เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 134 นี่คือเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันของท่านปู่!
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 134 นี่คือเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันของท่านปู่!
ตอนที่ 134 เป็นเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันของท่านปู่!
เจียงเจี่ยนหาได้หวั่นกลัวต่อการข่มขู่ของบุรุษอาภรณ์ม่วงที่อยู่ตรงหน้า เขายกง้าวสามแฉกสองคมขึ้นมาชี้ไปยังบุรุษอาภรณ์ม่วงที่อยู่กลางอากาศ แค่นเสียงกล่าวว่า “ในเมื่อเป็นดังนี้ เช่นนั้นก็ให้พวกเราได้สัมผัสกับความแข็งแกร่งของขั้นจักรวาลสักคราวเถิด!” เขากระโดดขึ้นไปทันที พุ่งง้าวเข้าใส่บุรุษอาภรณ์ม่วงด้วยความเร็วสุดขีด!
บุรุษอาภรณ์ม่วงสะบัดพัดคลี่ออกด้วยมือข้างเดียวและรับคมง้าวของเขาได้อย่างสบายๆ พร้อมกับโบกพัดขึ้น สีหน้าของเจียงเจี่ยนเปลี่ยนไปทันใด ร่างกายถูกพัดให้กระเด็นออกไปโดยไม่สามารถควบคุมได้
ผัวะ! บุรุษอาภรณ์ม่วงเตะเข้าที่เอวของเจียงเจี่ยน ลูกเตะนี้ทำให้เจียงเจี่ยนกระเด็นออกไปเหมือนลูกศรที่พุ่งจากสายธนู ก่อนกระแทกเข้ากับภูเขาสูงที่อยู่ห่างออกไปหลายลี้ กระแทกจนภูเขาสั่นสะเทือนฝุ่นคลุ้งไปทั่ว
ผิงอันเหวี่ยงค้อนเข้ามาพร้อมคำรามด้วยโทสะ ค้อนคู่มาพร้อมกับพละกำลังนับหมื่นจวินแต่กลับถูกบุรุษอาภรณ์ม่วงหลบไปได้อย่างง่ายดาย เขาใช้มือซ้ายตบไปบนแผ่นหลังของผิงอันด้วยความรวดเร็ว ผิงอันราวกับถูกภูเขาไท่ซานกดทับ ร่วงลงสู่พื้นเร็วกว่าเดิม
ตู้ม… เสียงระเบิดกลางอากาศดังขึ้น บุรุษอาภรณ์ม่วงหันหน้าไปมอง จำต้องหวั่นไหวเล็กน้อย เห็นเพียงเจียงเจี่ยนเหินเข้ามาอีกครั้ง ข้างหลังเขามีร่างเงารางๆ เป็นแสงสีทองที่มีสามเศียรหกกร ในมือถืออาวุธต่างกันออกไป ร่างอาคมยอดยุทธ์!
เจียงเจี่ยนกุมง้าวด้วยสองมือและฟันลงอย่างโกรธเกรี้ยว ร่างอาคมยอดยุทธ์ชูอาวุธทั้งหกขึ้นสูงพร้อมกันและฟันออกไปโจมตีด้วยกำลังที่แข็งแกร่งเป็นที่สุด ปราณง้าวสีทองยาวนับร้อยจั้งฟันเข้าใส่บุรุษอาภรณ์ม่วงด้วยความเร็วสุดขีด แต่บุรุษอาภรณ์ม่วงก็ยังใช้ลมปราณของตนสร้างเป็นเกราะกำบังและต้านทานไว้ได้อยู่อย่างง่ายๆ
เจียงเจี่ยนหายตัวไป อึดใจต่อมาก็มาปรากฏตัวอยู่ข้างหลังบุรุษอาภรณ์ม่วง เขาตระหนกอยู่น้อยๆ พร้อมกันนั้นลมปราณก็พุ่งออกจากฝ่ามือหวังจะฉวยโอกาสลงมือ ในเวลานี้เองเขาก็พลันรู้สึกขึ้นมาว่าลมปราณถูกตัดขาดและถูกดีดกลับมา โครม! บุรุษอาภรณ์ม่วงถูกซัดออกไป เสื้อผ้าโบกสะบัดเสียงดัง เขาจ้องเจียงเจี่ยนด้วยความประหลาดใจและถามว่า “นี่คือยอดเคล็ดวิชาใด”
เจียงเจี่ยนแค่นเสียงเย็นตอบ “วิชาเทพมหาวัฏสวรรค์!” มือขวาของเขาที่กุมง้าวสามแฉกสองคมอยู่สั่นเทิ้ม พลังยุทธ์ของอีกฝ่ายช่างแข็งแกร่งเหลือเกิน แม้เขาจะเข้าโจมตีด้วยวิชาเทพมหาวัฏสวรรค์ก็ยังไม่อาจทำร้ายถึงตัวคนผู้นั้นได้ ใจเขาราวกับตกลงก้นเหว เมื่อต้องเผชิญหน้ากับขั้นจักรวาล เขากับผิงอันก็เป็นเหมือนกับเด็กเล็กๆ มิใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่ายแต่อย่างใด ต่างกันมากเกินไป!
