เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 389 โรงภาพยนตร์
บทที่ 389 โรงภาพยนตร์
หน้าคฤหาสน์ตระกูลฉู่
คนตระกูลอวิ๋นที่เพิ่งมอบของขวัญเสร็จยืนอยู่หน้าบ้าน พวกเขาหันกลับไปมองคฤหาสน์บ้านตระกูลฉู่ แล้วพากันส่ายหน้า
“ตอนแรกนึกว่าเป็นข่าวลือ คิดไม่ถึงว่าจะเป็นเรื่องจริง ตระกูลฉู่ไล่ลูกสาวแท้ ๆ ไปอยู่ข้างนอก แต่เลี้ยงดูลูกปลอมไว้ในบ้านราวกับสมบัติล้ำค่า”
“ตอนงานเลี้ยงวันเกิดลูกสาวตระกูลฉู่ทั้งสองคนก่อนหน้านี้ ไม่เห็นกันเหรอ? ตระกูลฉู่ลำเอียงชัด ๆ เลย”
“ฉันจะเล่าเรื่องที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นให้ฟัง ได้ยินมาว่า เรื่องนั้นไง… ที่ไล่ลูกสาวแท้ ๆ ของตัวเองออกจากบ้าน แถมยังโทรไปหาบริษัทอสังหาริมทรัพย์ทุกแห่ง ขอร้องพวกเขาไม่ให้ขายบ้านให้ลูกสาวตัวเอง”
“จริงเหรอเนี่ย?”
“จะโกหกทำไมล่ะ? ถึงเรื่องนี้จะค่อนข้างเป็นความลับ แต่เธอทำขนาดนี้ก็ใจกล้าเกินไปแล้ว!”
“แล้วพวกเรายังจะเอาของขวัญมาให้ที่นี่อีกเหรอ”
“ช่วยไม่ได้ เราไม่รู้ว่าตอนนี้ฉู่ลั่วคนนั้นไปอยู่ที่ไหน ก็เลยต้องเอามาส่งให้ที่ตระกูลฉู่ คนตระกูลฉู่น่าจะรู้ว่าเธออยู่ไหน!”
“ได้ยินมาว่าไลฟ์สตรีมของเธอแม่นมาก ครั้งหน้าจะลองดูบ้าง”
“ดี ๆๆ ตระกูลฉู่นี่จริง ๆ เลย… เข้าใจผิดว่าไข่มุกเป็นตาปลาไปได้”
คนที่อยู่ข้างกันผลักคนที่กำลังพูดเบา ๆ ครั้นพวกเขาหันหน้าไปพร้อมกัน ก็เห็นฉู่เหิงมายืนอยู่ข้างหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบได้
“พี่เหิง ออกไปข้างนอกเหรอครับ!”
“อืม”
ตอบเพียงเท่านั้น ฉู่เหิงก็เดินออกไป เขาขึ้นไปนั่งบนรถของตนเอง และขับรถออกไป
คนตระกูลอวิ๋นสองคนมองหน้ากัน ก็รู้สึกเขินาย จึงรีบขับรถออกไปทันที
ฉู่เหิงนั่งอยู่บนรถด้วยสีหน้าเย็นชา ขับรถมาได้ครึ่งทาง เขาก็หยุดรถ คลำหาโทรศัพท์ และกดโทรออก
“ลั่วลั่ว”
“ที่อยู่เรียบร้อยดีไหม?”
“สองวันมานี้มีคนเอาของขวัญมาส่งที่ตระกูลฉู่ บอกว่ามาขอบคุณเธอเรื่องสุสานดอกบัว”
“อยู่ที่ตี้จิงต้องดูแลตัวเองให้ดีนะ ถ้ามีใครรังแกเธอ ก็โทรมาบอกพี่”
“พี่รู้แล้ว”
หลังจากวางสาย ฉู่เหิงก็เอนตัวพิงรถ พลางถอนหายใจออกมาอย่างแรง
ทุกคนต่างก็เข้าใจเรื่องราวอย่างชัดเจน แต่คนตระกูลฉู่กลับทำเหมือนถูกอะไรมาบังตาไว้เสียอย่างนั้น
ฉู่เหิงหันหลังมองกลับไปทางบ้านตระกูลฉู่ ทั้งที่มองไม่เห็นอะไร แต่เขากลับรู้สึกว่าท้องฟ้าตรงบ้านตระกูลฉู่ เหมือนจะถูกปกคลุมไปด้วยเมฆดำ
ฉู่หร่าน
ฉู่หร่าน
ฉู่หร่าน
เขาท่องชื่อนี้อยู่ในใจหลายรอบ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ปิดประตูรถและขับออกไป
…
ณ สถานพักฟื้น เมืองตี้จิง
ฉู่ลั่วยืนอยู่หน้าประตู มองเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์พาตัวรุ่ยอวิ๋นโจวไปวางไว้บนเตียง และจัดทุกอย่างให้เข้าที่
เธอมองอยู่พักหนึ่ง ก็พูดกับฮั่วเซียวหมิงที่อยู่ข้างกันว่า “เขาไม่ใช่คนธรรมดา คุณแน่ใจนะว่าสถานพักฟื้นที่นี่จะโอเค?”
