เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 60 ตัดความสัมพันธ์กับสามี
แววตาทุกคนต่างตื่นตะลึง ดึกดื่นค่อนคืน มีราชโองการมาอย่างนั้นรึ
เพื่อไว้อาลัยต่อหลิวเหล่าฮูหยินหรือ ใต้เท้าหลิวท่านช่างขวัญกล้าจริงๆ ส่งข่าวการเสียชีวิตเข้าวังหลวงไปแล้วหรือนี่
ใต้เท้าหลิวสีหน้างุนงง ข้าเปล่านะ!
สงสัยก็ส่วนสงสัย ไม่กระทบต่อทุกคนที่หันกลับไปคุกเข่าลงพื้นรอต้อนรับ
มีเพียงลู่หยวนที่นิ่งไม่ไหวติง
เมื่อขันทีประกาศราชโองการเดินเข้ามาใกล้ บรรดาขุนนางจึงจำได้ว่าเขาหาใช่ผู้ติดตามใกล้ชิดของโอรสสวรรค์ไม่ แต่เป็นฝูกงกงที่อยู่ข้างกายไท่ซ่างหวง
ฝูกงกงที่ถูกเรียกตัวกลับมาแต่งตัวเป็นขันที ถือแส้ขนหางจามรี ประคองราชโองการมาหยุดตรงหน้าเมิ่งเชียนเชียน
“เมิ่งซื่อรับราชโองการ!”
ทุกคนหันขวับไปมองเมิ่งเชียนเชียน
เมิ่งเชียนเชียนคุกเข่าลงอย่างเรียบร้อยเหมาะสม
ฝูกงกงกางราชโองการออกอ่าน “ไท่ซ่างหวงรับสั่งว่า เมิ่งซื่อแห่งโยวโจวสุภาพอ่อนหวาน ภายนอกงดงามภายในฉลาดเฉลียว อ่อนโยนดีงาม นอบน้อมมักน้อย มีความสามารถ สามารถเป็นแบบอย่างของภรรยาที่ดี แต่งเข้าตระกูลลู่ตั้งแต่วัยปักปิ่น[1] แม้จะมีคุณธรรมจรรยาและกตัญญูอย่างถึงที่สุดแล้ว แต่ก็ยังมิได้รับความสุขสงบ ได้รับความทุกข์ทรมานหนักหน่วง เราจึงตัดสินใจยุติความสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูล ขอให้เมิ่งซื่อและสามี…”
เอ่ยมาถึงตรงนี้ เขาก็หยุดเว้นจังหวะ
ทุกคนมีคำว่า ‘หย่าร้างแบบสมานฉันท์’ ติดอยู่ที่ลำคอ
ฝูกงกง “ตัดสิ้นความสัมพันธ์!”
ราชโองการฉบับนี้ ทำให้ตื่นตะลึงยิ่งกว่าตรวจเจอสัญญาณชีพจรมงคลของเหล่าฮูหยินเสียอีก
เกิดอะไรขึ้น
ไท่ซ่างหวงออกราชโองการด้วยพระองค์เอง ให้แม่หนูตระกูลเมิ่งหย่าสามีอย่างนั้นรึ
“เจ้าหยิกข้าที”
“บัดซบ! ให้เจ้าหยิก มิได้ให้เจ้าต่อย!”
ขุนพลปากมากคนนั้นกุมท้องที่โดนสหายต่อย เขาเชื่อแล้วว่าทุกสิ่งตรงหน้านี้มิใช่ภาพลวงตาของตน
ทุกคนคล้ายโดนฟ้าผ่าลงกลางหัว นิ่งงันจนพูดอะไรไม่ออกสักคำ บรรยากาศตกสู่ความเงียบงันประหนึ่งความตาย
เสียงราบเรียบของเมิ่งเชียนเชียนดังกังวานเป็นพิเศษท่ามกลางสายลมเจือหิมะเต็มนภา
“หม่อมฉันรับราชโองการ”
นางยกสองมือขึ้นเหนือศีรษะ รับราชโองการอย่างมั่นคง
ฝูกงกงเอ่ยกับเจ้ากรมยุติธรรมว่า “หนังสือตัดสัมพันธ์คงต้องรบกวนใต้เท้ากรมยุติธรรมแล้ว”
หนังสือตัดสัมพันธ์นั้นแตกต่างจากหนังสือหย่าภรรยาและหนังสือหย่าร้างที่สามารถเขียนเองได้ เพราะต้องให้ทางการเป็นฝ่ายเขียนขึ้น และประทับตราของศาลาว่าการ
เจ้ากรมยุติธรรมประสานมือเอ่ยว่า “ข้าน้อยน้อมรับบัญชาไท่ซ่างหวงด้วยความเคารพ”
ลู่สิงโจวเร่งฝีเท้ามายังข้างกายลู่หยวน ประสานมือคำนับให้อย่างจริงใจ เอ่ยเสียงเบาว่า “ตระกูลลู่ยินดีให้สัตย์สาบานว่าจะติดตามผู้บัญชาการใหญ่จนชั่วชีวิต ขอเพียงผู้บัญชาการใหญ่ควบคุมสถานการณ์ใหญ่ให้แก่ตระกูลลู่ด้วย!”
