อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 1 บทที่ 2 คู่หมั้นที่ไม่อยากถอนหมั้น (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 1 บทที่ 2 คู่หมั้นที่ไม่อยากถอนหมั้น (อัปเดต)
ในความทรงจำของหลี่ลั่ว ครั้งแรกที่เขาได้พบกับเจียงชิงเอ๋อร์นั้นน่าจะเป็นตอนที่เขามีอายุราวสามขวบ
ครั้งนั้นพ่อแม่ของเขาเหมือนว่าจะออกเดินทางไกลและหลังจากที่กลับมา ก็ได้พาเจียงชิงเอ๋อร์ที่ตอนนั้นน่าจะอายุราวๆ ห้าขวบกลับมาด้วย
ต่อมาพวกเขาก็รับเจียงชิงเอ๋อร์เป็นศิษย์
หากมองจากมุมนี้แล้ว หลี่ลั่วกับเจียงชิงเอ๋อร์ถือเป็นคู่รักที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็กอย่างแท้จริง อีกทั้งพ่อแม่เขาก็ยังรักใคร่เอ็นดูนางอย่างมากอีกด้วย
ทว่าความสัมพันธ์ในวัยเด็กของหลี่ลั่วและเจียงชิงเอ๋อร์นั้นค่อนข้างซับซ้อน เพราะเจียงชิงเอ๋อร์นั้นโดดเด่นมากเกินไปตั้งแต่เด็ก รวมกับที่นางอายุมากกว่าหลี่ลั่วสองปี ดังนั้นเมื่อทั้งสองทะเลาะกันในวัยเด็ก ก็มักจะจบลงที่หลี่ลั่วถูกเจียงชิงเอ๋อร์กดลงบนพื้นอย่างเย็นชาแล้วอัดจนอ่วมอยู่ร่ำไป
นับเป็นฝันร้ายโดยแท้จริง!
ส่วนสาเหตุที่เจียงชิงเอ๋อร์กลายมาเป็นคู่หมั้นของเขานั้น ว่ากันว่าเป็นตอนที่นางอายุได้ราวสิบขวบ ตอนนั้นพ่อของเขาดื่มสุรามากเกินไปจนละเมอกล่าวออกมาว่า หากเสี่ยวเอ๋อร์เป็นสะใภ้ของบ้านเราคงจะดีไม่น้อยเลยนะ
จากนั้นในวันต่อมา เจียงชิงเอ๋อร์วัยสิบขวบก็ได้เขียนสัญญาหมั้นฉบับหนึ่งขึ้นมาด้วยมือตัวเอง ก่อนจะนำไปมอบให้พ่อของเขาที่ตกใจจนเบิกตาโตอ้าปากค้าง
ครั้งนั้น ท่านพ่อได้ถูกท่านแม่ที่ออกไปทำธุระด้านนอก รีบกลับมาบ้านและตำหนิจนเกือบบ้าไปแล้วเลย
ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ตัวเขาที่ยืนหัวเราะอยู่ข้างๆ ยังพลอยถูกลูกหลงไปด้วย ถูกแม่ที่กำลังเดือดดาลต่อว่าไปอีกชุดใหญ่
จากนั้นแม่ก็ให้เจียงชิงเอ๋อร์เก็บสัญญาหมั้นกลับไป แต่ไม่ว่าใครก็คาดไม่ถึงเลยว่า นางจะแสดงความดื้อรั้นเกินความคาดหมายออกมา นางเพียงคุกเข่าอยู่ต่อหน้าพ่อแม่ของเขาอย่างเงียบงัน
สุดท้าย ท่านพ่อท่านแม่ที่จนปัญญาก็ได้แต่ปล่อยนางทำตามใจ แต่สัญญาหมั้นฉบับนั้นได้ถูกพวกเขาเก็บไว้ จากนั้นก็ไม่เคยเอ่ยถึงมันอีกเลย ราวกับว่ามันไม่เคยมีอยู่ก็มาก่อน
