เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 130 คนนั้นไม่ผิด แต่มีสิ่งล้ำค่าจึงกระตุ้นความริษยาผู้อื่น
- Home
- เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง
- บทที่ 130 คนนั้นไม่ผิด แต่มีสิ่งล้ำค่าจึงกระตุ้นความริษยาผู้อื่น
บทที่ 130 คนนั้นไม่ผิด แต่มีสิ่งล้ำค่าจึงกระตุ้นความริษยาผู้อื่น
เฝ่ยไป๋ลู่ไม่เป็นที่โดดเด่นในการแข่งขัน และเธอก็จะไม่แสดงท่าทีใด ๆ หากไม่ได้ติดต่อกับเธอด้วยตัวเอง คนทั่วไปจึงคิดว่าเธอเป็นคนดังทางอินเทอร์เน็ตเท่านั้น
ครั้นเห็นเธอเยาะเย้ยและหยิ่งผยองเช่นนี้ ใบหน้าทุกคนต่างควบคุมอารมณ์ไว้ไม่อยู่ ด้วยความกินปูนร้อนท้อง จึงตะโกนด้วยท่าทางดุร้าย ทั้ง ๆ ที่รู้สึกขลาดกลัวว่า “อวดดี! เธออายุแค่นี้ ใครอนุญาตให้พูดจาโอหัง!”
แล้วยังมีพวกหน้าไหว้หลังหลอกบางคนแสดงสีหน้าเห็นอกเห็นใจ “พวกเราก็คิดเผื่อเธอนั่นแหละ บนตัวเธอมีสมบัติหายาก ก้าวเท้าออกจากวัดเต๋าย่อมถูกคนชั่วร้ายตามล่า สู้เอาสมบัติหายากให้ฉันอย่างเชื่อฟังเถอะ ตกอยู่ในมือของฉันก็ดีกว่าถูกคนชั่วแย่งไป”
สิ่งที่เฝ่ยไป๋ลู่เกลียดที่สุดก็คือการใช้ของผู้อื่นมาแสร้งทำเป็นมีน้ำใจ ยืนอยู่บนที่สูงแห่งศีลธรรมแล้วชี้นิ้วสั่งผู้อื่น เธอยิ้มเยาะเย้ย “ถ้าฉันไม่ให้ล่ะ คุณจะทำอะไรฉันได้?”
เธอเข้าใจดีว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด เพียงแต่มีสิ่งล้ำค่าจึงกระตุ้นความริษยาของผู้อื่น
แต่แล้วยังไงล่ะ? เธอรู้แค่ของชิ้นนี้เป็นของเธอ ใครก็มาเอามันไปไม่ได้!
“พูดดี ๆ ไม่ชอบต้องให้ใช้กำลังบังคับ รีบลงมือเลย ใครชิงมาได้ก็เป็นคนของคนนั้น!” มีคนร้อนใจอย่างมากตะโกนเสียงดังและโจมตีใส่เฝ่ยไป๋ลู่อย่างรวดเร็ว
ด้วยกลัวว่าถ้าช้าไปหนึ่งก้าว คนอื่นจะคว้าสมบัติหายากนี้ไปก่อน พวกเขาจึงเริ่มพากันเคลื่อนไหว
เดิมทีเจียงชิงนั้นมีสมาธิแน่วแน่ เขาอยากจะดูการแสดงแสนสนุกของเฝ่ยไป๋ลู่ แต่เมื่อเห็นว่าสถานการณ์เปลี่ยนไป คนเหล่านี้ไร้ยางอายอย่างยิ่ง พอเถียงสู้ไม่ได้ก็จะใช้กำลัง เขาตบโต๊ะด้วยความโกรธทันที “พอพูดแล้วก็จะแย่งเลย คนมากมายพวกนี้อยากจะฉีกเฝ่ยไป๋ลู่เป็นชิ้น ๆ ใช่ไหม?”
