เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 198 หมื่นเผ่าลุกผงาด โชคชะตาที่กำลังจะมาถึง
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 198 หมื่นเผ่าลุกผงาด โชคชะตาที่กำลังจะมาถึง
ตอนที่ 198 หมื่นเผ่าลุกผงาด โชคชะตาที่กำลังจะมาถึง
หลินเฮาเทียนเอี้ยวศีรษะไปมองตามสัญชาตญาณ หางตาของเขามองเห็นร่างจิตจำแลงเทพของเจียงฉางเซิง ท่าทางของเงาสีน้ำเงินที่จ้องมองมาทำให้หัวใจของหลินเฮาเทียนเหมือนถูกดึงจนแน่นตึง
เขารีบถามว่า “เจ้าเป็นใคร”
ร่างจิตจำแลงเทพตอบอย่างนิ่งสงบ “คนที่ปกป้องเจ้า”
กล่าวจบเขาก็วางหลินเฮาเทียนลง แล้วยกมือขวาขึ้นดึงร่างเหยี่ยวอัสนีเวหาที่กำลังร่วงหล่นให้ลอยหวือผ่านอากาศมาหาตน
หลินเฮาเทียนพิจมองเงาร่างของเขาครู่หนึ่งก็ลิงโลด เรียกอย่างตื่นเต้น “ผู้อาวุโส!”
ร่างจิตจำแลงเทพเงยหน้ามองบุรุษอาภรณ์สีครามที่อยู่ไกลๆ
บุรุษชุดครามประหนึ่งเผชิญศัตรูตัวฉกาจ เขาตวาดเสียงเคร่งขรึม “เจ้าเป็นผู้ใด เหตุใดต้องเสแสร้งทำตัวเป็นเทพ”
ร่างจิตจำแลงเทพเอ่ยว่า “ยอมแพ้เสียเถิด ฝึกวรยุทธ์ไม่ใช่เรื่องง่าย ไยต้องรนหาที่ตาย”
เจียงฉางเซิงเห็นอีกฝ่ายเป็นเพียงขั้นกายาทองคำก็คร้านจะสังหาร เขาไม่กลัวสักนิดว่าจะเป็นการปล่อยเสือเข้าป่า เพราะขุมอำนาจเบื้องหลังอีกฝ่ายระดับเดียวกับพันธมิตรสมุทรไร้จำกัดเท่านั้น เขาย่อมกำราบได้อย่างง่ายดาย หากอีกฝ่ายดื้อรั้นไม่รู้จักแยกแยะก็ถือเสียว่าเอาตัวเองมาเป็นรางวัลรอดชีวิตให้เขา
บุรุษอาภรณ์สีครามสีหน้าทมึน ความคิดในจิตใจกำลังต่อสู้กันอุตลุด อีกฝั่งโผล่มาลึกลับดังภูตผี มิหนำซ้ำยังไม่เผยร่างจริง ศัตรูคนนี้ทำให้เขามองไม่ออก แต่สัญชาตญาณบอกเขาว่าพลังของอีกฝ่ายน่าหวาดกลัวอย่างแน่นอน
หลินเฮาเทียนโพลงออกมาว่า “ผู้อาวุโส หากปล่อยเขาไป ไม่แน่ว่าเขาอาจส่งคนมาไล่ล่าข้าอีก”
ร่างจิตจำแลงเทพตอบว่า “เช่นนั้นถึงเวลาเจ้าก็ค่อยสังหารเขา แต่เดิมนี่ก็เป็นการฝึกฝนของเจ้า”
บทสนทนาของทั้งสองคนยั่วโมโหบุรุษชุดสีครามอย่างล้ำลึก มรดกวิชาของจักรพรรดิยุทธ์ถูกหลินเฮาเทียนยึดครองไว้ผู้เดียวเพราะภาพศิลาแผ่นนั้นแตกสลายจนเขาไม่อาจครอบครองมรดกวิชาของจักรพรรดิยุทธ์ได้ ซ้ำร้ายเขายังถูกหลินเฮาเทียนทำลายโฉมหน้าอีก จะให้เขาเลิกแล้วต่อกันไปง่ายๆ ใจเขาไม่ยินยอมจริงๆ
ร่างจิตจำแลงเทพยกมือขวาขึ้น นิ้วชี้ชี้ไปทางคนที่อยู่ไกล บุรุษอาภรณ์สีครามตกใจหันหลังเผ่นแน่บทันที
แม้หลินเฮาเทียนจะเสียดายอยู่บ้างแต่ก็ยังเผยรอยยิ้ม เขาเอ่ยอย่างตื่นเต้น “ผู้อาวุโส สาเหตุที่เขาไล่ล่าข้าเป็นเพราะข้าได้คัมภีร์สังสารวัฏไร้พ่ายมรดกวิชาของจักรพรรดิยุทธ์มา ท่านอยากเรียนหรือไม่ ข้าสอนท่านได้นะ!”