เรื่องนี้จึงค่อยๆ เงียบหายไปตามกาลเวลา กระทั่งตัวหลี่ลั่วเองก็ลืมเรื่องนี้ไปแล้ว
แต่เมื่อไม่กี่ปีก่อน ตอนที่เจียงชิงเอ๋อร์ยังอยู่ที่วิทยาลัยหนานเฟิง มีคนคนหนึ่งที่มาตามจีบนางอย่างบ้าคลั่งและไม่ลดละ สุดท้ายนางจึงได้เปิดเผยเรื่องที่นางหมั้นหมายกับหลี่ลั่วเอาไว้แล้วออกมาตรงๆ
เรื่องนี้ได้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งมณฑลเทียนสู่ในตอนนั้นเลย
โชคดีที่ตอนนั้นหลี่ลั่วยังไม่ได้เข้าเรียนในวิทยาลัยหนานเฟิง มิฉะนั้นเขาคงถูกคนรุมประชาทัณฑ์อย่างแน่นอน แต่ถึงแม้เรื่องนี้จะผ่านมาหลายปีแล้ว แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็ยังทำให้หลี่ลั่วที่อยู่ในวิทยาลัยหนานเฟิงตอนนี้สัมผัสได้ถึงเสน่ห์ของเจียงชิงเอ๋อร์อย่างลึกซึ้ง
“พ่อ หาเรื่องทิ้งไว้ให้ข้าไม่น้อยเลยจริงๆ” หลี่ลั่วแอบถอนหายใจ
“นี่หลี่ลั่ว เจ้าชอบมาหยุดอยู่ที่นี่ทุกวัน หรือว่าเจ้าจะชอบถูกคนอื่นมองด้วยสายตาอิจฉามากขนาดนั้นเลย? ” ในตอนที่หลี่ลั่วกำลังแอบถอนหายใจอยู่นั้น อยู่ๆ ก็มีเสียงของเด็กสาวคนหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง
เมื่อหลี่ลั่วหันกลับไปมอง ก็เห็นสาวน้อยหน้าตาน่ารักคนหนึ่งยืนอยู่ด้านหลัง นางมีผมยาวประบ่า ถึงแม้ว่าหน้าตาจะไม่งดงามเท่าเจียงชิงเอ๋อร์ แต่ก็นับว่าเป็นสาวงามคนหนึ่งเลยเหมือนกัน ชุดนักศึกษาที่รัดรูปเผยให้เห็นทรวดทรงองเอวอันงดงามสมส่วน มีส่วนเว้าส่วนโค้ง
ซึ่งตอนนี้ สาวน้อยก็กำลังยืนกอดอก มองหลี่ลั่วด้วยสายตาเย้ยหยันเล็กน้อย
แต่กับสายตาของนาง หลี่ลั่วกลับมีสีหน้าค่อนข้างนิ่งสงบ สาวน้อยตรงหน้ามีชื่อว่า ตี้ฝ่าฉิง เป็นนักศึกษาของตึกหนึ่ง และก็ถือเป็นอีกหนึ่งดอกไม้งามของวิทยาลัยหนานเฟิงด้วยเช่นกัน อีกทั้งนางยังมาจากตระกูลตี้ฝ่า หนึ่งในสามตระกูลใหญ่ของมณฑลเทียนสู่อีกด้วย
ตี้ฝ่าฉิงไม่ได้มีความแค้นอะไรกับหลี่ลั่ว ทว่านางเป็นผู้คลั่งไคล้เจียงชิงเอ๋อร์ อีกทั้งยังคลั่งไคล้จนบ้าคลั่งและสูญเสียเหตุผลไปแล้วด้วย
ในสายตาของนาง เจียงชิงเอ๋อร์นั้นงดงามไร้ที่ติราวกับเทพธิดาบนสวรรค์ ไม่มีบุรุษใดในโลกนี้คู่ควรกับนาง แน่นอนว่าย่อมต้องนับรวมหลี่ลั่วไปด้วย
