ย วิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงแห่งนั้นได้อย่างแน่นอน
ซึ่งตอนที่หลี่ลั่วเพิ่งเข้าเรียนมาเป็นปีแรกนั้น เขาก็ไม่ทำให้ผิดหวังจริงๆ ในด้านการฝึกฝนวิชาอัตลักษณ์ของเขานั้น ได้เผยให้เห็นถึงพรสวรรค์ที่น่าทึ่งอย่างมาก ได้ถูกจัดให้ไปอยู่ที่ตึกหนึ่งของวิทยาลัยหนานเฟิงโดยตรง ที่นั่นเป็นที่ที่รวบรวมวัยเยาว์ที่มีพรสวรรค์โดดเด่นที่สุดจากในทั่วทั้งมณฑลเทียนสู่เอาไว้
แต่เมื่อเวลาผ่านไป เมื่ออายุของนักศึกษาสูงขึ้นจนถึงช่วงที่วิหารอัตลักษณ์ปรากฏขึ้น เขาก็ต้องพบเจอกับสถานการณ์ที่น่ากระอักกระอ่วนใจ
นั่นคือคนอื่นๆ ล้วนแล้วแต่มีอัตลักษณ์ของตัวเอง แต่เขา… แม้จะมีวิหารอัตลักษณ์เกิดขึ้น แต่ในนั้นกลับว่างเปล่า
ซึ่งการที่ขาดอัตลักษณ์ของตัวเองไป แม้หลี่ลั่วมักจะสามารถฝึกฝนวิชาอัตลักษณ์ได้เร็วกว่าคนอื่นหนึ่งก้าวเสมอ แต่พลังอัตลักษณ์ของเขากลับยกระดับได้เชื่องช้าอย่างมาก จนเมื่อผ่านไปหนึ่งปี ระดับของเขาก็ได้ต่ำกว่ามาตรฐานของตึกหนึ่งเสียแล้ว
การฝึกฝนวิชาอัตลักษณ์ มีเป้าหมายเพื่อทำให้สำแดงพลังอัตลักษณ์ออกมาได้ทรงพลังยิ่งขึ้น แต่หากพลังอัตลักษณ์เบาบาง ไม่ว่าจะเป็นวิชาอัตลักษณ์ที่ระดับสูงเพียงใดก็มีอานุภาพที่จำกัดอยู่ดี
หลังจากทดสอบหลายต่อหลายครั้ง พวกบุคลากรระดับสูงของวิทยาลัยก็ได้ข้อสรุปว่า ปัญหาอยู่ที่ลักษณะร่างกายของหลี่ลั่ว
ร่างกายเช่นนี้ ภายในร่างขาดอัตลักษณ์ ดังนั้นจึงยากที่จะดูดกลืนและกลั่นเกลาพลังงานฟ้าดินได้ การบำเพ็ญในอนาคตจะค่อนข้างยากลำบากเป็นพิเศษ
เมื่อผลลัพธ์นี้ออกมา ครูของตึกหนึ่งก็ได้ยื่นคำร้องต่อเบื้องบนของวิทยาลัยทันที ทำการลดขั้นของหลี่ลั่วจากตึกหนึ่งลงไปอยู่ตึกสองในตอนนี้แทน
อันที่จริงมันก็เป็นเรื่องปกติ อย่างไรเสียตึกหนึ่งก็เป็นสถานที่แห่งความภาคภูมิใจของวิทยาลัยหนานเฟิง ครูท่านนั้นย่อมไม่ต้องการให้หลี่ลั่วไปเป็นตัวถ่วง แน่นอนว่าสาเหตุที่สำคัญที่สุดคือ พ่อแม่ของหลี่ลั่วในเวลานั้นได้หายสาบสูญไปนานมากแล้ว และเมื่อไร้ซึ่งเสาหลักทั้งสองท่านนี้ สถานการณ์ภายในอาณาจักรต้าเซี่ยของคฤหาสน์ลั่วหลานที่มีขุมพลังอ่อนแอที่สุดในบรรดาห้ามหาคฤหาสน์ช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ จึงดูอึดอัดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
สุดท้ายหลี่ลั่วก็ต้องย้ายมาอยู่ที่ตึกสอง
สวีซานเยว่แอบถอนหายใจ ตอนที่หลี่ลั่วเพิ่งมายังตึกสองใหม่ๆ นั้น จ้าวคั่วยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาเลย แต่บัดนี้เวลาเพิ่งผ่านไปเพียงไม่ถึงครึ่งปี หลี่ลั่วก็เริ่มถูกจ้าวคั่วแซงหน้าไปเรียบร้อยแล้ว