บุรุษอาภรณ์ม่วงยกสองแขนสูงขึ้น ปรากฏร่างเงาของภูผาธารน้ำลอยอยู่ข้างหลังเขา เปี่ยมไปด้วยความอุดมสมบูรณ์คล้ายกับเป็นอีกดินแดนหนึ่งที่ลอยอยู่เบื้องหลังเขา พร้อมทั้งขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ยึดครองแผ่นฟ้าไปครึ่งหนึ่ง เจียงเจี่ยนเงยหน้ามองเขาทั้งขมวดคิ้วแน่น
“พวกเจ้ามีคุณสมบัติที่แข็งแกร่งจริงๆ โดยเฉพาะเจ้า เจ้าหนุ่มสามตา ทว่าในเมื่อพวกเจ้าไม่ยอมศิโรราบ ข้าก็ได้แต่ต้องส่งพวกเจ้าไปตาย จงสัมผัสกับพละกำลังของขั้นจักรวาลเถิด ชาตินี้พวกเจ้านับว่าตายอย่างไม่เสียดายแล้ว!” บุรุษอาภรณ์ม่วงมองลงมาที่เจียงเจี่ยนด้วยสายตาเย็นเยียบ
ผิงอันรุกเข้าไปอีกครั้งแต่ถูกเจียงเจี่ยนขวางเอาไว้ เขาดึงตัวผิงอันให้หันหลังหนีไป “ไม่ต้องสู้แล้ว รีบหนี!” เจียงเจี่ยนตะโกน ผิงอันพยักหน้า ทั้งสองคนเหินออกไปอย่างรวดเร็ว
บุรุษอาภรณ์ม่วงมองแผ่นหลังของพวกเขาขณะหนีไปพร้อมเผยรอยยิ้มเยาะ พึมพำว่า “ฟ้าดินเป็นกรงขัง พวกเจ้าจะหนีไปที่ใด” เขาโบกพัดในมือขวา ฟ้าดินเหินเข้าหาพวกเจียงเจี่ยนอย่างรวดเร็ว เป็นความเร็วที่เหนือกว่าพวกเขา ขณะที่กำลังเหาะเหินไปภาพจำลองฟ้าดินก็ยังขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เจียงเจี่ยนหันหน้าไปมอง จำต้องผวาเหลือกำลัง เร็วเหลือเกิน! แม้เขาจะเหินไปอย่างสุดกำลังแต่ก็ยังถูกภาพจำลองฟ้าดินที่อยู่เบื้องหลังย่นระยะทางเข้ามาเรื่อยๆ ที่สาหัสกว่านั้นคือมีแรงดูดมหาศาลคอยดึงตัวเขาอย่างบ้าคลั่ง หวังจะดูดกลืนเขาเข้าไปในภาพจำลองฟ้าดินนั้น ผิงอันก็ต้องกัดฟันแน่นเช่นกัน ทั้งสองเหาะเหินอยู่ข้างกัน
ในขณะที่เจียงเจี่ยนกำลังจะสิ้นหวัง ทันใดนั้นเขาก็มองเห็นลำแสงแรงกล้าปรากฏขึ้นที่สุดปลายขอบฟ้าข้างหน้า และทวีความเร็วขึ้นเรื่อยๆ ที่แท้มันกำลังพุ่งมาหาพวกเขา คนทั้งสองเบิกตากว้าง ยังไม่ทันตั้งตัวได้ลำแสงนั้นก็โฉบผ่านเหนือศีรษะพวกเขาไป ลำแสงแรงกล้าทำให้ฟ้าดินตรงหน้าพวกเขาไร้ซึ่งสีสัน พวกเขายังไม่ทันหันหน้ากลับมาก็เกิดเสียงลมจากการระเบิดรุนแรงดังมาจากข้างหลังและทำให้พวกเขากระเด็นออกมา ภาพจำลองฟ้าดินถูกลำแสงแรงกล้าเข้าโจมตีจนแตกกระจาย และพุ่งต่อเข้าไปโจมตีบุรุษอาภรณ์ม่วง
