เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 62 เหล่าฮูหยินโมโหจนล้มป่วย
ครึ่งชั่วยามต่อมา รถม้าก็แล่นจากฝั่งตะวันออกเข้าสู่ถนนจูเชวี่ย ก่อนจะเลี้ยวเข้าไปในตรอกเล็กๆ ทางฝั่งเหนือ
ด้านในมีหิมะสะสมยังมิได้ทำความสะอาด ล้อรถม้าจึงติดคา พวกนางจึงต้องลงรถม้าแล้วเดินเท้าแทน
“อยู่ข้างหน้านี่ล่ะ” นายหน้าหญิงชราเอ่ย
ถานเอ๋อร์มองไปรอบๆ พลางถามอย่างสนใจใคร่รู้ว่า “คือบ่มีคนเลย?”
เมิ่งเชียนเชียนก็รู้สึกว่าที่นี่เงียบสงบเกินไปหน่อยเช่นกัน ไม่อยากจะเชื่อว่าใกล้ๆ ถนนจูเชวี่ยอันคึกคักจะมีพื้นที่รกร้างเช่นนี้ด้วย
นายหน้าหญิงชราถอนใจเอ่ยว่า “เมื่อก่อนนะ ที่นี่เรียกได้ว่าเป็นตรอกที่คึกคักที่สุดบนถนนจูเชวี่ยเลย มีนายช่างจำนวนไม่น้อยที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนและชาวยุทธ์จากยุทธภพมาลงหลักปักฐานที่นี่ ส่วนปีที่เท่าใดข้าก็ลืมไปแล้ว มีอยู่วันหนึ่งจู่ๆ ก็มีบุคคลลึกลับคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นที่ถนนจูเชวี่ย ใช้เลือดล้างตรอกแห่งนี้ คนตายไปเท่าใดก็จำมิได้แล้ว เจ้าหน้าที่ทางการทุกคนสืบกันมาหลายปี ก็ไม่พบเบาะแสใดๆ เลย คดีนี้จึงกลายเป็นคดีที่ยังไม่คลี่คลาย หลังจากนั้นมา ทุกคนก็ทยอยย้ายออกไป มีไม่กี่ครัวเรือนที่รั้งอยู่ และแทบจะไม่มีผู้ใดกล้าย้ายเข้ามา เอาอย่างนี้สิ เอาทำเลที่ดีที่สุดตรงนี้ไป หนึ่งแสนตำลึงก็ไม่ถือว่าแพง! อ๊ะ ถึงแล้ว!”
นายหน้าหญิงชราหยุดฝีเท้าลง
เมิ่งเชียนเชียนหันไปมองประตูเรือนที่แง้มไว้น้อยๆ ทางขวามือ
ถานเอ๋อร์เดินไปเปิด
เมิ่งเชียนเชียนมิได้รีบร้อนเข้าไป แต่สังเกตอย่างละเอียดก่อนรอบหนึ่ง เอ่ยว่า “ตั้งอยู่ทางอุดร หันหน้าไปทางทักษิณ ฝั่งประจิมของเรือนมีถนน ข้างเรือนมีทราย แม้ว่าฝั่งบูรพาจะไม่มีน้ำ แต่ในเรือนตั้งบ่อน้ำฮวงจุ้ยแล้ว เรือนนี้มีฮวงจุ้ยไม่เลว เงินทองไหลมาเทมา”
นายหน้าหญิงชรามาหยุดที่ฝั่งตรงข้าม ก่อนเอ่ยกับเมิ่งเชียนเชียนว่า “ข้าหมายถึงหลังนี้”
โซ่สำริดเก่ายิ่ง กุญแจเปิดไม่ได้ตั้งนานแล้ว ถานเอ๋อร์ใช้มือเดียวบิด แล้วดึงหัวกุญแจลงมา ก่อนผลักประตูเรือนทรุดโทรมเปิดออก เอ่ยว่า “นี่ก็เปิดแล้วตั๊วะ”
เมิ่งเชียนเชียนมองไล่ตั้งแต่บนจรดล่าง เอ่ยอย่างราบเรียบว่า “กำแพงขาวหลังคาฟ้า เป็นบ้านไว้ทุกข์ เปิดประตูไปก็เจอต้นไม้เหี่ยวแห้ง ยามนี้เป็นสุสานใหญ่ ช่างเป็นบ้านอัปมงคลจริงๆ”
นายหน้าหญิงชรายิ้มเจื่อนๆ “นายหญิง ท่านรู้เรื่องฮวงจุ้ยด้วยหรือ”
เมิ่งเชียนเชียนสาวเท้าข้ามธรณีประตู “อ่านมาจากในบทละคร”
นายหน้าหญิงชรามุมปากกระตุก ยิ้มแย้มเดินตามมา “ในเมื่อเป็นบ้านอัปมงคล…”
เมิ่งเชียนเชียนสังเกตเครื่องเรือนภายในบ้าน “ไม่เป็นไร ฮองจุ้ยแก้ไขได้”
นายหน้าหญิงชราถามว่า “ท่านแก้เป็นหรือ”
เมิ่งเชียนเชียนขมวดคิ้วอย่างจริงจัง “บทละครยังไม่เขียนถึงขั้นนั้น”
นายหน้าหญิงชรา “…”
ฮู่!
