อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 1 บทที่ 22 ผลตอบแทนจากการเลื่อนขึ้นสู่ระดับหก (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 1 บทที่ 22 ผลตอบแทนจากการเลื่อนขึ้นสู่ระดับหก (อัปเดต)
ข่าวที่หลี่ลั่วมีอัตลักษณ์น้ำระดับห้าได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งวิทยาลัยหนานเฟิงอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่ามันย่อมต้องก่อให้เกิดความฮือฮาและการพูดคุยกันอย่างร้อนแรง
“ไม่คิดเลยว่าหลี่ลั่วจะยังพลิกสถานการณ์ได้… อัตลักษณ์หลังกำเนิด ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย”
“ได้ยินมาว่าเป็นสมบัติฟ้าดินที่พ่อแม่ของเขาทิ้งเอาไว้ สมบัติระดับนี้มันหายากอย่างมากเลย”
“มีพ่อแม่ดีๆ แบบนี้มันช่างน่าอิจฉาจริงๆ”
“เอาเถอะ แค่อัตลักษณ์น้ำระดับห้า ก็ไม่ได้พิเศษอะไรมากมาย แถมยังเหลือเวลาอีกแค่ไม่ถึงหนึ่งเดือนก็จะถึงวันสอบใหญ่ของวิทยาลัยแล้วด้วย ในเวลาสั้นๆ เช่นนี้ เขาจะตามนักศึกษาชั้นหัวกะทิคนอื่นๆ ทันหรือ?”
“ใช่แล้ว คนที่เขาเอาชนะได้ก็มีแค่พวกเป้ยคุนสามคน ซึ่งยังติดหนึ่งในสิบอันดับแรกของตึกหนึ่งไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ได้ยินมาว่าสิบอันดับแรกของตึกหนึ่งล้วนอยู่ในระดับเจ็ดตราแล้วทั้งสิ้น ซ่งอวิ๋นเฟิงกับหลี่ว์ชิงเอ๋อร์สองคนนี้ก็น่ากลัวยิ่งกว่า ได้ยินมาว่าไปถึงระดับแปดตราแล้วด้วย บางทีหลี่ว์ชิงเอ๋อร์อาจจะสูงกว่านั้นอีก...”
“อืม หลี่ลั่วเสียเวลาในช่วงที่สำคัญที่สุดไปพอสมควร ข้าไม่คิดว่าเขาจะตามคนอื่นๆ ทันในเวลาสั้นๆ แค่หนึ่งเดือนนี้หรอก...”
ในตอนที่ผู้คนในวิทยาลัยกำลังพูดถึงหลี่ลั่วกันอย่างครึกโครมนั้น ตัวเขาเองก็เพิ่งจะสิ้นสุดจากการฝึกฝนของวันนี้ จากนั้นก็รีบออกจากวิทยาลัยไปทันที
“การต่อสู้กับเป้ยคุนในวันนี้ ถึงแม้สุดท้ายแล้วข้าจะเป็นฝ่ายชนะ แต่ก็เหนื่อยกว่าที่คิดเอาไว้เล็กน้อย หากตอนสุดท้ายข้าไม่ได้อาศัยพลังอัตลักษณ์แสงใน ‘อัตลักษณ์น้ำแสง’ บิดเบือนการมองเห็นของเป้ยคุนละก็ การต่อสู้ครั้งนี้คงต้องยืดเยื้อออกไปอีกสักพัก”
ภายในรถม้าที่กำลังมุ่งหน้ากลับบ้าน หลี่ลั่วกำลังครุ่นคิดถึงการต่อสู้ในวันนี้ สีหน้าของเขาไม่ได้ดูผ่อนคลายแม้แต่น้อย กลับยังดูตึงเครียดและไม่ค่อยพอใจด้วย
หากเป็นเช่นนี้ แม้ว่าเขาจะพึ่งคุณสมบัติพิเศษของ ‘อัตลักษณ์น้ำแสง’ และความเชี่ยวชาญในวิชาอัตลักษณ์ของตัวเอง แต่พลังต่อสู้ของเขานั้น ในระดับหกตราน่าจะไม่มีใครต้องกลัว แต่หากต้องเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ระดับเจ็ดตรา โอกาสชนะของเขาก็จะลดน้อยลงอย่างมาก
“ยังไม่พอ ยังไม่พอแม้แต่น้อย”
