เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 165 ช่วยพาแม่ฉันออกมาได้ไหม?
บทที่ 165 ช่วยพาแม่ฉันออกมาได้ไหม?
ตอนนี้เธอเดาเจตนาของลู่อวี๋กู้ได้แล้ว จึงไม่ค่อยรู้สึกประหลาดใจมากนัก เพียงแค่จ้องมองอีกฝ่ายอย่างพิจารณาและเงียบไปครู่หนึ่ง
ตอนแรกลู่อวี๋กู้มีสีหน้าที่เหมือนกับว่า ‘ถามมาสิ’ แต่พอถูกจ้องอยู่อย่างนั้นนาน ๆ เธอก็เริ่มทนไม่ไหว ตวัดสายตาใส่และพูดว่า “มองอะไรนักหนา? คิดว่าฉันจะหลอกเธอเหรอ?”
เมื่อเห็นท่าทีแบบนี้ ลู่จินกู้จึงสังเกตได้ว่า น้องสาวคนนี้ปากร้าย อารมณ์ร้อน แต่จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้มีเล่ห์เหลี่ยมอะไรมากนัก และไม่ใช่คนที่ใจเย็น แม้ว่าจะประกาศตัวว่า ‘เป็นอิสระ’ แล้ว แต่ด้วยอายุที่ยังน้อย ก็ยังทำให้เธอยังมีความกระดากอายอยู่บ้าง
ทว่าคนแบบนี้ คำพูดที่ออกมากลับน่าเชื่อถือกว่าคนปลิ้นปล้อน
เมื่อเห็นท่าทีที่ฉุนเฉียวของเด็กสาว ลู่จินกู้ก็ยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “ไม่ใช่ว่ากลัวเธอหลอกฉันหรอก แต่แค่มันแปลก ๆ น่ะ…”
“อะไรที่ว่าแปลก?”
“ก็ก่อนหน้านี้ ตอนที่เธอมาอยู่ที่เขตพาราไดซ์ 1 ก็พยายามจะเจอฉันหลายครั้ง พอถูกปฏิเสธก็ไม่ได้ทำอะไรต่อ เธอไม่ได้มาทำตามคำสั่งของลู่จัวเหรอ?”
เธอตั้งใจพูดแบบนั้น แล้วก็ได้เห็นใบหน้าของลู่อวี๋กู้เปลี่ยนสี ท่าทีที่ดุดันเริ่มสงบลงเล็กน้อย เธอจึงตอบอย่างระมัดระวังว่า “ที่แท้เธอก็รู้แล้วสินะ”
“ตอนแรกฉันก็ไม่แน่ใจหรอก” ลู่จินยักไหล่ “แต่ตอนนี้ฉันยืนยันได้แล้ว”
“เธอล่อให้ฉันพูดนี่นา!”
เมื่อเห็นน้องสาวที่มีท่าทีทั้งอายทั้งโกรธ เธอก็ยิ่งหัวเราะอย่างมีความสุข และพยักหน้า “ใช่แล้ว”
เธอยอมรับตรง ๆ อย่างง่ายดาย ทำให้ลู่อวี๋กู้ถึงกับพูดไม่ออก สีหน้าดูสับสนขึ้นมาชั่วขณะ
ถึงแม้ในนามจะเป็นพี่น้องกัน แต่ถ้าคิดจากวันที่เจ้าของร่างเดิมยังอยู่ ทั้งสองก็ไม่ได้เจอกันมาหลายปีแล้ว ลู่อวี๋กู้เพิ่งรู้สึกตัวว่าพี่สาวคนนี้ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ไม่เหมือนกับในความทรงจำที่เคยเป็นคนขี้ขลาด
ลู่จินกู้เห็นว่าควรพอแค่นี้ เพราะเธอไม่ได้ตั้งใจจะยั่วยุให้อีกฝ่ายโกรธ จึงรีบดึงเรื่องกลับมาสู่ประเด็นเดิม “แล้วลู่จัวต้องการทำอะไร?”
