อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 1 บทที่ 21 การสอบซ้อมกำลังจะมาถึง (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 1 บทที่ 21 การสอบซ้อมกำลังจะมาถึง (อัปเดต)
รอบๆ แท่นไม้บนต้นพลังอัตลักษณ์ มีเสียงฮือฮาดังต่อเนื่อง นอกจากนักศึกษาของตึกหนึ่งแล้ว ที่เหลือทั้งหมดต่างพากันส่งเสียงซุบซิบพูดคุย
ไม่มีใครคาดคิดถึงผลลัพธ์เช่นนี้มาก่อนเลย
ตอนแรกทุกคนต่างก็คิดว่าการประลองในวันนี้ เป็นเพียงแค่ข้ออ้างที่ตึกหนึ่งใช้เพื่อยึดใบไม้ทองคำห้าใบของตึกสองไปเท่านั้น แต่ใครจะไปรู้ว่า ระดับหกตราสามคนของตึกหนึ่ง กลับถูกหลี่ลั่วอัดจนไปนอนกองอยู่บนพื้นด้วยตัวคนเดียว
ช่างเป็นเรื่องที่หาดูชมได้ยากจริงๆ
ที่สำคัญที่สุดคือเรื่องนี้ยังมีความน้ำเน่าแทรกอยู่ด้วยไม่น้อยเลยทีเดียว อย่างเช่นตอนที่หลี่ลั่วถูกลดขั้นจากตึกหนึ่งลงมาอยู่ที่ตึกสอง สาเหตุก็เป็นเพราะหลี่ลั่วไร้อัตลักษณ์แต่กำเนิด ศักยภาพมีจำกัด…
แต่ตอนนี้อัตลักษณ์และความแข็งแกร่งของหลี่ลั่วที่อยู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นมาอย่างกะทันหัน คงจะทำให้อาจารย์หลินเฟิงแห่งตึกหนึ่งคงจะรู้สึกสับสนไม่น้อยเลยกระมัง?
เหล่านักศึกษาต่างก็ตื่นตะลึงไปตามๆ กัน ต่างหันมามองหลี่ลั่วในสนามอีกครั้ง หรือว่าเด็กหนุ่มที่เคยตกต่ำผู้นี้ กำลังจะผงาดกลับขึ้นมาอีกครั้งแล้ว? แต่ตอนนี้… มันไม่สายเกินไปหน่อยหรือ?
เสียงฮือฮาดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ฝั่งตึกหนึ่งนั้นกลับเงียบสงัดอย่างเห็นได้ชัด เหล่านักศึกษาต่างมองหน้ากันไปมาด้วยสีหน้าซับซ้อนยุ่งเหยิง
ตี้ฝ่าฉิงจ้องมองไปที่เงาร่างของหลี่ลั่วอย่างเหม่อลอย หลังจากนั้นครู่หนึ่งจึงเอ่ยถามออกมาด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อเล็กน้อย “มันไร้อัตลักษณ์แต่กำเนิดมิใช่หรือ? ทำไมตอนนี้ถึงมีอัตลักษณ์ขึ้นมาได้ล่ะ?”
ซ่งอวิ๋นเฟิงมีสีหน้าเรียบเฉย คำถามนี้เขาก็ไม่อาจรู้คำตอบได้เช่นกัน
“ถึงแม้ว่าอัตลักษณ์หลังกำเนิดนั้นจะพบเห็นได้ยากยิ่ง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีอยู่เลย สมบัติฟ้าดินบางอย่างก็สามารถทำให้ผู้คนมีอัตลักษณ์หลังกำเนิดเกิดขึ้นได้เหมือนกัน เพียงแต่มันหายากอย่างถึงที่สุด อาณาจักรต้าเซี่ยของพวกเรา ในหลายร้อยปียังไม่แน่ว่าจะมีปรากฏออกมาให้เห็นเลย แต่พ่อแม่ของหลี่ลั่วต่างก็เป็นยอดคน บางทีพวกเขาอาจจะมีวิธีหามันมาได้” หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ที่อยู่ข้างๆ กล่าวออกมา
ห้างสมบัติมังกรทองมีโอกาสได้สัมผัสกับสิ่งของล้ำค่ามากมายไม่ถ้วน อีกทั้งลุงสองของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ยังเป็นถึงประธานของห้างสมบัติมังกรทองสาขานครหนานเฟิง ดังนั้นนางจึงมีโอกาสได้ยินได้ฟังเรื่องราวต่างๆ มากมายที่คนทั่วไปไม่รู้
“ถ้ามีสมบัติล้ำค่าเช่นนั้น ทำไมเขาถึงเพิ่งมาใช้เอาป่านนี้?” ตี้ฝ่าฉิงกล่าว
“อาจจะต้องมีเงื่อนไขพิเศษบางอย่างกระมัง รายละเอียดเป็นอย่างไร ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ยิ้มบางๆ กล่าว
ตี้ฝ่าฉิงเงียบไปครู่หนึ่ง สุดท้ายก็กล่าวว่า “เจ้าหมอนี่ หรือว่ามันกำลังจะกลับขึ้นมาผงาดอีกครั้งแล้วจริงๆ?”