ด้วยความเร็วเช่นนี้ เกรงว่าครึ่งปีต่อจากนี้ อันดับของหลี่ลั่วในตึกสองคงจะลดต่ำลงไปอีกเป็นแน่
หากสุดท้ายแล้วหลี่ลั่วมีผลงานแค่นี้ละก็ เกรงว่าคงจะไร้วาสนากับวิทยาลัยระดับสูงที่ผู้คนต่างใฝ่ฝันอย่างวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงแล้ว
ระหว่างที่สวีซานเยว่มองดูหลี่ลั่วที่มีรูปร่างสมส่วนและใบหน้าอันหล่อเหลาที่มีสีหน้าสงบนิ่งนั้น เขาก็ยิ่งรู้สึกเสียดายมากกว่าเดิม อันที่จริงหนุ่มน้อยคนนี้เองก็พยายามอย่างมากแล้ว แต่เพราะเขามีพ่อแม่ที่โดดเด่นและเก่งกาจมากเกินไป ทำให้คนรอบข้างต่างก็คาดหวังกับเขาไว้สูงมาก บัดนี้ พ่อแม่ที่มากความสามารถ กลับกลายเป็นแรงกดดันสำหรับเขาไปแทน
อย่างไรเสียผู้คนก็เอาแต่พูดว่าบิดาพยัคฆ์แต่มีบุตรเป็นสุนัข แต่กลับไม่ได้ไปดูถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของเรื่องราวเหล่านั้นเลย
หลี่ลั่วที่ตกอยู่ใต้สายตาเสียดายของกลุ่มคนนั้น ก็ได้ปัดเศษไม้บนตัวทิ้งไป จากนั้นก็ไปนั่งขัดสมาธิลงข้างๆ เขาย่อมต้องรู้อยู่แล้วว่าในใจของคนอื่นตอนนี้กำลังคิดเรื่องอะไรกันอยู่
ไร้อัตลักษณ์…
มันเป็นการแสดงออกมาว่าอนาคตมืดบอดชัดๆ
แต่ว่า… หลี่ลั่วเบะปากเล็กน้อย ยื่นฝ่ามือไปลูบบริเวณท้องน้อยอย่างอดไม่ได้ อันที่จริงนอกจากตัวเขาเองแล้ว ไม่มีใครรู้เลยว่า ความพิเศษของเขาไม่ได้มีแค่เรื่องไร้อัตลักษณ์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ผู้บำเพ็ญในโลกหล้า แรกเริ่มเดิมทีจะมีวิหารอัตลักษณ์กำเนิดขึ้นเพียงหนึ่งอัน และเมื่อก้าวขึ้นสู่ระดับขุนนางในอนาคต ถึงจะมีวิหารอัตลักษณ์อันที่สองเกิดขึ้น และในยามที่ประดับยศราชัน ก็ถึงจะมีวิหารอัตลักษณ์อันที่สามเกิดขึ้น… แต่ระดับขุนนางนั้น ในทั่วทั้งอาณาจักรต้าเซี่ยก็ยังมีเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น ส่วนระดับราชัน แม้แต่ในอาณาจักรต้าเซี่ยอันแข็งแกร่งแห่งนี้ ก็ยังแทบไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย
แน่นอนว่าทุกเรื่องราวย่อมไม่มีอะไรตายตัว ร่ำลือว่าผู้ที่มีพรสวรรค์พิสดารนั้น ในยามที่พลังอัตลักษณ์ยกระดับขึ้น ก็มีโอกาสที่ต่ำมากที่จะมีวิหารอัตลักษณ์อันที่สองกำเนิดขึ้นมาก่อนที่จะก้าวขึ้นสู่ระดับขุนนาง แต่เรื่องแบบนี้มันก็พบเจอได้น้อยอย่างมากเช่นกัน
ซึ่งความพิเศษของหลี่ลั่วอีกจุดหนึ่งก็อยู่ที่ตรงนี้เอง… แม้ตอนนี้เขาจะยังอยู่ในระดับแรกสุดอย่างระดับสิบตรา ทว่า… ภายในร่างกายของเขา กลับไม่ได้มีวิหารอัตลักษณ์อยู่แค่อันเดียว…
แต่เขามีมากถึงสามอันอย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย!