หลี่ลั่วพึมพำกับตัวเอง เป้าหมายของเขาคือการเข้าเรียนในวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิง และในแต่ละปีวิทยาลัยหนานเฟิงจะมีคนได้เข้าเรียนที่วิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงเพียงไม่กี่คน หากไม่ใช่พวกหัวกะทิที่มีความสามารถโดดเด่นที่สุดก็แทบจะไม่มีโอกาสเลย
ยิ่งตอนนี้เหลือเวลาอีกไม่ถึงเดือนก็จะถึงวันสอบใหญ่แล้ว หากเขาต้องการจะตามคนอื่นๆ ให้ทัน เขาไม่เพียงแต่จะต้องยกระดับพลังอัตลักษณ์ให้สูงขึ้นเท่านั้น แต่อัตลักษณ์น้ำแสงระดับห้านี้ก็ต้องพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นด้วยเช่นกัน
มีเพียงแบบนี้เท่านั้น เขาถึงจะมีความมั่นใจในการรับมือกับคนระดับหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ได้
แต่ถึงอย่างนั้น การจะทำให้อัตลักษณ์น้ำแสงระดับห้าเลื่อนขึ้นสู่ระดับหก มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย…
“กลับไปคุยกับพี่ไช่เวยก่อนแล้วกัน”
หลี่ลั่วเบะปากเล็กน้อย เขารู้สึกว่าหากเขาบอกว่ายังต้องการน้ำยาแสงวิเศษระดับห้าอีกเป็นจำนวนมาก พี่ไช่เวยอาจจะจับเขากินก็ได้…
…
ณ ห้องบัญชีของบ้านเก่า
ไช่เวยนั่งอยู่หลังโต๊ะ อ่านสมุดบัญชีอย่างละเอียด วันนี้นางสวมชุดกระโปรงยาวสีเหลืองอ่อน ใบหน้ารูปไข่อันงดงามนั้นมีเสน่ห์อันเย้ายวนที่สาวน้อยไม่พึงมี
หลังจากอ่านอยู่นาน ดูเหมือนนางจะเริ่มเหนื่อยเล็กน้อย จึงโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย วางภูเขาอันใหญ่โตหนักอึ้งลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา
“ฟู่~”
ไช่เวยผ่อนคลายร่างกายลงเล็กน้อยพร้อมกับถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา
ปัง!
ทันใดนั้น ประตูห้องก็ถูกผลักออก หลี่ลั่วก้าวเข้ามาในห้อง “พี่ไช่เวย”
ทันทีที่พูดจบ เขาก็เห็นภาพตรงหน้า ส่วนไช่เวยเองก็ยังไม่ทันได้ตั้งตัว ดวงตาคู่งามจ้องมองหลี่ลั่วด้วยความตกใจ
บรรยากาศตึงเขม็งไปหลายลมหายใจ
ร่างกายของไช่เวยที่โน้มตัวไปข้างหน้านั้นก็พลันดีดตัวขึ้นนั่งตัวตรง ใบหน้าขาวเนียนขึ้นสีแดงระเรื่อ ดวงตาคู่งามจ้องมองหลี่ลั่วด้วยความโกรธปนเขินอาย
“ไม่รู้จักเคาะประตูก่อนเข้าหรือไง?”
หลี่ลั่วเหงื่อแตกพลั่ก รีบก้มหน้าลงทันที “พี่ไช่เวย ครั้งหน้าข้าจะระวังให้มากกว่านี้!”
เมื่อเห็นท่าทางสำนึกผิดของเขา ความอับอายบนใบหน้าของไช่เวยจึงจางหายไป แต่ก็ยังกล่าวอย่างไม่พอใจว่า “คุณชายน้อยมีเรื่องอะไรให้รับใช้อีกแล้วหรือ?”
หลี่ลั่วมองไปทางด้านหลัง จากนั้นก็ปิดประตูห้อง กล่าวว่า “ข้าอยากให้พี่ไช่เวยดูของลับของข้าสักหน่อย”
ทันทีที่เขาพูดจบก็ต้องชะงักไป เพราะเขาเห็นไช่เวยยกมือข้างหนึ่งขึ้น บนมือของนางถือหน้าไม้ที่เปล่งประกายเย็นเยียบเอาไว้ ส่วนบนใบหน้ารูปไข่อันงดงามนั้นก็เผยรอยยิ้มอันตรายออกมา “คุณชายน้อย ข้าอยู่ในระดับลักษณาจารย์นะ”
หลี่ลั่วรีบชูมือขึ้นทั้งสองข้างทันที ยิ้มเจื่อนกล่าว “พี่ไช่เวย พี่จะทำอะไรน่ะ?”
