เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 168 ปิดฟ้าบังตะวัน การจู่โจมของสัตว์ปีศาจ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 168 ปิดฟ้าบังตะวัน การจู่โจมของสัตว์ปีศาจ
ตอนที่ 168 ปิดฟ้าบังตะวัน การจู่โจมของสัตว์ปีศาจ
“ต่อให้เยี่ยสวินตี๋ไปทำงานให้มรรคาจารย์แล้ว พวกเราก็ทำได้เพียงยอมรับเท่านั้น” บรรพชนไป๋เหมยเอ่ยปากอย่างเนิบช้า สีหน้าของเขาเฉยชา สายตาของเขากวาดมองทุกคนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเย็นชา
“เป้าหมายของพวกเรามิใช่การตีรัฐชื่อของต้าจิ่ง แต่เป็นการสนับสนุนอาณาจักรตงไห่ ให้อาณาจักรตงไห่ไม่ถึงขั้นล่มสลาย ส่วนยามใดจะตีพวกเขาทั้งหมดมาครอง รอให้หัวหน้าพันธมิตรกลับมาก่อนค่อยตัดสินใจ” บรรพชนไป๋เหมยเอ่ยต่อ คำพูดนี้ทำให้หัวใจที่ตึงเครียดของทุกคนผ่อนคลายลง พวกเขาต่างไม่อยากไปเผชิญหน้ากับมรรคาจารย์และเยี่ยสวินตี๋
เฉิงเหยียนถามว่า “ในเมื่อฮ่องเต้ต้าจิ่งเดินทางมาสนามรบแล้ว จะสังหารเขาไปเลยดีหรือไม่ ต้าจิ่งต้องอลหม่านแน่ บางทีอาจหยุดสงครามได้ทันที”
บรรพชนไป๋เหมยตอบอย่างนิ่งสงบ “ทำไม่ได้ หากฮ่องเต้ต้าจิ่งมีอันตราย เป็นไปได้อย่างยิ่งวามรรคาจารย์จะลงมือ ส่งขั้นจักรวาลสักคนไปถ่วงเขาไว้ก็พอแล้ว จำไว้ว่าสังหารฮ่องเต้ไม่ได้ ลอบโจมตีต้าจิ่งก็ไม่ได้ ภารกิจของพวกเราคือขัดขวางต้าจิ่งไว้ ไม่ว่าอย่างไรคนที่ล้มตายก็เป็นคนของอาณาจักรตงไห่ อย่าลืมแผนการใหญ่ของพันธมิตรสมุทรไร้จำกัด” เมื่อคำพูดนี้เอ่ยออกมาทุกคนก็ตอบรับเป็นเสียงเดียวกัน “รับบัญชา!”
วสันต์จากจร สารทมาเยือน เวลาครึ่งค่อนปีผ่านพ้นไปแล้ว สารทฤดูเยื้องย่างมาถึง ภายในเรือน หยางโจวกำลังปีนขึ้นหลังคากระโดดข้ามกำแพงไล่ตามจับหวงเทียนกับเฮยเทียน พวกมันว่องไวราวกับวิหคโผบิน เยี่ยสวินตี๋นั่งอยู่ข้างเจียงฉางเซิง เขาถอนหายใจเอ่ยว่า “มรรคาจารย์ แมวน้อยสองตัวที่ท่านเลี้ยงไม่ธรรมดาเลยนะ” หยางโจวแตกฉานวิชายุทธ์ยุคโบราณในขั้นต้นแล้ว แต่กลับยังไล่ตามปีศาจแมวสองตนไม่ทัน สิ่งนี้ทำให้เยี่ยสวินตี๋ประหลาดใจมาก
เจียงฉางเซิงเอ่ยตอบว่า “แต่เดิมพวกมันก็ไม่ใช่แมวธรรมดา” ในเมื่อพวกมันเมินเฉยต่อการล่อลวงของมุกชุมปีศาจได้ สายเลือดของหวงเทียนกับเฮยเทียนย่อมพิเศษ เพียงแต่เจียงฉางเซิงมองไม่ออกว่าคืออะไรก็เท่านั้น แล้วเขาก็คร้านจะเปลืองแต้มเซ่นไหว้ไปพยากรณ์ถามด้วย ไม่ว่าอย่างไรสรุปก็คือเป็นแมวบ้านเขาแล้ว ปกติเขาจะป้อนโอสถให้ไป๋หลง หวงเทียนกับเฮยเทียนอยู่แล้ว ดังนั้นพลังปีศาจของเจ้าตัวน้อยสองตัวนี้จึงเพิ่มขึ้นอย่างมั่นคงมาตลอด
