เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 176 ความรู้สึกที่เปลี่ยนไป
บทที่ 176 ความรู้สึกที่เปลี่ยนไป
ลู่เหนี่ยนเจิ้นเองก็รู้สึกไม่พอใจ เธอมองคนของลู่จัวด้วยสีหน้าเย็นชาและเอ่ยด้วยความโกรธ “ตามฉันมา”
คนของลู่จัวตัวสั่นเทา รีบเดินตามหลังเธอออกจากงานเลี้ยง
ในห้องจัดเลี้ยงนั้นยังมีสายของลู่จัวคอยเฝ้าดูอยู่ แม้ว่าเขาจะไม่ได้สั่งอะไรก่อนออกไป แต่ทุกคนก็รู้ดีว่าลู่จัวระวังตัวกับลู่เหนี่ยนเจิ้นมาตลอด พวกเขาจึงรีบเข้ามาติดตามเธอ เพื่อป้องกันไม่ให้เธอทำอะไรโดยพลการ
ลู่เหนี่ยนเจิ้นมองพวกเขาด้วยสายตาเย็นชาและเอ่ยอย่างไม่รีบร้อนว่า “ฉันต้องกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เจ้าภาพของงานจะไม่อยู่ในงานเลี้ยงได้ยังไง? พวกนายเป็นคนใกล้ชิดของสามีฉัน ควรอยู่ดูแลแขกในงาน ถ้ามีอะไรที่ทำให้ตระกูลลู่ต้องอับอาย พวกนายก็รู้ดีว่าเขาจะโกรธมากขนาดไหน”
คำพูดของเธอทำให้คนของลู่จัวชะงักไปทันที พวกเขารู้ดีว่าลู่จัวคาดหวังกับงานนี้มากแค่ไหน และจะไม่ยอมให้มีเรื่องผิดพลาดเกิดขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น หากทั้งลู่จัวและลู่เหนี่ยนเจิ้นไม่อยู่ในงานแล้วไม่มีใครคอยควบคุมสถานการณ์ งานเลี้ยงคราวนี้คงจะเสียหายอย่างยิ่ง แขกที่เริ่มเบื่อหน่ายอาจรู้สึกว่าถูกดูหมิ่นและตัดสินใจลุกออกไปทันที
และหากลู่จัวกลับมาแล้วพบว่างานเลี้ยงว่างเปล่า พวกเขาคงต้องเผชิญกับความโกรธของเจ้านายแน่นอน
เมื่อคิดได้เช่นนั้น คนของลู่จัวก็ยืนนิ่ง ปล่อยให้ลู่เหนี่ยนเจิ้นออกไปจากงานเลี้ยง
เธอตรงไปยังห้องทำงานของลู่จัว พร้อมกับภาวนาในใจว่าจะหา ‘สิ่งนั้น’ เจอ
ขณะที่แม่ของเธอฉวยโอกาสลงมือ ลู่จินกู้ก็กำลังพิงขอบหน้าต่างอยู่ เธอเพิ่งได้รับรายงานว่า ‘การดำเนินการได้เริ่มต้นแล้ว’ จึงรู้สึกตกใจที่รู้ว่าตัวเองคุยกับกู้ตั๋วนานเกินไปจนถึงเวลาที่กำหนดไว้สำหรับการลงมือ
ตอนนี้การกลับไปยังห้องจัดเลี้ยงคงไม่มีความหมายอีกต่อไปแล้ว
หน้าต่างที่เธอยืนอยู่มองเห็นไปยังบ้านเก่าที่ถูกทิ้งร้างพอดี เธอเห็นรถลอยฟ้าที่ขับออกไปด้วยความเร่งรีบ ซึ่งเธอจำได้ทันทีว่ามันคือรถของลู่จัว รถคันนี้มีการออกแบบและอุปกรณ์เหมือนกับรถของชนชั้นสูงตระกูลใหญ่คันหนึ่ง
ลู่จินกู้มองออกไปนอกหน้าต่างอย่างครุ่นคิด เธอรู้ว่าลู่จัวออกจากบ้านไปแล้ว หลังจากคิดทบทวน เธอก็ยิ้มบาง ๆ แล้วพูดว่า “ฉันมีเรื่องต้องทำ คุณพักผ่อนเถอะค่ะ”
แต่กู้ตั๋วกลับลุกขึ้นทันที แล้วเอ่ยสั้น ๆ ว่า “ฉันไม่เป็นไรแล้ว” ท่าทีของเขาแสดงออกชัดเจนว่าเขาพร้อมจะไปด้วย
ลู่จินกู้ยิ้มบาง ๆ ไม่ได้ปฏิเสธอะไร
พวกเขาออกจากห้องไปด้วยกัน
