เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 175 น้ำตานางเงือก
บทที่ 175 น้ำตานางเงือก
กู้ตั๋วถอนสายตากลับไปและเอ่ยเสียงเรียบ “ไม่มีอะไร”
แต่ท่าทางแบบนั้นมันดูไม่เหมือนกับว่า ‘ไม่มีอะไร’ เลย ลู่จินกู้มองเขาแล้วถอนหายใจโล่งอกเล็กน้อย “ไม่ต้องห่วง ฉันจะไม่ไปยุ่งกับตระกูลแบล็กตามลำพังหรอก นอกจากเรื่องงานแล้วฉันก็ไม่คิดจะติดต่อกับพวกเขาแบบส่วนตัว”
แม้ว่าคำตอบนี้จะไม่ทำให้กู้ตั๋วพอใจเท่าไหร่ แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
ลู่จินกู้รินน้ำใส่แก้วแล้ววางไว้ข้างตัวเขาก่อนจะลุกขึ้น “ฉันต้องไปข้างนอกแล้ว โอกาสดี ๆ แบบนี้ที่จะโปรโมตบริษัทพาราไดซ์น่ะ ฉันไม่อยากพลาด”
“เดี๋ยวก่อน” กู้ตั๋วเรียกเธอไว้ก่อนที่จะออกไป แล้วหยิบของบางอย่างออกมาจากกระเป๋า
“นี่คืออะไรคะ?” ลู่จินกู้ถามขณะรับของมา
มันเป็นถุงผ้ากำมะหยี่ขนาดเล็ก เธอสัมผัสผ่านเนื้อผ้าบาง ๆ ได้ถึงวัตถุทรงกลมภายใน ขนาดประมาณลูกลำไย แต่กลับหนักผิดปกติจนเธอเกือบทำหลุดมือ
“ลองหยิบออกมาดูสิ”
คำว่า ‘หยิบ’ ทำให้ลู่จินกู้เชื่อมโยงกับความคิดบางอย่าง ดวงตาของเธอสว่างวาบขึ้นด้วยความตื่นเต้น แล้วเธอก็พลิกถุงให้วัตถุภายในกลิ้งลงบนฝ่ามือ
ลูกแก้วสีน้ำเงินเข้มกลิ้งออกมา พร้อมกับเสียงในหัวที่คุ้นเคยดังขึ้นมาในทันที
[ตรวจพบเงื่อนไขการก่อสร้างสิ่งมหัศจรรย์ ‘แอตแลนติส’ พร้อมใช้งาน คุณต้องการเริ่มภารกิจก่อสร้าง ‘แอตแลนติส’ หรือไม่?
[ใช่/ไม่]
เธอรู้สึกตื่นเต้นมาก มันเป็นหนึ่งในวัสดุสำคัญที่เธอกำลังตามหา!
กู้ตั๋วมองสีหน้าของเธอและรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในอารมณ์ของลู่จินกู้ เขาถอนหายใจเล็กน้อยด้วยความโล่งอก และถามขึ้นว่า “ใช้ได้ไหม?”
“ได้สิ! ได้แน่นอน!” ลู่จินกู้ตอบด้วยความตื่นเต้น
สิ่งนี้ทำให้เธอมีวัสดุครบห้าชิ้นสำหรับสิ่งมหัศจรรย์ที่กำลังจะสร้าง การก้าวไปสู่ภารกิจระดับห้าของเธอก็ใกล้เข้ามาอีกก้าวหนึ่งแล้ว
หากไม่ใช่เพราะเธอยังอยู่ในงานเลี้ยง เธอคงรีบออกไปเริ่มต้นสร้างทันที
ลู่จินกู้พยายามสงบสติอารมณ์หลังจากความตื่นเต้นที่ได้พบกับวัสดุสำคัญ เธอเก็บลูกแก้วสีน้ำเงินอย่างระมัดระวัง แล้วถามกู้ตั๋วด้วยความสงสัย “นี่มันคืออะไร?”
