เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 133 คุณสมบัติที่ทำให้คนหวาดกลัว สำนักพันสมุทรทักษิณ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 133 คุณสมบัติที่ทำให้คนหวาดกลัว สำนักพันสมุทรทักษิณ
ตอนที่ 133 คุณสมบัติที่ทำให้คนหวาดกลัว สำนักพันสมุทรทักษิณ
“เจ้ากลับไปก่อนเถิด” เจียงฉางเซิงมองออกไปไกลๆ และกล่าวอย่างราบเรียบ หลี่หมิ่นยืนคำนับก่อนหันตัวจากไป เขายังคงอยู่ในอารมณ์พลุ่งพล่าน
หลายปีมานี้ต้าจิ่งถูกตงไห่บีบเค้นทำให้ต้าจิ่งต้องอดกลั้นโทสะมาโดยตลอด เมื่อรู้ว่าอาณาจักรหงเสวียนที่มีสัมพันธ์อันดีกับต้าจิ่งทรยศหันไปร่วมมือกับอาณาจักรตงไห่เข้าล้อมตีต้าจิ่ง ทั้งเจ็ดสิบสองรัฐจึงเดือดดาลถึงขั้นสุด ความชิงชังที่มีต่ออาณาจักรหงเสวียนมีมากกว่าอาณาจักรตงไห่มากมายนัก ในสถานการณ์เช่นนี้ผลการต่อสู้ของเจียงเจี่ยนและผิงอันจึงช่วยระบายความคับอกได้ดียิ่ง!
ไป๋หลีถูกกระตุ้นเข้าให้แล้วจึงเริ่มไปฝึกวิชา มันก็อยากจะบรรลุขั้นกายาทองคำเช่นกัน! เทพกระบี่กวาดพื้นต่อไป เขาอารมณ์ดีไม่เบา มีรอยยิ้มบางๆ อยู่บนใบหน้า
เจียงฉางเซิงจับตามองพวกเจียงเจี่ยนทั้งสองคนต่อไป อานุภาพของทั้งสองยิ่งใหญ่เพียงนี้ หากอาณาจักรหงเสวียนไม่ยอมแพ้ก็จะต้องส่งยอดฝีมือมาขัดขวางเป็นแน่ หนึ่งชั่วยามหลังจากนั้น ในที่สุดพวกเจียงเจี่ยนก็ได้พบกับขั้นกายาทองคำ ซ้ำยังเป็นขั้นกายาทองคำสี่คนทีเดียว ดูท่าอาณาจักรหงเสวียนไม่คิดจะยอมแพ้
จึ๊ๆ อาณาจักรต้าฮวงมีขั้นกายาทองคำแค่หนึ่งคนเท่านั้น แต่อาณาจักรหงเสวียนกลับมีถึงสี่คน ปรากฏการณ์โชคชะตาแปรปรวนที่มาจากขั้นกายาทองคำในหลายปีนี้น้อยจนนับนิ้วได้ เห็นชัดว่าอาณาจักรหงเสวียนได้แรงหนุนจากขุมอำนาจจากโพ้นทะเล! เกรงวามิใช่แค่อาณาจักรหงเสวียน แต่ยังมีอาณาจักรตงไห่ด้วย!
เจียงฉางเซิงมิได้ตระหนกลนลาน กลับเฝ้ารออย่างยิ่งเสียอีก เกาะจักรพรรดิยุทธ์อยู่ห่างจากทวีปชีพจรมังกรมากและยังมิได้มีความแค้นเคืองใดกับเขา เขาก็เคยทำการพยากรณ์อาณาเขตในทะเลโดยรอบมาแล้วว่าตัวตนอันแข็งแกร่งใดที่คุกคามเขาได้ ซึ่งนี่เป็นความเคยชินของเขาที่จะทำการพยากรณ์หนึ่งครั้งเมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง จะชะล่าใจไม่ได้เด็ดขาด
เจียงเจี่ยนกับผิงอันถูกขั้นกายาทองคำสี่คนล้อมเอาไว้ก็ไม่ได้ลนลาน กลับกระตือรือร้นขึ้นมาเสียอีก การต่อสู้ครั้งใหญ่ระเบิดขึ้นแล้ว! ศัตรูเลือกสถานที่ได้ดีจริงๆ ในรัศมีหนึ่งพันลี้ไม่มีเมืองอยู่ทำให้พวกเขาต่อสู้ได้เต็มกำลัง แม้เจียงเจี่ยนจะเพิ่งเข้าสู่ขั้นกายาทองคำ แต่การต่อสู้ของเขาก็มีอานุภาพที่น่ากลัวไม่ธรรมดา เพราะเขามีพรสวรรค์ที่เหนือธรรมดา อีกทั้งปกติแล้วยังมีเจียงฉางเซิงคอยอบรมสั่งสอน เขาจึงคุ้นเคยกับระดับการต่อสู้กับขั้นกายาทองคำมานานแล้ว ผิงอันยิ่งเคยผ่านศึกมานับร้อย มิได้หวาดหวั่นต่อขั้นกายาทองคำ!