ลู่หยวนยิ้มเย็น “ลู่สิงโจว นี่เจ้าจะให้ข้าฝ่าฝืนราชโองการอย่างโจ่งแจ้งรึ”
ลู่สิงโจวอุตส่าห์แอบขอร้องเงียบๆ แต่ลู่หยวนกลับเอ่ยเสียงดัง ถ้อยคำนี้ทุกคนจึงต่างได้ยินกันหมดแล้ว
ทุกคาพากันเบนสายตาดูหมิ่นไปหาลู่สิงโจว
ลู่หยวนสองมือซุกในหมอนอุ่น เลิกคิ้วขึ้นอย่างเกียจคร้าน “ดูเรื่องสนุกจบแล้ว กลับ”
ซ่างกวนหลิงตามเขาออกมา ขณะเดินผ่านลู่สิงโจวก็ตบบ่าอีกฝ่ายพลางยิ้มเอ่ยว่า “ใต้เท้าลู่ ยินดีด้วยนะ ลูกสะใภ้อกตัญญูเช่นนี้ ไม่มีก็ดีแล้วล่ะ เพียงแต่อย่าลืมคืนสินเจ้าสาวให้คนเขาจนครบด้วยล่ะ ตัดสัมพันธ์เป็นคดีหลวง ศาลาว่าการย่อมตรวจสอบ!”
ลู่สิงโจวโมโหจนเลือดลมปั่นป่วน
เห็นๆ อยู่ว่าเขาสวามิภักดิ์ต่อโอรสสวรรค์ พริบตาเดียวพระบิดาของโอรสสวรรค์ก็แทงดาบใส่เขาอย่างโหดเหี้ยมเสียแล้ว!
บารมีและเกียรติยศที่บุตรชายเสี่ยงชีวิตได้มาจากสนามรบ ไม่ทันไรก็ถูกข่าวอื้อฉาวเรื่องการ ‘หย่าสามี’ กลบไปจนหมด
เป็นเพราะเขาเลือกสวามิภักดิ์ผิดคนหรือ
หากเขาไม่ลังเลไปมาระหว่างโอรสสวรรค์กับลู่หยวน เริ่มเข้าสวามิภักดิ์ต่อลู่หยวนตั้งแต่งานเลี้ยงหยิบขอเสี่ยงทาย ก็จะไม่มีราชโองการที่ทำให้ตระกูลลู่ต้องอับอายขายขี้หน้าทั้งตระกูลอย่างคืนนี้ใช่หรือไม่
และสิ่งที่ทำให้ลู่สิงโจวไม่เข้าใจกว่านั้นก็คือ ไท่ซ่างหวงยื่นมือเข้ามายุ่งเรื่องตระกูลลู่ได้อย่างไร
อย่าว่าแต่เขาเลย ทุกคนก็ต่างงุนงงกันหมด รวมถึงเมิ่งเชียนเชียนที่ได้รับราชโองการด้วย
จากที่นางทราบมา ไท่ซ่างหวงประชวรหนัก ทรงพักรักษาตัวที่ราชนิเวศน์มาโดยตลอด ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวในเมืองหลวงตั้งนานแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นไท่ซ่างหวงก็มิได้รู้จักมักจี่กับนาง ต่อให้ก้าวก่ายก็ไม่มีทางข้องแวะกับนางได้
มีคนไปร้องขอความเมตตาต่อหน้าพระพักตร์ไท่ซ่างหวงแทนนางอย่างนั้นหรือ
หรือว่าจะเป็นลู่หยวน
ไม่ สำหรับเขาแล้วตนมีประโยชน์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ยังไม่คุ้มที่เขาจะไป ‘ขอร้อง’ ไท่ซ่างหวง
หวังฮูหยินหรือ
