อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 1 บทที่ 20 ชนะสามคนรวด (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 1 บทที่ 20 ชนะสามคนรวด (อัปเดต)
แรงอัดกระแทกและความตื่นตะลึงที่เกิดจากพลังอัตลักษณ์สีน้ำเงินที่พวยพุ่งออกมาจากร่างของหลี่ลั่วนั้น มันรุนแรงยิ่งกว่าความพ่ายแพ้ของลู่ไท่เสียอีก ทุกคนต่างจ้องมองมาที่ภาพตรงหน้าด้วยความตื่นตะลึง เกิดความรู้สึกปั่นป่วนอย่างรุนแรงขึ้นในใจ ทำให้พวกเขาถึงกับรู้สึกขนลุกขึ้นมาชั่วขณะ
“ยะ อยู่ๆ มันมีอัตลักษณ์น้ำขึ้นมาได้อย่างไร?” ตี้ฝ่าฉิงพึมพำออกมา
สายตาของนางจ้องมองไปยังเด็กหนุ่มที่ถือกระบองเหล็กเอาไว้ในสนาม รู้สึกมึนงงไปชั่วขณะ เพราะนางนึกถึงตอนที่หลี่ลั่วเพิ่งเข้าเรียนในวิทยาลัยหนานเฟิงใหม่ๆ หลี่ลั่วในตอนนั้น ได้กลายเป็นบุคคลที่โดดเด่นไม่มีใครเทียบเทียมได้ในวิทยาลัยหนานเฟิงทันที ชื่อเสียงของเขาถึงกับทัดเทียมกับเจียงชิงเอ๋อร์ที่ทิ้งตำนานเอาไว้ได้เลยทีเดียว
แต่หลังจากที่อัตลักษณ์ถูกเปิดเผยออกมาแล้ว ชื่อเสียงของหลี่ลั่วก็พลันร่วงหล่นลงอย่างฉับพลัน และสุดท้ายก็ถึงกับถูกย้ายไปอยู่ที่ตึกสอง
ทว่าเด็กหนุ่มที่มีพลังอัตลักษณ์สีน้ำเงินพลุ่งพล่านออกมาทั่วร่างตรงหน้าผู้นี้ เขากลับเปล่งประกายเรืองรองราวกับในสมัยนั้นเลย
สีหน้าของซ่งอวิ๋นเฟิงนั้นเปลี่ยนไปได้น่าสนใจมากที่สุดแล้ว สายตาของเขาจ้องเขม็งไปที่หลี่ลั่วราวกับตะปูที่ตอกลงไปก็ไม่ปาน ประหนึ่งว่าต้องการจะมองทะลุเข้าไปในร่างกายของหลี่ลั่วให้ได้อย่างไรอย่างนั้น
หากถามว่าใครไม่อยากเห็นภาพนี้มากที่สุด เกรงว่าคงต้องยกให้ซ่งอวิ๋นเฟิงเป็นอันดับแรกแล้ว
เขาย่อมรู้ดีว่าในอดีตนั้นหลี่ลั่วเคยเปล่งประกายเจิดจรัสมากเพียงใด และเป็นเพราะเหตุนี้เอง เขาถึงไม่อยากเห็นหลี่ลั่วยืนหยัดขึ้นมาได้อีก
ซ่งอวิ๋นเฟิงหันไปมองใบหน้าด้านข้างของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ ตอนนี้ดวงตาที่ราวกับเป็นประกายของนางกำลังจับจ้องไปที่เด็กหนุ่มในสนาม ซึ่งก็ทำให้ฝ่ามือในแขนเสื้อของเขาค่อยๆ กำแน่นขึ้นมา ส่วนลึกในดวงตาเต็มไปด้วยความมืดมน
ในขณะที่ตี้ฝ่าฉิงและซ่งอวิ๋นเฟิงกำลังว้าวุ่นใจด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกันอยู่นั้น หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับดูสงบนิ่งที่สุด สายตาอันงดงามของนางจ้องมองไปที่ตัวหลี่ลั่ว
“อย่างที่คิดจริงๆ…”
“ดูท่าทางหลังจากนี้วิทยาลัยหนานเฟิงคงจะสนุกขึ้นมาแล้วสิ”
“หลี่ลั่ว เจ้าจะสามารถกลับมายืนหยัดได้อีกครั้งไหม?”
…
“เกิดอะไรขึ้น? ทำไมจู่ๆ หลี่ลั่วถึงมีอัตลักษณ์น้ำได้?” บนแท่นสูงหลินเฟิงตื่นตะลึงสุดขีด หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยถามออกมาอย่างอดไม่ได้
“หรือว่ามันใช้วิชาต้องห้ามอะไรบางอย่าง?”
