เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 170 ปรากฏตัวแบบชวนตะลึง
บทที่ 170 ปรากฏตัวแบบชวนตะลึง
เงาคนปรากฏขึ้นที่ประตูยานอีกครั้ง คราวนี้เป็นตัวเอกของงานจริง ๆ ที่ปรากฏตัว
นักข่าวไม่มีเวลาคิดอะไรมาก รีบหันกล้องไปที่ประตูยาน หวังว่าจะได้ภาพที่ดีที่สุด
ครั้นมองผ่านเลนส์กล้องราคาแพง นักข่าวทุกคนรู้สึกว่าพวกเขากำลังเห็นภาพที่จะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต
คนที่ปรากฏตัวในครั้งนี้คือลู่จินกู้จริง ๆ
ทรงผมแบบเฟยเซียนจี้*[1] ที่ดูพลิ้วไหวแต่ยังคงความสง่างาม ประดับด้วยเครื่องประดับผมที่ทำจากหยกและปีกนก เมื่อสะท้อนแสงแดดก็เปล่งประกายอย่างงดงาม แค่เพียงการจัดแต่งทรงผมของเธอก็ทำให้ทุกคนตะลึงงัน
เธอสวมเสื้อคลุมสีดำสนิทปักลวดลายสีทอง ลายปักนั้นมีความซับซ้อนและงดงาม คล้ายกับเป็นสิ่งมีชีวิตบางชนิด แม้ว่านักข่าวจะไม่รู้จัก แต่มันก็แฝงไปด้วยความสง่างามและทรงอำนาจอย่างเห็นได้ชัด
เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นไม่ขาดสาย ลู่จินกู้มองลงมาอย่างเย่อหยิ่ง เห็นสีหน้าตื่นตะลึงของนักข่าวที่อยู่หลังกล้องแล้วก็ลอบยิ้มในใจ ชัดเจนว่าการปรากฏตัวครั้งนี้น่าประทับใจไม่น้อย
แต่ภาพที่ทำให้ทุกคนตะลึงยังไม่จบเพียงเท่านี้
กรีนลีฟ เซลรานซี่ ปรากฏตัวตามหลังเธอหนึ่งก้าว เดินตามเธอออกจากยานช้า ๆ
เอลฟ์ผู้เลอโฉมมาในชุดฮั่นฝูที่ออกแบบโดยอิงจากตัวละครในภาพยนตร์คลาสสิกของประเทศจีน ซึ่งเป็นการตัดเย็บที่อิงตามชุดของ ‘จั่นเจา’ ตัวละครที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘แมวหลวง’
ทั้งสองเดินมาอย่างสง่างาม ขณะที่กลุ่มทหารองครักษ์ซึ่งสวมชุดเกราะอย่างประณีตเดินตามหลังไป ความรู้สึกของความยิ่งใหญ่และการคุ้มกันเต็มรูปแบบก็เข้ามาทันที
ลู่จินกู้เดินไปยังรถม้าอย่างเชื่องช้า ทันทีที่เธอไปถึง ทหารองครักษ์ก็เข้ามาเปิดประตูให้ กรีนลีฟยื่นมือออกมาเพื่อช่วยพยุง และเธอก็ใช้แรงของเขาเพื่อก้าวขึ้นไปนั่งในรถม้าอย่างสง่างาม
ลู่อวี๋กู้ก็ตามขึ้นไปนั่งในรถด้วย เมื่อประตูรถม้าปิดลง กรีนลีฟก็นั่งประจำที่บนตำแหน่งที่นั่งคนขับ
ด้วยความที่เอลฟ์มีจิตใจเชื่อมโยงกับธรรมชาติ แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะไม่เคยขับรถม้ามาก่อน แต่ก็สามารถควบคุมม้าได้อย่างง่ายดาย แค่ฝึกซ้อมเพียงเล็กน้อย ตอนนี้ก็ทำได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว
ม้าสีดำทั้งสี่ตัวส่งเสียงร้องแล้วค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปข้างหน้า
ความเร็วของรถม้าไม่มากนัก ลู่จินกู้ต้องการการปรากฏตัวที่น่าจดจำ ไม่ได้รีบเร่งในเรื่องเวลา ดังนั้นรถม้าจึงรักษาความเร็วอย่างสม่ำเสมอ ขบวนทหารองครักษ์เดินเรียงแถวสองข้างตามมา ขณะที่กลุ่มคนที่ประกอบรถม้าก่อนหน้านี้ก็กลับขึ้นยานไปแล้ว
ส่วนคนรับใช้ของตระกูลลู่ที่ถูกส่งมาเพื่อรอต้อนรับนั้น ตั้งแต่ต้นจนจบก็ไม่ได้มีโอกาสพูดคุยกับเธอเลย ตอนนี้พวกเขาทำได้เพียงเดินตามขบวนด้วยความรู้สึกอึดอัดใจ
หัวหน้าฝ่ายสนามบินยืนมองขบวนที่ค่อย ๆ ลับหายไป ราวกับยังไม่สามารถตั้งสติกลับมาได้
กลับเป็นพนักงานข้าง ๆ ที่พึมพำว่า “โอ้โห คุณหนูใหญ่เล่นใหญ่กว่าพวกชนชั้นสูงอีกนะ”
ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย เพราะปกติการใช้ยานลำใหญ่พร้อมกับคนรับใช้มากมายถือเป็นเรื่องธรรมดา อาจทำให้คนตะลึงในเรื่องปริมาณ แต่ไม่ได้ให้ความรู้สึกที่น่าตื่นตาอะไรมากนัก