เจียงฉางเซิงช่วยเขาไว้ครั้งแล้วครั้งเล่า ในหัวใจเขานับอีกฝ่ายเป็นครอบครัวคนสำคัญที่สุดไปแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่ปิดบังสักนิด เขารู้สึกว่าตนเองสมควรตอบแทนผู้อาวุโสบ้าง
ร่างจิตจำแลงเทพกล่าวว่า “ค่อยสอนข้าในฝันเถิด ข้าจะพาพวกเจ้าออกไปหาสถานที่รักษาบาดแผลก่อน”
เขาย่อมไม่ปฏิเสธมรดกวิชาของจักรพรรดิยุทธ์อยู่แล้ว ต่อให้เขาไม่เรียนก็ให้ผู้อื่นเรียนได้ ร่างจิตจำแลงเทพพาพวกเขาออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็มาถึงเกาะแห่งหนึ่ง
“ภาพศิลาอีกสองแผ่นที่เหลือยังอยู่หรือไม่” ร่างจิตจำแลงเทพถาม
หลินเฮาเทียนที่กำลังนั่งสมาธิรักษาอาการบาดเจ็บ ลืมตาขึ้นมาตอบ “ไม่อยู่แล้วขอรับ พอข้าได้รับสืบทอดมรดกวิชาของจักรพรรดิยุทธ์มาเรียบร้อย ภาพศิลาทั้งสามก็แตกเป็นชิ้นๆ แม้แต่หุบเขายักษ์นั้นก็ระเบิดไปด้วย โชคยังดีที่ข้าหนีไว”
ในใจเขาแอบชื่นชมความแข็งแกร่งของเจียงฉางเซิง นึกไม่ถึงว่าแม้แต่รายละเอียดถิ่นที่เขาไปพบ อีกฝ่ายก็ยังรู้ด้วย เจียงฉางเซิงได้ยินดังนั้นก็รู้สึกเสียดายนิดๆ ที่พลาดจากมรดกวิชาของเผ่าปีศาจกับเผ่าอสูรเสียแล้ว
เดือนเก้า เยี่ยสวินตี๋ใช้พลังแห่งโชคชะตาของต้าจิ่งหล่อหลอมกายา ฝึกปรือวิชากายเทพมหาวัชระจนบรรลุเบื้องต้น พลังเพิ่มพูนขึ้นอย่างท่วมท้น เขาผสานเป็นหนึ่งเดียวกับพลังโชคชะตาของต้าจิ่งอย่างสมบูรณ์ ทำให้พลังโชคชะตาของต้าจิ่งเพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราด
พลังที่เพิ่มขึ้นพรวดพราดนั้นก็ยังดำเนินต่อไป ฮ่องเต้ซุนเทียนยิ้มปากไม่หุบตลอดทั้งวัน เขาเป็นฮ่องเต้ของราชวงศ์แห่งโชคชะตา จึงสัมผัสพลังโชคชะตาได้ชัดเจนที่สุด เขาไม่ขี้เหนียว แต่งตั้งเยี่ยสวินตี๋เป็นจอมทัพเทพพิทักษ์สมุทร ได้รับเบี้ยหวัดขุนนางขั้นสอง แต่ไม่มีพลทหารใต้ปกครอง ถึงอย่างนั้นเมื่อเรื่องนี้ถูกประกาศไปทั่วใต้หล้าก็ทำให้เยี่ยสวินตี๋มีหน้ามีตาเป็นอย่างมาก
ประชาชนหนึ่งร้อยสี่สิบเก้ารัฐของต้าจิ่งตื่นเต้นเพราะในราชโองการประกาศระดับขั้นพลังยุทธ์และความเป็นมาของเยี่ยสวินตี๋ไว้บนนั้นด้วย หัวหน้าพันธมิตรยุทธ์แห่งทะเลสวรรค์ ขั้นถ้ำสวรรค์สอง! ยุทธภพของต้าจิ่งฮือฮา