หยางโจวไล่ตามอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะจับหางของเฮยเทียนได้ เขาขยุ่มขนของมันออกมาหนึ่งกำมือ ไปฉีร้อนใจ ตวาดด่า “เจ้าเด็กหน้าเหม็น อย่าดึงจนมันโล้นสิ!” หยางโจวชะงักแล้วมองขนแมวในมืออย่างกระอักกระอ่วน เขาถึงขั้นไม่กล้าหันไปมองเจียงฉางเซิง เฮยเทียนชะงักแล้วร้องโวยวายเสียงดังลั่น หวงเทียนกระโดดมาหาแล้วตบอุ้งเท้าใส่มันหนึ่งที โทษฐานที่มันไม่เอาไหน
เยี่ยสวินตี๋หันไปมองเจียงฉางเซิงแล้วถามอย่างสงสัยว่า “มรรคาจารย์ ท่านเลี้ยงดูมนุษย์ แล้วก็เลี้ยงดูปีศาจด้วย เพราะเหตุใดกัน” เจียงฉางเซิงมองภาพความครึกครื้นแล้วตอบด้วยแววตาอันนิ่งสงบ “โลกใบนี้แบ่งฝักแบ่งฝ่ายต่อสู้กันไม่หยุดหย่อน คนสู้กับคน คนสู้กับปีศาจ ปีศาจสู้กับอสูร ดูเหมือนโลกใบนี้จะมีแต่การต่อสู้ไม่เลิกรา แม้ข้าชื่นชอบการฝึกบำเพ็ญอย่างเงียบสงบ แต่ข้าก็ปรารถนาจะนำอนาคตใหม่ๆ มาให้โลกใบนี้เช่นกัน”
คำพูดนี้ทำให้เยี่ยสวินตี๋ได้ใคร่ครวญบางสิ่ง ไปฉีก็หันมามองเจียงฉางเซิงอย่างอดไม่ได้เช่นกัน มันคิดไม่ถึงว่าเจียงฉางเซิงจะมีความคิดเช่นนี้ แม้มันจะอยู่กับเจียงฉางเซิงมานานมากแล้ว แต่มันพบว่าตนเองยังไม่เข้าใจมรรคาจารย์ มันรู้แต่ว่าเขาชอบซ่อนเร้นพลัง แต่ขณะเดียวกันก็ชอบอวดอิทธิฤทธิ์ คงไม่มีผู้ใดใช้ชีวิตได้แห้งแล้งเท่าเขาอีกแล้ว เขาครอบครองพลังที่แข็งแกร่งเหนือผู้ใด แต่กลับหมกตัวอยู่บนเขาตลอดเวลา บางทีเขาอาจมีอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่จริงๆ
จู่ๆ เจียงฉางเซิงก็ถามขึ้นมา “เจ้ารู้หรือไม่ว่ากำลังจะเกิดมหันตภัยกับโลกมนุษย์” เยี่ยสวินตี๋ส่ายหน้า “ไม่แน่ใจเท่าไร ข้าปิดด่านฝึกวิชามานานหลายปี เพิ่งเลิกปิดด่าน คนของพันธมิตรสมุทรไร้จำกัดก็มาบอกเรื่องบรรพชนชื่อเยวี่ยแล้ว” เจียงฉางเซิงจึงเล่าเรื่องจอมราชันแห่งเผ่าปีศาจกับอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ให้ฟัง เยี่ยสวินตี๋ฟังไปฟังมา สีหน้าก็เคร่งเครียดตามไปด้วย