ต่อสู้กันอย่างดุเดือด ในเวลาไม่ถึงครึ่งถ้วยชาขั้นกายาทองคำทั้งสี่คนก็ต้องตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ หนึ่งในนั้นยังถูกง้าวสามแฉกสองคมฟันแขนขวาขาด พวกเขารีบหนีไปอย่างเร็วรี่ เจียงเจี่ยนกลับไม่ได้บุ่มบ่าม รีบรั้งผิงอันเอาไว้ จากนั้นทั้งสองก็ลงมาบนพื้นและเริ่มพักผ่อนฟื้นฟูลมปราณ เมื่อเห็นว่าเจียงเจี่ยนควบคุมสติในสงครามได้ เจียงฉางเซิงจึงได้วางใจ
ณ วังหลวง อาณาจักรหงเสวียน ฮ่องเต้หงเสวียนสีหน้าอมครึมเป็นที่สุด เขาดูอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเจียงซิ่ว มีท่าทีเคร่งเครียด จับจ้องขุนนางบู๊บุ๋นในท้องพระโรงอย่างเกรี้ยวโกรธ ไม่มีใครกล้าสบตากับเขา
“น่าขัน! น่าขัน! ต้าจิ่งส่งคนมาสองคนก็โจมตีจนอาณาจักรหงเสวียนพ่ายแพ้ได้แล้วหรือ มันผู้ใดบอกกับเราว่าเมื่อสองอาณาจักรใหญ่แห่งโชคชะตาร่วมมือกันแล้วต้าจิ่งจะต้องพ่ายแพ้เป็นแน่ พวกเจ้าพูดถูก ขอเพียงขั้นกายาทองคำของพวกเราไม่เข้าโจมตีเมืองหลวง มรรคาจารย์ก็จะไม่ลงมือ แต่ต่อให้มรรคาจารย์ไม่ลงมือพวกเราก็ยังเอาชนะต้าจิ่งไม่ได้อยู่ดี!” ฮ่องเต้หงเสวียนโมโหจนหัวเราะออกมา
ขุนนางใหญ่เต็มท้องพระโรงไม่มีใครเลยที่กล้าต่อคำ พวกเขาทั้งหวาดกลัวทั้งกระอักกระอ่วน ขุนนางบู๊ผู้หนึ่งเอ่ยว่า “ทูลฝ่าบาท หากไม่เข้าตีต้าจิ่ง ต้าจิ่งก็จะต้องมาตีพวกเราในอีกไม่ช้าก็เร็ว ฮ่องเต้ต้าจิ่งองค์ปัจจุบันเป็นผู้มีสัตยพรต แต่ฮ่องเต้ต้าจิ่งองค์ต่อไปเล่า หากพวกเราไม่เป็นฝ่ายเข้าโจมตีเอาแต่นั่งรอถูกอาณาจักรตงไห่มายึดครอง พวกเราก็จะหลีกหนีจากบทลงเอยที่ถูกยึดครองไปไม่พ้น ศึกครั้งนี้แม้จะพ่ายแพ้อย่างยับเยิน แต่เมื่อย้อนกลับมาก็ทำให้พวกเราไร้ซึ่งความกดดันพะยะค่ะ ยามนี้ต้าจิ่งและหงเสวียนไม่มีทางที่จะปรองดองกันได้อีกแล้ว ต่อให้พวกเรายอมแพ้ในเวลานี้ฮ่องเต้ต้าจิ่งก็จะทำดีต่อพวกเรา ในเมื่อเป็นดังนี้แล้ว พวกเราก็ลงมือให้ถึงที่สุดได้ เปิดศึกเต็มกำลัง ไม่จำเป็นต้องหยั่งเชิงอีกต่อไปพะยะค่ะ!”