ถานเอ๋อร์วิ่งฉิวทะลุผ่านห้องโถงไป
เมิ่งเชียนเชียนไล่ดูทีละห้องๆ
นายหน้าหญิงชรายิ้มตาหยีตามนางไป “นายหญิง ท่านสง่างามมิสามัญ ไม่จำเป็นต้องซื้อบ้านอัปมงคลเพียงเพื่อประหยัดเงินเพียงเล็กน้อยหรอกเจ้าค่ะ เอาอย่างนี้ข้าจะพาท่านไปดูหลังอื่นๆ ด้วย ห่างจากถนนจูเชวี่ยไกลสักหน่อย ราคา…สูงกว่าเพียงเล็กน้อย”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ย “ไม่ต้อง หลังนี้แหละ”
นายหน้าหญิงชราตกตะลึง “หา?”
“พี่สาว! ต้นไม้สูงงงม้ากกก!”
ถานเอ๋อร์ปีนขึ้นไปบนต้นไม้สูงเสียดฟ้าต้นหนึ่งที่อยู่ในเรือนท้าย
เมิ่งเชียนเชียนทอดมองนางพลางพยักหน้า “อืม”
นางเอ่ยกับนายหน้าหญิงชราต่อ “สองหมื่นห้าพันตำลึง มากกว่านี้มิได้แล้ว”
นายหน้าหญิงชรากัดฟัน “สามหมื่น! สามหมื่นตำลึง! ราคาถูกที่สุดแล้วจริงๆ เจ้าค่ะ! ข้ามิได้จากท่านสักเศษตำลึงเดียวเลย! นายหญิง นายหญิง?”
เมิ่งเชียนเชียนกำลังยกมือลูบโคมหลิงหลงแปดมุมเก่าๆ ที่ห้อยอยู่ใต้ระเบียงทางเดิน ไม่รู้กำลังคิดอะไรอยู่
นายหน้าหญิงชราโบกมือไปมาตรงหน้านาง “นายหญิง?”
เมิ่งเชียนเชียนแววตาพลันแจ่มใสอีกหน “เจ้าบอกว่าเท่าใดนะ?”
นายหน้าหญิงชรายิ้มแห้ง “สะ สองหมื่นแปดพันตำลึง”
เมิ่งเชียนเชียน “ตกลง”
เมื่อกลับมาถึงร้านนายหน้า ชายหนุ่มขาเป๋คนนั้นก็มารออยู่ในห้องโถงนานแล้ว
เขาสวมเสื้อกันหนาวมีซับในสีเทาตัวบาง ตรงศอกขวามีรอยเย็บปะ รูปร่างผอมแห้ง คิ้วตาสะอาดสะอ้าน แม้คิ้วตาจะหลุบต่ำ กลับไม่เห็นความประจบประแจงแม้แต่น้อย
บนร่างเขามีกลิ่นอายของบัณฑิตทรงภูมิ และกลิ่นวาณิชผู้เข้าออกตลาดทำมาค้าขายด้วย แววตาแน่วแน่ ไร้ท่าทางอ่อนแอ
เมิ่งเชียนเชียนชี้สมุดบัญชีที่อยู่บนโต๊ะ “เจ้าใช้เวลาเท่าใดในการคำนวณ”
“ครึ่งชั่วยาม”
“ใช้ได้ เจ้ามีนามว่าอะไร”
“หลิ่วฉางเซิง”
เมิ่งเชียนเอ่ยอีกว่า “ในมือข้ามีร้านค้าอยู่สองร้าน เจ้าดูแลไหวหรือไม่”
หลิ่วฉางเซิงพยักหน้า “ข้าคิดบัญชีไวทีเดียว”
เมิ่งเชียนเชียนหันไปมองเขาพลางเอ่ย “ข้าจะให้เจ้ามาเป็นผู้ดูแลร้าน แน่นอนว่าบัญชีของสองร้านนี้ย่อมให้เจ้าเป็นคนคำนวณเอง” (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
หลิ่วฉางเซิงตกใจ
เมิ่งเชียนเชียนลุกขึ้น พาถานเอ๋อร์เดินออกไปด้านนอก “ใคร่ครวญดีแล้วก็มาหาข้าที่ตระกูลลู่ ถนนฉางหนิง ข้ามีนามว่าเมิ่งเชียนเชียน”
“ตระกูลลู่ ถนนฉางหนิง…” นายหน้าหญิงชราร้องอ๊ะ “นายหญิงคือภรรยาของแม่ทัพเจิ้นเป่ย ฮูหยินน้อยของตระกูลลู่หรือ”
เมิ่งเชียนเชียนขึ้นนั่งรถม้า “ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว”
ระหว่างทางกลับ เมิ่งเชียนเชียนก็ซื้อถังหูลู่ให้ถานเอ๋อร์ไม้หนึ่ง
ถานเอ๋อร์ถือถังหูลู่ขยับมาข้างกายเมิ่งเชียนเชียน “พี่สาว เฮ็ดหยังเจ้าถึงรั้งอยู่เมืองหลวง เจ้าบ่คิดฮอตบ้านบ่ บ่คิดฮอตพ่อแม่ติ้”
เพิ่งจะเอ่ยจบ นางก็ปิดปาก เอ่ยอย่างนึกเสียใจขึ้นมา “ลืมไปเลยว่าพ่อแม่เจ้าจากโลกนี้ไปตั้งแต่เจ้าสามขวบแล้ว”
“ล้างแค้นน่ะ” เมิ่งเชียนเชียนเอ่ย
ถานเอ๋อร์นิ่งอึ้ง ก่อนจะมีปฏิกิริยาขึ้นมาว่านางกำลังตอบคำถามแรก
“คำตอบนี้ น่าสนุกคัก! แม่นตระกูลลู่บ่?”
ถานเอ๋อร์กระเหี้ยนกระหือรือ!
“ถึงแล้ว ปลุกแม่นมหลี่กับแม่บ้านวั่นด้วย”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยจบก็ลุกขึ้นเลิกม่านรถเดินลงไป
“ก็ได้” ถานเอ๋อร์เบ้ปาก สูดหายใจลึก เท้าเอวก่อนคำรามเป็นสิงโต “แม่นมหลี่!!! แม่บ้านวั่น!!! ตื่น! ได้! แล้ว!”
เรื่องที่เมิ่งเชียนเชียนตัดสัมพันธ์กับลู่หลิงเซียวต่อหน้าธารกำนัลนั้น ลือไปทั่วทั้งงานศพของตระกูลหลิวแล้ว เช้านี้ข่าวคราวก็ยังคงแพร่กระจายไปตามแขกที่เข้าออกไม่ขาดสาย
แม้แต่เรื่องที่เหล่าฮูหยินวัยหกสิบถูกวินิจฉัยว่ามีสัญญาณชีพจรมงคลก็ล่ำลือออกไปอย่างเข้าท่าเข้าทีด้วย
เหล่าฮูหยินกลับมาก็ล้มป่วยทันที
ครานี้มิได้แกล้ง แต่อึดอัดแน่นอก หายใจลำบาก หน้ามืดตาลายขึ้นมาจริงๆ นางปวดหัวเหมือนโดนคนใช้ขวานผ่า
ได้ยินว่าเดิมทีลู่สิงโจวอยากเชิญหมอหลวงมารักษาให้เหล่าฮูหยิน ทว่าบรรดาหมอหลวงไม่รู้เป็นอะไรขึ้นมา บางคนก็ว่าติดธุระทางบ้าน บางคนก็มีคนเชิญตัดหน้าไป
ไม่ต้องบอกก็รู้ หมอหลวงดูแคลนในการกระทำของเหล่าฮูหยิน ไม่อยากมารักษาให้นาง
ลู่สิงโจวจึงต้องไปเชิญหมอจากโรงหมอมาแทน
ฝีมือการแพทย์ของหมอกลับมิอาจเรียกได้ว่าต่ำต้อย เพียงแต่เหล่าฮูหยินส่วนหนึ่งเป็นเพราะความโกรธ อีกส่วนหนึ่งเป็นผลข้างเคียงจากยาเร่งบุตร ไม่มียาใดรักษาได้
เหล่าฮูหยินเจ็บปวดเจียนตาย ด่าเมิ่งเชียนเชียนไปแปดร้อยหนแล้ว
“เป็นเพราะดาวหายนะนี่! ไล่มันออกไปให้ข้า!”