ถึงแม้ว่าตี้ฝ่าฉิงจะยอมรับว่าหลี่ลั่วนั้นมีหน้าตาหล่อเหลาอยู่ในระดับบนสุด แต่นางกลับคิดว่าการมองเพียงรูปลักษณ์ภายนอกนั้นมันตื้นเขินเกินไป
ตัวตนระดับเจียงชิงเอ๋อร์ มีเพียงผู้ที่โดดเด่นทั้งภายในและภายนอกเท่านั้นถึงจะคู่ควร
ส่วนหลี่ลั่วที่อาศัยบารมีของพ่อแม่ ใช้เล่ห์เหลี่ยมอะไรบางอย่างจนได้หมั้นหมายกับเจียงชิงเอ๋อร์นั้น ในสายตาของตี้ฝ่าฉิงแล้ว มันถือเป็นการดูหมิ่นเทพธิดาในดวงใจของนาง
ดังนั้น นับตั้งแต่ที่หลี่ลั่วเข้าเรียนในวิทยาลัยหนานเฟิง ทันทีที่ได้พบเจอกับตี้ฝ่าฉิง เขาจะต้องถูกเยาะเย้ยถากถางทุกครั้งไป จากนั้นก็จะถูกถามคำถามเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“หลี่ลั่ว เมื่อไรเจ้าถึงจะถอนหมั้นกับรุ่นพี่เจียง? ”
เมื่อได้ยินคำถามนี้ที่ถูกถามซ้ำมาไม่รู้กี่ครั้งแล้วตามที่คาดไว้ แม้แต่หลี่ลั่วก็ยังต้องยกมือขึ้นมานวดระหว่างคิ้วอย่างอดไม่ได้ กล่าวอย่างหงุดหงิดว่า “ไม่ใช่เรื่องของเจ้า”
เมื่อกล่าวจบเขาก็หันหลังเดินจากไปเลย
เมื่อเห็นดังนั้น ใบหน้าของตี้ฝ่าฉิงก็แดงก่ำด้วยความโกรธทันที รีบตามหลี่ลั่วไปอย่างไม่ลดละพร้อมกล่าว “หลี่ลั่ว คางคกอย่างเจ้าริอาจคิดกินเนื้อหงส์จริงหรือ? ”
แต่หลี่ลั่วกลับยังคงไม่สนใจแม้แต่น้อย ทำให้นางโกรธจนหน้าตาบึ้งตึง รีบเร่งฝีเท้าตามไปกล่าวต่อ “หลี่ลั่ว หากเจ้าไม่ถอนหมั้น คนที่จะเดือดร้อนมีแต่เจ้าเท่านั้น รุ่นพี่เจียงยิ่งโดดเด่นมากเท่าใด เจ้าก็ยิ่งเดือดร้อนมากเท่านั้น พ่อแม่ของเจ้าหายสาบสูญไปหลายปี แม้แต่คฤหาสน์ลั่วหลานของพวกเจ้าในตอนนี้ก็เริ่มสั่นคลอนแล้ว ตำแหน่งคุณชายน้อยของเจ้าไม่มีอำนาจอะไรอีกต่อไปแล้ว”
“เจ้าไม่รู้หรอกว่า ในอาณาจักรต้าเซี่ยตอนนี้มีอัจฉริยะหนุ่มที่มีภูมิหลังแข็งแกร่งและพรสวรรค์สูงล้ำมากมายเพียงใดที่หมายปองรุ่นพี่เจียง”
“เจ้าไม่ควรเอาบุญคุณที่พ่อแม่ของเจ้าเคยช่วยเหลือรุ่นพี่เจียงไว้มาบังคับให้นางตอบแทนเจ้าด้วยวิธีการเช่นนี้!”
“หลี่ลั่ว ถ้าเจ้าไม่ถอนหมั้นกับรุ่นพี่เจียง อย่าว่าแต่ที่อื่นเลย ลำพังแค่ในวิทยาลัยหนานเฟิงก็มีคนจะหาเรื่องเจ้าแล้ว”
ในที่สุดหลี่ลั่วก็หยุดเท้าลงกล่าว “ห๊ะ? ใครจะหาเรื่องข้า?”