แต่การปรากฏตัวของลู่จินกู้ในครั้งนี้เป็นสิ่งที่ไม่เหมือนใครเลยจริง ๆ
หัวหน้าฝ่ายสนามบินคิดลึกไปกว่านั้น ขบวนนี้น่าจะทำให้เกิดความตื่นเต้นแน่นอน และไม่แน่ว่าอาจจะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่น ๆ เริ่มลอกเลียนแบบในอนาคตก็เป็นได้
คุณหนูใหญ่ช่างเก่งจริง ๆ
พี่น้องทั้งสองได้ฝากความประทับใจลึกซึ้งไว้ในใจของเจ้าหน้าที่สนามบินโดยไม่รู้ตัว พวกเธอนั่งอยู่ในรถม้า สายตาและท่าทางแฝงไปด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย
ลู่อวี๋กู้มองทิวทัศน์รอบ ๆ ที่คุ้นเคยแล้วหัวเราะออกมา “เรามาปรากฏตัวแบบดึงดูดสายตาแบบนี้ เขาคงจะดีใจมาก”
เขาที่ว่านี้ แน่นอนว่าหมายถึงลู่จัว
ลู่จินกู้หัวเราะเยาะเบา ๆ “ปล่อยให้เขาดีใจสักหน่อยก็แล้วกัน”
ทั้งสองมองหน้ากัน และลู่จินกู้ก็เห็นความกระตือรือร้นในแววตาของน้องสาว
ความรู้สึกเย้ยหยันพลันทวีคูณขึ้นมา พ่อคนหนึ่งต้องล้มเหลวขนาดไหน ถึงทำให้ลูกสาวรู้ว่าพ่อจะเจอเรื่องเลวร้าย แต่กลับไม่กังวล กลับรอคอยอย่างมีความหวังแทน?
แต่คนประเภทนี้มักไม่เคยโทษตัวเอง ลู่จัวก็คงจะคิดว่าทั้งหมดเป็นเพราะลูกสาวสองคนอกตัญญูแน่ ๆ
คฤหาสน์ตระกูลลู่ปรากฏอยู่ข้างหน้า แต่เดิมพื้นที่หลายร้อยเมตรก่อนถึงประตูคฤหาสน์เต็มไปด้วยดอกไม้ (จัดส่งจากบริษัทพาราไดซ์) และของประดับตกแต่งมากมาย แต่หลังจากได้รับแจ้งจากคนรับใช้ที่สนามบิน พ่อบ้านก็รีบจัดการเคลียร์ทางทันที
เพราะแขกคนอื่น ๆ มาด้วยรถยนต์แบบลอยตัว พื้นที่ที่ใช้ในการเคลื่อนที่บนถนนจึงมีไม่มาก การประดับตกแต่งเหล่านั้นจึงไม่ได้เป็นปัญหา
แต่ใครจะคาดคิดว่าคุณหนูใหญ่จะมาด้วยรถม้า… ต้องยอมรับว่าในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทพาราไดซ์ ลู่จินกู้สามารถหาสิ่งของที่เป็นเอกลักษณ์แบบนี้มาใช้ได้จริง ๆ
แม้จะได้รับแจ้งล่วงหน้าให้เคลียร์ทางไว้แล้ว แต่ด้วยระยะทางที่ไกลและงานที่ต้องทำเยอะมากทำให้เวลามีจำกัด ไหนจะรูปปั้นหนัก ๆ ที่ต้องใช้หุ่นยนต์ช่วยเคลื่อนย้ายอีก
พ่อบ้านกับคนรับใช้ของตระกูลลู่จึงเหนื่อยแทบตาย แต่สุดท้ายก็สามารถเคลียร์ทางให้รถม้าผ่านไปได้ แม้ว่าริมถนนจะดูไม่เรียบร้อยเท่าไหร่ก็ตาม มีทั้งกลีบดอกไม้ ใบไม้ที่กระจัดกระจาย และเศษของรูปปั้นบางชิ้นที่หลงเหลืออยู่ ซึ่งทำให้บรรยากาศดูหม่นหมองเล็กน้อย
กรีนลีฟในฐานะเอลฟ์ผู้รักธรรมชาติทนไม่ได้กับการทำลายพืชพันธุ์ เขามองดูซากดอกไม้ริมทางด้วยความโกรธที่ก่อตัวขึ้นเรื่อย ๆ
ลู่จินกู้มองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นริมถนนและเดาว่าเอลฟ์ผู้ทำหน้าที่เป็นสารถีคงจะไม่พอใจแน่ ๆ
เมื่อถึงเวลาลงจากรถ เธอจึงแอบแตะมือของเขาเบา ๆ เมื่อกรีนลีฟหันมามอง เธอก็ยิ้มปลอบใจและกระซิบว่า “อย่าโกรธเลย เดี๋ยวพวกเขาจะได้รับผลของมันเอง”
กรีนลีฟพยักหน้าเบา ๆ ความโกรธในดวงตาของเขาจางลงไปบ้าง
ในตอนนั้นเอง เหมือนกับที่สนามบินคาดการณ์ไว้ การปรากฏตัวอย่างสง่างามและทรงอำนาจของพี่น้องทั้งสองได้สร้างความตื่นตะลึงไปทั่ว
ชนชั้นสูงที่ปกติมักวางตัวสูงส่ง ไม่ค่อยแสดงอาการ ‘เฝ้ามอง’ อะไรต่อหน้าคนอื่น แต่ครั้งนี้พวกเขาทนไม่ไหว ต่างพากันออกมานอกอาคารเพื่อรับชมม้าสีดำสง่างาม และรถม้าประดับทองฝังหยกอย่างใกล้ชิด
แม้รถหรูจะดี แต่จะมีอะไรที่สง่างามเทียบเท่ากับขบวนนี้ได้?