ไช่เวยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย จ้องมองหลี่ลั่วพร้อมกล่าวว่า “ของลับที่ว่ามันคืออะไร?”
หลี่ลั่วรู้สึกงุนงงเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมาก จากนั้นพลังอัตลักษณ์สีน้ำเงินก็เริ่มแผ่ออกมาจากร่างกายของเขา ราวกับมีเสียงน้ำไหลดังขึ้นมาอย่างเลือนรางด้วย
เขาได้เผยอัตลักษณ์ระดับห้าของตัวเองออกมาแล้ว
ตุ้บ!
หน้าไม้ในมือของไช่เวยร่วงลงจากมือทันที นางเบิกตากว้าง กล่าวด้วยความตกใจว่า “เจ้า เจ้ามีอัตลักษณ์แล้วหรือ?”
หลี่ลั่วพยักหน้า “อัตลักษณ์ระดับห้า”
บนใบหน้าอันงดงามของไช่เวยเต็มไปด้วยความตกใจ หลังจากผ่านไปนานพอสมควร นางถึงค่อยๆ ได้สติกลับมากล่าวว่า “เป็นวิธีที่ท่านประมุขคฤหาสน์ทั้งสองทิ้งเอาไว้ให้หรือ?”
หลี่ลั่วพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม
ไช่เวยเข้าใจได้ทันที จากนั้นก็นึกถึงการกระทำของตัวเองเมื่อครู่ ใบหน้าก็แดงก่ำขึ้นมาทันที คำพูดของหลี่ลั่วเมื่อครู่นี้มันค่อนข้างจะสองแง่สองง่าม นางเองก็ไม่ใช่เด็กน้อยไร้เดียงสาด้วย ตอนนั้นนางถึงกับคิดไปว่าหลี่ลั่วคิดจะทำอะไรพิเรนทร์ๆ เสียอีก
นางรู้สึกละอายใจอย่างอดไม่ได้ ไช่เวยเอ๋ยไช่เวย เจ้ามันน่าขายหน้าจริงๆ
แต่โชคดีที่ไช่เวยเองก็ผ่านเรื่องราวมาไม่น้อยแล้วเหมือนกัน จึงรีบปรับอารมณ์ให้กลับเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว ยิ้มออกมาราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น “เช่นนั้นก็ต้องขอแสดงความยินดีกับคุณชายน้อยด้วย หากชิงเอ๋อร์รู้เรื่องนี้เข้า นางต้องดีใจกับเจ้ามากแน่นอน”
หลี่ลั่วพยักหน้ากล่าวว่า “ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง เกรงว่าพี่ไช่เวยคงจะเดาออกอยู่แล้ว”
“ยังต้องการน้ำยาแสงวิเศษอีกหรือ?” ไช่เวยขมวดคิ้วเล็กน้อย
“อืม ยิ่งไปกว่านั้น ครั้งนี้อาจจะต้องใช้น้ำยาแสงวิเศษระดับห้า ของที่พ่อแม่ข้าทิ้งเอาไว้นั้น ต้องใช้น้ำยาแสงวิเศษหล่อเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง มิฉะนั้นหากปล่อยไว้นานๆ มันอาจจะสลายไปก็ได้” หลี่ลั่วไม่ได้บอกว่าเขาสามารถใช้น้ำยาแสงวิเศษยกระดับของอัตลักษณ์ได้อย่างไร้ขีดจำกัด แต่กลับเลือกที่จะโกหกออกไป อย่างไรเสียเรื่องนี้มันก็สำคัญมากเกินไป เขาจึงยังไม่ต้องการเปิดเผยออกไปในตอนนี้
“น้ำยาแสงวิเศษระดับห้า…” ไช่เวยขมวดคิ้วแน่น จนคิ้วของนางแทบจะมัดกันเป็นปมอยู่แล้ว
น้ำยาแสงวิเศษระดับสี่ ราคาในท้องตลาดจะอยู่ที่ประมาณหนึ่งพันทองคำสวรรค์ แต่ระดับห้านั้น ราคากลับพุ่งไปถึงห้าพันทองคำสวรรค์
มันเป็นของที่ใช้แล้วหมดไปที่มีราคาค่อนข้างแพงเลยทีเดียว
หากหลี่ลั่วต้องการแค่ไม่กี่ขวดก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้ไช่เวยรู้ดีว่า จำนวนที่หลี่ลั่วต้องการน่าจะราวๆ ร้อยขวดอย่างแน่นอน...