ตี้ฝ่าฉิงแค่นเสียงเย็นชากล่าว “เป้ยคุนจากตระกูลเป้ย เจ้าน่าจะรู้จักดีสินะ เขาได้ประกาศออกมาแล้ว หวังว่าเจ้าจะไม่ใช้ฐานะของตัวเองไปฉวยโอกาสสนิทสนมกับรุ่นพี่เจียง นอกจากนี้ เขายังให้เจ้าไปพูดคุยกับเขาที่หอชิงเฟิงในอีกสองวันด้วย”
หลี่ลั่วหัวเราะกล่าว “ต้องรู้จักอยู่แล้ว เมื่อก่อนมันชอบมาประจบข้าเป็นประจำเลยละ”
ตอนที่พ่อแม่ของเขายังอยู่ อิทธิพลของคฤหาสน์ลั่วหลานในมณฑลเทียนสู่นั้นไม่ด้อยไปกว่าจวนเจ้าเมืองเลยด้วยซ้ำ ส่วนเป้ยคุนผู้นี้ก็มักจะมาหาเขาอยู่บ่อยๆ แต่ใครจะไปคิดว่า หลังจากเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นกับคฤหาสน์ลั่วหลานในอีกหลายปีต่อมา คนที่เคยอยากจะคบหาเป็นสหายกับเขาอย่างมากนั้น กลับกลายเป็นคนแรกที่คิดจะหาเรื่องเขาแทนแล้ว?
ก่อนหน้านี้ เรื่องที่เป้ยคุนชอบทำมากที่สุดคือจัดงานเลี้ยงที่หอชิงเฟิง แล้วเชิญเขาไปร่วมงานอย่างสุภาพนอบน้อม แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่ามันอยากให้เขาเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงที่นั่นแล้วเชิญมันแทน? คนผู้นี้ ช่างตรงไปตรงมาเสียจริง!
ตี้ฝ่าฉิงกล่าว “หลี่ลั่ว เจ้าอย่าไปคิดว่าคนอื่นน่าขันนักเลย ความเป็นจริงมันก็เช่นนี้แหละ ยามที่ตระกูลของเจ้ารุ่งเรือง ย่อมมีคนมาประจบประแจงเจ้า บัดนี้คฤหาสน์ลั่วหลานของเจ้าสูญเสียอำนาจแล้ว เช่นนั้นผู้ใดจะให้เกียรติเจ้าอีก? อย่างไรเสียเกียรติทั้งหลายของเจ้าก่อนหน้านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่พ่อแม่เจ้าสร้างขึ้นมา ไม่ใช่เจ้าเสียหน่อย”
หลี่ลั่วพยักหน้าเห็นด้วย “สิ่งที่เจ้าพูดมามันก็มีเหตุผล”
ความไม่แน่นอนของมิตรภาพและความเย็นชาของโลก หลี่ลั่วได้สัมผัสด้วยตัวเองอย่างชัดเจนมาตลอดสองปีนี้แล้ว
ดังนั้นเขาจึงไม่ได้พูดอะไรมาก เร่งฝีเท้าเดินออกจากวิทยาลัยไป
ส่วนตี้ฝ่าฉิงก็ยังคงตามเขาไปอย่างไม่ลดละ ยังคงพูดไม่หยุดตลอดทาง จุดประสงค์ของคำพูดเหล่านั้นก็คือหวังให้หลี่ลั่วคืนอิสรภาพให้แก่เจียงชิงเอ๋อร์
หลี่ลั่วรู้ดีว่าวิธีที่ดีที่สุดในการจัดการกับคนแบบนี้ก็คือการเมินเฉย ดังนั้นเขาจึงไม่สนใจแม้แต่น้อย เดินผ่านทางเดินหลายสาย ในที่สุดก็ออกมาจากวิทยาลัย