ในน้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ตระกูลตี้ฝ่าของนางกับคฤหาสน์ลั่วหลานนั้นย่อมต้องมีการขัดแย้งทางผลประโยชน์อยู่บ้างเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้รุนแรงเท่าตระกูลซ่ง ระหว่างนางกับหลี่ลั่วเองก็ไม่ได้มีความบาดหมางอะไรกันเป็นพิเศษด้วย สิ่งเดียวที่ทำให้นางไม่พอใจก็คือเรื่องการหมั้นหมายระหว่างหลี่ลั่วและเจียงชิงเอ๋อร์เท่านั้น
“มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นหรอก”
ซ่งอวิ๋นเฟิงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “อัตลักษณ์ของหลี่ลั่ว น่าจะเป็นอัตลักษณ์น้ำ ดูจากการต่อสู้กับเป้ยคุนเมื่อครู่นี้ พอจะเดาได้คร่าวๆ ว่าน่าจะอยู่ที่ระดับห้าหรือหก อัตลักษณ์ระดับนี้ถึงแม้ว่าจะไม่เลว แต่ก็ไม่ถือว่าโดดเด่นอะไรเหมือนกัน”
“ส่วนระดับพลังอัตลักษณ์ก็อยู่ที่ระดับห้าตรา… เจ้าคิดว่าระดับห้าตราที่มีอัตลักษณ์แค่ระดับห้าหรือระดับหก มันหายากมากหรือไง?”
ตี้ฝ่าฉิงพยักหน้าอย่างครุ่นคิด หากเป็นไปตามที่ซ่งอวิ๋นเฟิงวิเคราะห์จริงๆ ละก็ ในตึกหนึ่งหลี่ลั่วยังไม่ติดอันดับหนึ่งในสิบคนแรกด้วยซ้ำ
ถึงแม้ว่าหลี่ลั่วจะมีพรสวรรค์ในการฝึกฝนวิชาอัตลักษณ์ที่โดดเด่นเหนือใคร แต่หากคิดจะกลับไปโดดเด่นเหมือนเมื่อก่อน ก็ยังคงเป็นเรื่องยากอยู่ดี
แน่นอนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เหลือเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งเดือนก็จะถึงวันสอบใหญ่ของวิทยาลัยแล้ว… หรือว่าหลี่ลั่วจะสามารถตามคนอื่นทันในเวลาสั้นๆ แค่นี้?
กับเรื่องนี้ตี้ฝ่าฉิงได้แต่บอกว่าเป็นไปไม่ได้
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ตี้ฝ่าฉิงก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ตอนนี้แม้แต่ตัวนางเองก็ยังไม่รู้เลยว่า จริงๆ แล้วนางอยากจะเห็นหลี่ลั่วกลับมาผงาดอีกครั้งหรือไม่
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ไม่ได้เข้าร่วมการสนทนาของทั้งสองคน ดวงตาของนางจ้องมองไปที่หลี่ลั่ว
ในที่สุดเจ้าก็แก้ปัญหาเรื่องไร้อัตลักษณ์ได้แล้วสินะ… เช่นนั้นในช่วงเวลาสุดท้ายที่เหลืออยู่ เจ้าจะสามารถตามพวกเราทันได้จริงๆ หรือ?