ผู้ฝึกยุทธ์ส่วนใหญ่คิดว่าเยี่ยสวินตี๋ตายแล้วตั้งแต่หน้าอารามมังกรผงาดหนนั้น คิดไม่ถึงว่ามรรคาจารย์จะเก็บชีวิตของเขาเอาไว้ เมื่อรวมกับเทพกระบี่ ประชาชนทั้งหลายก็รู้โดยพลันว่าสาเหตุที่มรรคาจารย์ไม่สังหารพวกเขาเป็นเพราะว่าต้องการเก็บกำลังรบอันแข็งแกร่งไว้ให้ต้าจิ่ง
ช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ของเยี่ยสวินตี๋ มรรคาจารย์ก็พลอยถูกผู้คนพูดถึงอย่างคึกคักไปด้วย แต้มเซ่นไหว้ของเจียงฉางเซิงเริ่มเพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว
ภายในลานเรือน เยี่ยสวินตี๋นั่งอยู่ข้างเจียงฉางเซิง พวกเขากำลังดูการประลองระหว่างหยางโจวกับสิบแปดกลุ่มดาวที่นอกตัวเรือนอยู่ด้วยกัน ทั้งสองฝ่ายเพียงประลองฝีมือหมัดเท้าเท่านั้น หยางโจวคนเดียวต่อสู้กับคนสิบแปดคน ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเป็นฝ่ายเหนือกว่า
ผู้ฝึกยุทธ์มิเหมือนผู้ฝึกเซียน แม้ระดับขั้นสูงก็ยังต้องพึ่งวิชาหมัดเท้า เพราะข้อได้เปรียบของผู้ฝึกยุทธ์ก็คือร่างกายที่แข็งแกร่ง การโจมตีศัตรูอย่างแม่นยำจะช่วยประหยัดลมปราณ ทำให้ต่อสู้เป็นระยะเวลานานได้
เยี่ยสวินตี๋หัวเราะ “เจ้าเด็กนี่ฝึกวิชากายเทพมหาวัชระได้เร็วกว่าข้าเสียอีก”
เจียงฉางเซิงกลับตอบว่า “เขาเริ่มฝึกวิชานี้เร็วกว่าเจ้า”
ไม่ใช่แค่หยางโจวเท่านั้นที่ได้ฝึกวิชากายเทพมหาวัชระ หวงเทียนกับเฮยเทียนก็ได้ฝึกเหมือนกัน เจียงฉางเซิงปรับปรุงวิชากายเทพมหาวัชระให้เหมาะกับเผ่าปีศาจ ทำให้ร่างกายของแมวทั้งสองมีพละกำลังเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน แม้ไปฉีจะกำลังฝึกอยู่เหมือนกัน แต่สติปัญญาของมันสู้เหล่าแมวไม่ได้ ยามนี้ระดับขั้นของวิชานี้จึงยังล้าหลังเจ้าพวกสองตัวนั้นอยู่
ในตอนนี้เองเจียงฉางเซิงก็เหมือนจะสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง เขาขมวดคิ้วฉับแต่ยังไม่ลุกขึ้น ยังจับตามองการประลองของพวกหยางโจวต่อไป
หลังจากเวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป เจียงฉางเซิงก็บอกว่า “พาพวกเขาไปยอดเขายุทธ์ ข้าต้องเตรียมตัวพบคนผู้หนึ่ง”
เยี่ยสวินตี๋ได้ยินคำนี้แม้จะประหลาดใจแต่ก็ลุกขึ้นเดินออกไป เขาเดินออกมานอกเรือน เรียกพวกหยางโจวแล้วพาพวกเขามุ่งหน้าไปที่ยอดเขายุทธ์