พูดจนจบแล้ว เจียงฉางเซิงก็เอ่ยว่า “หายนะหนนี้เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์อยู่ไกลจากพวกเรามาก เมื่อพวกเราเดินทางไปถึง บางทีอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์อาจล่มสลายแล้วก็เป็นได้ ดังนั้นข้าจึงคิดจะช่วยต้าจิ่งให้รวมใต้หล้าเป็นหนึ่ง จากนั้นค่อยกวาดรวบแดนสมุทรรอบด้าน สร้างราชอาณาจักรแห่งโชคชะตาแห่งใหม่ หรืออาจถึงขั้นก้าวไปเป็นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ เหลือดินแดนบริสุทธิ์แห่งหนึ่งไว้ให้มนุษยชาติ ต้องปกป้องเผ่ามนุษย์ไว้ให้ได้ก่อน จึงจะมีสิทธิ์และมีโอกาสแสวงหาสันติระหว่างหมื่นเผ่าพันธุ์”
เยี่ยสวินตี๋พยักหน้า เป็นเช่นนั้นจริงๆ หากอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ล่มสลาย แต่เผ่ามนุษย์ไม่มีขุมอำนาจกลุ่มใหม่แล้วจะยืนหยัดอยู่ได้อย่างไร แม้เยี่ยสวินตี๋จะไม่สนใจคุณธรรมต่อมนุษยชาติเท่าใดนัก แต่เขาก็เข้าใจดีว่าหากไร้ปากฟันย่อมเหน็บหนาว “ดังนั้นท่านถึงรีบร้อนจะสั่งสอนหยางโจวอย่างนั้นหรือ” เยี่ยสวินตี๋เอ่ยถาม เมื่อครู่หยางโจวก็ฟังจนเหม่อลอยไปเช่นกัน พอได้ยินอาจารย์เอ่ยถึงตนเอง เขาก็กังวลขึ้นมาทันที ทั้งกังวลแล้วก็ทั้งตื่นเต้น
เจียงฉางเซิงตอบว่า “ถูกต้องแล้ว นี่ก็คือสาเหตุที่ข้ารั้งเจ้าไว้ ช่วยมนุษยชาติมิอาจอาศัยคนเพียงคนเดียว ต้องพึ่งคนมากมายนัก หากพวกเจ้าทำสำเร็จ ร้อยพันปีต่อจากนี้พวกเจ้าก็จะกลายเป็นวีรบุรุษของมนุษยชาติ ทิ้งนามจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ คงอยู่บนหน้าประวัติศาสตร์ไปชั่วนิรันดร์” คำพูดนี้ทำให้หยางโจวเลือดลมแล่นพล่าน แม้แต่เยี่ยสวินตี๋เองก็คาดหวังอยู่เล็กๆ วรยุทธ์อันไร้เทียมทานของมรรคาจารย์อาจรวบรวมผู้แข็งแกร่งทั่วใต้หล้าได้จริงๆ ก็เป็นได้
สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือสายตาที่มรรคาจารย์มองมนุษย์และมองปีศาจ ผู้ที่เฟ้นหาหยางโจว หวงเทียนกับเฮยเทียนพบย่อมมิธรรมดา เขาพอจะรู้ประวัติความเป็นมาของหยางโจวบ้างแล้ว ชีวิตของเขาธรรมดาอย่างยิ่ง หยางโจวยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าส่วนใดของตนเองไปถูกตาต้องใจมรรคาจารย์เข้า เลือกร่างศักดิ์สิทธิ์วิถียุทธ์ออกมาจากผู้คนมากมายมหาศาลได้ หรือว่ามรรคาจารย์จะเป็นเซียนจริงๆ ใช่แล้ว ไม่ใช่เซียนจะทำให้หยางโจวฟื้นกลับมามีชีวิตได้อย่างไรเล่า