นี่เป็นครั้งที่สองที่เธอพูดถึงลู่จัวโดยตรง ทำให้ลู่อวี๋กู้หันมามองเธอครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า “เขาต้องการเผยแพร่ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับตระกูลลู่ออกไปให้มากที่สุด และให้ฉันหาทางถ่ายรูปคู่กับเธอ ยิ่งใกล้ชิดมากก็ยิ่งดี หลังจากนั้นก็จะใช้ความสัมพันธ์ของเธอกับตระกูลลู่เพื่อแบ่งปันผลประโยชน์ในบริษัทพาราไดซ์”
พูดง่าย ๆ ก็คือ ลู่จัวต้องการเอาความสัมพันธ์ที่เป็น ‘ญาติกับคนใหญ่คนโต’ มาหาประโยชน์
“หึ” เธออดหัวเราะเยาะไม่ได้ “เขามั่นใจในความสัมพันธ์ของเราสองคนมากไปหน่อยหรือเปล่า?”
“เฮอะ ในสายตาเขา เราก็ควรจะอยู่ใต้อำนาจของเขาทั้งหมด มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย ยิ่งไปกว่านั้น…”
เมื่อเห็นว่าน้องสาวมีท่าทีลังเลที่จะพูด เธอจึงเอ่ยไปตามตรงว่า “มีอะไรก็พูดมาตรง ๆ เถอะ เธอจงใจมาบอกแผนของลู่จัวให้ฉันรู้ คงไม่ใช่เพราะจู่ ๆ ก็ชอบพี่สาวคนนี้ขึ้นมาใช่ไหม? แล้วเธออยากให้ฉันช่วยอะไรล่ะ?”
คำพูดนี้ตีความตั้งใจของลู่อวี๋กู้ได้ตรงเกินไป ทำให้ลู่อวี๋กู้พลันหน้าแดงก่ำ มือไม้ทั้งสองข้างอยู่ไม่สุขเพราะความไม่สบายใจ แต่เธอก็ยังพยายามข่มความอายและความโกรธไว้ แล้วพูดออกมาว่า “ตอนนี้เธอมีความสามารถขนาดนี้ ช่วยพาแม่ของฉันออกมาได้ไหม?”
ลู่จินกู้เกือบคิดว่าตัวเองฟังผิด จึงอดไม่ได้ที่จะถามซ้ำ “ว่าไงนะ?”
ยามนี้ฝ่ายน้องสาวกลับดูสงบลงมาก จากนั้นก็เล่าเรื่องทั้งหมดออกมาอย่างละเอียด
พวกเธอเป็นพี่น้องที่มีพ่อคนเดียวกันแต่คนละแม่ อันที่จริงแล้ว เนื่องจากผู้ที่มีพลังจิตแข็งแกร่งมักจะมีโอกาสให้กำเนิดลูกหลานที่มีศักยภาพสูงกว่า ดังนั้นในหมู่ชนชั้นสูง การที่ผู้แข็งแกร่งมีคนรัก หรือแม้แต่ให้ภรรยาอยู่ร่วมบ้านเดียวกับคนรักนั้นเป็นเรื่องที่ไม่แปลก
ในตระกูลลู่ ลู่หงต้าและลู่เหนี่ยนเจิ้นเป็นคู่สมรสที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งสองมีพลังจิตระดับ B และ A ตามลำดับ ตามหลักแล้ว ลูกหลานที่เกิดมาควรจะมีโอกาสสูงในการทะลุสู่ระดับ S อย่างน้อยที่สุดก็น่าจะอยู่ในระดับ A หรือ B
แต่ใครจะรู้ว่า เจ้าของร่างเดิมกลับเป็นเพียง ‘ขยะ’ ที่อยู่ในระดับ F เท่านั้น
ลู่เหนี่ยนเจิ้นเจ็บป่วยจากการคลอด และเพื่อรักษาชีวิตไว้ เธอจึงต้องตัดมดลูกออก ทำให้ไม่สามารถมีลูกได้อีกต่อไป
