เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 44 ยืมมีดฆ่าคน
“คุ้มกันฮองเฮากุ้ยเฟย!”
รองผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์รีบนำผู้ใต้บังคับบัญชามาขวางหน้าเซียวฮองเฮา จดจ้องถานเอ๋อร์อย่างระแวดระวังสุดจะเปรียบ
เซียวฮองเฮาตรัส “ใต้เท้าหลิน ถอยไป”
รองผู้บัญชาการหลินสีหน้าเคร่งขรึมหันกลับมา “ฮองเฮา…”
เซียวฮองเฮาตรัสเสียงเบา “ไม่เป็นไร”
รองผู้บัญชาการหลินคุกเข่าลงข้างหนึ่ง “พ่ะย่ะค่ะ!”
คนอื่นๆ พากันคุกเข่าถวายคำนับ
ลี่กุ้ยเฟยออกมาเข้าเฝ้าอย่างไม่เต็มใจ ก่อนจะคำนับให้แบบขอไปที
นางกำนัลและขันทีของเซียวฮองเฮา รวมถึงหวังฮูหยินก็คำนับให้ลี่กุ้ยเฟยเช่นกัน
ลี่กุ้ยเฟยไม่แม้แต่จะมองหน้าพวกนางตรงๆ เพียงยิ้มมองเซียวฮองเฮา แล้วตรัสอย่างผยองว่า “ลมอะไรหอบฮองเฮามาได้เล่า”
เซียวฮองเฮากวาดเนตรมองเมิ่งเชียนเชียนกับสาวใช้ที่คุกเข่าบนพื้นหิมะ รวมถึงถานเอ๋อร์กับนางกำนัลและขันทีที่โดนนางซัดจนฟันร่วงเกลื่อนพื้น ก่อนตรัสเสียงอ่อนโยนว่า “ข้ากำลังชมหิมะอยู่แถวนี้ ได้ยินตำหนักฉางชุนอึกทึกครึกโครมทีเดียว จึงได้มาดู”
ลี่กุ้ยเฟยถลึงตาอย่างแรงใส่พวกบ่าวที่ร้องโหยหวนราวกับสุกรถูกเชือด ปากยิ้มตาไม่ยิ้มตรัสว่า “กำลังจับนักฆ่าอยู่พอดี รบกวนฮองเฮาเสียแล้ว ขอฮองเฮาโปรดอภัยด้วย”
ปากเอ่ยถ้อยคำถ่อมตน ทว่าน้ำเสียงและท่าทีกลับไม่เห็นฮองเฮาอยู่ในสายตา
บรรดานางกำนัลและขันทีต่างเห็นกันจนชินตาแล้ว ลี่กุ้ยเฟยทำเหมือนเซียวฮองเฮาไม่มีตัวตนมานานแล้ว แม้แต่ตราประทับหงส์ก็ยังแย่งมา หากมิใช่เพราะถอดถอนฮองเฮาช่างยากเย็น เกรงว่าในวังคงเปลี่ยนนายหญิงคนใหม่ไปนานแล้ว
เซียวฮองเฮาถามอย่างไม่รีบไม่ร้อนว่า “อ้อ? นักฆ่าอะไรนึกไม่ถึงว่าจะกล้าลอบสังหารลี่กุ้ยเฟย”
ถานเอ๋อร์สีหน้าจริงจังเอ่ยว่า “ข่อยบ่ได้สังหารนางเลย! ข่อยบ่แม่นนักฆ่า!”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ย “ถานเอ๋อร์เป็นสาวใช้ข้างกายของหม่อมฉัน เนื่องจากทนเห็นหม่อมฉันรับโทษทัณฑ์มิไหว จึงได้ลงมือต่อคนในวังเพคะ”
เซียวฮองเฮาหันมองเมิ่งเชียนเชียน “เจ้าเป็นใคร”
เมิ่งเชียนเชียนคุกเข่าอยู่กลางหิมะ สองมือทับกันจรดหน้าผาก คำนับให้ “หม่อมฉันเมิ่งซื่อ ถวายคำนับฮองเฮา ขอฮองเฮาทรงพระเจริญ”
หวังฮูหยินรีบเอ่ย “ฮองเฮา นางคือภรรยาของแม่ทัพเจิ้นเป่ย ลู่หลิงเซียวเพคะ”
เซียวฮองเฮาชะงัก “ลู่หลิงเซียว เหลนของแม่ทัพใหญ่หู่เวยน่ะรึ”
หวังฮูหยินยิ้มเอ่ย “เพคะ!”