ฮั่วเซียวหมิงเอ่ย “สถานพักฟื้นแห่งนี้ก็ไม่ใช่สถานพักฟื้นธรรมดา”
เขาเดินออกมาข้างนอกพร้อมฉู่ลั่ว และพูดไปด้วยว่า “องค์กรศักดิ์สิทธิ์ได้ติดต่อมาหาตระกูลฮั่วของพวกเรา สถานพักฟื้นแห่งนี้ถูกปิดบังจากโลกภายนอก คนที่พักฟื้นอยู่ที่นี่ล้วนได้รับผลกระทบจากคุณไสย ทางรัฐบาลจะให้การรักษาที่เชี่ยวชาญกับพวกเขา”
ครั้นเขาเห็นฉู่ลั่วทำหน้าไม่เข้าใจ ก็พูดต่อ “ทางนั้นยังไม่ได้แจ้งให้คุณทราบเหรอ?”
ฉู่ลั่วส่ายหน้า “ยังค่ะ”
“อาจจะรอให้อุปกรณ์อำนวยความสะดวกจัดเตรียมเรียบร้อยก่อนน่ะ”
“ไปเถอะ! ผมไปส่งคุณก่อนแล้วกัน” พวกเขาเดินออกไปด้านนอกสถานพักฟื้น ก่อนจะเปิดประตูรถ
ฉู่ลั่วเข้าไปนั่ง ฮั่วเซียวหมิงก็เดินไปฝั่งที่นั่งคนขับ และสตาร์ตรถ
ตอนนี้ในตี้จิงเป็นเวลาเลิกงานแล้ว บนถนนรถติดมาก รถขับไปสักพักก็ต้องหยุด
ฮั่วเซียวหมิงหันมองฉู่ลั่ว ก็เห็นฉู่ลั่วกำลังหลับตาอยู่ มือทั้งสองข้างผสานกัน เธอกำลังกลับตาบำเพ็ญพลังวิญญาณ
เขาอดจะยกริมฝีปากขึ้นไม่ได้ ในแววตามีรอยยิ้มจาง ๆ
กระทั่งรถจอดสนิท ฉู่ลั่วถึงลืมตาขึ้น เธอชะงักไปชั่วขณะ “ที่นี่คือ…”
“โรงหนังครับ”
“ฉันรู้ว่าเป็นโรงหนัง แต่ว่า…”
ฮั่วเซียวหมิงเดินไปฝั่งด้านข้างคนขับ เปิดประตูรถออก และโน้มตัวลงไปปลดเข็มขัดนิรภัยของฉู่ลั่ว “มีหนังสยองขวัญเพิ่งเข้าโรง จะดูไหมครับ?”
ฉู่ลั่วเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นตัวอย่างภาพยนตร์ฉายอยู่บนจอขนาดใหญ่
มันคือภาพยนตร์เรื่อง ‘ภาพหลอกวิญญาณหลอน’ ชื่อของนักแสดงนำเขียนเอาไว้ชัดเจนว่า เหิงหว่านไป๋
ตัวอย่างภาพยนตร์กำลังฉายอยู่บนจอแอลอีดีขนาดใหญ่ เธอดูอยู่สักพัก ก็เอ่ยถามว่า “เข้าโรงเร็วจัง? ฉันคิดว่าจะนานกว่านี้ซะอีก”
ฮั่วเซียวหมิงเอ่ย “เพื่อเหิงหว่านไป๋ อิ่นซานเลยตั้งใจเพิ่มความเร็วในการถ่ายทำน่ะ ทุนสำหรับออกฉาย ตระกูลฮั่วสนับสนุนให้นิดหน่อย”
“ดูไหม?” เขาถามอีกครั้ง
แล้วฉู่ลั่วก็พยักหน้า