คำพูดของเขาได้รับการสนับสนุนจากขุนนางบู๊บุ๋นคนอื่นๆ ในเมื่อไม้กลายเป็นเรือไปแล้วจึงไม่ต้องมาสำนึกเสียใจอีก พวกเขาตระบัดสัตย์ แทงต้าจิ่งข้างหลัง ย่อมไม่อาจลงเอยด้วยดีได้ เวลานี้จึงทำได้เพียงเดินไปในเส้นทางนี้จนสุดทาง
ฮ่องเต้หงเสวียนมองไปยังขุนนางบู๊ที่พูดเมื่อครู่แล้วถามว่า “เปิดศึกเต็มกำลังนั้นยังไม่ต้องพูดถึง เอาแค่ขวางจอมโหดทั้งสองคนให้ได้ก่อนค่อยว่ากัน หาไม่แล้วพวกเขาจะต้องบุกตีมาถึงตรงหน้าเราเป็นแน่!”
ขุนนางบู๊กล่าวว่า “ฝ่าบาทโปรดวางพระทัย สำนักของกระหม่อมได้ส่งผู้แข็งแกร่งขั้นจักรวาลมาแล้วผู้หนึ่ง พวกเราจะรวบรวมขั้นกายาทองคำที่มาถึงแล้วไปล่อทั้งสองคนนั้นมา เพื่อรอการมาถึงของขั้นจักรวาลพ่ะย่ะคะ”
ขั้นจักรวาล! ฮ่องเต้หงเสวียนเผยรอยยิ้ม เหล่าขุนนางก็โล่งอกไปด้วย เหตุที่พวกเขากล้าเปิดศึก สิ่งสำคัญก็คือได้รับการสนับสนุนจากสำนักโพ้นทะเล สำนักแห่งนี้ได้รับการขนานนามว่าไม่ได้ด้อยไปกว่าถ้ำสวรรค์สำแดงเดชแต่อย่างใด เวลานี้ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชละทิ้งทวีปชีพจรมังกรไปแล้ว พวกเขาจึงมารับไม้ต่อ แต่ต่างกับถ้ำสวรรค์สำแดงเดชตรงที่พวกเขายินยอมให้อาณาจักรหงเสวียนปกครองใต้หล้า เพียงแต่ต้องรับประกันฐานะด้านยุทธ์ของพวกเขา และจะต้องส่งทรัพยากรด้านยุทธ์ในจำนวนที่เหมาะสมให้พวกเขาทุกปีเป็นพอ ฮ่องเต้หงเสวียนใจเต้นขึ้นมา เหล่าขุนนางก็ใจเต้นด้วยเช่นกัน
ผู้ใดบ้างที่จะไม่อยากรวมใต้หล้าเป็นหนึ่ง แม้ว่าอีกฝ่ายอาจจะหลอกพวกเขา แต่การมีนายคนหนึ่งอยู่บนหัวก็ดีกว่ามีนายหลายคนมากมายนัก “เช่นนั้นเราก็จะพึ่งพากำลังหนุนจากสำนักของท่าน” ฮ่องเต้หงเสวียนกล่าวด้วยรอยยิ้ม ขุนนางบู๊ประสานมือคำนับก่อนถอยออกไป
วันเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า เจียงฉางเซิงคอยสังเกตดูเจียงเจี่ยนกับผิงอันทุกวัน ไมนับว่าสิ้นเปลืองสมาธิเท่าใด เจ้าสองคนนี้เริ่มเข้าต่อสู้ทุกวันแล้ว อย่างมากก็มีแค่ครั้งหนึ่งที่ถูกขั้นกายาทองคำเจ็ดคนล้อมไว้ การต่อสู้ครั้งนั้นยังคงจบลงที่ศัตรูพ่ายแพ้ยับเยิน แต่การต่อสู้ที่ตามมาพวกเขาเริ่มเสียเปรียบ สาเหตุสำคัญก็คือพักผ่อนไม่เพียงพอ ทุกครั้งที่พวกเขานอนหลับ จู่ๆ ศัตรูก็จะปรากฏตัวขึ้นมาและผลัดกันเข้ามาโจมตี เจียงฉางเซิงก็อดนับถืออาณาจักรหงเสวียนไม่ได้ แม้ว่าแผนการเช่นนี้จะต่ำช้าแต่ก็ได้ผลจริงๆ การที่เจียงฉางเซิงไม่ได้ลงมือก็เพื่อเป็นการฝึกฝนเจียงเจี่ยนด้วย
