เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 45 ใครกล้าแตะต้องคนของข้า
สารถีตกใจโบกมือพัลวัน “ข้าไม่เกี่ยวนะ!”
ถานเอ๋อร์สายตาดุจเพลิงกวาดมองโดยรอบ ก่อนเอ่ยกับทหารรักษาพระองค์ที่กรูมาตรงหน้า “หลบไป ตอนนี้ข่อยบ่อยากต่อสู้”
หัวหน้าทหารม้าเป็นนายกองทหารม้านายหนึ่งของทหารรักษาพระองค์ แซ่โจว เมื่อครู่นี้เขามิได้อยู่ที่ตำหนักฉางชุน เขาเห็นว่าเป็นเด็กสาวอายุสิบสองสิบสาม จึงอดถามผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างฉงนมิได้ “แน่ใจนะว่าเป็นพวกนาง?”
ทหารรักษาพระองค์เอ่ย “เป็นพวกนาง ข้าน้อยประมือกับเด็กสาวนั่นที่ตำหนักฉางชุน นางยังทำคนของพวกเราบาดเจ็บด้วย ท่านนายกองต้องระวังตัวนะขอรับ”
“อืม ทหารที่รองผู้บัญชาการหลินนำออกมาล้วนอ่อนแอเพียงนี้เชียวรึ”
ทหารรักษาพระองค์ก็มีแบ่งหน่วยกองต่างๆ เช่นกัน นายกองทหารม้าผู้นี้บังเอิญอยู่คนละสังกัดกับรองผู้บัญชาการหลิน ความเร็วในการไล่ตามของทหารม้ารวดเร็วยิ่งกว่า เขาถูกโยกย้ายมาทำหน้าที่ชั่วคราว
ทว่าเมื่อเขาเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงเด็กหญิงคนหนึ่ง ก็พลันรู้สึกว่าลี่กุ้ยเฟยช่างทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่
เขาขี่ม้าขึ้นหน้าไปสองสามก้าวโดยไม่ชะลอความเร็วแม้แต่น้อย “ยอมจำนนเสียดีๆ ไม่เช่นนั้นจะฆ่าเจ้า”
“ข่อยสิบอกเป็นเทื่อสุดท้าย หลบไป!”
แววตาของถานเอ๋อร์ ชวนให้นึกถึงลูกหมาป่าดุร้ายขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
นายกองทหารม้าหรี่ตาลง “กุ้ยเฟยมีคำสั่งให้นำตัวลู่ฮูหยินกลับวัง ผู้ฝ่าฝืนสังหารสถานเดียว! แม่หนู คุกเข่าอ้อนวอนสิ บางทีอาจจะ…”
เขายังเอ่ยไม่ทันจบ ก็เห็นถานเอ๋อร์กระทืบส้นเท้า แบกเมิ่งเชียนเชียนทะยานกายขึ้น ราวกับลูกธนูออกจากคันชัก กระโดดไปบนหลังคาท่ามกลางหิมะโปรยปรายบดบังเต็มฟ้า
นายกองทหารม้าตกใจยกใหญ่
คำพูดฉีกหน้ารองผู้บัญชาการหลินเมื่อครู่นี้กลายเป็นฝ่ามือตบบ้องหูตัวเองฉาดใหญ่
ในบรรดาทหารรักษาพระองค์ที่มียอดฝีมือกลาดเกลื่อน ยังหาที่ฝีมือเช่นนี้ได้เพียงไม่กี่คนเท่านั้น
“ตามไป!”
เขาออกคำสั่ง ทหารรักษาพระองค์ที่ฝึกฝนมาอย่างดีก็แบ่งกันเป็นสามทาง ทางหนึ่งไล่ไปตามถนน ทางหนึ่งอ้อมไปดักข้างหน้า อีกทางหนึ่งทิ้งม้า ใช้วิชาตัวเบาเหาะเหินบนหลังคา
ฟิ้ว!
ธนูเย็นดอกหนึ่งพุ่งมา ถานเอ๋อร์เร้นหลบอย่างคล่องแคล่ว
ทหารม้าที่ไล่ตามนางยิงใส่อีกสองดอก สามดอก สี่ดอก…
ลูกธนูเหล่านี้ทำให้ความเร็วของถานเอ๋อร์ลดลง ขณะเดียวกันก็กินแรงถานเอ๋อร์มหาศาล
ถานเอ๋อร์วิ่งไปด้วย กวาดสายตาเย็นชามองพลธนูและทหารม้าที่ไล่ตามมาอย่างไม่ลดละไปด้วย ต้องสลัดพวกเขาให้หลุด หรือไม่ก็จัดการพวกเขาทิ้งซะ ไม่เช่นนั้นความเร็วเท่านี้ นางได้โดนทหารรักษาพระองค์ล้อมที่ตรอกต่อไปแน่
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว!