ร่างของเขากลายร่างเป็นเงาในชั่วพริบตา เขาทะยานไปยังตำแหน่งของเฝ่ยไป๋ลู่อย่างรวดเร็ว เพื่อสกัดการโจมตีจากคนกลุ่มนี้ให้เธอ
“เฮ้ ฉันไม่ได้กำลังช่วยเธอนะ ฉันกำลังช่วยศิษย์พี่รอง” เจียงชิงที่เพิ่งจะต่อสู้กับคนผู้หนึ่งอยู่ หันศีรษะมา ครั้นเห็นเฝ่ยไป๋ลู่ยืนนิ่งอยู่กับที่ไม่ขยับ เขาก็โกรธทันที “ปกติเธอฉลาดนักไม่ใช่หรือไง? ยังไม่รีบวิ่งหนีอีก! อยากจะถูกคนพวกนี้ฉีกเป็นชิ้น ๆ จริง ๆ หรือไงฮะ!”
“คุณเฝ่ย พวกเราต้านคนจำนวนมากขนาดนี้ไม่ไหว คุณรีบใช้วิชาย่อกาย แล้วออกไปจากที่นี่เถอะ” จิ่งเกาหมิง อวี๋ทิงหลัน และคนอื่น ๆ จากนิกายเก้าสวรรค์ต่างยืนอยู่ด้านหน้าเฝ่ยไป๋ลู่เช่นกัน ยิ่งขยับตัวยิ่งเคลื่อนไหวลำบาก ในใจยิ่งเกิดความรู้สึกโกรธเพื่อนร่วมวงการเดียวกันเหล่านี้
มือของหานเสียวเสี่ยวแตะแส้ที่เอว สีหน้าลังเล ถึงเธอจะไม่ชอบเฝ่ยไป๋ลู่ แต่ก็ไม่ชอบพฤติกรรมที่น่าเกลียดของคนกลุ่มนี้เช่นกัน ใช้อำนาจและอิทธิพลบีบบังคับผู้อื่นนับว่ามีความสามารถอะไร? คนเหล่านี้คิดว่าคุณธรรมเป็นอะไรกัน?
“เสียวเสี่ยว อาวุธเซียนเป็นของตระกูลเรา ลูกมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนของนิกายเก้าสวรรค์ รีบให้พวกเขาออกไปโดยเร็ว อย่ามขวาง” น้ำเสียงของหานคังผิงดังขึ้นในใจของหานเสียวเสี่ยว
‘เคร้ง!’ หานเสียวเสี่ยวทำถ้วยชาหล่นแตกโดยไม่ตั้งใจทันที
เหมียวจื่ออั๋งน่าจะเป็นคนเดียวที่รู้ว่าเฝ่ยไป๋ลู่เรียกอสนีบาตได้ ขณะที่เฝ้าดูฝูงชนดำทะมึนและน่ากลัว หนังศีรษะเขาก็ชาหนึบ
หากเฝ่ยไป๋ลู่โกรธจริง ๆ แล้วเกิดฟ้าร้องฟ้าฝ่ารุนแรงฟาดตรงลงมา คนกลุ่มนี้รวมถึงตัวเขาคงถูกฟาดจนตาย เขาหลบซ้ายหลบขวา ไม่ง่ายเลยกว่าจะมาถึงตัวเฝ่ยไป๋ลู่ “หัวหน้า ภูเขาด้านหลังวัดเต๋าเทียนฮั่นมีทางเดินอยู่ คุณใช้เส้นทางนั้นออกไปได้นะ”
“ออกไปเหรอ? เห็นฉันเป็นคนกลัวปัญหาหรือไง?” เฝ่ยไป๋ลู่หลับตาลงแล้วลูบงูน้อยบนข้อมือ บนตัวมีพลังอันแข็งแกร่งและมั่นคงราวกับภูเขา ทำให้ผู้คนไม่สามารถมองข้ามได้
เหมียวจื่ออั๋งดูเมฆดำทะมึนที่เคลื่อนตัวมาจากทุกทิศทาง โดยมีเฝ่ยไป๋ลู่เป็นจุดศูนย์กลาง ในใจเขาก็หวาดหวั่น หลั่งเหงื่อเย็นเยียบแทนคนเหล่านี้แล้ว
หัวหน้า คุณไม่ใช่คนที่กลัวปัญหา แต่ฉันกลัวว่าคนเหล่านี้จะถูกฟ้าผ่าตาย ผู้ฝึกยุทธ์ของเมืองเจียงที่มีพรสวรรค์ทั้งหมดจะถูกทำลาย! ถึงตอนนั้นแหละมันจะปลุกเร้าให้ผู้คนโกรธเคืองของจริง
อย่างไรก็ตามบรรดาคนที่อิจฉาริษยาและปรารถนาจะได้ครอบครองสมบัติหายากนี้ไม่ได้รู้ถึงความกังวลของเหมียวจื่ออั๋ง พวกเขาต่างพยายามแย่งตราประทับในมือเฝ่ยไป๋ลู่สุดกำลัง “รีบส่งสมบัติหายากนั่นมา!”