ยิ่งไปกว่านั้น ม้าสีดำทั้งสี่ตัวที่งามสง่าและทรงพลัง ก็ดึงดูดความสนใจจากผู้ชายมากกว่ารถหรูที่ซ้ำซากจำเจ
ส่วนผู้หญิงนั้น ส่วนใหญ่มองไปยังพี่น้องทั้งสองคนมากกว่า
ลู่อวี๋กู้นั้นไม่ต้องพูดถึง เธอเป็นคนดังและมีทีมงานออกแบบเสื้อผ้าให้โดยเฉพาะ ชุดที่เธอสวมใส่ไม่เพียงแต่มีราคาสูง แต่ยังมีความงดงามอย่างยิ่ง
สำหรับลู่จินกู้ เครื่องประดับผมเตี้ยนชุ่ย*[2] บนศีรษะและการแต่งหน้าสไตล์โบราณ ทำให้ดวงตาของผู้หญิงหลายคนเป็นประกาย เสื้อคลุมที่เธอสวมก็ได้รับความสนใจอย่างมาก บางคนถึงกับตัดสินใจแล้วว่าจะสั่งตัดเสื้อคลุมแบบนี้ให้ได้
ลู่จินกู้ค่อย ๆ ปลดโบที่ผูกเสื้อคลุมออก จากนั้นยกขึ้นไปทางด้านหลัง กรีนลีฟช่วยรับเสื้อคลุมออกจากเธออย่างเหมาะเจาะ
รอบ ๆ บริเวณนั้นพลันเงียบสงัด ตามมาด้วยเสียงสูดหายใจเบา ๆ ของผู้คน
ที่แท้ภายใต้เสื้อคลุมของเธอ คือชุดหรูฉวิน*[3] แบบโบราณที่คัดเลือกวัสดุอย่างพิถีพิถัน เป็นผ้าชั้นดีจากร้านเสื้อผ้าชั้นนำในกลุ่มบริษัทพาราไดซ์ ซึ่งเรียกว่าผ้าแพรเมฆ
ผ้าชนิดนี้ในสมัยโบราณถือว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่มีราคาแพงลิบลิ่ว แม้ในยุคปัจจุบัน เมื่อไหร่ที่มันปรากฏตัวก็ยังคงสร้างความตะลึงงันให้กับทุกคน
ยิ่งไปกว่านั้น ผ้าแพรเมฆที่เธอสวมทอย้อมด้วยเส้นใยทองและเงินที่บางมาก ทำให้เกิดลวดลายที่ดูเงียบสงบ หากยืนนิ่งก็จะไม่เห็นอะไร แต่เมื่อขยับตัว ลวดลายจะสะท้อนแสงและเปล่งประกายเหมือนเกลียวคลื่น ดูสะดุดตาอย่างยิ่ง
ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังเพิ่มความโดดเด่นด้วยการคลุมชั้นนอกของชุดด้วยผ้าฝ้ายโปร่งบางสีจาง ๆ ทำให้เนื้อผ้าที่ดูหรูหราเหมือนกลุ่มเมฆบนท้องฟ้าเพิ่มความงามอันเลือนราง ราวกับภาพฝันที่ยากจะละสายตา
[1] เป็นทรงผมในยุคจีนโบราณ โดยจะรวบผมไปไว้ด้านหลังให้เรียบร้อย แบ่งช่อเป็นมวยสูงพุ่งขึ้นสองข้างให้มีรูปร่างเหมือนปีกโบยบิน และจะใช้เครื่องประดับมาเสียบยึดเพื่อตกแต่ง
[2] การใช้ขนนกกระเต็นสีฟ้าตัดเป็นชิ้นแล้วประดับลงบนโครงโลหะ ใช้ทำเครื่องประดับจำพวกปิ่น หรือหวีสับ
[3] เป็นชุดโบราณของสตรีจีนในยุคราชวงศ์ฮั่นและถัง มักใช้ในงานพิธีหรือโอกาสพิเศษในสมัยโบราณ