บุรุษอาภรณ์ม่วงหน้าถอดสี รีบหลบและหันหลังหนีจากไปทันใด โครมคราม… ลำแสงขนาดมหึมาระเบิดออกทันตา แสงแรงกล้าปกคลุมพื้นที่เป็นรัศมีหลายร้อยลี้ หมุนม้วนฟ้าดินอย่างบ้าคลั่ง ทำให้ภูผาธารน้ำสั่นสะเทือน ต้นไม้นับไม่ถ้วนถูกพัดจนล้มโค่นหรือกระทั่งถูกถอนขึ้นมาจากดิน
บุรุษอาภรณ์ม่วงแอบโล่งใจ โชคดีที่ไหวตัวทัน หาไม่ก็จะต้องถูกลำแสงนั้นยิงใส่เอา… ทว่าเขาก็ต้องสั่นสะท้านเพราะสัมผัสได้ว่าลำแสงเมื่อครู่นี้มีพละกำลังน่าหวาดกลัวอย่างยิ่งอยู่ภายใน มรรคาจารย์! ขั้นถ้ำสวรรค์! มิน่าเล่าถ้ำสวรรค์สำแดงเดชจึงได้ละทิ้งทวีปชีพจรมังกร บุรุษอาภรณ์ม่วงคิดอยู่เงียบๆ เพิ่งคิดจบ เขาก็พลันสัมผัสได้ถึงบางสิ่งจึงรีบหันหน้าไปมอง อึใจต่อมาสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างรุนแรง เห็นเพียงมีลำแสงขนาดมหึมายิงมาอีกครั้ง คราวนี้รวดเร็วยิ่งกว่า อานุภาพรุนแรงยิ่งกว่า!
รวดเร็วเกินไปแล้ว! ช่วยด้วย! หลบไม่ทัน! บุรุษอาภรณ์ม่วงตวาดอยู่ในใจ เขาเคลื่อนลมปราณภายในกายโดยไม่รู้ตัว เพื่อผนึกตัวเป็นเกราะป้องกัน ปรากฏว่าเพิ่งจะผนึกเกราะได้ ลำแสงขนาดมหึมาก็ปกคลุมตัวเขาและยิงทะลุไปจนถึงสุดปลายฟ้าดิน เทือกเขาที่อยู่ตลอดทางถูกฉีกขาด เศษหินปลิวว่อน ฝุ่นดินคละคลุ้ง ลำแสงขนาดมหึมาพลันระเบิดออกอย่างรวดเร็ว ทำให้สุดปลายฟ้าดินมีสีซีดลง ลมสลาตันราวจะล้างโลกโหมกวาดอยู่ระหว่างฟ้าดิน
เจียงเจี่ยนและผิงอันหยุดเคลื่อนไหว มองจากไกลๆ อย่างตกตะลึง ลมสลาตันพัดจนผมยาวของพวกเขาปลิวว่อนยุ่งเหยิงไปหมด เจียงเจี่ยนคิดถึงเจียงฉางเซิงขึ้นมาในพริบตา เป็นเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันของท่านปู่! เขาซาบซึ้งและตื้นตันอยู่ในใจ นึกไม่ถึงว่าท่านปู่จะมาช่วยพวกเขา! เขาหันหน้าไปโดยไม่ตั้งใจและตะโกนเสียงดังว่า “มรรคาจารย์!”