เซียวฮองเฮาตรัส “แม่ทัพใหญ่หู่เวยตอนนั้นติดตามไท่ซ่างหวงออกรบทั่วทุกสารทิศ คุณูปการนับอนันต์ เป็นเสาหลักของบ้านเมืองที่สมเกียรติ แม่ทัพเจิ้นเป่ยนำปณิธานของเขาเข้าสู่สนามรบเข่นฆ่าศัตรู ตระกูลลู่ก็นับว่ามีผู้สืบทอด”
หวังฮูหยินพยักหน้าเอ่ย “ฮองเฮาตรัสได้ถูกต้องยิ่ง”
ลี่กุ้ยเฟยกลอกตา
เซียวฮองเฮาถามลี่กุ้ยเฟยว่า “ไม่ทราบว่าลู่ฮูหยินทำผิดอะไรหรือ ลึ่กุ้ยเฟยจึงได้ลงโทษนาง”
ลี่กุ้ยเฟยตรัสนิ่งๆ ว่า “เรื่องของตำหนักฉางชุน ไม่รบกวนฮองเฮาต้องเป็นห่วงแล้ว อิ๋งเย่ว์ ส่งเสด็จฮองเฮาแทนข้าด้วย”
“เพคะ” นางกำนัลอิ๋งเย่ว์ขานรับ ก่อนเยื้องย่างไปหาเซียวฮองเฮา
เซียวฮองเฮาตรัสอย่างเคร่งขรึมว่า “เรื่องของตำหนักฉางชุน ข้าไม่สนใจจะถาม เพียงแต่ ลู่ฮูหยินมิใช่คนของตำหนักฉางชุน นางกระทำผิดหรือไม่ ก็ให้ข้าในฐานะฮองเฮาตัดสินเอง”
ลี่กุ้ยเฟยก้าวขึ้นหน้าสองก้าว ตรัสอย่างอวดดีว่า “ฮองเฮา จะเป็นปรปักษ์กับข้าหรือ”
เซียวฮองเฮาหันมาตรัสว่า “หวังฮูหยิน หมู่นี้อาลักษณ์หวังอยู่บ้านสบายดีหรือไม่ เจ้ากลับไปถามเขาที ลี่กุ้ยเฟยใช้อำนาจลงทัณฑ์สตรีบรรดาศักดิ์ของราชสำนักโดยพลการ ควรลงโทษอย่างไร”
ลี่กุ้ยเฟยพระพักตร์พลันทะมึนขึ้น
สวรรค์นางไม่กลัว นรกนางไม่เกรง กลัวเพียงอาลักษณ์หวัง อย่างไรเสียเจ้าทึ่มนั่นก็เคยจับบิดาเข้าคุกหลวงมาแล้ว!
คนที่ถูกเขายื่นฎีกาฟ้องร้อง ที่อยู่ไกลยังไม่ต้องพูดถึง แม้แต่ลู่หลิงเซียวผู้มีคุณูปการสังหารชินอ๋องแห่งเป่ยเหลียง ยังโดนลดตำแหน่งขุนนางเลยมิใช่หรือ
ลี่กุ้ยเฟยกำผ้าเช็ดหน้าแน่น หันกายกลับอย่างเย็นชา ก่อนตรัสกับเมิ่งเชียนเชียนอย่างไม่แยแสว่า “มีฮองเฮาขอความเมตตาแทนเจ้า ข้าจะปล่อยเจ้าไปก่อน คราหน้าหากยังกล้าพูดจาหยาบคายกับข้าอีก เง็กเซียนฮ่องเต้เสด็จมาก็ปกป้องเจ้าไม่ได้!”
เซียวฮองเฮาตรัสกับรองผู้บัญชาการหลินว่า “ยังไม่ถอนกำลังอีก?”