ซึ่งตัวเลขนั้นไม่ใช่น้อยๆ เลย
สีหน้าของไช่เวยเปลี่ยนแปลงไปมา แต่สุดท้ายสิ่งที่ทำให้หลี่ลั่วคาดไม่ถึงคือ นางไม่ได้หาข้ออ้างมาปฏิเสธเขาแต่อย่างใด กลับพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะพยายามหามาให้เจ้าอย่างสุดความสามารถเอง”
นางเงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นสีหน้าประหลาดใจของหลี่ลั่วก็ยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้ กล่าวว่า “แปลกใจหรือที่ข้าไม่ปฏิเสธเจ้า?”
“เจ้าเป็นถึงคุณชายน้อยของคฤหาสน์ลั่วหลาน กิจการทั้งหมดของคฤหาสน์ลั่วหลานล้วนเป็นของเจ้ากับชิงเอ๋อร์ ดังนั้นตราบใดที่เจ้าไม่ได้ทำเรื่องที่เกินเลยไปจริงๆ เจ้าอยากจะทำอะไรก็ได้อยู่แล้ว”
“ยิ่งไปกว่านั้น การที่เจ้ามีอัตลักษณ์นั้น จะส่งผลกระทบต่อคฤหาสน์ลั่วหลานมากกว่ามูลค่าของน้ำยาแสงวิเศษพวกนี้เสียอีก เช่นนั้นข้าจะมีเหตุผลอะไรไปปฏิเสธเจ้า?”
หลี่ลั่วกล่าวอย่างซาบซึ้งใจ “พี่ไช่เวย พี่ช่างเข้าใจข้าจริงๆ”
“เช่นนั้นพี่ช่วยหาน้ำยาแสงวิเศษระดับห้ามาให้ข้าสักหลายสิบขวดก่อนได้ไหม?”
ไช่เวยใช้มือน้อยๆ นวดขมับแล้วกล่าว “ได้น่ะมันได้อยู่ แต่หากครั้งหน้ายังต้องการอีกมากขนาดนี้ละก็ ทุนของเราก็คงไม่พอแล้ว”
รายได้จากกิจการและห้างร้านต่างๆ ของคฤหาสน์ลั่วหลานในมณฑลเทียนสู่ในหนึ่งปี อยู่ที่ราวๆ สามแสนกว่าเหรียญทองคำสวรรค์เท่านั้น และก่อนหน้านี้ก็ใช้เงินไปกับการจัดหาน้ำยาแสงวิเศษระดับสี่ให้กับหลี่ลั่วไปแล้วราวๆ หนึ่งหมื่นห้าพันทองคำสวรรค์ หากตอนนี้ยังต้องซื้อน้ำยาแสงวิเศษระดับห้าอีกสามสิบกว่าขวดละก็ ทุนที่เหลืออยู่ก็คงต้องใช้จนหมดเกลี้ยงแล้ว
ไช่เวยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว “คุณชายน้อย ข้าคิดว่าจะขายกิจการและห้างร้านบางส่วนของคฤหาสน์ลั่วหลานในมณฑลเทียนสู่ทิ้ง”
“ตอนนี้กำลังของคฤหาสน์ลั่วหลานในมณฑลเทียนสู่มีไม่มาก ทำให้เรามีกิจการอยู่มากเกินไป กิจการหลายอย่างกลับกลายเป็นภาระสำหรับเราเสียเอง ยิ่งสามตระกูลนั้นยังคอยขัดขวางพวกเราอยู่ตลอดเวลาด้วย หากเป็นแบบนี้ต่อไป ก็มีแต่จะทำให้เราเสียหายมากขึ้น ทั้งยังต้องมาเสียแรงเสียเวลาเพื่อจัดการกับเรื่องพวกนี้อีก”
“ส่วนอีกสาเหตุก็เป็นเพราะเรื่องของสามตระกูลเหมือนกัน ตอนนี้สามตระกูลนั้นเริ่มมีท่าทีว่าจะรวมหัวกันต่อต้านคฤหาสน์ลั่วหลานแล้ว เพราะผลประโยชน์ของพวกมันลงตัวกันด้วย แต่หากเราแบ่งกิจการบางส่วนออกมาขายทิ้ง หากควบคุมได้ดีละก็ จะต้องทำให้พวกมันเกิดการแย่งชิงผลประโยชน์กันเองได้อย่างแน่นอน เมื่อถึงตอนนั้นพวกมันก็จะเกิดความขัดแย้งกันเอง ทำให้การร่วมมือกันต่อต้านคฤหาสน์ลั่วหลานเป็นไปได้ยากขึ้น”
หลี่ลั่วมีสีหน้าครุ่นคิดเช่นกัน หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เขาก็พยักหน้ากล่าวชื่นชมว่า “วิธีนี้ของพี่ไช่เวยนับเป็นการตัดแขนเพื่อรักษาชีวิต ทั้งยังยุแยงให้ศัตรูแตกกันเองได้ด้วย”
“ข้าไม่ค่อยเข้าใจเรื่องพวกนี้หรอก ขอฝากให้พี่ไช่เวยจัดการทั้งหมดได้เลย ไม่ว่าอย่างไรข้าก็สนับสนุนพี่” หลี่ลั่วโบกมือแล้วกล่าวตามตรง
“เช่นนั้นก็ต้องขอบคุณความไว้วางใจของคุณชายน้อยแล้ว” ไช่เวยยิ้มออกมาตรงมุมปาก
หลี่ลั่วโบกมือ จากนั้นก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงกล่าวว่า “จริงสิ ทางคฤหาสน์ลั่วหลานเราในมณฑลเทียนสู่ไม่มีกิจการที่ผลิต ‘น้ำยาแสงวิเศษ’ บ้างเลยหรือ? หากผลิตเองได้ ก็น่าจะถูกกว่าซื้อจากข้างนอกมากเลยไม่ใช่หรือ?”