ในตอนที่เหล่านักศึกษากำลังฮือฮากันอยู่นั้น เหล่าบุคลากรระดับสูงของวิทยาลัยหนานเฟิงที่อยู่บนแท่นสูงกลับเงียบสงบอย่างน่าประหลาด
แม้แต่สวีซานเยว่เองก็ยังรู้สึกตกตะลึงกับผลลัพธ์ที่ปรากฏขึ้นอย่างอดไม่ได้
ส่วนหลินเฟิงนั้น ตั้งแต่ต้นจนจบเขาก็ไม่ได้เอ่ยคำพูดใดๆ ออกมาอีกเลย ทำหน้าตายราวกับตุ๊กตาไม้
เหล่าครูที่ปรึกษาคนอื่นๆ เพียงแค่หันมามองหลินเฟิงเป็นครั้งคราว ในแววตาของพวกเขาฉายแววขบขันออกมาเสี้ยวหนึ่ง
สุดท้ายผู้อำนวยการก็เป็นฝ่ายปรบมือแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “สมกับเป็นลูกชายของสองท่านนั้นจริงๆ หรือนี่ก็คือที่เขาบอกกันว่า ยอดศาสตราสร้างช้า อัจฉริยะเติบโตนาน?”
หลินเฟิงกล่าวเสียงเรียบว่า “ผู้อำนวยการอาจจะใช้คำผิดไปกระมัง ความแข็งแกร่งระดับห้าตรา อีกทั้งยังเป็นแค่อัตลักษณ์น้ำที่ดูเหมือนจะแค่ระดับห้าหรือหก ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็ยังไม่ถือว่าเป็นอัจฉริยะอะไรหรอกนะ”
ผู้อำนวยการส่ายศีรษะ แน่นอนว่าเขาย่อมต้องรู้ว่าหลินเฟิงในตอนนี้อาจจะกำลังหัวเสียอยู่ จึงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เจ้านี่ โอหังเกินไปจริงๆ ไม่ช้าก็เร็วเจ้าต้องเสียหายเพราะเรื่องนี้แน่ๆ”
หลินเฟิงไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ จากนั้นจึงหันไปมองสวีซานเยว่กล่าวว่า “ครั้งนี้ถือว่าพวกเราตึกหนึ่งไร้ความสามารถ ยินดีมอบใบไม้ทองคำทั้งสิบใบให้ เจ้าหนูพวกนี้มันไร้น้ำยากันเอง ไม่สามารถปกป้องเอาไว้ได้ ปล่อยให้โดนดีเสียบ้างก็ดีเหมือนกัน”
สวีซานเยว่หัวเราะเยาะกล่าว “ข้ายังคิดว่าเจ้าจะบอกให้หลี่ลั่วย้ายกลับไปอยู่ที่ตึกหนึ่งเสียอีก”
หลินเฟิงได้ยินดังนั้นก็ยิ้มเยาะแล้วกล่าว “เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว อย่างที่ข้าได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ เขายังไม่ถือว่าเป็นอัจฉริยะแต่อย่างใด ตึกหนึ่งของข้าไม่ได้ขาดแคลนนักศึกษาธรรมดาๆ เช่นนี้หรอกนะ อีกทั้งตอนนี้ สิ่งที่เขาควรคิดให้มากที่สุดคือเขาจะสามารถไล่ตามคนอื่นๆ ทันในเวลาที่เหลือเพียงไม่ถึงหนึ่งเดือนได้หรือไม่ จะคว้าสิทธิ์ในการเข้าเรียนที่วิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงได้หรือเปล่าต่างหาก”
ถึงแม้ว่าการที่หลี่ลั่วมีอัตลักษณ์น้ำปรากฏออกมาจะทำให้เขารู้สึกคาดไม่ถึงอยู่บ้าง แต่ถามว่าเขาเสียดายไหม เขาก็ไม่ได้มีความรู้สึกแบบนั้นเลยจริงๆ
อย่างไรเสียอัตลักษณ์น้ำนั่นมันก็ปรากฏขึ้นมาช้าเกินไป หลี่ลั่วในตอนนี้มีระดับพลังอัตลักษณ์เพียงแค่ระดับห้าตรา ยิ่งไปกว่านั้น ตัวอัตลักษณ์น้ำเองก็ไม่ได้มีระดับสูงมากนักด้วย ดังนั้นในสายตาของหลินเฟิงแล้ว หลี่ลั่วก็เป็นเพียงแค่คนที่ดิ้นรนจนโผล่ขึ้นมาจากโคลนตมได้ครึ่งตัวเท่านั้น ส่วนการจะกลับไปยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดอีกครั้ง คิดว่าเหล่านักศึกษาที่โดดเด่นในตึกหนึ่งของเขาเป็นเพียงแค่ไม้ประดับจริงๆ หรือ?