ใต้หล้ากว้างใหญ่ปานใด มนุษย์มีมากมายเหลือคณานับ มีพรสวรรค์ล้ำเลิศมากมายเพียงใดที่ถูกกลบฝังเอาไว้ หากมีมรรคาจารย์อยู่ บางทีอาจพลิกฟ้าเปลี่ยนชะตาให้เผ่ามนุษย์ได้จริงๆ ก็เป็นได้ ได้ติดตามท่านเซียนเช่นนี้ ทั้งได้ร่ำเรียนวิชายุทธ์อันแข็งแกร่ง แล้วยังทำให้ชีวิตมีความหมาย จิตใจของเยี่ยสวินตี๋เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว
เจียงฉางเซิงหลับตาลง เขาตั้งใจจะค้นหาอัจฉริยะที่พรสวรรค์ยอดเยี่ยมทั่วใต้หล้าทุกสามวันห้าวัน หากแต้มเซ่นไหว้ทะลุเกินหนึ่งร้อยเมื่อใดก็หาเมื่อนั้น ภายในเวลาไม่กี่สิบปี หวังว่าจะทำให้มีอัจฉริยะจำนวนมากปรากฏขึ้นในต้าจิ่ง เขาคิดว่าที่ใดก็ล้วนมีอัจฉริยะ ทวีปเทพโบราณแข็งแกร่งก็เพราะวิถียุทธ์ของพวกเขารุ่งเรือง ทรัพยากรสำหรับฝึกยุทธ์มีมากกว่าทวีปชีพจรมังกร พวกเขาจึงคัดกรองอัจฉริยะออกมาได้มากกว่า แต่เจียงฉางเซิงไม่เหมือนกัน เขาค้นพบอัจฉริยะได้โดยตรง ทั้งตรงไปตรงมาและมีประสิทธิภาพ หากเป็นก่อนหน้านี้ เขาคงคร้านจะทำเช่นนี้ แต่เมื่อเผ่ามนุษย์เผชิญภัยพิบัติ การช่วยขยายต้าจิ่งก็คือการช่วยเขาให้ฝึกบำเพ็ญได้ดียิ่งขึ้น เยี่ยสวินตี๋ลุกขึ้น เตรียมตัวจะไปสั่งสอนหยางโจวต่อ เจ้าเด็กคนนี้แม้แต่แมวตัวเดียวยังจับไม่ได้ ทำให้เขาขายหน้าจริงๆ!
ปีซุนเทียนที่สิบสี่ สนามรบแต่ละแห่งระหว่างต้าจิ่งกับตงไห่ล้วนเข้าสู่ช่วงรบติดพัน ผู้ใดก็ไม่อาจคว้าชัยชนะมาครองได้ พันธมิตรสมุทรไร้จำกัดแสดงขุมพลังอันแข็งแกร่งออกมา พวกเขาทำให้กำลังคนระดับขั้นต่างๆ ของอาณาจักรตงไห่ขึ้นมาเทียบเคียงเสมอกับต้าจิ่ง หลี่หมิ่นรายงานเรื่องนี้กับเจียงฉางเซิง
“บัดนี้ขุมกำลังของอาณาจักรตงไห่ประเมินจุดสิ้นสุดไม่ได้ อีกอย่างพวกเขาก็เอาแต่ป้องกัน เห็นชัดว่ากำลังรอคอยสิ่งใดอยู่” หลี่หมิ่นเอ่ยอย่างกังวล เจียงฉางเซิงย่อมรู้ว่าอาณาจักรตงไห่กำลังรอคอยสิ่งใด เขาคลี่ยิ้มตอบว่า “มนุษย์ย่อมต้องพบสถานการณ์ยากลำบากบ้าง ควรปล่อยให้ฮ่องเต้ได้ขบคิดหาวิธีรับมือให้ดีๆ”
หลี่หมิ่นเอ่ยต่อ “พักนี้อำนาจของเฉินหลี่มากขึ้นเรื่อยๆ จะส่งผลต่ออำนาจราชวงศ์หรือไม่ขอรับ” เจียงฉางเซิงหัวเราะ ไปฉีอดไม่ไหวเอ่ยหยอกว่า “คิดว่าฮ่องเต้ไว้ใจเฉินหลี่มากเพียงนั้นจริงๆ หรือ นี่ก็เป็นเพียงบททดสอบบทหนึ่งเท่านั้น ในเมื่อยังมีมรรคาจารย์อยู่ หากเฉินหลี่กล้าทำอะไรบ้าๆ เขาย่อมตาย” หลี่หมิ่นรู้สึกว่ามีเหตุผล เขาเล่าเรื่องราวในยุทธภพอีกสองสามเรื่อง แม้ต้าจิ่งจะวุ่นวายอยู่กับการทำศึก แต่ยุทธภพก็ยังคงมีสีสันเช่นเดิม ยอดฝีมือทยอยออกมาสร้างตำนานอย่างไม่ขาดสาย เจียงฉางเซิงฟังอย่างเพลิดเพลินเหมือนกำลังฟังนิทาน ครึ่งชั่วยามหลังจากนั้น หลี่หมิ่นก็จากไป