ธนูสามดอกยิงมาอย่างต่อเนื่อง ถานเอ๋อร์ตีลังการไปข้างหน้า คุกเข่าข้างหนึ่งลงพื้นกระเบื้อง พื้นกระเบื้องพลันร้าว เศษกระเบื้องทิ่มลึกเข้าหัวเข่านาง
พลธนูง้างสายอีกหน
ทว่าในขณะเดียวกัน นายกองทหารม้าก็ไล่ตามมาถึง
เขากระโดดขึ้นกลางอากาศ ฟันกระบี่ใส่สองขาของถานเอ๋อร์
ระหว่างธนูกับกระบี่ยาว นางหลบได้เพียงสิ่งเดียว
รักษาขาเอาไว้ก่อน!
หากขายังอยู่ ก็สามารถพาพี่สาวหนีได้!
ถานเอ๋อร์ทะยานกายขึ้นกลางอากาศ เผยตัวภายใต้ธนูของทหารรักษาพระองค์
ทว่าชั่วขณะที่กำลังหน้าสิ่วหน้าขวานนั้นเอง ประกายสีเงินวาววับเจือความคมกริบอันเย็นเยือกพุ่งมา เหล่าพลธนูจู่ๆ ก็ตัวสั่น ราวกับโดนพละกำลังล่องหนโจมตีกระเด็นอย่างแรง ลอยไปร่วงใต้เกือกม้า!
เมิ่งเชียนเชียนเจ็บแปลบตรงหน้าอก กระอักโลหิตออกมาคำโต
ถานเอ๋อร์สีหน้าพลันเปลี่ยน “พี่สาว!”
มือเมิ่งเชียนเชียนที่พาดอยู่กลางอากาศร่วงตกลงอย่างไร้เรี่ยวแรง
ถานเอ๋อร์ “พี่สาว…”
ถานเอ๋อร์สาวเท้าวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ไม่รู้ว่าวิ่งอยู่นานเท่าใด รู้แต่ว่าทหารรักษาพระองคข้างหลังมีมากขึ้นเรื่อยๆ และประชิดเข้ามาทุกที สายตานางก็พร่าเลือนขึ้นเช่นกัน หูเริ่มไม่ได้ยินเสียงใดแล้ว
นางไม่ได้ยินอะไรเลย จากนั้นก็มองไม่เห็น เรี่ยวแรงของนางหมดสิ้นไปนานแล้ว อาศัยเพียงความมุ่งมั่นวิ่งไปเบื้องหน้า
“ตามทันแล้ว! พวกนางอยู่นั่น!”
“แย่แล้ว ที่ที่พวกนางมุ่งไปคือ…”
“พลธนูเตรียมพร้อม! ห้ามให้พวกนางไป!”
พลธนูยิงธนูใส่หัวถานเอ๋อร์ดอกหนึ่ง
ถานเอ๋อร์ไร้ความรู้สึกไปแล้ว
เมิ่งเชียนเชียนยกมืออันแข็งทื่อคว้าธนูดอกนั้นไว้ด้วยแรงเฮือกสุดท้าย
แรงเฉื่อยบนธนูเจือการโจมตีอันมหาศาล ทำให้ถานเอ๋อร์ยืนไม่อยู่อีกหน ล้มคะมำไปเบื้องหน้าอย่างแรง เมิ่งเชียนเชียก็ล้มลงพื้นหิมะไปด้วย
หิมะตกไร้สุ้มเสียง ประตูใหญ่สีชาดปิดสนิท
พวกทหารรักษาพระองค์หันมองหน้ากัน
นายกองทหารม้าเอ่ย “เอาตัวมา!”
“ขอรับ!”
ทหารรักษาพระองค์กองหน้าควบม้าขึ้นหน้า ทว่าชั่วขณะที่กำลังเข้าใกล้นั้น จู่ๆ ก็มีธนูคมกริบหลายดอกยิงขึ้นกลางอากาศ บังเบื้องหน้าของพวกนางเอาไว้อย่างอันธพาล
ม้าได้รับความตกใจ ยกกีบเท้าหน้าขึ้น พร้อมกับส่งเสียงร้องหวาดผวา!
นายกองทหารม้าเงยหน้าขึ้น เห็นเพียงเด็กหนุ่มอาภรณ์เขียวถือธนูยืนอยู่บนมุมหลังคาสูง
นายกองทหารม้าชะงัก ก่อนชูป้ายคำสั่งขึ้น เอ่ยอย่างไม่เย่อหยิ่งจนดูแข็งกร้าวเกินไปว่า “ทหารรักษาพระองค์ได้รับคำสั่งของกุ้ยเฟยให้มาจับมือสังหาร”
เด็กหนุ่มยิงธนูใส่ป้ายคำสั่งของเขา!