สวีซานเยว่เองก็ตกตะลึงอยู่เช่นกัน แต่เมื่อเขาได้ยินคำพูดของหลินเฟิงแล้วก็ตอบกลับอย่างไม่พอใจทันที “เจ้าพูดอะไรเหลวไหล ถึงหลี่ลั่วจะเคยไร้อัตลักษณ์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาต้องไร้อัตลักษณ์ไปตลอดมิใช่หรือ?”
หลินเฟิงชะงัก ขมวดคิ้วกล่าว “ข้าไม่ได้หมายความอย่างนั้น แต่พวกเราต่างก็รู้อยู่แก่ใจว่า การไร้อัตลักษณ์นั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแต่กำเนิดแล้ว จะมีอัตลักษณ์เพิ่มขึ้นมาหลังกำเนิดได้อย่างไร?”
สวีซานเยว่แค่นเสียงเย็นชา “ที่พวกเรารู้สึกเหลือเชื่อ ก็เป็นเพราะพวกเรามีประสบการณ์น้อยเกินไปต่างหาก”
หลินเฟิงยังคิดจะโต้แย้ง แต่ผู้อำนวยการเฒ่าที่อยู่ด้านหน้าก็เอ่ยพูดขึ้นมาก่อนว่า “ถึงแม้ว่าอัตลักษณ์หลังกำเนิดจะพบเห็นได้ยาก แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว ร่ำลือกันว่าสมบัติฟ้าดินในตำนานที่หายากบางอย่างก็มีสรรพคุณราวกับปาฏิหาริย์เช่นนี้อยู่เหมือนกัน”
“บิดามารดาของหลี่ลั่วอาจจะทิ้งสมบัติฟ้าดินเช่นนี้เอาไว้ให้เขาก็ได้ ถึงทำให้เขามีอัตลักษณ์น้ำขึ้นมา”
“ยังไม่ต้องรีบพูดถึงเรื่องพวกนี้ก็ได้ รอให้จบการประลองก่อนค่อยไปถามหลี่ลั่วก็พอแล้ว พวกเรามีหน้าที่แค่สั่งสอนชี้แนะนักศึกษาเท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นๆ ทางวิทยาลัยไม่มีสิทธิ์ไปซักไซ้เกินเหตุ”
เมื่อได้ยินผู้อำนวยการพูดถึงขนาดนี้แล้ว หลินเฟิงก็พูดอะไรไม่ออกอีก เขาจ้องมองไปที่หลี่ลั่วในสนามด้วยแววตาเป็นประกาย ไม่รู้เหมือนกันว่ากำลังคิดเรื่องอะไรอยู่
ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของผู้คน เป้ยคุนที่ตอนนี้มีสีหน้าค่อนข้างย่ำแย่ก็ได้ถือหอกยาวเดินเข้าสู่สนาม
“หลี่ลั่ว ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะปิดบังไว้มิดชิดขนาดนี้ เจ้าคงต้องการใช้การประลองทั้งสามรอบในวันนี้มาพิสูจน์ตัวเองสินะ? แต่ข้าไม่มีวันปล่อยให้เจ้าสมหวังหรอก” เป้ยคุนกล่าวเสียงเย็น
หลี่ลั่วยิ้มกล่าว “บทพูดแบบนี้มันไร้สมองเกินไปหน่อย เจ้าแสดงละครอยู่หรือ?”
ใบหน้าของเป้ยคุนแดงก่ำขึ้นมาทันที จากนั้นก็โกรธเคืองเล็กน้อย “ข้าอยากเห็นจริงๆ ว่าเจ้าจะยังหัวเราะออกได้อีกนานแค่ไหนเชียว!”