เมื่อครู่นี้ตอนที่อีกฝ่ายได้ยินว่ามีราชโองการปฏิกิริยาตกตะลึงหนักยิ่งกว่าตนเสียอีก ยิ่งไปกว่านั้นตนก็ไม่เคยเอ่ยถึงความคิดที่จะหลุดพ้นจากตระกูลลู่ให้หวังฮูหยินฟังเลย
ดังนั้น ก็มิใช่นางเช่นกัน
แล้วเป็นใครกันแน่ (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
ในขณะที่เมิ่งเชียนเชียนกำลังขบคิด เงาร่างสูงใหญ่สายหนึ่งก็เข้ามาประชิด สองนิ้วของเมิ่งเชียนเชียนคีบเข็มเงินสลัดใส่อีกฝ่าย
เมื่อเห็นผู้มาเยือนชัดเจน นางก็เก็บปลายนิ้วคืน ยัดเข็มเงินกลับเข้าไปในแขนเสื้อ
ตั้งแต่คราก่อนที่ไม่ทันระวังทำร้ายลู่หยวนเข้า นางก็กลับไปก็ฝึกฝนอยู่นาน หากเกิดสถานการณ์เช่นในวัดขึ้นอีก นางก็สามารถควบคุมได้ดีกว่าเดิมแล้ว
หาใช่เพื่อลู่หยวน แต่เพื่อชีวิตน้อยๆ ของตัวเองต่างหาก
“เจ้าคิดจะทำอะไร” เมิ่งเชียนเชียนชักมือกลับ ถามนิ่งๆ
ลู่หลิงเซียวกำหมัดแน่น สายตาลุกโชนเอ่ยว่า “ให้ข้าดูราชโองการหน่อย! ข้าคงต้องตรวจสอบดูว่า…ราชโองการเป็นของจริงหรือไม่!”
เมิ่งเชียนเชียนยื่นราชโองการให้เขา
ลู่หลิงเซียวถือราชโองการแน่น ดูแต่ละตัวอักษร แววตาก็เย็นเยียบขึ้นเรื่อยๆ
เป็นของจริง!
นึกไม่ถึงว่าจะเป็นของจริง!
เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไปได้
สายตาเขาแทบจะมีไฟลุกไหม้ออกมา แทบอยากจะทำลายราชโองการที่มอบความอัปยศให้เขาฉบับนี้ทิ้ง!
เมิ่งเชียนเชียนหันมองฝูกงกง“ ขอบังอาจถามกงกง หากราชโองการเสียหาย พระประสงค์ของไท่ซ่างหวงยังมีผลอยู่หรือไม่”
ฝูกงกงยิ้มเอ่ย “คงไม่มีผู้ใดกล้าทำลายราชโองการหรอก นั่นมันโทษตัดหัวเชียวนะ”
“เอ๋ นี่อิหยัง งามคัก!”
จู่ๆ ถานเอ๋อร์ก็ปรากฏตัวข้างลู่หลิงเซียว แย่งราชโองการมา
นางกางสองแขนออก เรี่ยวแรงมากเกินไปหน่อย ราชโองการจึงขาดเป็นสองท่อน
ทุกคนสูดหายใจลึก!
ถานเอ๋อร์สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ผิดปกติ นางกะพริบตาปริบๆ หันไปหาเมิ่งเชียนเชียน “พี่สาว มันขาดเองเด้อ”
ขุนนางทั้งหลายพากันมองซ้ายมองขวา มองฟ้าบ้าง เกาหัวบ้าง
“ไอ้หยา ต้องไปเฝ้าศพข้ามคืนแล้ว! ไปๆๆ!”
ทุกคนแยกย้ายราวกับผึ้งแตกรัง
ฝูกงกงแย้มยิ้ม “เย็บคืนก็ได้แล้ว”
ลู่หลิงเซียว : เมื่อครู่เจ้ามิได้พูดเช่นนี้นะ!