ใช่แล้ว นี่เป็นสิ่งที่เดิมทีแล้วจะเกิดขึ้นได้ตอนก้าวขึ้นสู่ระดับราชันเท่านั้น แต่ตอนนี้มันกลับมาเกิดขึ้นกับหลี่ลั่วแล้ว
แต่ที่น่าโมโหคือ วิหารอัตลักษณ์ทั้งสามอันนี้ มันล้วนว่างเปล่า!
ดังนั้น หากว่าไร้อัตลักษณ์หนึ่งอันไม่มีอนาคต เช่นนั้นขอถามหน่อยว่า แล้วไร้อัตลักษณ์สามอัน มันจะถือว่ามีอนาคตหรือไม่มีอนาคตกันแน่?
หลี่ลั่วถอนหายใจออกมาคำหนึ่ง สีหน้าเศร้าสร้อยลงเล็กน้อย
ขณะที่หลี่ลั่วว้าวุ่นใจอยู่นั้น จ้าวคั่วก็เดินเข้ามานั่งข้างๆ เขา เอ่ยถามเสียงเบาว่า “ปัญหาเรื่องไร้อัตลักษณ์ของเจ้า ยังแก้ไม่ได้อีกหรือ?”
หลี่ลั่วได้ยินเช่นนั้นก็เพียงแค่ส่ายหน้าเล็กน้อย
จ้าวคั่วเห็นท่าทางของหลี่ลั่วแล้วก็ถอนหายใจออกมาเช่นกัน เขารู้ว่าตัวเองเหมือนจะถามคำถามไร้สาระออกไป อัตลักษณ์นั้นเป็นสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด และเหมือนจะยังไม่เคยมีใครได้ยินมาก่อนด้วยว่าจะสามารถเติมเข้าไปหลังกำเนิดได้
ปัญหาของหลี่ลั่วนั้น เห็นได้ชัดว่าเป็นโจทย์ยากข้อใหญ่
ในขณะที่ทั้งสองสนทนากันอยู่ สวีซานเยว่ได้เดินเข้ามาในสนาม กล่าวให้กำลังใจหลี่ลั่วสองสามประโยค สุดท้ายจึงค่อยหันไปกล่าวกับนักศึกษาคนอื่นๆ ว่า “ทุกคน เริ่มตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป จะเป็นช่วงการสอบใหญ่ที่สำคัญที่สุดแล้ว พวกเจ้าจะได้เข้าสู่วิทยาลัยระดับสูงหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการสอบครั้งนี้แล้ว ดังนั้น ตั้งใจบำเพ็ญให้เต็มที่ล่ะ”
เมื่อเหล่านักศึกษาได้ยินเช่นนั้นก็แสดงสีหน้าจริงจังออกมา พวกเขาต่างพร่ำเพียรฝึกฝนมาเป็นเวลาหลายปี ก็เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสอบครั้งใหญ่ในเดือนหน้านี่เอง หากพวกเขาสามารถสอบเข้าเรียนในวิทยาลัยระดับสูงได้ อนาคตของพวกเขาก็จะยิ่งก้าวหน้าขึ้นอย่างก้าวกระโดด
หลังจากที่สวีซานเยว่พูดจบ ก็ประกาศเลิกเรียน
หลี่ลั่วกับจ้าวคั่วเองก็เดินออกจากสนามฝึกพร้อมกับนักศึกษาคนอื่นๆ
“ข้าจะไปฝึกฝนวิชาอัตลักษณ์เพิ่มอีกสักหน่อย วันนี้ข้าถูกเจ้ากระตุ้นเข้าให้แล้ว เจ้านี่มันร้ายกาจจริงๆ ถ้าพลังอัตลักษณ์ของเจ้าแข็งแกร่งกว่านี้อีกหน่อยละก็ ข้าคงถูกเจ้าอัดอยู่ฝ่ายเดียวแล้ว” จ้าวคั่วถอนหายใจออกมายาวเป็นพิเศษ ก่อนจะโบกมือลาหลี่ลั่วแล้วเดินจากไป