เพราะงานเลี้ยงมีความสำคัญ คนรับใช้ในตระกูลลู่ต่างก็พากันไปคอยดูแลแขกในห้องจัดเลี้ยง ทำให้ทางเดินในส่วนอื่น ๆ ของที่นี่ดูเงียบสงบเป็นพิเศษ
ด้วยความที่ลู่จินกู้เคยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาหลายปี จึงรู้ทางเดินในบ้านนี้ดีมาก เธอพากู้ตั๋วเดินผ่านห้องต่าง ๆ อย่างคล่องแคล่ว ผ่านบันไดลับสองแห่ง และมาถึงส่วนหลังของคฤหาสน์อย่างรวดเร็ว
ส่วนนี้เป็นพื้นที่ส่วนตัวของตระกูลลู่ ไม่ได้เปิดให้แขกเข้ามา และคนรับใช้ส่วนใหญ่ก็ถูกส่งไปทำงานในห้องจัดเลี้ยงแล้ว ทำให้ที่นี่เงียบสงบจนได้ยินเสียงหายใจชัดเจน
กู้ตั๋วไม่ได้ถามว่าเธอคิดจะทำอะไร เพียงแต่เดินตามไปเงียบ ๆ จนกระทั่งเมื่อพวกเขาเดินมาถึงมุมหนึ่งในขณะที่เธอกำลังจะเลี้ยว เขาก็ยื่นมือมาดึงเธอไว้ทันที
ลู่จินกู้ถูกดึงตัวกลับมา ทั้งสองชนกันเล็กน้อย แต่ก่อนที่เธอจะพูดอะไร เธอก็ได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาใกล้
พวกเขายืนอยู่ที่มุมทางเดินรูปตัว L โดยที่ปลายทางไม่มีห้อง แต่มีแท่นหินและรูปปั้นครึ่งตัววางประดับอยู่ ซึ่งหากต้องการหลบซ่อน ก็คงต้องแอบหลังรูปปั้นนี้เท่านั้น
ช่างเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบาก เสียงคนที่เดินมาพูดคุยกันอย่างต่อเนื่องและไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ลู่จินกู้สงสัยว่าพวกเขาน่าจะมุ่งหน้าไปยังห้องแถวนี้
หากพวกเขาทั้งคู่เบียดตัวให้ชิดกันมากพอ ก็อาจจะไม่ถูกพบเห็น
ลู่จินกู้ยังมีงานที่ต้องทำและไม่อยากให้แผนล้มเหลวกลางทาง เธอจึงพยายามหดตัวให้เล็กที่สุด
ลู่จินกู้ไม่ทันรู้ตัวว่าด้านหลังของเธอไม่ใช่กำแพง แต่เป็นกู้ตั๋ว การขยับของเธอจึงกลายเป็นการเบียดเข้าไปในอ้อมอกของเขาโดยไม่รู้ตัว
เธอไม่เคยทำเรื่อง ‘หลบซ่อน’ แบบนี้มาก่อน ยามนี้จึงเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและกังวลว่าจะถูกพบเห็นหรือไม่ ไม่ทันได้สังเกตถึงสีหน้าแปลก ๆ ของกู้ตั๋ว
เธอยังเอ่ยเบา ๆ ว่า “ขอโทษ”
ขอโทษที่ใช้เขาเป็นกำแพงโดยไม่ได้ตั้งใจ
เธอไม่ทันสังเกตเลยว่าร่างของกู้ตั๋วถึงกับแข็งเกร็งขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
แม้ว่านี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขามีการสัมผัสทางกาย เพราะครั้งแรกที่พบกัน เธอเคยหมดสติไปและถูกกู้ตั๋วอุ้ม แต่ความรู้สึกครั้งนี้กลับต่างออกไปอย่างชัดเจน
กู้ตั๋วพิงกำแพงเงียบ ๆ สายตาของเขาจ้องมองหญิงสาวที่ตัวเตี้ยกว่าเขาหนึ่งศีรษะ ทรงผมของเธอที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน มวยผมสูงที่ประดับด้วยเครื่องประดับเพิ่มความสง่างาม ลดความสูงของพวกเขาลงไปเล็กน้อย จนทำให้ผมของเธอสัมผัสกับแก้มของเขาแผ่วเบาเป็นบางครั้ง