ทว่าไม่ว่าเขาจะตะโกนอย่างไรเจียงฉางเซิงก็ไม่ได้มาปรากฏตัว สุดท้ายเขาจึงหยุดเสีย ไม่ว่าจะอย่างไรก็นับว่าพวกเขาผ่านเคราะห์มาได้แล้ว พวกเขาจะต้องไปจากที่นี่ก่อน
ภายในเรือนพัก เจียงฉางเซิงเก็บเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันเอาไว้ในแหวนมหาวิญญาณ ชั่วอึดใจนี้ ทั้งเมืองหลวงพากันไชโยโห่ร้องเพราะเป็นช่วงเวลาปีใหม่พอดี จู่ๆ ก็มีลำแสงสุดแสนอลังการสองเส้นปะทุออกจากอารามมังกรผงาด พวกเขายังนึกว่ามรรคาจารย์กำลังเฉลิมฉลองเสียอีก ครั้นแล้วพวกเขาจึงได้โห่ร้องตามไปด้วย ไม่เพียงชาวบ้านเท่านั้น แม้แต่ขุนนาง ชาวยุทธ์ และฮ่องเต้ต่างก็นึกว่าเป็นดังนั้น
ไป๋หลีมองเจียงฉางเซิงตาค้าง มันอยู่ใกล้ที่สุด ความน่าเกรงขามของเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันเมื่อครูนี้ทำให้มันอกสั่นขวัญผวาทั้งที่มันเป็นถึงสัตว์ปีศาจผู้แข็งแกร่งในขั้นเทวชนทีเดียว เทพกระบี่มองเจียงฉางเซิงด้วยสายตาสับสน เขาพอจะคาดเดาความจริงออก เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เห็นมรรคาจารย์ง้างเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันแล้ว แต่ทุกครั้งก็ยังทำให้คนในขั้นจักรวาลเช่นเขาต้องขวัญหนีดีฝ่อ หากมรรคาจารย์ต้องการสังหารเขา ก็เป็นแค่เรื่องยิงธนูดอกเดียวเท่านั้นจริงๆ!
เจียงฉางเซิงกระโดดจากต้นไม้และลงมานั่งสมาธิข้างใต้ต้นไม้อีกครั้ง ส่วนเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครูนี้เขาก็ไม่ได้อธิบายอะไร เทพกระบี่หยิบไม้กวาดขึ้นมาและออกไปกวาดพื้น เขาต้องไปสงบจิตสงบใจ ไป๋หลีกลับมองเจียงฉางเซิงอย่างเลื่อมใส มันเข้ามาข้างๆ ตัวเจียงฉางเซิงอย่างระมัดระวัง เอาหัวคลอเคลียแขนของเขา หลังจากถูกผลักออกมามันก็ยังคงตื๊อไม่เลิกด้วยการเข้ามานอนอยู่ที่ข้างๆ ขาของเขา ผ่านไปพักหนึ่งมีตัวอักษรปรากฏขึ้นตรงหน้าเจียงฉางเซิง
[ปีเหรินเต้อที่สิบสอง สำนักพันสมุทรทักษิณส่งโจวหลินเจี้ยซึ่งเป็นผู้แข็งแกร่งขั้นจักรวาลมาสังหารเจียงเจี่ยนหลานชายของเจ้าและผิงอันศิษย์ของเจ้า ด้วยประสงค์จะเข้ารุกรานต้าจิ่ง เคราะห์ดีที่เจ้าไปช่วยได้ทัน เจ้าสังหารโจวหลินเจี้ยได้สำเร็จ พ้นเคราะห์ภัยไปได้ ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นสมบัติอาคม นามว่า ‘ใบหยกเกล็ดทอง’ x3]