เวลามารอบถึงปีเหรินเต้อที่สิบสอง ในวันขึ้นปีใหม่ ฮ่องเต้เตรียมจัดเฉลิมฉลองใหญ่ต่อเพื่อเป็นการฉลองที่ได้รับชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่จากศึกทั้งสองทาง ทัพกลยุทธ์สวรรค์ที่สวีเทียนจีและจงเทียนอูเป็นผู้นำสามารถยึดอาณาจักรได้หนึ่งอาณาจักร พร้อมจะบุกต่อไปยังอีกอาณาจักรได้ทุกเมื่อ แล้วจากนั้นก็ไปยังอาณาจักรตงไห่ เฉินหลี่ก็กำลังดูแลการบูรณะซ่อมแซมกำแพงเมือง เจียงเจี่ยนกับผิงอันอยู่ห่างไกลจากพวกเขามากแต่ทัพศัตรูที่อยู่ระหว่างทางก็ถูกทั้งสองคนสังหารไปจนหมดแล้ว พวกเขาแค่ต้องคอยอุดรอยรั่วเท่านั้น
ยามราตรี เจียงฉางเซิงไปเข้าฝันมู่หลิงลั่วอีกครั้ง มู่หลิงลั่วในวัยสิบเก้าปีกำลังมุ่งเข้าสู่ขั้นเทวชน ตระกูลมอบโอสถและของล้ำค่าหายากจำนวนมากให้นาง ตามที่นางบอก ตระกูลยังหายอดฝีมือจากข้างนอกมาเพื่อเตรียมอารักขาตอนนางบรรลุขั้น ซึ่งก็เป็นเพราะนางคืบหน้าไปอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจเหลือเกิน มู่หลิงลั่วมีชื่อว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์มานานแล้ว แต่แรกนั้นตระกูลมู่ก็ยังดีอกดีใจนักหนา แต่จนเมื่อมู่หลิงลั่วใช้วิชาเก้าเทพเวียนศึกเข้าต่อสู้กับศิษย์ในขั้นเทวชนคนหนึ่ง พวกเขาก็เริ่มกลัวขึ้นมา เพราะมีคนนอกตระกูลมาดูการต่อสู้ในครั้งนั้นด้วย พรสวรรค์เช่นนี้จะต้องทำให้ตระกูลภายนอกหวาดกลัวเป็นแน่
เจียงฉางเซิงกลับไม่ได้เป็นกังวลเพราะเขาใช้แต้มเซ่นไหว้ถึงสองแสนแต้มช่วยเสริมโชคชะตาให้มู่หลิงลั่ว นางจะต้องมีโชคดีไปชั่วชีวิต ราตรีนี้เขาจึงได้แต่ปลอบขวัญมู่หลิงลั่วอยู่ทั้งคืน รุ่งสาง เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้นมาเห็นไป๋หลีนอนหมอบหลับปุ๋ยอยู่ข้างตน ลิ้นมันห้อยออกมา น้ำลายไหลหยดไม่หยุด เขาเห็นแล้วอารมณ์ไม่ดีจึงใช้เท้าถีบมันออกไปทันที เจ้านี่เงยหัวขึ้นมาเห็นว่าเจียงฉางเซิงยังอยู่ข้างๆ จึงเอียงหัวแล้วหลับต่อ