พวกเขาเดินผ่านเข้าไปในหมอกหนา เหยียบลงบนสะพานสวรรค์ที่เชื่อมระหว่างภูเขาทั้งสองลูก เยี่ยสวินตี๋เห็นเงาร่างหนึ่งยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามของสะพาน คิ้วกระบี่ขมวดมุ่นในทันใด
หญิงสาวอาภรณ์สีเหลืองคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าผา นางมองพวกเขาอย่างนิ่งสงบ นางมีเรือนร่างอรชรอ้อนแอ้น ใบหน้านับว่างามล่มเมือง รูปคิ้วกับดวงตาทำให้ดูห้าวหาญ เส้นผมยาวสลวยมัดสบายๆ ไว้ด้านหลังศีรษะ
เยี่ยสวินตี๋กับสตรีอาภรณ์สีเหลืองเดินสวนผ่านกันไป สายตาของเขาเหลียวมองนาง ในใจก็ลอบตกตะลึง เขามองระดับขั้นของสตรีนางนี้ไม่ออก!
สตรีอาภรณ์สีเหลืองมองเมินผ่านเขา ขั้นถ้ำสวรรค์สองไม่อยู่ในสายตาของนาง
เยี่ยสวินตี๋หยุดก้าวเดินแล้วหันกลับไปถามว่า “ขอเรียนถาม แม่นางมีชื่อแซ่อันสูงส่งว่าอะไร”
“จีอู๋จวิน”
สตรีอาภรณ์สีเหลืองทิ้งไว้เพียงสามคำ ก่อนจะย่างเท้าข้ามสะพานสวรรค์ไป
“จีอู๋จวิน?” เยี่ยสวินตี๋ขมวดคิ้ว เขาทบทวนความทรงจำอย่างละเอียดแล้วก็พบว่าเขาไม่เคยได้ยินนามนี้มาก่อน
หยางโจวถามอย่างประหลาดใจ “อาจารย์ นางโด่งดังมากหรือ” แม้อารามมังกรผงาดจะมีแขกแวะเวียนมาไม่ขาดสาย แต่เขาก็ไม่เคยพบผู้ใดมีพลังปราณแผ่ออกมาแข็งแกร่งเท่าสตรีผู้นี้ สิ่งสำคัญคือนางยังงดงามมากอีกด้วย
“ไม่โด่งดังหรอก แต่นางแข็งแกร่งมาก แข็งแกร่งกว่าอาจารย์เสียอีก”
คำพูดของเยี่ยสวินตี๋ทำให้หยางโจวกับสิบแปดกลุ่มดาวเบิกตาโต ในใจพวกเขา เยี่ยสวินตี๋คืออันดับสองในใต้หล้า นอกจากมรรคาจารย์ จะมีคนแข็งแกร่งกว่าเขาอีกได้อย่างไรกัน
ไม่นานนักจีอู๋จวินก็เดินผ่านหมอกวงกตชั้นแล้วชั้นเล่ามาถึงเรือนของเจียงฉางเซิง พวกปีศาจทั้งสามหันไปมองนาง
เมื่อเห็นว่าในลานเรือนมีสัตว์ปีศาจอยู่ ทั้งยังไม่ใช่แค่หนึ่งตัว แววตาของจีอู๋จวินก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย นางก้าวตรงมาหาเจียงฉางเซิงแล้วประสานหมัดเอ่ยว่า “ขอบคุณผู้อาวุโสที่ช่วยเหลือ”
เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้นตอบว่า “ไม่มีข้า เจ้าก็หนีรอดได้อยู่ดี ข้าเพียงช่วยให้เจ้าไม่ต้องบาดเจ็บหนักเท่านั้น”
จีอู๋จวินได้ยินคำนี้ นัยน์ตาก็หดวูบ คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะมองทะลุไปถึงพลังที่นางซ่อนเอาไว้