“น้ำตานางเงือก” กู้ตั๋วตอบ
น้ำตานางเงือก?
ลู่จินกู้ตกใจ นี่มันไม่ใช่ไข่มุกหรอกหรือ? แต่ทำไมน้ำตานางเงือกถึงได้หนักขนาดนี้!
ตามตำนานกล่าวว่า น้ำตานางเงือกเป็นไข่มุกที่ก่อตัวขึ้นจากน้ำตาของนางเงือก แต่เธอนึกไม่ออกเลยว่าน้ำตาแบบไหนที่จะหนักได้ขนาดนี้
เมื่อเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความงุนงงของเธอ กู้ตั๋วเองก็สงสัยและถามกลับ “มีอะไรผิดปกติเหรอ?”
“ก็… ไม่ถึงกับผิดหรอกค่ะ” เธอตอบกลับพร้อมรอยยิ้มแห้ง ๆ “แค่ไม่ค่อยเหมือนกับในตำนานน่ะ”
กู้ตั๋วไม่ได้สนใจมากนัก เขาอธิบายถึงที่มาของน้ำตานางเงือก “ในอดีต ก่อนที่สิ่งมีชีวิตโบราณจะสูญพันธุ์ สหพันธ์เคยต้อนรับชนเผ่าหนึ่งที่เรียกว่า ‘เผ่านางเงือก’ พวกเขาส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่ในน้ำ และน้อยครั้งมากที่จะขึ้นมาบนบก น้ำตานางเงือกนี้คือผลิตผลเฉพาะของพวกเขา แต่หลังจากสิ่งมีชีวิตโบราณสูญพันธุ์ แหล่งน้ำก็ลดน้อยลงตามไปด้วย ทำให้จำนวนของพวกเขาลดลงอย่างรวดเร็ว”
ลู่จินกู้เบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น “แล้วตอนนี้พวกเขาอาศัยอยู่ที่ไหนคะ?”
สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น ราวกับว่าเธอเขียนคำว่า ‘ฉันอยากไปดู’ ไว้บนหน้า
กู้ตั๋วยักไหล่ “ตอนนี้แทบจะไม่มีนางเงือกสายเลือดบริสุทธิ์เหลืออยู่แล้ว พวกเขามีระบบย่อยอาหารที่อ่อนแอมาก และประสาทสัมผัสก็ไวเกินไป ทำให้ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับมลพิษที่เพิ่มขึ้นได้”
“สูญพันธุ์แล้วเหรอ?” ลู่จินกู้ถามด้วยความรู้สึกเสียดายที่ไม่สามารถได้เห็นสิ่งมีชีวิตในตำนาน
“ยังไม่ถึงขั้นสูญพันธุ์ แต่ก็ใกล้แล้วละ” กู้ตั๋วตอบพร้อมถอนหายใจ “ตอนนี้ยังมีนางเงือกบางส่วนอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำประดิษฐ์ที่สหพันธ์สร้างขึ้นสำหรับพวกเขา แต่จำนวนประชากรของพวกเขาน้อยมาก การสืบพันธุ์ระหว่างพวกเดียวกันแทบจะเป็นไปไม่ได้ ส่วนใหญ่พวกเขาต้องผสมข้ามสายพันธุ์ จริง ๆ แล้ว คนที่อยู่ใกล้ตัวเธอคนหนึ่งก็เป็นลูกครึ่งนางเงือก และน่าจะเป็นคนที่โด่งดังที่สุดในสหพันธ์”
พอได้ยินคำว่า ‘คนที่โด่งดังที่สุด’ หลอดไฟก็สว่างวาบขึ้นในหัวของลู่จินกู้ เธอถามด้วยความประหลาดใจ “หรือว่า… อิซาเบลล่า?”