เจียงฉางเซิงส่ายหัวทอดถอนใจอยู่ในอก “คนอื่นเขาไปเกิดใหม่จนเกือบจะถึงขั้นเทวชนอยู่แล้ว เจ้าก็อยู่มาร้อยกว่าปีแล้วแต่เพิ่งจะพอถูไถบรรลุขั้นเทวชนได้ ไม่ได้ความจริงๆ” แรกพบกับไป๋หลีนั้นมันยังดูน่าเกรงขามเอาการ ดูแล้วมีราศีของพวกตัวร้ายไม่เบา แม้ว่ามันจะเคยสังหารคนมาก่อน แต่ชาวยุทธ์ในหล้านี้มีผู้ใดที่ไม่เคยสังหารคนบ้าง เจียงฉางเซิงมีความหวังกับมัน หวังจะบ่มเพาะมันให้เป็นสัตว์ปีศาจที่มีพลังต่อสู้ยิ่งใหญ่สักตัว แต่น่าเสียดายเรื่องราวไม่ได้เป็นไปอย่างหวัง
แต่เป็นเช่นนี้ก็ดี ให้มันเป็นตัวนำโชคก็ไม่เลว เจียงฉางเซิงทบทวนอีกที สายตาที่มองไป๋หลีก็อ่อนโยนขึ้นมา คนข้างกายมักมาและจากไป มีเพียงไป๋หลีและไป๋หลงที่สามารถอยู่กับเขาไปเนิ่นนาน ทำให้เขาไม่ต้องเดียวดายเกินไป บางครา ตอนที่ไป๋หลีทำตัวร้ายๆ ก็น่าสนใจดีไม่เบา เจียงฉางเซิงยิ้มก่อนลุกขึ้นและทอดสายตาไปไกล เจียงเจี่ยนกับผิงอันกำลังนอนอยู่ที่ไหล่เขา สองคนเอาหลังพิงกันด้วยท่าทีอ่อนล้านัก
พวกเขาต่อสู้อย่างดุเดือดมาหนึ่งเดือนกว่าแล้ว สู้ทุกวัน พวกเขาเหน็ดเหนื่อย ศัตรูก็เหน็ดเหนื่อยเช่นกัน และพวกเขายังถึงขั้นสังหารขั้นกายาทองคำไปได้หนึ่งคนด้วย ผลจากการรบครั้งนี้ถึงกับทำให้ฮ่องเต้หงเสวียนตกใจแทบตาย ชื่อของเจียงเจี่ยนและผิงอันได้กลายเป็นฝันร้ายของอาณาจักรหงเสวียนไปแล้ว โดยเฉพาะพวกขุนนางในเมืองหลวงที่ยิ่งรู้มากเท่าใดก็ยิ่งหวาดกลัวพวกเขาสองคนมากขึ้นเท่านั้น
เจียงฉางเซิงดูไปพักหนึ่ง กำลังจะดึงสายตากลับมาแต่แล้วแววตาของเขาก็เปลี่ยนไปทันใด มาแล้ว! เจียงฉางเซิงหยิบเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันออกมาทันทีและเริ่มเล็ง
ภูผาลำน้ำสูงต่ำ ป่าไม้แน่นขนัด ตรงหน้าก้อนหินยักษ์ก้อนหนึ่งที่ไหล่เขา เจียงเจี่ยนกับผิงอันนอนหลังพิงกัน คนทั้งสองต่างหลับสนิท บนเสื้อเกราะเงินของเจียงเจี่ยนเต็มไปด้วยรอยแตกร้าวซึ่งเป็นร่องรอยที่ขั้นกายาทองคำทิ้งเอาไว้ทั้งสิ้น
ดวงตาแนวตั้งของเจียงเจี่ยนลืมขึ้นมาทันใด ลูกตากระตุกรุนแรง เจียงเจี่ยนลืมตาทั้งคู่ตามมา หัวคิ้วขมวดแน่นและลุกขึ้นยืน ต่อสู้มานานเพียงนี้ เหตุที่เขากล้าพักผ่อนก็เพราะพบว่าดวงตาที่สามของตนสามารถเตือนภัยล่วงหน้าได้ ผิงอันเกือบล้มลงจึงตกใจตื่นขึ้นมาทันที เขาขยี้ตาและยืนขึ้นตาม