รองผู้บัญชาการหลินทำสัญญาณมือ เหล่าพลธนูเก็บธนูกลับอย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะถอยไปด้านข้าง
“พี่สาว!”
ถานเอ๋อร์เอื้อมมือไปคว้าในพุ่มไม้ ก่อนลุกขึ้นวิ่งไปหา “ปั้นซย่า!”
ปั้นซย่าเอ่ยทั้งที่ริมฝีปากหนาวจนแทบแข็งว่า “ข้าไม่เป็นไร…คุณหนูหนาวแย่แล้ว…”
ถานเอ๋อร์แบกเมิ่งเชียนเชียนที่เนื้อตัวเย็นเฉียบขึ้นหลัง เอ่ยด้วยแววตาแน่วแน่ว่า “พี่สาว ถานเอ๋อร์พาเจ้ากลับบ้าน!”
หวังฮูหยินรีบแกะเสื้อคลุมกันลมของตนมาคลุมบนร่างเมิ่งเชียนเชียน ส่วนสาวใช้ของนางประคองปั้นซย่า
เซียวฮองเฮาตรัส “กลับ”
ทั้งคณะออกจากตำหนักฉางชุน
ทหารรักษาพระองค์ก็มีคนได้รับบาดเจ็บเช่นกัน รองผู้บัญชาการหลินสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาที่บาดเจ็บกลับไป ขณะเดียวกันก็เก็บกวาดสถานที่อันเละเทะจากการต่อสู้ เมื่อเขาชักกระบี่ยาวที่เสียบเข้าพุ่มไม้เล่มนั้น แววตาพลันเกิดการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย
เห็นเพียงคมกระบี่มีรูเล็กๆ รูหนึ่ง คล้ายถูกอาวุธลับบางอย่างแทงทะลุ
เป็นไปได้อย่างไร
ผู้ใดกันเก่งกาจเพียงนี้
เด็กผู้หญิงคนนั้นน่ะรึ
เมิ่งเชียนเชียนอาการไม่สู้ดีนัก ดวงหน้านางไร้สีเลือด แววตาก็เลื่อนลอย
“ไปที่ตำหนักข้า อบอุ่นร่างกายหน่อย เสี่ยวเติ้งจื่อไปตามหมอหลวง” เซียวฮองเฮาตรัส
“พ่ะย่ะค่ะ!”
เสี่ยวเติ้งจื่อรีบไปทันที
เมิ่งเชียนเชียนขยับริมฝีปากเล็กน้อย
ถานเอ๋อร์เอ่ย “พี่สาว เว้าอิหยัง”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยอย่างอ่อนระโหย “กลับเรือนไห่ถัง…แล้วก็…ขอบคุณหวังฮูหยิน…”
ถานเอ๋อร์ตั้งใจฟังจนจบ ชะงักไปฉับพลัน “ได้! กลับเรือนไห่ถัง! กลับเดี๋ยวนี้แหละ!”
หวังฮูหยินถามว่า “นี่ พวกเจ้าจะไปไหน”
ถานเอ๋อร์หันหน้ากลับมามองปั้นซย่าที่ถูกคนประคองไว้ พลางเอ่ยกับหวังฮูหยินว่า “หวังฮูหยิน พี่สาวข่อยบอกว่า ขอบคุณท่าน! บุญคุณครานี้นางจดจำไว้แล้ว! ช่วยข่อยดูแลปั้นซย่าก่อนเด้อ ข่อยส่งพี่สาวเสร็จสิมารับนาง!”