ไช่เวยกล่าวว่า “คฤหาสน์ลั่วหลานของเรากิจการใหญ่โต แน่นอนว่าต้องมีการผลิต ‘น้ำยาแสงวิเศษ’ อยู่แล้ว เพราะสินค้าที่ใช้แล้วหมดไปเช่นนี้เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก กำไรมหาศาล แต่เดิมทีแล้วคฤหาสน์ลั่วหลานของเรามักจะเน้นผลิตน้ำยาแสงวิเศษที่ระดับต่ำกว่าสามเป็นหลัก ส่วนระดับที่สูงกว่านั้นมีคนผลิตได้น้อยมาก ดังนั้นกำลังการผลิตจึงน้อยตามไปด้วย”
“ส่วนน้ำยาแสงวิเศษระดับห้าขึ้นไป เกรงว่าในมณฑลเทียนสู่คงมีแค่ไม่กี่คนที่สามารถหลอมออกมาได้ น้ำยาแสงวิเศษระดับห้าที่มีอยู่ในท้องตลาดของมณฑลเทียนสู่ส่วนใหญ่ล้วนมาจากมณฑลอื่นหรือไม่ก็เมืองหลวงทั้งสิ้น”
หลี่ลั่วเข้าใจทันที ใช่แล้ว คนที่สามารถหลอมสร้างน้ำยาแสงวิเศษระดับห้าได้ อย่างน้อยก็ต้องเป็นนักเกลาอัตลักษณ์ระดับห้า บุคคลเช่นนี้ แม้แต่ในเมืองหลวงของอาณาจักรต้าเซี่ยก็สามารถหางานตำแหน่งดีๆ ได้อย่างไม่ยาก ดังนั้นการที่หาได้ยากในมณฑลเทียนสู่จึงเป็นเรื่องปกติ
หลี่ลั่วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าว “พี่ไช่เวย พาข้าไปดูสถานที่ที่คฤหาสน์ลั่วหลานเราใช้ผลิตน้ำยาแสงวิเศษหน่อยได้ไหม? ข้ามีอัตลักษณ์น้ำ อยากจะรู้เรื่องราวของนักเกลาอัตลักษณ์เพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย”
ราคาของน้ำยาแสงวิเศษมันแพงมาก ตอนนี้อัตลักษณ์ระดับห้ายังพอไหว แต่ในอนาคตหากต้องใช้น้ำยาแสงวิเศษระดับเจ็ด ระดับแปด หรือแม้แต่ระดับเก้า เขาจะไปหาซื้อจากที่ไหน? เท่าที่เขารู้ ในทั่วทั้งอาณาจักรต้าเซี่ย น้ำยาแสงวิเศษระดับเจ็ดขึ้นไปนั้นมีผลิตน้อยมากๆ
เมื่อถึงตอนนั้น เขาคงต้องพึ่งพาตัวเองเท่านั้นแล้ว
ดังนั้น เขาจึงควรเตรียมพร้อมสำหรับการเป็นนักเกลาอัตลักษณ์เอาไว้ด้วยเหมือนกัน
ไช่เวยไม่ได้ปฏิเสธ พยักหน้าเล็กน้อย
“ได้ พรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้าไป”