เขาก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว พลังอัตลักษณ์พลันพลุ่งพล่านขึ้นมาจากในร่างกาย มีเสียงพยัคฆ์คำรามดังขึ้นมารางๆ และมีบรรยากาศกดดันสายหนึ่งแผ่ออกมาอย่างเลือนรางด้วยเช่นกัน
นั่นคืออัตลักษณ์พยัคฆ์คลั่งทลายภูผาระดับหกของเป้ยคุน อัตลักษณ์นี้ขึ้นชื่อเรื่องความดุดันแข็งกร้าว หากพลังอัตลักษณ์แข็งแกร่งมากพอก็จะมีอานุภาพบดขยี้ภูเขาได้จริงๆ
หลี่ลั่วสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายฆ่าฟันอ่อนๆ ที่แผดพุ่งเข้ามา แววตาตึงเครียดลงเล็กน้อย พลังอัตลักษณ์ของเป้ยคุนนั้นแข็งแกร่งกว่าของทั้งหลิวหยางและลู่ไท่ก่อนหน้านี้หนึ่งส่วน และที่สำคัญที่สุดคือการหนุนเสริมจากอัตลักษณ์พยัคฆ์คลั่งทลายภูผาระดับหก ได้ทำให้ความแข็งแกร่งโดยรวมของเขาอยู่บนจุดสูงสุดของระดับหกตราแล้ว
ในทางกลับกัน หลี่ลั่วในตอนนี้มีระดับพลังอัตลักษณ์อยู่ที่ระดับห้าตรา “อัตลักษณ์น้ำแสง” ของเขาเองก็แค่ระดับห้า หากมองจากภายนอกแล้ว ดูเหมือนว่าเขาจะด้อยกว่าอีกฝ่ายโดยสิ้นเชิง
แต่บางครั้ง ผลแพ้ชนะกลับไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งเหล่านี้เสมอไป
ตูม!
เป้ยคุนกระตุ้นอัตลักษณ์ของตัวเองขึ้นมา เขาไม่ลังเลแม้แต่น้อย เงาร่างพุ่งออกไปดุจพยัคฆ์ร้ายลงเขา หอกเหล็กในมือฟาดลงมาพร้อมกับพลังอันแข็งกร้าว หวดฟาดลงใส่หลี่ลั่วโดยตรง
บนกระบองเหล็กในมือของหลี่ลั่วมีพลังอัตลักษณ์สีน้ำเงินไหลเวียนราวกับคลื่นน้ำเงินครามหลั่งไหล ตรงเข้าปะทะกับหอกเหล็กของเป้ยคุน
เคร้ง!
เสียงโลหะกระทบดังกึกก้อง คลื่นอากาศสาดกระจาย เงาร่างของหลี่ลั่วสั่นสะท้านก่อนจะกระเด็นออกไป ทว่าย่างก้าวของเขากลับเคลื่อนไหวอย่างพลิ้วไหวดุจมัจฉา สลายพลังอันบ้าคลั่งที่ถาโถมเข้ามาทิ้งไปจนหมดสิ้นอย่างรวดเร็ว
“ฮึ ก็แค่พลังอัตลักษณ์ระดับห้าตรา?”
หลังจากปะทะกันตรงๆ รอบหนึ่ง เป้ยคุนก็รับรู้ถึงระดับพลังอัตลักษณ์ของหลี่ลั่วแล้ว เขาก็พลันรู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที ยิ้มเย็นกล่าว “ข้าคิดว่าเจ้าจะผงาดกลับขึ้นมาใหม่ได้จริงๆ เสียอีก ที่แท้ก็มีน้ำยาแค่นี้เอง”
ระหว่างที่เขากำลังยิ้มเยาะอยู่นั้น เขาก็พุ่งเข้าใส่หลี่ลั่วราวกับเสือโคร่งกระโจนตะครุบเหยื่อ หอกเหล็กในมือแทงออกด้วยพละกำลังอันมหาศาล ปลายหอกแหวกอากาศ กลายเป็นเงาหอกนับไม่ถ้วน เสือกแทงไปยังจุดตายทั่วร่างของหลี่ลั่ว
เห็นได้ชัดว่าเขาต้องการใช้โอกาสนี้ โค่นหลี่ลั่วลงด้วยการโจมตีที่อำมหิตที่สุด
เมื่อเผชิญกับการไล่ต้อนของเป้ยคุน หลี่ลั่วกลับไม่ถอยหนี เขามีสีหน้าสงบนิ่ง พร้อมพุ่งเข้าปะทะอีกครั้ง ในชั่วพริบตานั้น กระบองและหอกของทั้งสองก็ได้ปะทะกันอย่างต่อเนื่อง เกิดเสียงโลหะกระทบกันดังก้องกังวาน
ทั้งสองต่อสู้กันอย่างดุเดือด พลังอัตลักษณ์ปะทุพลุ่งพล่าน ดุเดือดรุนแรง
แต่เมื่อเวลาผ่านไป สีหน้าของเป้ยคุนกลับเริ่มดูย่ำแย่ลงเรื่อยๆ เพราะเขาพบว่า พลังที่พวยพุ่งออกมาจากกระบองเหล็กในมือของหลี่ลั่วตรงหน้านั้น มันกำลังแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
ซึ่งบนที่นั่งฝั่งของตึกหนึ่ง เหล่านักศึกษามากความสามารถบางส่วนก็สังเกตได้ถึงความไม่ชอบมาพากลแล้วเช่นกัน
“หลี่ลั่วสามารถต้านทานการระเบิดพลังของเป้ยคุนได้หรือเนี่ย แปลกจริงๆ ระดับพลังอัตลักษณ์ของมันยังแค่ระดับห้าตราเองนี่…”
“ยิ่งไปกว่านั้น พลังของหลี่ลั่วดูเหมือนว่าจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ด้วย… เป็นแบบนี้ได้อย่างไร?”