แม่นมหลี่กับแม่บ้านวั่นก็เร่งรุดมาถึง แม่นมหลี่มอบเงินแท่งให้ฝูกงกงถุงหนึ่ง
ฝูกงกงยิ้มพลางรับมา ก่อนเอ่ยกับเมิ่งเชียนเชียนว่า “ยินดีกับแม่นางเมิ่งด้วยที่เป็นอิสระแล้ว บ่าวยังต้องไปกราบทูลไท่ซ่างหวงอีก ขอตัวก่อน”
เมิ่งเชียนเชียนไปส่งเขาถึงหน้าประตูเรือนด้วยตัวเอง นางครุ่นคิดก่อนถามว่า “ขอถามฝูกงกงได้หรือไม่ ราชโองการฉบับนี้ผู้ใดเป็นคนทูลขอหรือ”
ฝูกงกงเอ่ยเสียงอ่อนโยน “เป็นความดีที่แม่นางเมิ่งได้ก่อไว้”
เมิ่งเชียนเชียนพึมพำ “ความดีที่ข้าก่อไว้?”
“เมิ่งเชียนเชียน!”
ในที่สุดลู่หลิงเซียวก็ทนไม่ไหว เดินดุ่มๆ พร้อมเพลิงโทสะมาหาเมิ่งเชียนเชียน
ถานเอ๋อร์เร้นกายมาบังหน้าเมิงเชียนเชียนไว้ ก่อนถีบเขาให้ถอยไปสิบกว่าก้าว!
“หากยังดุพี่สาวอีก ข่อยสิบ่เกรงใจแล้วเด้อ!”
เมื่อครู่นี้ลู่หลิงเซียวโดนลูกถีบของถานเอ๋อร์ไปทีหนึ่ง ยามนี้สองแขนเริ่มสั่นเล็กน้อยอย่างเหลือเชื่อ
เขาขมวดคิ้ว ทั้งตกใจทั้งเดือดดาลหันมองถานเอ๋อร์
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยนิ่งๆ ว่า “ลู่หลิงเซียว เจ้ากับข้ามิใช่สามีภรรยากันแล้ว ภายหน้าอย่ามาวางมาดสามีต่อหน้าข้าอีก”
เหล่าฮูหยินราวกับเสียสติไปแล้ว จะโผมาข่วนหน้าเมิ่งเชียนเชียน ถูกนายท่านรองลู่ใช้แรงทั้งตัวกอดเอาไว้
“เจ้าปล่อยข้า! ข้าจะตีนางเด็กนั่นให้ตาย!”
ถานเอ๋อร์ชูกำปั้นให้ดู “เจ้ามาสิ! ดูซิว่ากระดูกเจ้าแข็ง หรือว่ากำปั้นข่อยสิแข็งกว่ากัน!”
เหล่าฮูหยินถลึงตาใส่เมิ่งเชียนเชียนอย่างดุดัน โกรธเป็นฟืนเป็นไฟด่าทอว่า “ตอนนั้นไม่น่าตกปากรับคำให้เจ้าแต่งเข้ามาเลย…เจ้าสามขวบก็ดวงซวยทำพ่อแม่ตัวเองตาย! แต่งเข้ามาแล้วก็มาดวงซวยทำปู่ของเซียวเกอร์ตายอีก! ยามนี้ยิ่งหนัก ทำลายเซียวเกอร์ให้เสียหาย ทำให้เขาลืมตาอ้าปากในเมืองหลวงไม่ได้แล้ว! เจ้ามันดาวหายนะ! ใครเอาเจ้า ล้วนมีจุดจบไม่ดี…”
เพียะ!
เหล่าฮูหยินถูกกำลังภายในพุ่งแหวกอากาศมาตบหน้าอย่างแรง
ถานเอ๋อร์เบิกตาโต “ว้าว!”
เหล่าฮูหยินนึกว่าเป็นฝีมือถานเอ๋อร์ กุมใบหน้าถลึงตาใส่นาง “เจ้ากล้าตบข้ารึ”
ถานเอ๋อร์ยกสองมือกอดอก “ตบเจ้าแล้วจะทำไม หากยังเพ้อเจ้ออีก ข่อยสิฆ่าเจ้าด้วย!”
ลู่หลิงเซียวขบเขี้ยวเคี้ยวฟันหันมองเมิ่งเชียนเชียน “ข้าไม่มีวันตัดสัมพันธ์กับเจ้า!”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยอย่างสบายๆ ว่า “คิดฝ่าฝืนราชโองการรึ เอาสิ หวังว่าเจ้าจะมีปัญญานะ!”
[1] วัยปักปิ่น อายุ 12 ปี ซึ่งเป็นการเรียกเฉพาะในสมัยโบราณที่ใช้สำหรับสตรีอายุ 12 ปีที่เริ่มปักปิ่น เป็นสัญลักษณ์ของการเติบโตและการเข้าสู่วัยสาวของสตรีในสมัยนั้น