เจียงฉางเซิงเริ่มพยากรณ์ตรวจสอบผู้แข็งแกร่งที่สุดในแดนสมุทรรอบด้านตามความเคยชิน ยามใดพันธมิตรสมุทรไร้จำกัดมาเยือน การล่มสลายของอาณาจักรตงไห่ก็จะมาถึง
ณ โรงเตี๊ยมสงบจิตในทะเลสวรรค์ เสี่ยวเอ้อร์ฟุบอยู่บนโต๊ะแล้วหาวหวอด เซียวปู่คูนั่งอยู่ไม่ไกล เขามองนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย ในตอนนี้เอง จู่ๆ ท้องนภาด้านนอกก็มืดครึ้ม ความคิดของเซียวปู่คูสะดุดลง เขาลุกขึ้นเดินไปริมหน้าต่างแล้วยื่นตัวออกไป ชั่วพริบตาต่อมาเขาพลันเบิกตาโต สีหน้าตกตะลึง “นั่น… นั่น…” เซียวปู่คูรีบหันกลับมา แต่น่าเสียดายลิ้นของเขาแข็งทื่อจนพูดไม่เป็นคำเสียแล้ว เสี่ยวเอ้อร์ถูกเสียงโหวกเหวกปลุกจนตื่นก็ผรุสวาท “อะไรกันวะ…”
เขายังไม่ทันพูดจบก็เหมือนจะจับสัมผัสบางสิ่งได้ เขาวิ่งออกไปนอกโรงเตี๊ยมทันที บ้านแต่ละหลังบนถนนก็มีคนวิ่งออกมาเช่นกัน ทุกคนต่างเงยหน้ามองท้องนภา แต่ละคนล้วนตาโตพูดไม่ถูก เสี่ยวเอ้อร์แหย่นหน้ามอง ใบหน้าของเขามีสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ เขาเอ่ยเสียงสั่นเทา “มัจฉา… ปักษา…”
สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่โตมโหฬารตัวหนึ่งกระพือปีกอยู่บนท้องฟ้า มันบดบังท้องนภาปิดดวงตะวันจนมิด เงาของมันทอดคลุมเกาะทั้งเกาะ มันเป็นปลาขนาดยักษ์ตัวหนึ่ง ทั่วร่างปกคลุมด้วยเกล็ดสีเขียวคราม ลำตัวยาวเกือบพันจั้งดูเหมือนเพรียวยาว แต่ความจริงแล้วใหญ่โตอย่างยิ่ง นอกจากนี้บนลำตัวยังมีปีกคล้ายปีกอินทรีคู่หนึ่งงอกติดอยู่ ยามสยายปีก ตัวปีกก็ยาวเกินหนึ่งพันจั้งเช่นกัน สัตว์ปีศาจขนาดมหึมาเช่นนี้ทำให้ทุกคนตกตะลึง เซียวปู่คูเพิ่งเคยเห็นสัตว์ปีศาจเช่นนี้เป็นหนแรก ในหัวใจจึงเต็มไปด้วยความสะพรึงกลัว
“นั่นคือสิ่งใด” “ปลาตัวยักษ์เชียว นี่มันต้องฝึกบำเพ็ญมากี่ปีกันเนี่ย หนึ่งพันหรือว่าหนึ่งหมื่นปี” “คุณพระคุณเจ้าช่วย ข้าฝึกวรยุทธ์มาหนึ่งร้อยปีแล้วเพิ่งจะเคยเห็นปลาตัวใหญ่ขนาดนี้เป็นหนแรก” “นั่นมันมัจฉาปักษา หนึ่งในอสูรโบราณ ข้าเคยเห็นภาพของมันในเอกสารโบราณที่แห่งหนึ่ง” “ปลาที่บินได้ น่ากลัวเกินไปแล้ว มันมุ่งหน้าไปที่ใดกัน” คนทั้งหลายบนเกาะต่างพูดคุยเรื่องนี้ พวกเขามองส่งมัจฉาปักษาจนมันบินจากไปไกล