เจียงเจี่ยนยกมือขึ้นดึงง้าวสามแฉกสองคมที่ปักอยู่บนดินข้างๆ ตัวเขาขึ้นมา พลางมองไปที่ขอบฟ้า ภูเขาสูงตั้งอยู่ไกลออกไปคล้ายเป็นประตูสวรรค์ ขอบฟ้าที่อยู่ระหว่างกลางภูเขาทั้งสองมีร่างหนึ่งกำลังเดินเข้ามา คนผู้นั้นสวมอาภรณ์สีม่วงปักดิ้นทอง สวมรัดเกล้างดงามประดับมุกบนหัว ถือพัดด้ามหนึ่งอยู่ในมือ ดูแล้วอายุราวสี่สิบต้นๆ เขาเหาะเหินมาด้วยสีหน้าราบเรียบ เป้าหมายก็คือพวกเจียงเจี่ยน ไม่นานนักเขาก็มาอยู่เหนือคนทั้งสอง
ผิงอันอยากเข้าไปสู้แต่ถูกเจียงเจี่ยนขวางเอาไว้ สัญชาตญาณบอกเขาว่าคนผู้นี้อันตรายอย่างยิ่งยวด ขั้นจักรวาล! ความรู้สึกที่เขาสัมผัสได้จากบุรุษอาภรณ์ม่วงนั้นเหมือนกับที่สัมผัสได้จากเทพกระบี่
“เหตุใดอาณาจักรหงเสวียนจึงมีขั้นจักรวาล… หรือว่าจะเป็นสำนักจากโพ้นทะเล” เจียงเจี่ยนคิดพลางขมวดคิ้ว สายตาจ้องเขม็งไปที่อีกฝ่าย ฝ่ายนั้นไม่ได้ลงมือในทันใด ต้องเป็นเพราะมีคำที่จะพูด
บุรุษอาภรณ์ม่วงก้มหน้าลงมองเจียงเจี่ยนและกล่าวว่า “สวามิภักดิ์กับสำนักพันสมุทรทักษิณของเราเสีย สำนักของข้าจะทุ่มเทอย่างสุดกำลังเพื่อบ่มเพาะให้พวกเจ้าได้เป็นขั้นจักรวาล เป็นเช่นใด”
เจียงเจี่ยนแสยะปากยิ้มกล่าวว่า “ก็ดีไม่เลว ทว่าสวามิภักดิ์กับพวกเจ้าแล้วต้าจิ่งของข้าจะทำเช่นใด”
บุรุษอาภรณ์ม่วงกล่าวว่า “การแก่งแย่งชิงดีกันระหว่างราชวงศ์ก็เพียงต่อสู้แย่งชิงทรัพยากรเท่านั้น เจ้าจงทำให้ฮ่องเต้ต้าจิ่งก้มหัวให้ ข้าจะอนุญาตให้ต้าจิ่งกับอาณาจักรหงเสวียนแบ่งกันครองใต้หล้า แต่เวลานี้ต้าจิ่งจะต้องยอมศิโรราบแก่อาณาจักรหงเสวียนก่อนและค่อยรวมกันรบกับใต้หล้า”
เจียงเจี่ยนถามว่า “เหตุใดจึงไม่หนุนต้าจิ่งของข้าและละทิ้งหงเสวียนเล่า”
บุรุษอาภรณ์ม่วงกล่าวว่า “ต้าจิ่งมีมรรคาจารย์อยู่ พวกเราไม่แน่ใจว่ามรรคาจารย์มาจากฝ่ายอำนาจใดกันแน่” เขาขมวดคิ้วกล่าวว่า “ข้าไม่ได้มีความอดทนมากมายเพียงนั้น หากไม่นอบน้อมต่อสำนักพันสมุทรทักษิณและตามข้าออกทะเลไป เช่นนั้นก็ต้องตาย” มรรคาจารย์เอาแต่หดหัวอยู่ในต้าจิ่ง เขาอยากพาคนทั้งสองไปเสีย เมื่อเป็นดังนั้นต่อให้มรรคาจารย์โมโหโทสันก็ทำอะไรไม่ได้ เว้นเสียแต่มรรคาจารย์จะกล้าบุกเดี่ยวไปยังสำนักพันสมุทรทักษิณ!