แน่นอนว่าลู่จัวไม่ยอมให้ตระกูลลู่ต้องขาดทายาท ดังนั้นแม้ว่าระดับพลังจิตของลู่เหนี่ยนเจิ้นจะแข็งแกร่งกว่า แต่ลู่จัวก็ยังคงมีคนรักเพิ่มขึ้นอีกหลายคน
คนรักเหล่านี้ทั้งหมดอาศัยอยู่ในบ้านใหญ่ของตระกูลลู่ที่ดาว 584 ลู่จัวไม่ได้มีความรู้สึกรักพวกเธอมากนัก แต่เพียงแค่ต้องการใช้ร่างกายของพวกเธอเพื่อให้กำเนิดทายาทที่แข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น
และเขาก็สามารถให้กำเนิดลูกหลานที่มีความสามารถหลายคนจริง ๆ แต่ขอข้ามไปไม่พูดถึงคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของร่างเดิมก่อน
สรุปแล้ว แม่ของลู่อวี๋กู้ก็เป็นหนึ่งในคนรักเหล่านั้น แต่ในบรรดาลูกหลานเหล่านี้ ไม่ใช่ทุกคนที่จะยอมให้ลู่จัวควบคุม โดยเฉพาะลู่อวี๋กู้
เมื่ออายุได้ 12 ปี ลู่อวี๋กู้ได้ทดสอบพลังจิตและได้ผลออกมาว่าอยู่ในระดับ A ซึ่งทำให้ลู่จัวเห็นว่าเธอเป็นหนึ่งในทายาทที่มีศักยภาพมากที่สุด
สุภาษิตโบราณกล่าวไว้ว่าสตรีที่ไร้ความสามารถคือสตรีที่มีคุณธรรม*[1] แต่เมื่อคนเราเรียนรู้และเข้าใจมากขึ้น ก็มักจะไม่ยอมให้ใครมาจัดการหรือควบคุมได้ง่าย ๆ
ลู่อวี๋กู้ก็เป็นเช่นนั้น เนื่องจากลู่จัวมองว่าเธอมีศักยภาพสูง เขาจึงอนุญาตให้เธอเข้าถึงโลกกว้างและเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้มากพอสมควร แต่นั่นกลับกระตุ้นให้เกิดความคิดที่ต่อต้าน
เธอรู้สึกว่าตระกูลลู่มีแต่ความมุ่งมั่นที่จะปีนขึ้นไปสู่จุดสูงสุดเพียงอย่างเดียว ซึ่งกลับกลายเป็นการละเลยชีวิตและโลกใบนี้ไปอย่างน่าเสียดาย
ลู่อวี๋กู้เป็นคนที่มีจิตวิญญาณในการต่อต้าน เธอจึงไม่พอใจสิ่งต่าง ๆ ที่ตระกูลลู่ทำ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความมุ่งมั่นที่อยู่ในใจเธอมากเกินไปหรือไม่ พลังจิตของเธอไม่ได้อ่อนแอเลย แต่กลับไม่สามารถปลุกทักษะนักสร้างขึ้นมาได้
ทักษะนี้เป็นสิ่งที่เป็นรากฐานของตระกูลลู่ หากไม่มีทักษะนี้ ไม่ว่าจะอย่างไรเธอก็ไม่มีทางเป็นผู้นำตระกูลคนต่อไปได้
เมื่อเธออายุมากขึ้นเรื่อย ๆ และเข้าใกล้วัยบรรลุนิติภาวะ ความเป็นไปได้ที่จะปลุกทักษะนี้ก็น้อยลงเรื่อย ๆ ลู่จัวจึงเริ่มรู้สึกผิดหวัง และหันไปให้ความสำคัญกับลู่หงต้าแทน
แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น เขาก็ไม่ยอมปล่อยพลังจิตระดับ A ที่เป็นประโยชน์ไปได้ง่าย ๆ ทว่าลู่อวี๋กู้ไม่ต้องการทำตามสิ่งที่เขาต้องการ ความขัดแย้งระหว่างเธอกับลู่จัวจึงทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ
สุดท้ายเธอก็ทนไม่ไหวและตัดสินใจออกจากบ้าน พยายามเลี้ยงตัวเองด้วยการเขียนหนังสือ
ตามที่เธอเล่ามา ‘การเขียน’ เป็นความฝันอันยิ่งใหญ่ที่สุดของเธอ การได้แบ่งปันถ้อยคำเหล่านั้นให้กับคนอ่าน มันทำให้เธอมีความสุขมาก
ในช่วงแรกของการออกมาใช้ชีวิตตามลำพังนั้น เธอต้องพบกับความยากลำบากมากมาย ถึงขั้นเกือบอดตายก็หลายครั้ง
แต่โชคดีที่เธอสามารถอดทนและผ่านพ้นช่วงเวลานั้นมาได้ และในที่สุดก็กลายเป็นนักเขียนที่โด่งดังในแวดวงวรรณกรรม ชื่อเสียงของเธอพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับจรวด
ลู่จัวนั้นเดิมทีต้องการขัดเกลาความแข็งกร้าวของเธอ แต่ตอนนี้กลับไม่สามารถควบคุมเธอได้ง่าย ๆ อีกต่อไป
เพราะในหมู่ผู้อ่านของเธอ ก็มีหลายคนที่มาจากตระกูลที่มีอำนาจเทียบเท่ากับตระกูลลู่เช่นกัน เขาจึงไม่กล้าบีบบังคับลูกสาวคนนี้มากเกินไปนัก
แต่ลู่จัวกลับมีไพ่ลับอยู่ในมือ
ไพ่ใบนั้นก็คือแม่ของลู่อวี๋กู้
น่าแปลกใจที่ลู่เหนี่ยนเจิ้นผู้เข้มแข็งและอดทน กลับมีลูกสาวที่อ่อนแอเหมือนผลไม้สุก ทำให้เธอจำเป็นต้องคอยปกป้องลูกสาวอยู่เสมอ และนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมลู่เหนี่ยนเจิ้นถึงไม่ยอมเปิดเผยว่า ‘สิ่งนั้น’ คืออะไร
ในทางกลับกัน ผู้ที่ให้กำเนิดลู่อวี๋กู้ซึ่งมีจิตวิญญาณในการต่อต้านกลับเป็นคนที่อ่อนแอ ต้องการพึ่งพาคนอื่นอยู่เสมอ ทำให้ถูกลู่จัวคุมตัวไว้ได้
ลู่อวี๋กู้เคยแอบพยายามพาแม่ตัวเองหนี แต่ก็ถูกลู่จัวจับได้ เพียงไม่กี่คำขู่ แม่ของเธอก็เกิดความกลัวและไม่ยอมหนีไปกับลูกสาวอีกเลย
นี่คือเหตุผลว่าทำไมบางครั้งลู่อวี๋กู้ต้องยอมทำตามคำสั่งของลู่จัว นั่นก็เพราะคนที่สำคัญที่สุดของเธอกำลังถูกควบคุมอยู่
เธอเกลียดชีวิตแบบนี้มาก
หลังจากครั้งนั้น ลู่จัวก็ได้เฝ้าระวังและคุมตัวแม่ของเธออย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น และยังแอบเปลี่ยนที่อยู่ เธอจึงต้องอดทนรอมาจนถึงตอนนี้
จนกระทั่งเธอค้นพบว่า พี่สาวที่เคยดูเหมือนอ่อนแอ กลับกลายเป็นคนที่ดูมีอำนาจขึ้นมากะทันหัน และนั่นจึงทำให้เธอมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง
[1] เป็นสุภาษิตจีนโบราณที่สะท้อนถึงค่านิยมในอดีตที่เชื่อว่าสตรีไม่จำเป็นต้องมีความสามารถหรือการศึกษา และการไม่โดดเด่นหรือแสดงออกถึงความรู้ความสามารถถือเป็นคุณธรรมที่ดีของผู้หญิง