“ทุกท่านที่กำลังใช้ความรุนแรงในวัดเต๋าเทียนฮั่นของข้า เคยถามความเห็นของข้าหรือไม่?” แม้เสียงนั้นจะเบา แต่กลับเสมือนเสียงระฆังในตอนเช้าและเสียงกลองในตอนเย็น ดังชัดเจนเข้าไปในหูของทุกคน
ครั้นแล้วก็เห็นนักพรตเต๋าน้อยในชุดต้าวผาวของวัดเต๋าเทียนฮั่นเดินเข้ามาช้า ๆ ปราณรอบกายเขาแข็งแกร่งราวกับจับต้องได้
“ในเมื่อเข้ามาในวัดเต๋า พวกท่านก็ต้องปฏิบัติตามกฎของวัดเต๋าที่ห้ามต่อสู้กันเอง” เขาขยับนิ้วมือ พลันค่ายกลที่มองไม่เห็นก็โผล่ขึ้นมา ทำให้วัดเต๋าสั่นสะเทือน พร้อมอำนาจคุกคามอันทรงพลังปะทุขึ้นใจกลางวัดเต๋า ส่งผลให้การโจมตีนับไม่ถ้วนมลายไป เหล่าคนรุ่นเยาว์ทั้งหมดล้วนถูกบังคับให้หยุดเคลื่อนไหวและบางคนถูกกดดันอย่างหนักจนแทบจะคุกเข่าลงบนพื้น
เหมียวจื่ออั๋งกลืนน้ำลายและพูดตะกุกตะกัก “ทะ ทะ ท่านผู้อาวุโสจิ้งจอกเก้าหางโกรธแล้ว…”
เฝ่ยไป๋ลู่เงยหน้าขึ้นมองจิ้งจอกเก้าหางอยู่ครู่หนึ่ง เธอดูจะประหลาดใจเล็กน้อยที่เขาช่วยเธอ
“เมื่อมิอาจลงโทษความชั่ว ส่งเสริมความดีและดำรงความยุติธรรมเอาไว้ได้ก็ช่างเถิด แต่ยังจะแย่งชิงอาวุธศักดิ์สิทธิ์ของผู้อื่น คนนับพันปิดล้อม รังแกผู้อ่อนแอกว่า นี่พวกเจ้าฝึกเต๋าแบบใดกัน?” สายตาของจิ้งจอกเก้าหางกวาดตามองทุกคน และทุกคนที่สบตากับเขาก็ก้มหน้าลงโดยไม่รู้ตัว ด้วยไม่กล้าเผชิญหน้า
เวลานี้ผู้มีอำนาจที่อยู่บนแท่นสูงต่างพากันยืนขึ้นทีละคน
หากเฝ่ยไป๋ลู่ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลที่แข็งแกร่ง วันนี้ก็จะไม่เกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้น พวกเขากำลังรอดูว่าคนรุ่นหลังจากตระกูลใดจะแย่งชิงตราประทับไปได้ หากมีคนของตระกูลตัวเองแย่งชิงไปได้ ย่อมต้องวางแผนกันให้รอบคอบ…
บัดนี้จิ้งจอกเก้าหางได้ปรากฏตัวขึ้น พวกเขาจึงต้องออกมายุติเรื่องพิลึกพิลั่นนี้