เสี่ยวเอ้อร์เหาะขึ้นมาบนท้องฟ้าแล้วเพ่งสายตามอง ทันใดนั้นเขาก็เห็นว่าบนหัวของมัจฉาปักษามีเงาคนหลายคนยืนอยู่ ไม่ผิดแน่! ต้องเป็นเงาคนแน่ๆ! เสี่ยวเอ้อร์ร่อนลงมาเหยียบพื้นอย่างหวาดผวา เขาแปลกใจนัก ผู้ใดกันที่ควบคุมอสูรขนาดยักษ์เช่นนี้ได้ แล้วก็ทิศนั้นมัน… ทวีปชีพจรมังกร อาณาจักรต้าจิ่ง… เสี่ยวเอ้อร์สังหรณ์ว่าเรื่องนี้ท่าจะไม่ดีแล้ว แต่มัจฉาปักษาอยู่ด้านหน้า เขาจึงไม่กล้าใช้อินทรีหมื่นลี้ส่งข่าว
ล่วงเข้าคิมหันต์ เขามังกรผงาดมีหมอกวงกตจากค่ายกลรายล้อมจึงไม่ร้อนระอุ แต่เย็นสบายยิ่ง เจียงฉางเซิงกำลังหลอมโอสถ ไปฉีนอนหมอบอุตุอยู่ข้างตัวเขา หวงเทียนกับเฮยเทียนยังเล่นสนุกกันอยู่ พวกมันดูเหมือนมีพลังงานใช้ได้ไม่หมดไม่สิ้น ในตอนนั้นเอง เจียงฉางเซิงก็พลันสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง เขาหันไปมองทิศทางที่อยู่ไกลๆ แล้วใช้เนตรพสุธาไร้ขอบเขต ไม่นานนักสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาใช้แต้มเซ่นไหว้พยากรณ์ทันที จากนั้นก็พรูลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“น่ากลัวนักเชียว… บนโลกมีอสูรเช่นนี้อยู่ด้วย ดูท่าข้าจะดูแคลนเผ่าปีศาจเกินไปหน่อยแล้ว” เจียงฉางเซิงคิดอยู่เงียบๆ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความคาดหวัง ในที่สุดก็มาเสียที! เขาฝึกหลอมโอสถต่อ รอคอยให้อีกฝ่ายมาเยือน อสูรตัวมหึมาเช่นนี้ต้องทำให้ประชาชนต้าจิ่งได้เปิดหูเปิดตาเพิ่มแน่
ดวงตะวันลับเหลี่ยมเขา จันทราฉายแสง เที่ยงวันต่อมา หมู่มวลวิหคจำนวนมหาศาลกางปีกโผบินขึ้นเหนือท้องฟ้ารัฐชื่อ พวกมันทั้งหมดบินมุ่งหน้าไปทิศเหนือ ภาพนี้ดูน่าตื่นตายิ่งนัก ปรากฏการณ์ประหลาดเช่นนี้ชักนำให้ชาวบ้านถกเถียงกัน บนโลกแห่งวรยุทธ์ เผ่ามนุษย์นับถือสวรรค์ พวกเขาคิดว่าปรากฏการณ์บนท้องฟ้ามีความหมายอยู่ในตัว ปรากฏการณ์ประหลาดเช่นนี้ดูเหมือนภัยพิบัติกำลังจะมาเยือนอย่างไรอย่างนั้น จู่ๆ เยี่ยสวินตี๋ก็ถลาเข้ามาในเรือน เขาเดินมาตรงหน้าเจียงฉางเซิงแล้วเอ่ยเสียงขรึมว่า “มีศัตรูที่แข็งแกร่งบุกมาโจมตีแล้ว พลังลมปราณน่ากลัวมากทีเดียว!” สีหน้าเขาเคร่งเครียด เขาเพิ่งเคยสัมผัสแรงกดดันระดับนี้เป็นหนแรก แน่นอนว่าไม่นับรวมมรรคาจารย์ เพราะตอนมรรคาจารย์เล่นงานเขา อีกฝ่ายไม่แผ่แรงกดดันออกมาแม้แต่น้อย