กู้ตั๋วพยักหน้ารับ “ใช่แล้ว”
ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าดาราชื่อดังซึ่งเป็นที่ยอมรับในด้านความงามทั่วทั้งจักรวาล จะกลายเป็นลูกครึ่งเผ่านางเงือก
แต่พอมานึกถึงใบหน้าที่งดงามอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ น้ำเสียงที่ไพเราะดึงดูดใจ และท่วงท่าที่อ่อนช้อยแล้ว ก็ไม่น่าแปลกใจเลยที่เธอจะมีเชื้อสายจากเผ่านางเงือก
“พ่อของอิซาเบลล่าเป็นเผ่านางเงือก ถ้าเธออยากรู้มากกว่านี้ ก็ลองไปถามดูสิว่าจะมีโอกาสไปเยี่ยมพวกเขาได้หรือเปล่า”
ลู่จินกู้แสดงความสนใจอย่างยิ่ง รีบพยักหน้ารับและบอกว่าจะไปสอบถามเรื่องนี้ทันทีหลังจากจัดการเรื่องในงานเสร็จ
ข้อมูลเกี่ยวกับน้ำตานางเงือกและเผ่านางเงือกทำให้เธอเบี่ยงเบนความสนใจไปจากเรื่องในงานเลี้ยง จนเธอแทบลืมไปเลยว่าจะต้องกลับไปที่งาน อีกทั้งเธอก็ไม่ได้สังเกตเลยว่ากู้ตั๋วนั้นมีรอยยิ้มแฝงอยู่ในแววตาขณะจ้องมองเธอ
ภายในงานเลี้ยง
ท่าทางรีบร้อนเป็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่งในงานเลี้ยงเช่นนี้ ยิ่งตระกูลชนชั้นสูงที่มีรากฐานมายาวนานยิ่งเข้มงวดเรื่องมารยาท การที่คนรับใช้ของตระกูลลู่วิ่งเข้ามาเช่นนี้ทำให้หลายคนไม่พอใจและแสดงออกผ่านการขมวดคิ้ว
ลู่จัวเองก็รู้สึกโกรธ แต่เขาอดทนรอฟังข่าวจากคนรับใช้ที่เข้ามาหาเขา
ภายในงานเลี้ยง ผู้คนเริ่มหมดความสนใจไปบ้างแล้ว เพราะแม้ว่าอาหารและเครื่องดื่มของตระกูลลู่จะดีเพียงใด แต่สิ่งที่พวกเขารอคอยคือการพบลู่จินกู้ ผู้เป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นสำคัญของบริษัทพาราไดซ์ และกู้ตั๋ว แต่ทั้งคู่กลับหายไปนาน
แทนที่ทุกคนจะสนใจตระกูลลู่ตามที่ลู่จัวคาดหวัง พวกเขากลับแยกย้ายออกเป็นกลุ่มเล็ก ๆ แยกไปตามระดับของชนชั้น การแบ่งแยกระหว่างกลุ่มชนชั้นสูงที่มีฐานะสูงและต่ำมีความชัดเจนเหมือนกับกำแพงที่หนาและแข็งแกร่ง แม้บางคนจะมาเพราะสนใจบริษัทพาราไดซ์ แต่เมื่อเจ้าภาพหลักอย่างลู่จินกู้ไม่อยู่ พวกเขาก็กลับไปเข้ากลุ่มกับคนในวงสังคมของตน
หลายคนเริ่มหมดความอดทน แต่ไม่มีใครกล้าพูดออกมาตรง ๆ โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าลู่จินกู้ไปกับกู้ตั๋ว ซึ่งเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลในสหพันธ์ และไม่มีใครกล้าส่งคนไปเร่งทั้งคู่
ขณะนั้นเอง วาเลนติน แบล็กซึ่งดูเหมือนจะเป็นคนเดียวที่มีอำนาจพอที่จะท้าทายกู้ตั๋วก็ยังคงนั่งสบายใจอยู่ในงาน ไม่ได้มีท่าทีว่าจะทำอะไรเพิ่มเติม ความนิ่งเฉยของเขาทำให้คนอื่น ๆ ในงานไม่กล้าที่จะเข้าไปเร่ง