ในตอนที่เขาก้าวออกมาจากวิทยาลัยแล้วนั่นเอง อยู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าเสียงรอบข้างเงียบลง แม้แต่ตี้ฝ่าฉิงที่ตามราวีเหมือนแมลงวันมาตลอดก็เงียบเสียงลงราวกับถูกปิดปากเอาไว้
หลี่ลั่วหันไปมองนางแวบหนึ่ง พบว่าใบหน้าของตี้ฝ่าฉิงแดงก่ำ มองไปยังบันไดหินด้านล่างของวิทยาลัยด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น
เมื่อหลี่ลั่วมองตามสายตาของนางไป ก็เห็นรถม้าคันหนึ่งจอดอยู่ที่ด้านหน้าบันได รถม้าคันนั้นดูเก่าแก่แต่หรูหรา มีสัตว์อสูรสิงห์อาชาที่มีร่างกายอันกำยำสีแดงเข้มสี่ตัวกำลังลากรถม้า บนส่วนห้องโดยสารของรถม้ามีตราสัญลักษณ์ที่เขารู้จักดีอยู่ด้วย เป็นตราสัญลักษณ์ของคฤหาสน์ลั่วหลานนั่นเอง
ซึ่งสิ่งที่ทำให้ใบหน้าของตี้ฝ่าฉิงแดงก่ำ และทำให้เหล่านักศึกษารอบข้างตกอกตกใจ แน่นอนว่าไม่ใช่แค่รถม้าของคฤหาสน์ลั่วหลานอยู่แล้ว แต่เป็นเด็กสาวที่ยืนอยู่ข้างหน้ารถม้าต่างหาก
เด็กสาวรวบผมเป็นหางม้าอย่างลวกๆ ใบหน้าที่งดงามแต่เฉยชานั้น ได้สะท้อนแสงอันน่าหลงใหลออกมาใต้ดวงอาทิตย์ยามโพล้เพล้ นางสวมผ้าคลุมสั้นสีน้ำเงินเข้ม รองเท้าทรงยาวอันเรียวบาง ใต้กระโปรงเผยให้เห็นท่อนขาอันเรียวยาวและขาวเนียนจนทำเอาผู้พบเห็นต้องกลืนน้ำลาย
แน่นอนว่าสิ่งที่สะดุดตามากที่สุดก็ยังคงเป็นดวงตาสีทองคู่หนึ่งที่เปล่งประกายบริสุทธิ์ราวกับดวงอาทิตย์อันเรืองรอง
นั่นคือ…เจียงชิงเอ๋อร์?!
ด้านนอกวิทยาลัยเกิดความวุ่นวายขึ้นเล็กน้อย เหล่านักศึกษาหลายคนล้วนจ้องมองไปทางเงาร่างเรียวบางนั่นด้วยแววตาตื่นเต้น พวกเขาไม่คิดเลยว่าวันนี้จะได้เห็นตำนานที่จบออกจากวิทยาลัยหนานเฟิงผู้นี้ด้วยตาตัวเอง
หลี่ลั่วเดินลงบันไดหินท่ามกลางสายตาอันอิจฉาริษยา มาหยุดอยู่ตรงหน้าเจียงชิงเอ๋อร์ กล่าวด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย “พี่ชิงเอ๋อร์ พี่กลับมานครหนานเฟิงตั้งแต่เมื่อไร? ”
ถึงแม้ว่าคฤหาสน์ลั่วหลานจะก่อตั้งขึ้นในนครหนานเฟิง แต่หลังจากที่กลายเป็นหนึ่งในห้ามหาคฤหาสน์ของอาณาจักรต้าเซี่ยแล้ว ก็ได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองหลวงของอาณาจักรต้าเซี่ย นครต้าเซี่ยแล้ว
หลังจากเจียงชิงเอ๋อร์เข้าเรียนในวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงที่เป็นวิทยาลัยระดับสูงสุดของอาณาจักรต้าเซี่ยแล้ว นางก็เดินทางไปยังนครต้าเซี่ยด้วยเช่นกัน เมื่อรวมกับที่นางต้องคอยดูแลคฤหาสน์ลั่วหลานในช่วงสองปีนี้ด้วย นางจึงแทบไม่ได้กลับมายังนครหนานเฟิงอีกเลย หลี่ลั่วเองก็ไม่ได้พบนางมานานแล้วเช่นกัน