นายกองทหารม้าสีหน้าทะมึนขึ้น
พวกทหารรักษาพระองค์พากันจับด้ามกระบี่ตรงบั้นเอว
“นายกองทหารม้าช่างมีอำนาจใหญ่โตเสียจริง จับคนมาจับถึงจวนผู้บัญชาการประจำนครหลวงแล้ว”
ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรขี่อาชาพันธุ์ดีตัวสูงใหญ่ นำเหล่าทหารองครักษ์เสื้อแพรเกรียงไกรน่าเกรงขามมาจากอีกฝั่งของปลายถนนด้วยมาดอันแข็งแกร่ง
นายกองทหารม้าขมวดคิ้ว ปรายตามองสองนายบ่าวที่หมดสติอยู่หน้าประตูจวนผู้บัญชาการประจำนครหลวง ก่อนเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “ทหารรักษาพระองค์ก็กระทำการตามคำสั่งเช่นกัน ขอใต้เท้าผู้บัญชาการอย่าทำพวกเราลำบากใจเลย”
เพียงไม่นาน รองผู้บัญชาการหลินก็มาถึงเช่นกัน
นายกองทหารม้าแม้จะไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับเขา ทว่าต่อหน้าองครักษ์เสื้อแพร พวกเขาจำต้องสมัครสมานกันไว้
รองผู้บัญชาการหลินเอ่ย “ซ่างกวนหลิง เรื่องของทหารรักษาพระองค์ เจ้าอย่าสอดมือเข้ามายุ่งดีกว่า!”
ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรยิ้มเย็นเอ่ยว่า “อาณาเขตของจวนผู้บัญชาการประจำนครหลวง คงจะปล่อยให้ทหารรักษาพระองค์มาอันธพาลพาโลมิได้!”
รองผู้บัญชาการหลิน “พวกนางเป็นมือสังหาร!”
ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพร “ไหนๆ ก็มาถึงจวนผู้บัญชาการประจำนครหลวงแล้ว ก็ให้จวนผู้บัญชาการฯ ดูแลแล้วกัน จะใช่มือสังหารหรือไม่ เจ้าตัดสินเอาเองมิได้!”
รองผู้บัญชาการหลินเอ่ยเสียงเย็นว่า “เจ้าคงมิได้คิดจริงๆ ว่าพวกเจ้าองครักษ์เสื้อแพรจะสามารถต่อกรกับทหารรักษาพระองค์สามหมื่นนายได้หรอกใช่หรือไม่”
ประตูใหญ่สีขาดค่อยๆ เปิดออกช้าๆ ไอสังหารสายหนึ่งเจือลมหิมะพุ่งมาปะทะหน้า
“เจ้าก็คงมิได้คิดว่า ผู้บัญชาการใหญ่เยี่ยงข้าตายไปแล้วหรอกกระมัง”
น้ำเสียงไม่อนาทรเจือไอสังหารไม่สิ้นสุดประหนึ่งจับต้องได้ ชวนให้ทุกคนใจสั่นสะท้าน!
องครักษ์เสื้อแพรทั้งหมดลงจากหลังม้า มาทำความเคารพให้อย่างพร้อมเพรียง เสียงดังกึกก้อง “ผู้บัญชาการใหญ่!”
ขาและท้องของพวกทหารรักษาพระองค์เริ่มสั่นระริก
เห็นๆ อยู่ว่าพวกเขามีจำนวนคนมากกว่า ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใด อยู่ต่อหน้าผู้บัญชาการใหญ่ผู้ปิดฟ้าด้วยมือเดียวได้ ไม่มีผู้ใดกล้าแตกหักกับเขาเลย
รองผู้บัญชาการหลินกับนายกองทหารม้าก็ลงมาจากหลังม้า พาลูกน้องประสานมือคำนับ “คารวะผู้บัญชาการใหญ่!”
ลู่หยวนในอาภรณ์ม่วงตลอดร่าง สองมือไพล่อยู่ด้านหลัง คล้ายหิมะไม่กล้าโปรยลงบนบ่าเขา
เขาสีหน้าเย็นชา ขยับกลีบปากว่า “ไสหัวไป”
ทหารรักษาพระองค์แยกย้ายทันที
ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรพรูลมหายใจโล่งอก “วิ่งจนเกือกม้าจะหักอยู่รอมร่อ โชคดีที่มาทัน”
ลู่หยวนมองเมิ่งเชียนเชียนและถานเอ๋อร์ที่อยู่บนพื้น “นี่เรียกว่ามาทันได้ด้วยรึ”
ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพร “…”
“ก็ข้าเดาใจท่านไม่ถูกมิใช่หรือไร…เดี๋ยวบอกว่าความเป็นตายของคนเขาไม่เกี่ยวอะไรกับท่าน เดี๋ยวก็…เฮ้ยๆๆ! ลุงเฉิน! มีน้ำขิงหรือไม่ รีบต้มน้ำขิงมาเร็ว…”
ผู้บัญชาการใหญ่อยากฆ่าคนอีกแล้ว!
ช่างน่าสยดสยองยิ่งนัก!
ลู่หยวนหันกลับมา “ชิงซวง”
สตรีนางหนึ่งกระโดดลงมาจากในที่ลับ อุ้มเมิ่งเชียนเชียนที่หมดสติเข้าไปในจวน
ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรชี้ไปที่ถานเอ๋อร์ “เฮ้ย ตรงนี้ยังมีอีกคนนะ! อวี้จื่อชวน! อวี้จื่อชวนเจ้าไปตายที่ไหนอีกแล้ว! มาหามคนโว้ย!”