“นี่ ถานเอ๋อร์ ลู่ฮูหยิน”
หวังฮูหยินพยายามรั้งเอาไว้สุดความสามารถ จนด้วยเกล้าที่ถานเอ๋อร์ว่องไวดั่งอาชาคึก แบกเมิ่งเชียนเชียนหายลับไปท่ามกลางหิมะเพียงชั่วพริบตา
หวังฮูหยินถอนหายใจ
เซียวฮองเฮาตรัสว่า “นางกลับ คงจะมีเหตุผลของนาง”
หวังฮูหยินพยักหน้า ก่อนค้อมคำนับให้เซียวฮองเฮาจนสุด “วันนี้ขอบพระทัยฮองเฮายิ่งนัก ลู่ฮูหยินมีบุญคุณต่อข้า ข้านิ่งดูดายมิได้จริงๆ ก็เลย…พลอยให้ฮองเฮาลำบากไปด้วย”
นางก็ไม่คิดว่าสถานการณ์จะร้ายแรงเพียงนี้ เดิมทีคิดว่าเป็นความเข้าใจผิดกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ยามนี้มาคิดๆ ดูแล้ว สตรีนามว่าหลินหว่านเอ๋อร์นั่น เกรงว่าจะรู้ฝีมือและความสามารถของถานเอ๋อร์แต่แรก จึงจงใจให้สาวใช้ตนสุมไฟใส่ถานเอ๋อร์ เพื่อให้ถานเอ๋อร์ไปทำให้เรื่องมันใหญ่โตขึ้น เพิ่มความขัดแย้งระหว่างลู่ฮูหยินกับลี่กุ้ยเฟย
ช่างเป็นแผนการที่ร้ายเหลือยิ่ง
เซียวฮองเฮาตรัสเสียงนุ่มว่า “ระหว่างลี่กุ้ยเฟยกับข้าขัดแย้งกันมานานแล้ว ญาติผู้พี่อย่าได้เก็บมาใส่ใจ”
ทางด้านลี่กุ้ยเฟยหลังกลับมาที่ตำหนัก ก็ดื่มชาไปสามอึกใหญ่อย่างแรง ถึงได้ค่อยใจเย็นขึ้น
“สตรีบรรดาศักดิ์ของราชสำนักอะไรกัน นางมิได้ถูกแต่งตั้งเป็นฮูหยินเก้ามิ่งด้วยซ้ำ! เซียวหลานอี เจ้าหลอกข้า!”
“ไปจับตัวนางฮูหยินชั้นต่ำนั่นกลับมาให้ข้า! สาวใช้ของมันด้วย ข้าจะเอาชีวิตมัน!”
ขันทีหวังจำต้องกัดฟันไปทำ เพียงไม่นานก็ย้อนกลับมา “กุ้ยเฟย ลู่ฮูหยินกับสาวใช้นั่นออกจากวังไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
ลี่กุ้ยเฟยโยนถ้วยชาทิ้งด้วยความโมโห ตรัสเสียงเย็นว่า “ให้ทหารรักษาพระองค์ไปจับ! บอกว่าจับมือสังหาร! ออกจากวังไปแล้ว ดูซิว่าเซียวหลานอีนางยังจะยุ่งได้อีกหรือไม่!”
……
อากาศหนาวเหน็บ พื้นเต็มไปด้วยหิมะ บนถนนหลวงอันเงียบสงัดทอดมองไปยาวไกลสุดลูกหูลูกตา
“พี่สาว! อดทนไว้!”
ถานเอ๋อร์สัมผัสได้ถึงลมหายใจของเมิ่งเชียนเชียนเริ่มแผ่วอ่อนลงเรื่อยๆ นางเพิ่มความเร็วจนถึงขีดสุด อวัยวะภายในคล้ายเผาไหม้ขึ้นมา
“ถานเอ๋อร์…พักสักหน่อย…”
“ข่อยบ่พัก!”
“ข้าอยากพักสักหน่อย…”
“เจ้าห้ามหลับนะ! ห้ามหลับ!”
ถานเอ๋อร์วิ่งไปเบื้องหน้าสุดชีวิต เหงื่อไหลไปทั้งทาง อาภรณ์ชุ่มโชกไปหมด
ในที่สุด นางก็เห็นรถม้าคันหนึ่ง
นางแบกเมิ่งเชียนเชียนกระโดดขึ้นไป ชักปิ่นบนศีรษะโยนให้สารถี “ไปตระกูลู่ ถนนฉางหยาง! บ่ไปสิฆ่าเจ้าซะ!”
สารถีตกใจลนลานคว้าบังเหียน เร่งม้ามุ่งไปยังตระกูลลู่
ทว่าไปได้ไม่กี่ก้าว ทหารม้าของทหารรักษาพระองค์ก็ตามมาทัน เข้ามาจากตรอกทั้งสองฟากล้อมรถม้าไว้แน่นหนา