เครื่องประดับสีสันสดใสที่เธอสวมใส่ขูดผ่านผิวของเขา ทิ้งร่องรอยบางเบาไว้ แต่มันกลับไม่ได้ทำให้รู้สึกเจ็บ
กลับกัน เขารู้สึกเหมือนหัวใจถูกข่วนเบา ๆ ด้วยอะไรบางอย่าง เกิดความรู้สึกที่ยากจะบรรยายขึ้นมา
เสียงพูดคุยดังเข้ามาใกล้มากขึ้น ลู่จินกู้ที่ตื่นเต้นและกังวลก็พยายามหดตัวให้เล็กลงและเบียดชิดเข้าไปอีก
ทว่าทันใดนั้นเธอก็รู้สึกถึงแรงกดที่ไหล่ ร่างของเธอถูกดึงอย่างแรงและหมุนตัวกลับไปอย่างไม่รู้ตัว
จากท่าที่เบียดแผ่นหลังเข้ากับหน้าอกของเขา ตอนนี้กลับกลายเป็นการถูกกอดแนบแน่นในอ้อมแขนของกู้ตั๋ว
กู้ตั๋วใช้มือข้างหนึ่งกดศีรษะของเธอไว้ ขณะที่อีกข้างกอดเอวของเธอไว้แน่น ทำให้เธอไม่สามารถขยับตัวได้
เขาก้มศีรษะลงมาใกล้ ทำให้เธอรู้สึกถึงลมหายใจอุ่น ๆ ที่หู และเสียงที่เขากระซิบเบา ๆ ว่า “อย่าขยับ พวกเขาจะได้ไม่เห็นเรา”
ต่อให้เขาจะไม่พูดคำนี้ ลู่จินกู้ก็ไม่กล้าขยับตัวอยู่ดี
ตอนนี้เธอถูกปกคลุมด้วยกลิ่นอายเย็นชาที่เป็นเอกลักษณ์ของกู้ตั๋ว ราวกับสมองของเธอหยุดทำงานไปทันที เสียงหึ่ง ๆ ในหัวทำให้เธอไม่อาจคิดอะไรต่อไปได้
เสียงพูดคุยที่ใกล้เข้ามานั้นหยุดลงไม่ไกลจากพวกเขา จากนั้นเสียงเปิดและปิดประตูก็ดังขึ้น คนพวกนั้นเข้าไปในห้องที่อยู่ใกล้ ๆ พวกเขาจริง ๆ
ลู่จินกู้พยายามวิเคราะห์สถานการณ์นี้ แต่ความคิดของเธอกลับถูกดึงไปยังเสียงกระซิบที่อยู่ข้างหูของเธออย่างต่อเนื่อง
หลังจากนั้น ลู่จินกู้ก็เพิ่งรู้ตัวว่าสิ่งที่เธอได้ยินไม่ใช่เสียงอะไรอื่น แต่มันคือเสียงหัวใจของกู้ตั๋วที่เต้นอยู่ใกล้ ๆ
เธอกำลังแนบชิดอยู่กับแผ่นอกของเขา สัมผัสได้ถึงการเต้นของหัวใจที่แรงและสม่ำเสมอ แผ่นอกของเขาขยับขึ้นลงตามจังหวะของหัวใจ
เมื่อรู้ตัวว่าตัวเองกำลังเผลอนับจังหวะการเต้นของหัวใจอีกฝ่าย ลู่จินกู้ก็หน้าแดงซ่านขึ้นมาทันที
‘แย่จริง! เขาก็แค่ทำเพื่อให้เราหลบพ้นจากสถานการณ์นี้ แต่ฉันดันทำอะไรลงไปเนี่ย!’
เมื่อคิดได้ดังนั้น เธอก็รีบดันตัวเองออกจากอ้อมกอดของกู้ตั๋ว ความรู้สึกอับอายทำให้เธอไม่กล้ามองหน้าเขา ได้แต่รีบพูดว่า “ไปกันเถอะ”
จากนั้นก็หันหลังแล้ววิ่งหนีออกไปทันที
ลู่จินกู้ไม่ทันได้สังเกตว่า กู้ตั๋วยังคงยืนมองเธอที่วิ่งหนีไปด้วยแววตาลึกซึ้งอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเดินตามไปอย่างไม่รีบร้อน
ขณะที่เดินตามเธอ เขาเปิดอุปกรณ์สื่อสารขึ้นมาและส่งข้อความหนึ่งออกไป
“นายพูดถูก ความรู้สึกของฉันเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว”