เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 169 ทุกท่านไม่ต้องตระหนก ข้าบรรลุขั้นถ้ำสวรรค์สี่แล้ว
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 169 ทุกท่านไม่ต้องตระหนก ข้าบรรลุขั้นถ้ำสวรรค์สี่แล้ว
ตอนที่ 169 ทุกท่านไม่ต้องตระหนก ข้าบรรลุขั้นถ้ำสวรรค์สี่แล้ว
“อืม ข้าสังเกตเห็นนานแล้ว” เจียงฉางเซิงพูดไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบโดยไม่ได้ลืมตาด้วยซ้ำ เยี่ยสวินตี๋พูดอย่างกระตือรือร้นว่า “ข้าไปประมือสักหนได้หรือไม่” เมื่อได้พบเจอกับผู้แข็งแกร่ง การตอบสนองแรกของเขาก็คือต้องไปสู้! เจียงฉางเซิงบอกว่า “รอไปก่อน” “เหตุใดเล่า” “รอพวกเขามาถึง” แม้เยี่ยสวินตี๋ยังไม่อาจเข้าใจแต่ก็ทำได้เพียงอดทนไว้
ไปฉีจ้องหวงเทียนกับเฮยเทียน น้อยครั้งนักที่เจ้าสองตัวนี้จะอยู่นิ่งๆ พวกมันพากันนอนหมอบอยู่บนพื้นและมองไปยังทิศทางเดียวกัน ไม่ได้นอนหลับหากแต่ยังคงในอาการสงบเช่นนี้ อาการไม่ปกติ!
สองวันต่อมา เฉินหลี่ได้รับข่าวที่อินทรีหมื่นลี้ส่งมาจึงได้รู้ถึงการมาถึงของมัจฉาปักษา ท่าทีตอบสนองแรกเมื่อเขาอ่านจดหมายจบก็คือจดหมายเขียนผิดเสียแล้ว “จะมีปลาตัวใหญ่ขนาดนั้นได้อย่างไร พูดเรื่องพันหนึ่งราตรี[1]อันใดกัน” เฉินหลี่พึมพำกับตนเอง หลังจากลังเลอยู่พักหนึ่งเขาก็เก็บจดหมายลับเอาไว้ ลุกขึ้นและรีบเดินทางไปยังเขามังกรผงาด แม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังต้องออกหน้าเอง เมื่อพบเจอกับศัตรูฉกาจที่น่าหวาดกลัวก็ยังต้องไปพึ่งพามรรคาจารย์
เจียงฉางเซิงก็บอกให้เขารั้งรอไว้ก่อน ไม่ต้องตระหนกลนลาน ที่ให้รอไว้ก่อน หนึ่งเพื่อให้ได้แต้มเซ่นไหว้ สองเพื่อให้ประชาต้าจิ่งได้เปิดหูเปิดตามากขึ้น เมื่อชาวยุทธ์ในหล้าเคยพบเจออสูรที่ขนาดใหญ่เช่นนี้แล้วจึงจะพากันหมั่นเพียรฝึกยุทธ์ให้มากขึ้น แต่หากอีกฝ่ายลงมือกับชาวบ้าน เจียงฉางเซิงก็จะไม่รออีกต่อไป เทียบกับศัตรูผู้แข็งแกร่งที่ต้องเผชิญหน้าแล้ว พลังของคนในยุทธภพก็ยังนับว่าอ่อนด้อยเกินไป
ต้าจิ่ง ณ รัฐอวี้ ชาวบ้านในหมู่บ้านตามชายฝั่งทะเลต่างต้องมองค้างเมื่อเห็นสัตว์ขนาดมหึมาที่บินมาจากขอบฟ้า สำหรับคนทั่วไปแล้ว ปลาบินที่ยาวนับพันจั้งเป็นภาพที่สร้างแรงสั่นสะเทือนขนานหนัก มัจฉาปักษาเคลื่อนตัวไปข้างหน้าเหนือหมู่เขา ยามกระพือปีกทั้งสองข้างโบกพัดให้ทะเลเมฆกระเพื่อมรุนแรง แสดงอานุภาพแสนยิ่งใหญ่ของอสูรโบราณออกมาอย่างเต็มที่
มีคนหลายคนยืนอยู่บนหัวของมัจฉาปักษา คนหัวหน้านั้นเป็นบุรุษอาภรณ์ดำผู้หนึ่ง รูปร่างแข็งแรงกำยำ ผมยาวถูกรัดเอาไว้ภายใต้รัดเกล้าหยก ใบหน้าเยือกเย็น สองมือเขากุมด้ามกระบี่เอาไว้ จับจ้องไปเบื้องหน้าไกลๆ ลมแรงพัดปอยผมตรงหน้าผากเขาแต่กลับมิได้ส่งผลใดต่อแววตาที่เฉียบคมของเขาเลย หัวหน้าพันธมิตรสมุทรไร้จำกัด! เจ้ายุทธ์ไร้จำกัด! หัวหน้าพันธมิตรทุกสมัยล้วนมีฉายาสืบทอดกันไปทุกรุ่น คนสามคนที่อยู่ข้างหลังเขาก็มีกำลังไม่ธรรมดา ล้วนเป็นชาวยุทธ์ขั้นถ้ำสวรรค์สาม พวกเขาไม่ได้เป็นคนของพันธมิตรสมุทรไร้จำกัดแต่ได้รับการเชื้อเชิญมา ถัดไปข้างหลังเป็นยอดฝีมือแห่งพันธมิตรสมุทรไร้จำกัด ซึ่งคนอ่อนด้อยที่สุดนั้นมีพลังยุทธ์ขั้นเทวชน มีจำนวนเกือบพันคน
“ที่นี่ก็คือต้าจิ่งหรือ โชคชะตาไม่เลวเลย” “ใช่ ข้าเคยมาที่นี่ เมื่อสิบปีก่อนราชวงศ์ของที่นี่คล้ายจะชื่อว่าต้าฉู ครั้งนั้นยังร้าง ไร้หวังที่จะได้เป็นราชวงศ์แห่งโชคชะตาแม้แต่น้อย” “ดูท่าทวีปชีพจรมังกรจะเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ” “เจ้ายุทธ์ มรรคาจารย์นั้นมีพลังขั้นถ้ำสวรรค์สามแล้วจริงหรือ” ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นถ้ำสวรรค์สามทั้งสามคนสนทนาสัพเพเหระกัน พวกเขาคุยกันอย่างผ่อนคลาย ไม่ได้ตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย มีผู้ฝึกยุทธ์ขั้นถ้ำสวรรค์สามถึงสามคนแล้วจะแพ้ได้อย่างไร ชั่วชีวิตนี้พวกเขาไม่เคยพบเห็นขบวนศึกเช่นนี้มาก่อนเลย!
เจ้ายุทธ์ไร้จำกัดจับจ้องไปยังเบื้องหน้าแล้วกล่าวราบเรียบว่า “อย่างน้อยเป็นขั้นถ้ำสวรรค์สาม หรือกระทั่งเป็นไปได้ว่าเป็นขั้นถ้ำสวรรค์สี่” คำพูดของเจ้ายุทธ์ไร้จำกัดทำให้ยอดฝีมือทั้งสามก็ต้องตื่นตกใจ ผู้เฒ่าคนหนึ่งในนั้นสั่นสะท้านไปทั้งตัว พลางขบฟันบอกว่า “ขั้นถ้ำสวรรค์สี่? ท่านกำลังล้อเล่นอยู่หรือ” อีกสองคนก็วางตัวสบายอุราอยู่ไม่ไหว พวกเขาเคยท่องมหาสมุทรมา ย่อมเคยได้ยินขั้นถ้ำสวรรค์สี่ ยิ่งระดับขั้นสูงขึ้น ระยะห่างของแต่ละขั้นก็ยิ่งมากขึ้นด้วย พวกเขาสามคนร่วมมือกันก็ยังไม่แน่ว่าจะเอาชนะขั้นถ้ำสวรรค์สี่ได้ หรืออาจถึงขั้นพูดได้ว่าไม่มีหวังแม้แต่น้อย!
“ข้าชอบประเมินคู่ต่อสู้ให้สูงเอาไว้ก่อน ทุกท่านอย่าได้ตระหนกไป ข้าบรรลุขั้นถ้ำสวรรค์สี่แล้ว” เจ้ายุทธ์ไร้จำกัดเอ่ยด้วยสีหน้าราบเรียบ ขั้นถ้ำสวรรค์สี่! คนทั้งสามต่างต้องตกใจและมองเจ้ายุทธ์ไร้จำกัดด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ มิใช่ว่าผู้ฝึกยุทธ์ที่ไปถึงขั้นถ้ำสวรรค์สามแล้วจะไปถึงขั้นถ้ำสวรรค์สี่ได้ง่ายๆ พวกเขาตัดใจจากการเฝ้ารอที่จะบรรลุอีกครั้งไปแล้ว แต่นึกไม่ถึงว่าเจ้ายุทธ์ไร้จำกัดกลับไปถึงระดับขั้นที่สูงยิ่งกว่า ท้องฟ้าของมหาสมุทรกำลังจะเปลี่ยนไปแล้ว! ทั้งสามก็คิดไปพร้อมกันว่าเจ้ายุทธ์ไร้จำกัดที่นั่งอยู่ในขั้นถ้ำสวรรค์สี่จะแข็งแกร่งมากมายเพียงใด เมื่อผนวกกับทรัพยากรที่ไม่มีที่สิ้นสุดและเส้นสายที่กว้างใหญ่ของเจ้ายุทธ์ไร้จำกัดแล้ว เรียกได้ว่าทรงอำนาจยิ่งใหญ่จริงๆ!
เจ้ายุทธ์ไร้จำกัดไม่พูดอะไรอีก ได้แต่มองไปไกลๆ อยู่เงียบๆ เขาสัมผัสถึงลมปราณของเจียงฉางเซิงไม่ได้ สัมผัสได้เพียงลมปราณของชาวยุทธ์ขั้นถ้ำสวรรค์สองผู้หนึ่งเท่านั้น
ริมทะเลติดชายแดนเหนือของอาณาจักรตงไห่ เรือจำนวนมากมารวมกันอยู่ที่นี่ พิราบขาวตัวหนึ่งพุ่งตัวเหมือนสายฟ้าแลบไปในเรือลำมหึมาและลงมาที่มือของบรรพชนไป๋เหมยอย่างรวดเร็ว เขาแกะจดหมายลับออกอ่าน แล้วถอนหายใจยาวครั้งหนึ่ง “ในที่สุดก็มาเสียที ควรเปิดการโจมตีได้แล้ว” บรรพชนไป๋เหมยพึมพำกับตัวเอง เขาลุกขึ้นและเดินออกไปนอกโถงเรือ เพื่อเตรียมส่งสัญญาณคำสั่ง ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น ลูกสมุนของพันธมิตรสมุทรไร้จำกัดที่อยู่ข้างนอกล้วนได้รับจดหมายลับของพิราบขาวทั้งสิ้น รอมาเนิ่นนาน ในที่สุดการต่อสู้เป็นตายครั้งยิ่งใหญ่ก็มาถึงแล้ว!
เสียงสัญญาณจากแตรเขาสัตว์ดังขึ้นหนแล้วหนเล่า และดังขึ้นมาจากสนามรบหลายสิบแห่ง ทอดตัวต่อเนื่องกันนับแสนลี้ อาณาจักรตงไห่ได้รับสัญญาณคำสั่ง กองทัพทั้งหมดเปิดศึก!
ณ ค่ายทหารต้าจิ่ง ฮ่องเต้ซุนเทียนกำลังมองกระบะทรายวางแผนรบ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงแตรส่งสัญญาณ เขาต้องขมวดคิ้วทันใด แม่ทัพที่อยู่ข้างๆ ถามอย่างสงสัยว่า “อาณาจักรตงไห่เอาแต่เป็นเต่าหดหัวเรื่อยมา แต่กลับกล้าเป็นฝ่ายรุกเข้าโจมตี หรือจะมีแผนร้ายใด” กุนซือผู้หนึ่งเอ่ยด้วยตาเป็นประกายว่า “หรือการที่ต้าจิ่งถูกรุกราน เป็นเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาพวกเขาเฝ้ารอให้ขุมอำนาจจากโพ้นทะเลมาถึงก่อน”
ทุกคนหันไปมองฮ่องเต้ซุนเทียน มุมปากของฮ่องเต้ซุนเทียนยกขึ้นแล้วกล่าวว่า “หากพุ่งเป้ามาที่พวกเรานั้นยังดี แต่หากบุกไปสังหารถึงต้าจิ่ง เช่นนั้นพวกเขาก็ต้องตายสถานเดียว” เขามั่นใจเต็มที่และทำให้จิตใจที่ร้อนรุ่มของเหล่าทหารได้ผ่อนคลายลงด้วย ทุกคนต่างเข้าใจดีว่าเหตุใดฮ่องเต้ซุนเทียนจึงได้มั่นใจ ต้าจิ่งมีมรรคาจารย์อยู่ จะไม่มีวันเกิดความวุ่นวายแน่! “เตรียมเปิดศึก! วันนี้เราจะต้องทำให้ชาวอาณาจักรตงไห่ขวัญกระเจิงให้จงได้!” ฮ่องเต้ซุนเทียนลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวอย่างทรงอำนาจ
ในเรือนพัก เขามังกรผงาด ไม่บ่อยครั้งนักที่หยางโจวและเยี่ยสวินตี๋ไม่ได้ฝึกยุทธ์กัน แต่พวกเขากลับยืนอยู่ในลานบ้านและมองเจียงฉางเซิง เจียงฉางเซิงกำลังยืดเส้นเอ็นและกระดูก นี่เป็นชุดท่าทางง่ายๆ แต่พวกหยางโจวทั้งสองคนกลับดูอย่างตั้งใจเอามากๆ เยี่ยสวินตี๋ถามอย่างกระตือรือร้นเป็นที่สุดว่า “ผู้อาวุโส ข้าลงมือได้แล้วหรือไม่” ยิ่งเจ้ายุทธ์ไร้จำกัดและมัจฉาปักษาเข้ามาใกล้รัฐชื่อมากเท่าใด เขาก็ยิ่งตื่นเต้นดีใจ เพราะลมปราณนั้นช่างแข็งกล้าจนทำให้คนหายใจติดขัด เขาชมชอบความรู้สึกกดดันประเภทนี้เหลือเกิน! เพราะมีเพียงการเผชิญหน้ากับความรู้สึกกดดันเช่นนี้เท่านั้น จึงจะบรรลุระดับขั้นที่สูงขึ้นได้!
“ไปเถิด” เจียงฉางเซิงเอ่ย เยี่ยสวินตี๋พุ่งตัวไปเหมือนลูกธนูและหายวับไปในหมอกทึบอย่างรวดเร็ว
ไปฉีถามว่า “เยี่ยสวินตี๋จะเอาชนะศัตรูได้หรือ” “ไม่ชนะหรอก” พูดเป็นเล่นไป หัวหน้าพันธมิตรสมุทรไร้จำกัดบรรลุขั้นถ้ำสวรรค์สี่แล้ว แต้มเซ่นไหว้ก็ยังพุ่งขึ้นไปถึงสองล้านสามแสนแต้ม เยี่ยสวินตี๋จะเอาอะไรไปสู้ ไม่ใช่แค่ตัวหัวหน้าพันธมิตรสมุทรไร้จำกัดเท่านั้น ยังมีอดีตยอดฝีมือขั้นถ้ำสวรรค์สามอีกสามคนด้วย! สัตว์อสูรยักษ์ลึกลับนั้นมีค่าตัวถึงแปดแสนแต้มเซ่นไหว้ แต่ความสามารถของมันกลับไม่ได้น่าตกใจกลัวเหมือนรูปลักษณ์ที่มองเห็น แน่นอนว่านี่เป็นเพียงสิ่งที่เจียงฉางเซิงคิดเท่านั้น ความจริงแล้วพลังการต่อสู้แปดแสนแต้มเซ่นไหว้ก็น่าหวาดกลัวมากเช่นกัน
“หา? มรรคาจารย์ ถ้าเช่นนั้นท่านยังไม่ช่วยอาจารย์ข้าอีกหรือ” หยางโจวเอ่ยอย่างร้อนใจ กลัวจะกลายเป็นว่าเยี่ยสวินตี๋เอาหัวตนเองไปถวายให้ผู้อื่นเสีย ไปฉีพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “นี่ๆๆ ไอ้ตัวแสบ อย่าลำเอียงสิ” หยางโจวเอ่ยขัดเขินว่า “ในใจข้า มรรคาจารย์ต้องสำคัญที่สุดอยู่แล้ว แต่ดีชั่วอย่างไรเขาก็สอนเรื่องยุทธ์ข้ามา ข้าไม่อยากให้เขาต้องมาตายเช่นนี้” เจียงฉางเซิงบิดคอไปมา กล่าวว่า “ไม่เป็นไร ข้าจะไปดูเดี๋ยวนี้ละ”
ศัตรูจวนมาถึงรัฐชื่อแล้ว! มัจฉาปักษาตัวยาวพันจั้ง ทำให้ชาวต้าจิ่งไม่รู้เท่าใดต้องตกใจ แต่พันธมิตรสมุทรไร้จำกัดกลับไม่ได้ทำอันตรายต่อชาวบ้าน เป้าหมายของพวกเขามีเพียงหนึ่งเดียวนั่นก็คือเจียงฉางเซิง การสังหารชาวบ้านไม่มีความหมายใด ขอเพียงมรรคาจารย์พ่ายแพ้ พันธมิตรสมุทรไร้จำกัดก็จะควบคุมใต้หล้าแห่งนี้ได้ตามใจชอบ! มัจฉาปักษาโบยบินพลางส่งเสียงคำรามร้อง เสียงเหมือนพวกสัตว์ปีกสะท้อนก้องอยู่ระหว่างฟ้าและดิน หมู่บ้านตำบลที่มันบินผ่านไป ตลอดทางไม่รู้มีคนทั่วไปมากน้อยเท่าใดที่เห็นแล้วต้องคุกเข่าลง นึกว่ามีสัตว์เทวะแห่งสรวงสวรรค์มาปรากฏตัว
เจ้ายุทธ์ไร้จำกัดหรี่ตาลงบอกว่า “มาแล้ว” ผู้แข็งแกร่งขั้นถ้ำสวรรค์สามทั้งสามคนตั้งท่ารับและเตรียมเข้าทำศึกในทันที เสียงหนึ่งแหวกผ่านอากาศมา! เห็นเพียงลำแสงสีขาวสายหนึ่งทะลุผ่านท้องฟ้ายาวเหมือนสายฟ้าฟาด รวดเร็วเช่นรัศมีทรงกลด พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูงสุด ปัก! เจ้ายุทธ์ไร้จำกัดยกมือขึ้นรับหมัดของเยี่ยสวินตี๋เอาไว้อย่างสบายๆ คนทั้งสองสบตากัน เจ้ายุทธ์ไร้จำกัดสีหน้าราบเรียบ ส่วนเยี่ยสวินตี๋ก็มีรอยยิ้มยโสอยู่เปี่ยมล้นใบหน้า จิตแห่งการต่อสู้ในดวงตาแทบจะก่อตัวเป็นรูปร่างที่จับต้องได้แล้ว
เยี่ยสวินตี๋หดขาที่เตะออกไปกลับมาทันใด แล้วใช้วิชาบรรพจิตเดียวดาย เส้นเอ็นและกระดูกทั้งมวลเต็มไปด้วยลมปราณ แฝงด้วยพละกำลังที่ไร้ขีดจำกัด โครม! เจ้ายุทธ์ไร้จำกัดยังไม่ทันลงมือ ยอดฝีมือขั้นถ้ำสวรรค์สามผู้หนึ่งที่อยู่ข้างหลังเขาก็พุ่งตัวเข้ามาก่อน และถีบเข้าที่ท้องของเยี่ยสวินตี๋จนเขากระเด็นออกไป เพียงพริบตาเยี่ยสวินตี๋ก็กระแทกเข้ากับภูเขาสูงที่ห่างออกไปลูกหนึ่ง รุนแรงจนภูเขาสั่นสะเทือนไปหมด เศษหินพุ่งกระเด็นออกมา ฝุ่นดินคละคลุ้ง เขาเหินออกมาจากในนั้น ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน คลึงท้องและด่าไปว่า “เจ็บจริงเชียว”
“เยี่ยสวินตี๋ เหตุใดเขาจึงมาอยู่ที่นี่” ชาวยุทธ์ขั้นกายาทองคำคนหนึ่งถามอย่างสงสัย จากนั้นชาวยุทธ์คนอื่นๆ ก็พากันพูดถึงเรื่องนี้ เห็นได้ว่าชื่อเสียงของเยี่ยสวินตี๋มีมากมายเพียงใด “ในเมื่อไม่ใช่มรรคาจารย์ เช่นนั้นก็ให้ตาเฒ่าเช่นข้าสังหารเขาเสีย!” ผู้แข็งแกร่งขั้นถ้ำสวรรค์สามผู้หนึ่งเอ่ยพร้อมรอยยิ้มดุร้าย เขามีร่างกายกำยำ สวมชุดคลุมยาวตัวโคร่งสีเทา ภายในสวมเกราะห่วงโซ่ร้อย ท่าทีน่าหวาดกลัว ไม่ทันรอให้เจ้ายุทธ์ไร้จำกัดสั่งความเขา เขาก็พุ่งตัวเข้าใส่เยี่ยสวินตี๋อย่างรวดเร็ว
เยี่ยสวินตี๋แผดเสียงด้วยโทสะ ลมปราณระเบิดออกกลายเป็นอานุภาพยิ่งใหญ่นัก เขาพุ่งหมัดออกไปหมัดหนึ่ง ลมปราณผนึกกันกลายเป็นแผ่นศิลาผุกร่อนขนาดมหึมาสูงถึงหนึ่งร้อยจั้ง พุ่งเข้าใส่ผู้แข็งแกร่งชุดคลุมเทา ทว่าผู้แข็งแกร่งชุดคลุมเทากลับถูกขวางกั้นเอาไว้ สีหน้าเขาเปลี่ยนอย่างรุนแรง ตื่นกลัวอยู่ในใจ “เหตุใดลมปราณข้าจึงชะงักไปเสียแล้ว…” เยี่ยสวินตี๋พุ่งเข้าใส่ดังลูกธนูคมกริบ พุ่งทะลุศิลาผุกร่อน ถีบเข้าที่เกราะห่วงโซ่ของผู้เฒ่าชุดคลุมเทาหนหนึ่ง มุมปากเขาโค้งขึ้น พอออกแรงที่ขาขวา พลันมีลมปราณร้อนเร้าดังไฟปะทุออกมาข้างใต้เท้าเสียงดังสะเทือนเลื่อนลั่น ผู้เฒ่าชุดคลุมเทาถูกถีบกระเด็นกลับไปและชนเข้ากับหัวของมัจฉาปักษา มัจฉาปักษาสะบัดหัวให้เขาปลิวหลุดออกไป
ผู้เฒ่าชุดคลุมเทาพยุงร่างให้มั่นคง พอก้มหน้าลงมองก็เห็นเกราะห่วงโซ่นั้นถูกเผาจนบิดเบี้ยวไปหมด ใบหน้าเขาก็บิดเบี้ยวไปในพริบตาเช่นกัน เพราะเขากลับถูกขั้นถ้ำสวรรค์สองผู้หนึ่งทำร้ายจนบาดเจ็บ นี่เรียกว่าน่าอัปยศนัก ผู้แข็งแกร่งขั้นถ้ำสวรรค์สามอีกสองคนที่อยู่ข้างหลังเจ้ายุทธ์ไร้จำกัดก็ต้องตกใจเพราะเยี่ยสวินตี๋ไปด้วย “วิถียุทธ์โบราณ?” “ไม่ผิดนี่เป็นลมปราณไร้ขอบเขต ต้องเป็นวิถียุทธ์โบราณเป็นแน่” พวกเขาอดหันไปมองเจ้ายุทธ์ไร้จำกัดไม่ได้
ที่พวกเขายอมมาด้วยก็เพราะเจ้ายุทธ์ไร้จำกัดยอมมอบป้ายศิลายุทธ์โบราณให้ป้ายหนึ่ง ป้ายศิลายุทธ์โบราณบันทึกวิถียุทธ์โบราณเอาไว้ เจ้ายุทธ์ไร้จำกัดหรี่ตาลงทันใด เมื่อมองตามสายตาเขาไปพลันมีร่างหนึ่งเหินเข้ามาจากสุดปลายฟ้า เป็นเจียงฉางเซิงนั่นเอง เขาขี่เมฆเหินมา อาภรณ์ขาวโบกสะบัด ผมดำปลิวไสว ราศีล้ำเลิศเหนือหล้าเช่นเซียนลงมาจุติซึ่งกำลังเหาะเหินอยู่เหนือผืนโลก
เจียงฉางเซิงไม่ได้ยื่นมือเข้าไปแทรกการต่อสู้ระหว่างเยี่ยสวินตี๋และผู้เฒ่าชุดคลุมเทา แต่กลับเคลื่อนตัวให้ช้าลงเพื่อชมการต่อสู้ของพวกเขา คนทั้งสองขึ้นไปบนฟ้าแล้วลงมาบนพื้น รวดเร็วจนดวงตาของคนทั่วไปยากจะตามได้ทัน ร่างของพวกเขาฉวัดเฉวียนสลับไปมา ต่อสู้กันดุเดือดเลือดพล่าน ต่างนำวิชายุทธ์ต่างๆ ที่ตนถนัดออกมาใช้ ลมปราณดังมังกรเอกพยัคฆ์ต่างประจันหน้ากันด้วยท่าทางของตน ดูแล้วตาพร่าลายไปหมด เมื่อแต่ละกระบวนท่าออกไปก็ทำให้ป่าไม้ภูเขาผืนดินต้องระเบิดออกมา ฝุ่นดินคละคลุ้งแทบปกคลุมทั้งแผ่นฟ้า “เจ้าก็คือมรรคาจารย์หรือ?” เจ้ายุทธ์ไร้จำกัดจ้องเจียงฉางเซิงและถามอย่างเย็นชา