“นั่นคือวิชาอัตลักษณ์ระดับสูง คลื่นทะเลครามเก้าชั้น วิชานี้เหมาะกับอัตลักษณ์น้ำเป็นอย่างมาก เป็นวิชาที่เน้นหนักไปที่การตอบโต้สวนกลับ พลังของมันเหมือนกับเกลียวคลื่นที่ค่อยๆ ทับถมกันมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อใช้คู่กับพลังอัตลักษณ์น้ำที่มีทั้งความต่อเนื่องและหนักแน่นแล้ว ยิ่งต่อสู้นานพลังของมันก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น ยกเว้นแต่ว่าจะใช้พลังที่เหนือกว่าอย่างเด็ดขาดฝืนทำลายลงตรงๆ”
“หากเป้ยคุนยังแก้สถานการณ์ไม่ได้ละก็ เกรงว่าคงต้องแพ้แล้ว”
ตอนนี้สีหน้าของเหล่านักศึกษาตึกหนึ่งต่างก็ดูตึงเครียดขึ้นมาไม่น้อย วิชาคลื่นทะเลครามเก้าชั้นเป็นวิชาอัตลักษณ์ระดับสูง แม้แต่ในตึกหนึ่งเอง นักศึกษาที่สามารถฝึกฝนวิชาอัตลักษณ์ระดับสูงจนสำเร็จได้ก็ยังมีเพียงหยิบมือเดียว ทว่าตอนนี้หลี่ลั่วกลับสามารถใช้ออกมาได้อย่างคล่องแคล่วเลยทีเดียว
“สมกับเป็นผู้มีความสามารถในการเรียนรู้วิชาอัตลักษณ์เป็นอันดับหนึ่งของวิทยาลัยหนานเฟิงเราจริงๆ” พวกเขารู้สึกทอดถอนใจอย่างอดไม่ได้ ก่อนหน้านี้ตอนที่หลี่ลั่วยังไม่มีพลังอัตลักษณ์ พวกเขายังไม่รู้สึกอะไรมากนัก แต่เมื่อหลี่ลั่วมีอัตลักษณ์และมีพลังอัตลักษณ์ขึ้นมาแล้ว พวกเขาถึงได้เข้าใจว่าเมื่อทั้งสองอย่างนี้จับคู่กันแล้วมันจะร้ายกาจมากเพียงใด
อ๊ากกก!
ในระหว่างที่พวกเขากำลังพูดคุยกันอยู่นั้น เป้ยคุนพลันแผดเสียงคำรามออกมาอย่างเดือดดาล เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติแล้วเช่นกัน หลี่ลั่วตรงหน้านี้ ทั้งๆ ที่มีพลังอัตลักษณ์ที่ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรมาก แต่กลับสามารถค่อยๆ ถ่วงเวลาเขาเอาไว้ได้ราวกับวังน้ำวน
และไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร พลังอัตลักษณ์ของหลี่ลั่วมันให้ความรู้สึกที่บริสุทธิ์จนผิดปกติด้วย
แต่ไม่ว่าอย่างไร เป้ยคุนก็รู้ดีว่าเขาไม่สามารถปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปได้อีกแล้ว
นัยน์ตาเขาพลันฉายแววอำมหิตออกมา ฝ่ามือทั้งสองข้างกำหอกเหล็กไว้แน่น จากนั้นฝ่ามือทั้งสองข้างของเขากลายเป็นเงากรงเล็บเสืออย่างเลือนราง พลังอัตลักษณ์อันบ้าคลั่งปะทุออกมา
“วิชาอัตลักษณ์ระดับสูง เขี้ยวทะลวง!”