หือ? ครั้งนี้ยังดี ได้มาสามใบในคราวเดียว รวมกับของเดิมตอนนี้เขามีใบหยกเกล็ดทองอยู่หกใบ ไม่รู้ว่าเมื่อใดจึงจะประกอบออกมาเป็นต้นไม้วิเศษเกล็ดทองได้ ใบหยกเกล็ดทองทุกใบล้วนเป็นของวิเศษขั้นสุดยอดที่ใช้สังหารศัตรูได้ แม้แต่ขั้นกายาทองคำก็ยังไม่อาจต้านทานพละกำลังทะลุทะลวงของใบหยกเกล็ดทองได้ ส่วนขั้นจักรวาลนั้นตอนนี้ยังไม่เคยทดลองใช้มาก่อน เจียงฉางเซิงไม่ได้ทลายอาคมใบหยกเกล็ดทองในทันที แต่เลือกที่จะฝึกวิชาต่อ
ณ จวนแห่งหนึ่งในเมืองหลวงของอาณาจักรหงเสวียน ขุนนางบู๊นามซ่งหลีผู้ซึ่งเป็นคนเสนอแผนการต่อฮ่องเต้ครั้งอยู่ในท้องพระโรงต้องตกใจจนหน้าถอดสี เขาสั่นสะท้านไปทั้งตัว ถามอย่างหวาดกลัวว่า “เจ้าว่าอะไรนะ ผู้อาวุโสโจวตายแล้วรึ จะเป็นไปได้อย่างไร มรรคาจารย์มาหรือ” คนที่เขาคิดว่าสามารถสังหารขั้นจักรวาลได้มีเพียงมรรคาจารย์เท่านั้น ในทวีปแห่งนี้ไม่มีใครที่แข็งแกร่งยิ่งกว่ามรรคาจารย์อีกแล้ว
ผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ตรงหน้าเขากัดฟันบอกว่า “ไม่แน่ใจขอรับ อย่างไรหลังจากผู้อาวุโสโจวไปจับตัวสองคนนั้นแล้วก็หายตัวไปอย่างลึกลับ ในบริเวณที่พวกเขาต่อสู้กันมีพลังทำลายล้างที่น่ากลัวมาก ซึ่งไม่มีทางเป็นฝีมือของขั้นกายาทองคำ ส่วนพวกสองคนนั้นก็เริ่มเข้าโจมตีเมืองหลวงแล้ว จึงเพียงพอจะอธิบายได้ว่าผู้อาวุโสโจว…”
ซ่งหลีทรุดตัวนั่งลงบนตั่ง สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว “หรือว่าถ้ำสวรรค์สำแดงเดชมิได้หนีไป แต่ว่าถูกทำลายไปแล้ว” เกิดความคิดเช่นนี้ขึ้นมาในสมองของเขา เพราะหลังจากที่ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชละทิ้งทวีปชีพจรมังกรไปก็ไม่เคยเห็นศิษย์ของพวกเขาอีกเลย สิ่งที่เขาหวาดกลัวยิ่งกว่านั้นก็คือไม่รู้ว่าจะเผชิญหน้ากับสำนักพันสมุทรทักษิณอย่างไรดี โจวหลินเจี้ยเป็นถึงน้องชายแท้ๆ ของเจ้าสำนัก การตายของเขาจะต้องทำให้เจ้าสำนักโมโหโกรธา ยังไม่ต้องเอ่ยว่าจะหาตัวมรรคาจารย์มาแก้แค้นได้หรือไม่เลย ตัวเขาซึ่งรับผิดชอบแผนการช่วงชิงทวีปชีพจรมังกรก็จะต้องถูกคาดโทษจนถึงขั้นที่อาจต้องตายชดใช้ความผิด
ซ่งหลียิ่งคิดก็ยิ่งกลัว เขามองไปยังผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่เบื้องหน้า เอ่ยเสียงหนักว่า “เป็นต้องเห็นคน ตายต้องเห็นศพ ส่งคนไปตรวจสอบอย่างลับๆ ให้ปกปิดเรื่องนี้เอาไว้ก่อน ห้ามไปบอกกับคนอื่นในสำนัก!”