เมื่อนึกถึงความลำเอียงที่จิ้งจอกเก้าหางเคยมีต่อเฝ่ยไป๋ลู่ก่อนหน้านี้ หานคังผิงจึงยอมละทิ้งศักดิ์ศรี และเริ่มพูดโกหกโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง “ท่านเซียน เดิมทีตราประทับนี้เป็นของตระกูลหาน แต่ผู้ใต้บังคับบัญชากลับทำงานผิดพลาด เอาตราประทับศักดิ์สิทธิ์มาเป็นของรางวัลทั่วไปอย่างไม่เหมาะสม”
เขามองไปทางเฝ่ยไป๋ลู่ สายตามีแรงกดดันอันหนักอึ้งสะท้อนอยู่ราง ๆ “ยังไงก็ขอให้สหายน้อยเฝ่ยคืนทรัพย์สินให้เจ้าของเดิมด้วย แน่นอนว่าตระกูลหานไม่มีทางเอาเปรียบเธอ และจะมีการชดเชยอย่างอื่นให้เธอแทน”
‘ช่างไร้ซึ่งศักดิ์ศรีจริง ๆ’ เฝ่ยไป๋ลู่ส่งเสียงหัวเราะเยาะ “ถ้าฉันจำไม่ผิด รางวัลในการเข้าร่วมการแข่งขันก็มีตราประทับนี้ด้วย ดังนั้นหัวหน้าตระกูลหานอยากจะบอกฉันว่า พวกคุณตระกูลหานทำงานผิดพลาดถึงสองครั้งติด ๆ กัน แล้วยังเป็นการทำผิดพลาดแบบเดิมที่ปฏิบัติต่อตราประทับศักดิ์สิทธิ์ราวกับเป็นขยะอย่างนั้นหรือคะ? นั่นทำให้ฉันสงสัยมาตรฐานของตระกูลหานจริง ๆ”
เส้นเลือดบนหน้าผากหานคังผิงปูดขึ้น ฝ่ามือใหญ่ของเขาเกือบจะหักมุมโต๊ะไม้ที่หนาและหนักแล้ว แต่ยังคงต้องกัดฟัน พูดต่อ “การแข่งขันปรมาจารย์ลัทธิเต๋าจัดขึ้นโดยการร่วมมือกันของกลุ่มพันธมิตร ตระกูลใหญ่ สำนักและนิกาย โดยจัดหาทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อฝึกฝนปรมาจารย์รุ่นเยาว์”
“เฝ่ยไป๋ลู่ เธอไม่ได้สังกัดนิกาย ไม่มีครอบครัว หนำซ้ำยังไม่ใช่คนของสี่ตระกูลใหญ่หนุนหลัง แม้แต่สมาพันธ์ปรมาจารย์ลัทธิเต๋าก็ยังไม่ได้เข้าร่วมเลยด้วยซ้ำ ตามหลักแล้วเธอไม่สามารถเข้าร่วมการแข่งขันปรมาจารย์ลัทธิเต๋า ที่เธอได้เข้าร่วมก็เพราะผู้นำของนิกายเก้าสวรรค์แนะนำเข้ามา ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใด เธอก็ไม่มีสิทธิ์เอาสิ่งของใด ๆ ไป!”
ต้องขอบคุณหานเสียวเสี่ยวที่บ่นเรื่องเฝ่ยไป๋ลู่กับเขาเสียหลายครั้ง เขาถึงได้รู้จักเฝ่ยไป๋ลู่
ในเมื่ออีกฝ่ายไม่มีอำนาจใด ๆ อยู่เบื้องหลัง เขาก็จำเป็นต้องได้ทีขี่แพะไล่เอาเสียตรงนี้!
ทันใดนั้น เฝ่ยไป๋ลู่ก็ถามขึ้น “ฉันมีคุณสมบัติเข้าร่วมการแข่งขัน แต่ไม่มีสิทธิ์จะได้รับรางวัลงั้นเหรอ?”