หลี่ลั่วมองตามหลังของจ้าวคั่วแล้วหัวเราะเบาๆ เขารู้ดีว่าจ้าวคั่วคงกลัวว่าผลการประลองเมื่อครู่จะกระทบกระเทือนจิตใจเขา จึงได้ขอแยกตัวออกไปก่อน
แต่ถึงอย่างไรหลังจากเวลาผ่านมานานขนาดนี้ หลี่ลั่วก็ชินกับมันได้นานแล้ว
เขาเลื่อนสายตากลับมา เดินตามถนนเล็กๆ ที่ตัดผ่านป่า มุ่งหน้าออกสู่นอกวิทยาลัย
ระหว่างนั้น เขาได้พบเจอกับนักศึกษาหลายคน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ทุกคนล้วนจับจ้องสายตามามองที่เขา เพราะต่อให้ไม่นับเรื่องหน้าตาที่หล่อเหลาสง่างามของเขาแล้ว หลี่ลั่วก็ยังถือเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเลื่องลือในด้านความแปลกของวิทยาลัยแห่งนี้คนหนึ่งเลยเหมือนกัน
กับสายตาเหล่านั้น หลี่ลั่วกลับแสดงท่าทีเฉยเมย เขาเดินตามถนนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงบริเวณหน้าประตูวิทยาลัยถึงได้หยุดเท้าลง
ที่นั่นมีผู้คนรวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่ กำลังส่งเสียงฮือฮาออกมา
จุดที่กลุ่มนักศึกษาเหล่านั้นกำลังล้อมรอบอยู่ เป็นกำแพงหินสีเขียว มันคือกำแพงเกียรติยศของวิทยาลัยหนานเฟิง จะบันทึกชื่อของอัจฉริยะทุกคนที่จบจากวิทยาลัยแห่งนี้ไปเอาไว้
กำแพงเกียรติยศนี้ นักศึกษาของวิทยาลัยหนานเฟิงต่างก็ได้เห็นมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ตามหลักแล้วพวกเขาควรจะรู้สึกเบื่อหน่ายกันได้แล้ว แต่ที่นี่กลับยังคงเป็นจุดที่คึกคักที่สุดเสมอ
หลี่ลั่วเม้มปากเล็กน้อย แน่นอนว่าเขาย่อมต้องรู้สาเหตุอยู่แล้ว เพราะคนส่วนใหญ่ที่มาที่นี่ ล้วนมาเพราะนาง
สายตาของหลี่ลั่วหันไปมองทางด้านบนของกำแพงเกียรติยศ ตรงนั้นมีศิลาผลึกแก้วอยู่ก้อนหนึ่ง มีประกายแสงหลายสายแผ่ออกมาจากในนั้น สุดท้ายก็ร้อยเรียงกันเป็นเงาร่างที่สูงเพรียวเรียวบาง อีกทั้งยังดูสมจริงราวกับมีชีวิต
นั่นคือเด็กสาวคนหนึ่ง นางสวมชุดเครื่องแบบของวิทยาลัยหนานเฟิง ท่อนบนเป็นชุดสีขาวอันเรียบง่ายบริสุทธิ์ แต่มีผ้าคลุมสั้นสีน้ำเงินสดใสคลุมทับอีกชั้น โบกสะบัดตามสายลม ท่อนล่างเป็นกระโปรงสั้นสีดำ ใต้กระโปรงนั้นเป็นท่อนขาอันเรียวยาวขาวเนียนจนสะท้อนแสงคู่หนึ่ง