สาวใช้เอ่ยว่า “เหล่าฮูหยิน ยังไม่ถึงหนึ่งเดือน ไล่มิได้เจ้าค่ะ”
เหล่าฮูหยินยิ่งโมโหกว่าเดิม
……
เมิ่งเชียนเชียนไม่สนใจหรอกว่าเหล่าฮูหยินจะโมโหโกรธาเพียงใด นางให้ปั้นซย่าไปตามคนรับใช้ภายในเรือนมา
“สถานการณ์ของข้า พวกเจ้าคงจะรู้แล้ว พวกเจ้าสามารถติดตามข้าต่อได้ และสามารถรั้งอยู่ที่ตระกูลลู่ต่อได้เช่นกัน ข้าจะเอาสัญญาขายตัวเป็นทาสคืนให้พวกเจ้า”
ทุกคนต่างมองหน้ากัน
ป้าหลิวลุกขื้นมา “ขอไม่ปิดบัง ลูกสะใภ้ของบ่าวจะคลอดอีกแล้ว ที่บ้านมีคนไม่พอ บ่าว…อยากกลับไปเลี้ยงหลานเจ้าค่ะ”
เมิ่งเชียนเชียน “ปั้นซย่า”
ปั้นซย่าหยิบสัญญาขายตัวเป็นทาสของป้าหลิวมาจากกองสัญญาขายตัวคืนให้แก่นาง ขณะเดียวกันก็มีเงินสิบตำลึงด้วย
ป้าหลิวขอบตาแดงก่ำ คุกเข่าลงโขกหัวให้ “ขอบคุณฮูหยินน้อยยิ่งนัก!”
ปั้นซย่าเอ่ย “ควรเรียกคุณหนูได้แล้ว!”
ป้าหลิวปาดน้ำตา “ใช่ๆ! คุณหนู!”
ป้าหูเอ่ย “บ่าวจะติดตามคุณหนูเจ้าค่ะ!”
แม่ครัวเอ่ย “บ่าวก็ยินดีติดตามคุณหนูเจ้าค่ะ!”
เมิ่งเชียนเชียนถามว่า “มีอีกหรือไม่”
คนรับใช้ที่เหลือหันมองหน้ากัน ไม่มีใครส่งเสียง
ฮูหยินน้อยแม้จะร่ำรวย แต่ทำเรื่องผิดครรลองนอกรีตอย่างการหย่าสามีเช่นนี้ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าผู้คนจะสาปแช่งฮูหยินน้อยเช่นไร พวกนางไม่อยากโดนหางเลขไปด้วย
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยเสียงเรียบ “ต่างคนต่างมีปณิธานของตนเอง ปั้นซย่า คืนสัญญาขายตัวให้พวกนาง คิดสรุปเงินเดือนไปด้วย”
เมื่อพวกนางไปกันหมดแล้ว แม่นมหลี่ก็ปิดประตูห้อง “เฮ้อ ปกติคุณหนูปฏิบัติต่อพวกนางดีไม่น้อย…พวกนางรั้งอยู่ที่ตระกูลลู่ต่อ ไม่รู้ว่าจะเป็นสุขหรือเป็นทุกข์”
เมิ่งเชียนเชียนไม่คิดเรื่องของคนอื่นอีก สิ่งสำคัญตอนนี้ก็คือจะรวบรวมเงินสองหมื่นแปดพันตำลึงอย่างไร