หานคังผิงยังคงยิ้ม “ใช่”
‘ช่างไร้ยางอายที่สุด!’ กานว่างกำหมัดแน่น เขาจำได้ว่าไม่เคยมีกฎเช่นนี้มาก่อน นี่มันจงใจพุ่งเป้าไปที่เฝ่ยไป๋ลู่!
ประธานหร่านมองไปทางหานคังผิงแล้วหัวเราะเบา ๆ “ผู้เฒ่าหานพูดแบบนี้ ถ้าอย่างนั้นผู้ได้รับเชิญโดยการสนับสนุนจากต่างประเทศก็ไม่มีสิทธิ์ได้รับรางวัลสินะ?”
“ฉันจะได้รีบส่งคนไปเอารางวัลจากคนที่ได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศคืนมา แล้วบอกว่าหัวหน้าตระกูลหานไม่พอใจกับกฎข้อนี้ โอ๊ะโอ๋ พอเอาของรางวัลเหล่านั้นกลับมาก็เติมคลังของกลุ่มพันธมิตรได้พอดี”
หานคังผิงได้ยินแล้วก็พูดเตือนเสียงทุ้มต่ำว่า “หร่านหนี ปกติต่อให้คุณจะไม่ชอบผมแค่ไหน ผมก็ไม่เคยคิดเล็กคิดน้อยกับคุณ แต่ครั้งนี้ถ้าคุณทำให้ตระกูลหานต้องเสียตราประทับศักดิ์สิทธิ์ไป อย่าตำหนิที่ผมต้องแตกหักกับคุณ!”
ประธานหร่านแคะหูอย่างไม่สนใจ ถึงจะรู้สึกแปลก ๆ อยู่บ้างก็ตาม “ฉันนึกว่าพวกเราแตกหักกันมาตั้งแต่คุณฆ่าเฉวียนหรูซินแล้วนะ”
เฉวียนหรูซิน ภรรยาของหานคังผิง และยังเป็นเพื่อนสนิทของประธานหร่าน
ประโยคนั้นทำให้สีหน้าของหานคังผิงบึ้งตึงโดยสมบูรณ์
เฝ่ยไป๋ลู่ใช้ปลายนิ้วลูบพื้นผิวเรียบของตราประทับหยิน พร้อมกับครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ที่จะใช้ตราประทับหยินทำร้ายหานคังผิงต่อหน้าผู้คนจำนวนมาก
ขณะนี้เองตราประทับหยินกำลังกระแทกฝ่ามือเฝ่ยไป๋ลู่ไปมาราวกับเป็นเด็กน้อย มันค่อนข้างกระตือรือร้นและตื่นเต้นที่จะทำได้ทำสิ่งชั่วร้าย
เฝ่ยไป๋ลู่เหยียดริมฝีปากขึ้นเป็นรอยยิ้ม ทำหน้าช่วยไม่ได้ แต่ยังกล่าวเอาใจ “ช่างมันเถอะ อย่าหุนหันพลันแล่นจะดีกว่า ตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วนะ”
‘บ้าไปแล้ว ในเวลาอย่างนี้ เฝ่ยไป๋ลู่ยังจะหัวเราะออกมาได้อีกเหรอ?’ เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ หานเสียวเสี่ยวก็กดเสียงตัวเองต่ำลง “คืนตราประทับให้ตระกูลหานซะ เธอคงไม่อยากให้คนของนิกายเก้าสวรรค์ถูกรุมประณามเพราะปกป้องเธอใช่ไหม?”
เฝ่ยไป๋ลู่ตกตะลึงไปชั่วขณะ เมื่อได้สติกลับมา สายตาของเธอที่มองไปทางหานเสียวเสี่ยวก็ทั้งแปลกทั้งสงบ “คืนเหรอ? ของสิ่งนี้เดิมทีก็เป็นของฉันนะ”
แท้จริงแล้ว นี่คืออาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่เธอสร้างขึ้นด้วยมือตัวเอง ใครก็ควบคุมมันไม่ได้ และไม่มีประโยชน์ต่อตระกูลหาน