นางมีใบหน้าที่งดงามสมบูรณ์แบบ ดั้งจมูกที่โด่งงาม ขนตาที่หนาและยาว ผิวขาวราวกับหิมะ แต่ถึงแม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะล้วนน่าชื่นชม ทว่าสิ่งที่ทำให้ผู้คนจดจำได้มากที่สุด คือดวงตาของนาง
เป็นดวงตาสีทองคู่หนึ่ง แผ่ความบริสุทธิ์ที่ยากจะบรรยายได้ออกมา หากจ้องมองนานเกินไป ก็ชวนให้รู้สึกกดดันอยู่บ้างเหมือนกัน
นางมีสีหน้าที่ค่อนข้างเย็นชา มองตรงไปทางด้านหน้า มือข้างหนึ่งเท้าเอวไว้ ส่วนอีกมือหนึ่งนั้นถือกระบี่ไม้เล่มหนึ่ง ทันทีที่พบเห็น ทั้งความสง่างามทั้งความดุดันแข็งกร้าวนั้นก็ได้ถาโถมเข้าใส่ทันที
นี่คือเด็กสาวที่ไม่ว่าจะรูปลักษณ์หรือบุคลิก ก็ล้วนทำให้ผู้คนใจเต้นได้ทั้งสิ้น
บนกำแพงด้านหลังเงาร่างของนาง มีชื่อของนางสลักเอาไว้
เจียงชิงเอ๋อร์ เพชรเม็ดงามอันเจิดจรัสที่จบออกจากวิทยาลัยหนานเฟิงไป ด้วยอัตลักษณ์แสงสว่างระดับเก้าและความร้ายกาจของพรสวรรค์นาง ก็ทำให้ผู้คนทั่วทั้งอาณาจักรต้าเซี่ยยังต้องตกตะลึง
เพียงแค่สองปีหลังจากเข้าเรียน ยังไม่ทันได้ทำการสอบใหญ่เลื่อนชั้น ก็ถูกวิทยาลัยระดับสูงอย่างเช่นวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงรับเลือกโดยตรงเป็นกรณีพิเศษ กลายเป็นคนแรกในรอบร้อยปีของมณฑลเทียนสู่ที่ได้รับเกียรติเช่นนี้
นางได้กลายเป็นตำนานของวิทยาลัยระดับกลางหนานเฟิงไปแล้ว นักศึกษาจำนวนนับไม่ถ้วนที่เข้ามาใหม่หลังจากนั้นล้วนแล้วแต่แหงนมองนางจากที่นี่ ซึ่งตัวนางในตอนนี้ก็ถึงกับมีชื่อเสียงในทั่วทั้งอาณาจักรต้าเซี่ยแล้ว
หลี่ลั่วจ้องมองไปที่เงาร่างของเจียงชิงเอ๋อร์เช่นกัน จากนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงสายตาจำนวนหนึ่งที่มองมาที่ตัวเขาจากรอบข้าง นักศึกษาเหล่านั้น ไม่ว่าจะชายหรือหญิง ตอนนี้ล้วนแล้วแต่มองเขาด้วยสายตาที่แฝงไว้ด้วยความเจ็บใจ อิจฉา และประหลาดใจ
กับสายตาเหล่านี้ หลี่ลั่วยังคงเมินเฉยเหมือนเคย เขารู้ดีว่าต้นเหตุของสายตาเหล่านี้คืออะไร
เป็นเพราะเจียงชิงเอ๋อร์
ผู้ที่เป็นดั่งเทพธิดาสำหรับเหล่านักศึกษาทุกคนในวิทยาลัยหนานเฟิงไม่ว่าชายหรือหญิง และนางก็ยังเป็นคนที่ถูกพ่อแม่ของเขารับเป็นศิษย์ตั้งแต่เล็กๆ อีกทั้งยัง… หมั้นหมายกับเขาไว้แล้วด้วย
พูดให้ชัดๆ เลยก็คือ เจียงชิงเอ๋อร์นั้นเป็นคู่หมั้นของเขา
————————————-
[1] จุดเชี่ยวเสวีย จุดฝังเข็มตามหลักแพทย์แผนจีน