“ครับ!” ผู้ฝึกยุทธ์จากไปทันใด
ซ่งหลีรินน้ำชาให้ตนเองเพียงแต่มือที่ยกกาน้ำชากำลังสั่น พอออกแรงก็กลับบีบถ้วยชาจนแตกละเอียด “ไม่ได้การ… จะมัวนั่งรอความตายอยู่ไม่ได้…” แววตาของซ่งหลีเป็นประกาย เกิดความคิดมากมายผุดขึ้นมาในสมองของเขา
เดือนห้า ต้าจิ่งยึดอาณาจักรที่อยู่ระหว่างอาณาจักรหงเสวียนได้ จึงเข้าประชิดกับอาณาจักรหงเสวียนอย่างเต็มที่ พร้อมกับส่งทัพใหญ่ของอ๋องผู้ครองรัฐไปที่ชายแดน ฮ่องเต้ตัดสินใจว่าจะเข้ายึดอาณาจักรหงเสวียนก่อน ค่อยไปตีเอาอาณาจักรตงไห่!
ห้องทรงพระอักษร วังหลวง เจียงซิ่ววางฎีกาในมือลงอย่างไม่ใส่ใจ พลางมองคนที่กำลังคุกเข่าคารวะอยู่หน้าโต๊ะด้วยสีหน้าเรียบเฉย ซ่งหลี! สะบั้นเศียรยืนอยู่ข้างกายเจียงซิ่ว ราศีของเขาทำให้คนรู้สึกขนพองสยองเกล้า เจียงซิ่วกล่าวว่า “สำนักพันสมุทรทักษิณ เหตุใดเจ้าต้องเข้าสวามิภักดิ์กับต้าจิ่ง”
ซ่งหลีกล่าวว่า “กระหม่อมอยู่ในอาณาจักรหงเสวียนมาระยะเวลาหนึ่ง พบว่าฮ่องเต้หงเสวียนยากจะปฏิบัติตนได้เหมาะสมกับตำแหน่ง จึงตัดสินใจว่าจะร่วมแรงกับต้าจิ่ง มีเพียงต้าจิ่งที่จะคู่ควรรวมใต้หล้าเป็นหนึ่งพะยะค่ะ”
เจียงซิ่วหรี่ตาลงกล่าวว่า “เราต้องการฟังความจริง”
หนังตาซ่งหลีกระตุก ก่อนเอ่ยอย่างจนใจว่า “ผู้อาวุโสขั้นจักรวาลแห่งสำนักพันสมุทรทักษิณถูกมรรคาจารย์สังหาร สำนักพันสมุทรทักษิณจะต้องเอาโทษกระหม่อม เนื่องเพราะกระหม่อมเป็นผู้รับผิดชอบรวบรวมข่าวสารของทวีปชีพจรมังกรและยังรับหน้าที่ควบคุมอาณาจักรหงเสวียนด้วย เมื่อขั้นจักรวาลตายไปย่อมมิใช่เรื่องเล็กๆ หากต้องเคว้งควางอยู่กลางทะเล มิสู้เข้าสวามิภักดิ์กับฝ่าบาทดีกว่าหรือพะยะค่ะ ใช้ความชอบลบล้างความผิด ช่วยฝ่าบาททำการใหญ่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ให้ลุล่วงพะยะค่ะ!”
เจียงซิ่วเคาะนิ้วมือบนหน้าโต๊ะ เอ่ยไปราบเรียบว่า “เจ้าจะนำสิ่งใดมาให้เราได้บ้าง”
ซ่งหลีเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “กระหม่อมเป็นเทวชนและคุ้นเคยกับสำนักพันสมุทรทักษิณดียิ่ง ฝ่าบาทต้องการคนผู้หนึ่งเพื่อช่วยให้เข้าใจโครงสร้างของแดนมหาสมุทร กระหม่อมถึงขั้นที่สามารถช่วยฝ่าบาทฝึกฝนกองทัพทางน้ำ สร้างกองเรือที่เดินทางผ่านหมอกมัวได้ ช่วยให้ต้าจิ่งสำรวจอาณาเขตแห่งท้องทะเลได้พะยะค่ะ”