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสอบใหญ่ของวิทยาลัยกำลังจะมาถึงแล้ว หลี่ลั่วไม่มีเวลาเหลือพอที่จะไล่ตามคนอื่นทันแล้ว ส่วนเรื่องหลังจากนั้น ในเมื่อหลั่ลั่วออกจากวิทยาลัยหนานเฟิงไปแล้ว เช่นนั้นเขาจะไปสนใจอีกทำไมว่าหลี่ลั่วจะประสบความสำเร็จแค่ไหน?
เมื่อเสียโอกาสเข้าเรียนในวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงไปแล้ว มันก็มีแต่จะเป็นความสูญเสียที่หลี่ลั่วไม่อาจทดแทนได้ ซึ่งเรื่องนี้ ต่อให้มันจะเป็นคุณชายน้อยของคฤหาสน์ลั่วหลานก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ สีหน้าของหลินเฟิงก็ดูผ่อนคลายมากขึ้น
ส่วนผู้อำนวยการในตอนนี้ก็ได้โบกมือเรียกหลี่ลั่ว เมื่อหลี่ลั่วเห็นดังนั้นก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินขึ้นไปบนแท่นสูง
“สวัสดีผู้อำนวยการ” หลี่ลั่วกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ผู้อำนวยการจ้องมองหลี่ลั่วด้วยรอยยิ้ม กล่าวถาม “เจ้าแก้ปัญหาเรื่องไร้อัตลักษณ์ได้แล้วงั้นรึ?”
หลี่ลั่วพยักหน้า “อืม เป็นอัตลักษณ์น้ำระดับห้า”
เมื่อได้ยินคำว่าอัตลักษณ์น้ำระดับห้า หลินเฟิงเผยรอยยิ้มบางๆ ออกมาอย่างอดไม่ได้กล่าวว่า “หลี่ลั่ว อัตลักษณ์ระดับนี้ถือเป็นแค่ระดับกลางๆ แต่หากเจ้าพยายามให้มากขึ้น ในอนาคตก็ยังสามารถประสบความสำเร็จได้”
“เรื่องนี้ไม่ต้องให้อาจารย์หลินเฟิงมาเป็นห่วงหรอก ถึงแม้ว่าระดับของอัตลักษณ์จะส่งผลต่อการบำเพ็ญพลังอัตลักษณ์ แต่ในโลกนี้ ก็ใช่ว่าจะไม่มีคนที่อัตลักษณ์ระดับห้า แต่สามารถก้าวขึ้นไปถึงระดับขุนนางกับราชันได้” หลี่ลั่วกล่าว
หลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “อัตลักษณ์ระดับห้า ไปถึงระดับขุนนางกับราชัน? เด็กน้อยจริงๆ แม้แต่เรื่องแบบนี้ก็เชื่อหรือ?”
ผู้อำนวยการโบกมือ หยุดคำพูดของหลินเฟิง จากนั้นจึงหันไปกล่าวกับหลี่ลั่วว่า “การที่เจ้ามีความมั่นใจเช่นนี้มันก็ดี แต่ว่าตอนนี้เหลือเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งเดือนก็จะถึงวันสอบใหญ่แล้ว หากเจ้าต้องการจะตามคนอื่นให้ทัน เกรงว่าจะต้องพยายามให้มากกว่านี้”
หลี่ลั่วพยักหน้า “เข้าใจแล้ว”
ผู้อำนวยการกำชับอีกสองสามประโยคจึงอนุญาตให้หลี่ลั่วจากไป จากนั้นก็อาศัยจังหวะที่คนกำลังอยู่กันพร้อมหน้าประกาศว่า “เหลือเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งเดือนก็จะถึงวันสอบใหญ่แล้ว ดังนั้นอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า ทางวิทยาลัยจะจัดการสอบซ้อมขึ้น นอกจากนี้ มาตรฐานของวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงในปีนี้ก็ประกาศออกมาแล้วด้วย อืม ต้องมีระดับพลังอัตลักษณ์ไม่ต่ำกว่าเจ็ดตรา”
ทันทีที่กล่าวจบ เสียงโอดครวญก็ดังขึ้นทั่วทั้งลาน นักศึกษาหลายคนมีสีหน้าสิ้นหวัง ไม่ต่ำกว่าเจ็ดตรานั้น สำหรับพวกเขาแล้วมันคือกำแพงที่สูงเกินเอื้อม
มีเพียงเหล่านักศึกษาหัวกะทิของตึกหนึ่งเท่านั้นที่ยังคงมีรอยยิ้มบางๆ
ในฐานะที่เป็นวิทยาลัยที่โดดเด่นที่สุดของอาณาจักรต้าเซี่ย แม้แต่ในบรรดาอาณาจักรข้างเคียงก็ยังถือเป็นตัวตนที่สูงส่งที่สุด วิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงย่อมไม่ใช่สถานที่ที่ใครก็สามารถเข้าไปได้อยู่แล้ว
“ไม่ต่ำกว่าเจ็ดตรา…”
หลี่ลั่วไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับเรื่องนี้แต่อย่างใด ตอนนี้ตัวเขายังแค่ระดับห้าตรา ยังคงห่างจากระดับเจ็ดตราอีกสองขั้น ดูท่าว่าในช่วงเวลาครึ่งเดือนที่เหลือต่อจากนี้คงต้องบำเพ็ญอย่างบ้าคลั่งแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น เจ็ดตราก็เป็นเพียงแค่มาตรฐานขั้นต่ำเท่านั้น เมื่อถึงเวลาสอบยังต้องไปแข่งขันกันอีกแน่นอน ดังนั้นหากหลี่ลั่วต้องการจะให้มั่นใจมากขึ้น คิดว่าเขาคงต้องยกระดับของ “อัตลักษณ์น้ำแสง” นี้ขึ้นไปอีกสักหน่อยด้วย
เพียงแต่ระยะห่างระหว่างอัตลักษณ์ระดับห้ากับอัตลักษณ์ระดับหกนั้นมันก็ไม่ใช่น้อยๆ เลย หลี่ลั่วลองประเมินคร่าวๆ แล้ว หากทำแบบนั้นจริงๆ เขารู้สึกว่ารายได้ทั้งหมดของคฤหาสน์ลั่วหลานในมณฑลเทียนสู่คงจะถูกเขาคนเดียวผลาญจนเกลี้ยงแน่
ในขณะที่หลี่ลั่วยังครุ่นคิดอยู่นั้น เหล่านักศึกษาในสนามก็ทยอยแยกย้ายออกไป แต่ทันใดนั้นเอง เขาก็รู้สึกว่ามีใครบางคนเดินมาหยุดอยู่ข้างๆ
หลี่ลั่วหันไปมอง ก็เห็นหลี่ว์ชิงเอ๋อร์จ้องมองมาที่เขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ยินดีด้วยนะ คุณชายน้อย” นางกล่าว
ทันทีที่หลี่ลั่วเห็นหน้าหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ เขาก็คิดจะหลบหนีตามสัญชาตญาณทันที แต่หลังจากขยับเท้าเพียงเล็กน้อยก็หยุดลงอย่างกระอักกระอ่วน
“สวัสดี สวัสดี” หลี่ลั่วกล่าวทักทายอย่างขอไปที
“ไม่หลบหน้าแล้วหรือ?” หลี่ว์ชิงเอ๋อร์กล่าว
“ข้าไม่ได้หลบจริงๆ” หลี่ลั่วกล่าวอย่างกระอักกระอ่วน
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์กล่าวอย่างไม่ยี่หระว่า “หลี่ลั่ว ข้ารู้สึกขอบคุณเจ้ามากนะที่เคยชี้แนะวิชาอัตลักษณ์ให้กับข้า แต่ข้าคิดว่าหลายปีที่ผ่านมา เจ้าไม่ควรหลบหน้าข้าเหมือนเด็กๆ แบบนั้นเลย เพราะข้าไม่ได้แย่งชิงตำแหน่งของเจ้าไป อีกทั้งเจ้าเองก็น่าจะรู้ดีว่า ตำแหน่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะมอบให้กันได้ แต่ต้องใช้ความสามารถแย่งชิงมา”
“หลี่ลั่ว ตอนนี้ข้าเป็นถึงอันดับหนึ่งของวิทยาลัยหนานเฟิง หากเจ้าต้องการแย่งชิงตำแหน่งนี้กลับคืนไป เช่นนั้นก็มาเอาชนะข้าให้ได้ ก่อนหน้านี้เพราะข้าเป็นห่วงความรู้สึกของเจ้า จึงไม่ได้พูดเรื่องพวกนี้ออกมา แต่ในเมื่อตอนนี้เจ้าแก้ปัญหาไร้อัตลักษณ์ได้แล้ว หากเจ้ายังเป็นลูกผู้ชาย เจ้าก็ควรจะทวงทุกอย่างที่เสียไปกลับคืนมา”
หลี่ลั่วยิ้มแห้งๆ แล้วพยักหน้า “ข้า ข้าจะพยายาม”
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ยิ้มออกมา จากนั้นหลี่ลั่วก็เห็นความเย็นชาและไม่พอใจเล็กน้อยปรากฏขึ้นในดวงตาของนาง
“ข้าจะรอเจ้า… อีกอย่าง ข้าจะบอกอะไรให้ การกระทำของเจ้าในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ทำให้ความรู้สึกประทับใจในตัวเจ้าของข้าลดลงไปมาก ดังนั้นหากมีโอกาสละก็…”
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์พูดมาถึงตรงนี้ก็หยุดลง เพียงแต่แววตาเย็นชาของนางก็ได้แสดงทุกอย่างออกมาอย่างชัดเจนแล้ว
เมื่อกล่าวจบ นางก็หันหลังเดินจากไปทันที
หลี่ลั่วมองตามหลังของนางไป ได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนใจ ดูเหมือนว่าครั้งนี้ เขาคงจะทำให้หลี่ว์ชิงเอ๋อร์โกรธเข้าเสียแล้ว ผู้หญิงที่ยิ่งสวยก็ยิ่งใจแคบจริงๆ!
ในขณะที่กำลังทอดถอนใจอยู่นั้น อยู่ๆ เขาก็รู้สึกได้ถึงสายตาที่ทิ่มแทงมาที่หลังเขาราวกับคมมีด จึงหันกลับไปมอง
จากนั้นเขาก็เห็นเงาร่างหนึ่งที่อยู่บนแท่นไม้ไม่ไกลนัก กำลังจ้องมองเขามาด้วยสายตาเย็นชา ภายในสายตานั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยการข่มขู่
อีกฝ่ายคือซ่งอวิ๋นเฟิง ผู้ที่ตอนนี้เป็นถึงอันดับสองของตึกหนึ่ง
สายตาทั้งสองประสานกัน แววตาของซ่งอวิ๋นเฟิงนั้นคมกริบและเปี่ยมไปด้วยเจตนาไม่เป็นมิตร จากนั้นเขาก็ส่ายหน้าอย่างดูถูกเหยียดหยาม ขยับริมฝีปากเป็นคำพูดที่ไร้เสียงออกมา
“หลี่ลั่ว อย่าหาเรื่องใส่ตัว ไสหัวไปให้ไกลๆ หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ซะ”
เขาเชื่อว่าหลี่ลั่วย่อมต้องเข้าใจสิ่งที่เขาจะสื่อออกมาแน่นอน เพราะนี่เป็นการข่มขู่ขั้นพื้นฐาน
ทว่าหลี่ลั่วที่อยู่ไม่ไกลกลับขมวดคิ้ว พึมพำกับตัวเองว่า “ไอ้โง่นั่นมันทำอะไรของมันน่ะ? มีอะไรก็พูดออกมาตรงๆ สิ ขยับปากมุบมิบเหมือนหนูขโมยกินข้าวสารแบบนั้น ผีที่ไหนจะเข้าใจว่าเจ้าพูดอะไร?”
เพราะไม่สามารถเดาได้ว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไรกันแน่ สุดท้ายหลี่ลั่วจึงได้แต่ส่ายหน้า ไม่สนใจเจ้าหมอนั่นอีก จากนั้นก็หันหลังเดินจากไปทันที
ส่วนซ่งอวิ๋นเฟิงที่อยู่บนแท่นไม้ก็หรี่ตาลงจ้องมองไปทางหลี่ลั่วที่เดินจากไป แววตามืดมน
แววตาของหลี่ลั่วเมื่อครู่นี้ ทำให้เขานึกถึงตอนที่หลี่ลั่วยังโดดเด่นที่สุดในวิทยาลัยหนานเฟิง หลี่ลั่วในตอนนั้นช่างเปล่งประกายเจิดจรัสอย่างมากจริงๆ
ทว่า…
ซ่งอวิ๋นเฟิงบีบระเบียงไม้แน่นจนเกิดรอยร้าวขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
หลี่ลั่ว เจ้าอวดดีอะไรของเจ้า…
เจ้าคิดจริงๆ หรือว่า แค่อัตลักษณ์ระดับห้า จะทำให้เจ้ากลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อนได้?