เจียงชิงเอ๋อร์มองหลี่ลั่วแวบหนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงเรียบ “พรุ่งนี้เป็นวันเกิดครบรอบสิบเจ็ดปีของเจ้า นอกจากนี้ ทางคฤหาสน์ลั่วหลานก็มีเรื่องสำคัญที่จะต้องมาหารือกันที่นี่ในวันพรุ่งนี้ด้วย”
“ข้าเพิ่งมาถึงนครหนานเฟิงพอดี จึงแวะมารับเจ้ากลับบ้านด้วยเลย”
น้ำเสียงของนางไพเราะอย่างมาก แม้เย็นชาไปบ้างแต่ก็ใสกังวาน ราวกับเสียงน้ำพุในหุบเขาลึกกระทบกับหยกอย่างไรอย่างนั้น
หลี่ลั่วพยักหน้า เขาไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับท่าทีเช่นนี้ของเจียงชิงเอ๋อร์แต่อย่างใด เพราะเขาคุ้นเคยกับนางมานานแล้ว รู้ว่านางเป็นคนแบบนี้
“เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ” เขากล่าว เจียงชิงเอ๋อร์ได้รับความนิยมมากในวิทยาลัยหนานเฟิง เพียงยืนอยู่ที่นี่ก็ทำให้เขารู้สึกได้ถึงสายตาที่เฉียบคมราวกับคมมีดที่แผดพุ่งมาจากรอบด้านแล้ว
เจียงชิงเอ๋อร์พยักหน้าเล็กน้อย แต่นางไม่ได้หันหลังกลับไปทันที แต่หันไปมองตี้ฝ่าฉิงที่ยืนทำหน้าตื่นเต้นอยู่ด้านหลังหลี่ลั่ว “เจ้าชื่อตี้ฝ่าฉิงใช่ไหม? ”
ตี้ฝ่าฉิงพยักหน้าอย่างตื้นตัน กล่าวด้วยใบหน้าแดงก่ำ “รุ่นพี่เจียง ท่านยังจำข้าได้ด้วยหรือ? ”
เจียงชิงเอ๋อร์กล่าวอย่างสงบว่า “ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่มารบกวนหลี่ลั่วอีก ไม่อย่างนั้น ข้าอาจจะ ‘ดูแล’ พี่ชายของเจ้าที่อยู่ในวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงเป็นพิเศษก็ได้”
สีหน้าตื่นเต้นบนใบหน้าของตี้ฝ่าฉิงพลันแข็งค้างไปในทันที หลังจากนั้นครู่หนึ่ง ภายใต้การจับจ้องจากดวงตาสีทองบริสุทธิ์ของเจียงชิงเอ๋อร์คู่นั้น นางก็ได้แต่พยักหน้าอย่างหวาดกลัว ไม่หลงเหลือความเย่อหยิ่งที่เคยแสดงต่อหน้าหลี่ลั่วแม้แต่น้อย
หลังจากกล่าวจบ เจียงชิงเอ๋อร์จึงหันหลังกลับ ผ้าคลุมสีน้ำเงินเข้มสะบัดอย่างแผ่วเบาก่อนจะขึ้นรถม้าไปพร้อมกับหลี่ลั่ว จากนั้นสัตว์อสูรสิงห์อาชาก็แผดเสียงคำรามเสียงดังก่อนจะวิ่งตะบึงจากไป
ส่วนตี้ฝ่าฉิงก็มองตามรถม้าไปติดๆ หลังจากผ่านไปนานพอสมควรแล้ว นางถึงได้นวดใบหน้าของตัวเองด้วยสีหน้าลุ่มหลง
“รุ่นพี่เจียง… เท่มากจริงๆ ข้ารักท่านเหลือเกิน!”