ความจริงเจียงฉางเซิงก็รู้สึกจนปัญญาอย่างยิ่งเหมือนกัน เขาคิดไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายจะตามหาตนจนเจอ จีอู๋จวินก็คือสตรีผู้สวมเกราะทองเมื่อวันนั้น ยามถอดเกราะ นางไม่เผยพลังทั้งหมดออกมา แต่ก็ยังทำให้คนมองผ่านไม่ได้อยู่ดี
ในเมื่ออีกฝ่ายมาหาถึงที่แล้ว เจียงฉางเซิงก็รู้ว่าปิดบังต่อไปก็ไร้ความหมาย เขาจึงตัดสินใจยอมรับอย่างตรงไปตรงมา
“ระหว่างทางข้าฟังเรื่องราวของท่านมาแล้ว ผู้อาวุโสปกป้องแผ่นดินให้ลูกศิษย์ ช่างมีคุณธรรมมากล้นเท่าผืนฟ้าเสียจริง” จีอู๋จวินเอ่ยด้วยสีหน้าเลื่อมใส
หลังจากมรรคาจารย์กำจัดต้นสิ้นภพแล้วก็จากไปอย่างเงียบๆ เขาเก็บซ่อนคุณงามความดีกับชื่อเสียงเอาไว้ เรื่องนี้มีน้อยคนในมหาสมุทรที่รู้
สาเหตุที่นางคิดว่าเป็นมรรคาจารย์ก็เพราะว่ามีเพียงมรรคาจารย์เท่านั้นที่แข็งแกร่งได้ปานนั้น นางเคยประมือกับต้นสิ้นภพมาแล้วจึงรู้ชัดเจนที่สุดว่าต้นสิ้นภพแข็งแกร่งมากเพียงใด
เจียงฉางเซิงเอ่ยว่า “เรื่องนี้หวังว่าแม่นางจะไม่พูดออกไป ข้าอยู่อย่างสงบจนชินแล้ว ไม่ต้องการให้คนทั่วหล้าเรียกร้องจากข้ามากเกินไป”
“เรียกร้องมากเกินไปหมายถึงอะไร” จีอู๋จวินเอ่ยทวน ใบหน้าเผยสีหน้าสับสน แต่จากนั้นนางก็ถอนหายใจ “นั่นสินะ หากปกป้องนานเกินไป คนที่ถูกปกป้องก็จะเอาแต่พึ่งพา ถึงยามนั้นคนที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดก็จะไม่มีทางถอยอีกต่อไป”
เจียงฉางเซิงไม่แน่ใจว่านางหมายถึงผู้ใด แต่น่าจะเกี่ยวข้องกับอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ เขาลองพยากรณ์ถามเบื้องหลังของจีอู๋จวินดูแล้ว แต่มันไม่อยู่ในขอบเขตที่ระบบตรวจสอบได้ ดังนั้นย่อมเป็นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์อย่างแน่นอน
เจียงฉางเซิงถามว่า “แม่นาง เจ้าเพียงมาขอบคุณหรือ”
จีอู๋จวินเอ่ยว่า “ผู้อาวุโสยินดีเดินทางไปที่อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ พลังระดับท่านจะต้องได้รับการปฏิบัติอย่างดีที่สุดแน่นอน ข้าจะช่วยท่านช่วงชิงตำแหน่งแม่ทัพแห่งโชคชะตา ให้ท่านได้รับพลังแห่งโชคชะตาจากอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์”
ไปอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์หรือ จะเป็นไปได้อย่างไรกันเล่า!