เป้ยคุนก้าวเท้าออกหนึ่งก้าว หอกเหล็กในมือพุ่งทะลวงออกไปดุจพยัคฆ์คลั่ง ฉีกกระชากพลังอัตลักษณ์น้ำที่ต่อเนื่องกันเป็นชั้นๆ ออกจากกันโดยตรง ก่อนจะพุ่งตรงไปยังหลี่ลั่วที่อยู่ด้านหลัง
หลี่ลั่วมองดูปลายหอกที่พุ่งเข้ามาใส่ราวกับคมเขี้ยวอันแหลมคม พลังอัตลักษณ์น้ำที่ทับซ้อนกันบนกระบองเหล็กในมือก็พลันระเบิดออกมา ราวกับเกลียวคลื่นยักษ์ที่ซัดกระแทก
หอกกับกระบองกลับไม่ได้ปะทะกัน แต่กลับเฉียดผ่านกันไป พุ่งเข้าใส่ฝ่ายตรงข้าม
“เจ้ารนหาที่ตาย!”
เป้ยคุนเผยสีหน้าเหี้ยมเกรียม นัยน์ตาฉายแววอำมหิต หอกเหล็กนั่นแทงออกไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย แต่ในชั่วพริบตานั้นเอง เขากลับเห็นพลังอัตลักษณ์สีน้ำเงินบนกระบองเหล็กสว่างวาบ ราวกับมีแสงแยงตาขึ้นมารางๆ ทำให้เขาตาลายไปแวบหนึ่ง
วินาทีต่อมา เป้ยคุนก็ม่านตาหดทันที เพราะเขาพบว่าปลายหอกของตัวเองที่แทงเข้าใส่หลี่ลั่วนั้นได้พลาดเป้าไป เฉียดผ่านไหล่ของหลี่ลั่วไปราวๆ ชุ่น (นิ้ว) เศษ
“ซวยแล้ว”
หัวใจของเป้ยคุนเย็นเฉียบ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงพลาดเป้าเช่นนี้ได้ ทั้งที่การโจมตีของเขามันน่าจะสามารถแทงโดนไหล่ของหลี่ลั่วได้อย่างแน่นอนแท้ๆ
แต่ตอนนี้มันสายเกินกว่าที่จะเคลื่อนไหวตอบโต้อะไรได้แล้ว เพราะกระบองเหล็กที่อัดแน่นไปด้วยพละกำลังของหลี่ลั่วได้ฟาดเข้ามาที่ใบหน้าของเขาตรงๆ แล้ว
พรูด!
เลือดสดๆ ผสมกับฟันหลายซี่พลันพุ่งกระฉูดออกมาพร้อมกับเสียงร้องโหยหวน เงาร่างของเป้ยคุนกระเด็นออกไปทันที กระแทกพื้นนอกสนามประลองอย่างหนักหน่วง
เสียงกรีดร้องของเป้ยคุนดังก้องไปทั่วทั้งสนาม
ส่วนหลี่ลั่วก็ค่อยๆ เก็บกระบองเหล็กกลับมาอย่างช้าๆ ผ่อนลมหายใจออกมายาวๆ พลังอัตลักษณ์สีน้ำเงินที่พวยพุ่งออกมาจากร่างกายก็ค่อยๆ จางหายไป
รอบข้างเงียบสงัด มีเพียงเสียงกรีดร้องของเป้ยคุนที่ยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แต่ความเงียบเช่นนี้คงอยู่เพียงครู่เดียวเท่านั้น ก่อนจะถูกเสียงฮือฮาที่ดังจนแสบแก้วหูดังขึ้นมาทำลายความเงียบไป นอกจากตึกหนึ่งแล้ว นักศึกษาจากตึกอื่นๆ ต่างก็พากันโห่ร้องออกมาอย่างตื่นเต้น
พวกเขาไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้เห็นในวันนี้เลย…
พวกเขาได้เห็นผู้ที่เคยโด่งดังของวิทยาลัยหนานเฟิงกลับมาเปล่งประกายเจิดจรัสขึ้นมาอีกครั้ง
พวกเขาได้เห็นเด็กหนุ่มที่ถูกเรียกว่าไร้อัตลักษณ์ผู้นั้น เอาชนะนักศึกษาตึกหนึ่งถึงสามคนรวดได้ด้วยฐานะนักศึกษาตึกสอง!
ใบหน้าของจ้าวคั่วแดงก่ำด้วยความตื่นเต้นดีใจ จากนั้นเขาทำสัญลักษณ์มือเหยียดหยามไปทางฝั่งตึกหนึ่งพร้อมกับส่งเสียงตะโกนออกมาอย่างโอหัง
“เห็นหรือยัง!”
“ผู้ชายคนนั้น เขากลับมาแล้ว!!”