เวลาผ่านไป ความกระวนกระวายในงานก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ หลายคนลังเลระหว่างการตัดสินใจว่าจะกลับหรือจะรอต่อไป
จนกระทั่งคนรับใช้รีบวิ่งเข้ามาหาลู่จัวจนดึงดูดความสนใจของทุกคน สายตาของแขกทั้งหลายต่างจับจ้องมาที่พวกเขา รอฟังว่าจะมีเหตุการณ์ใดที่เปลี่ยนแปลง
การที่คนรับใช้วิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อนแทบจะเป็นการประกาศให้ทุกคนเห็นถึงความบกพร่องทางมารยาทของตระกูลลู่ หากไม่ใช่เพราะคนรับใช้คนนี้ทำงานที่ตระกูลลู่มานานหลายปีและรู้ความลับมากมาย ลู่จัวคงไล่เขาออกไปแล้ว
แต่เมื่อคนรับใช้กระซิบอะไรบางอย่างข้างหูลู่จัว ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนสีทันที หลังจากพูดเพียงแค่ “ขอตัวสักครู่” เขาก็รีบออกจากงานเลี้ยงไป แม้จะพยายามเดินอย่างมั่นคง แต่ความเร่งรีบในท่าทางก็ยังเผยให้เห็นได้ชัด
แขกในงานพยายามไม่แสดงท่าทีอะไรออกมา แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความสงสัย หลายคนเริ่มกระซิบกระซาบถามไถ่กันเบา ๆ ว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น
ลู่เหนี่ยนเจิ้นเองก็ประหลาดใจ ก่อนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้
เธอรีบเดินไปที่หน้าต่างและพยายามมองออกไปข้างนอก แต่ระยะทางจากคฤหาสน์ไปยังบ้านเก่าที่ถูกทิ้งร้างนั้นไกลเกินกว่าจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
เธอจึงไม่เห็นอะไรเป็นพิเศษ นอกจากรถลอยฟ้าคันหนึ่งที่ลอยออกไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งดูเหมือนจะมุ่งหน้าไปยังบ้านเก่าที่ถูกทิ้งร้าง
เมื่อนึกถึงแผนการที่ลู่จินกู้และลู่อวี๋กู้วางไว้ เธอพลันรู้สึกใจหนักขึ้นมา แต่ก็มีแสงแห่งความหวังวาบขึ้นในใจ
นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ลู่จัวทิ้งเธอไว้ที่คฤหาสน์เพียงลำพัง แถมยังมีผู้คุ้มกันที่ลูกสาวจัดเตรียมไว้ให้ นี่เป็นโอกาสที่ดีทั้งในด้านเวลา สถานที่ และผู้คน ซึ่งเธอไม่เคยได้รับมันมาก่อน
เธอหันมองไปยังมุมที่คนรับใช้ยืนอยู่ และส่งสัญญาณให้คนหนึ่งเข้ามา
ทันใดนั้น คนรับใช้ที่ถือถาดเครื่องดื่มก็เดินเข้ามาใกล้ และเมื่อเธอหันตัวในจังหวะที่พอดี เครื่องดื่มทั้งห้าถ้วยบนถาดก็หกใส่เธอทันที
เสียงกรีดร้องสั้น ๆ ดังขึ้น ดึงดูดความสนใจจากแขกในงาน ทุกคนหันมามองลู่เหนี่ยนเจิ้นในสภาพที่เปียกโชก
สตรีหลายคนในงานรีบเปิดพัดขึ้นมาบังหน้าตัวเองไว้ ราวกับจะปิดบังความรู้สึกดูถูกในแววตาของพวกเธอ
“เฮ้อ พวกตระกูลเล็ก ๆ ที่ไม่ได้มาตรฐานจริง ๆ คนรับใช้ถึงได้ซุ่มซ่ามทำเรื่องน่าอายแบบนี้”