เจียงฉางเซิงตอบทันที “ยามนี้มหันตภัยกำลังจะเกิด ข้าไม่แน่ใจว่าพลังของข้าจะทำประโยชน์ให้อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ได้มากเท่าใด ดังนั้นข้าจึงปรารถนาจะอยู่ปกป้องสถานที่ซึ่งข้าห่วงใย ยิ่งไปกว่านั้นดินแดนในมหาสมุทรก็กำลังมีเค้าลางว่าจะเกิดความปั่นป่วน หากข้าจากไป ต้าจิ่งคงยากจะยืนหยัดอยู่ได้”
จีอู๋จวินรู้เรื่องนี้เช่นกัน นางแค่นเสียงดังเหอะ “ข้ารู้เรื่องความคิดของเกาะจักรพรรดิยุทธ์แล้ว พวกเขาเชื่อคำทำนายแห่งโชคชะตา คิดว่าอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่ผู้ที่สวรรค์ลิขิตอีกแล้ว จักรพรรดิยุทธ์จะถือกำเนิดบนมหาสมุทร จะโทษพวกเขาก็ไม่ได้ พวกเขาก็เคยลงแรงช่วยแล้วจริงๆ แต่ว่าการที่ข้าเชิญผู้อาวุโสให้เดินทางไปอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ เป็นเพราะคิดถึงปัจจุบันและวันหน้า
วันหน้าเมื่ออาณาจักรศักดิ์สิทธิ์พังทลาย พลังแห่งโชคชะตาจะกระจัดกระจาย หากท่านมีตำแหน่งแม่ทัพแห่งโชคชะตา ท่านก็สามารถแบ่งพลังโชคชะตาส่วนหนึ่งจากอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์มาได้ สิ่งนี้จะช่วยให้ต้าจิ่งพัฒนาขึ้นอีก”
เจียงฉางเซิงคิดว่านางตั้งใจจะให้ตนไปสู้จนตัวตายเพื่ออาณาจักรศักดิ์สิทธิ์เสียอีก ตอนนี้ดูท่านางก็คิดว่าอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ต้องล่มสลายเช่นกัน
“ไม่ดีกว่า วิถียุทธ์ของข้าไม่ต้องใช้พลังโชคชะตา ขอบคุณเจตนาดีของแม่นางอย่างยิ่ง” เจียงฉางเซิงส่ายศีรษะ
จีอู๋จวินเอ่ยอย่างแฝงความนัย “ไม่ต้องใช้พลังโชคชะตา ย่อมบ่งบอกว่าพรสวรรค์ของผู้อาวุโสยังสำแดงออกมาไม่หมด ตอนนี้จึงยังไม่พบทางตัน พรสวรรค์ระดับนี้ช่างคล้ายจักรพรรดิยุทธ์นัก”
เจียงฉางเซิงไม่เอ่ยตอบอันใด พวกปีศาจทั้งสามตัวก็ไม่มีท่าทีตอบสนองอะไรมากมายนัก พวกมันไม่ค่อยรู้จักจักรพรรดิยุทธ์สักเท่าใด พวกมันคิดว่ามรรคาจารย์ต้องเหนือกว่าจักรพรรดิยุทธ์อยู่แล้ว จักรพรรดิยุทธ์ก็แค่รวบรวมเผ่ามนุษย์เป็นหนึ่ง แต่มรรคาจารย์รวมเผ่ามนุษย์กับเผ่าปีศาจและจะสร้างยุครุ่งเรืองที่ไม่เคยมีมาก่อน
จีอู๋จวินบอกอีกสองสามเรื่อง ล้วนเป็นเรื่องเกี่ยวกับอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์และเกาะจักรพรรดิยุทธ์ เจียงฉางเซิงฟังอย่างตั้งใจ
สนทนากันครู่หนึ่ง จีอู๋จวินก็ลุกขึ้นเดินจากไป ก่อนจากไปนางเอ่ยอย่างแฝงความนัย “ยุคแห่งมหาสงครามที่ไม่เคยมีมาก่อนกำลังจะมาถึง เกาะจักรพรรดิยุทธ์ไม่เพียงทำนายว่าจักรพรรดิยุทธ์จะถือกำเนิด แต่ยังทำนายอีกว่าหมื่นเผ่าจะลุกผงาด วิถียุทธ์จะแตกกิ่งก้านบานสะพรั่ง ทว่ามนุษย์กับปีศาจเป็นศัตรูคู่อาฆาตทุกชาติภพ มิอาจอยู่ร่วมฟ้า หวังว่ามรรคาจารย์จะมิใจอ่อน”
ไปฉีมองนางเดินลับหายไปในหมอกวงกตนอกเรือนแล้วก็แค่นเสียงหยัน หวงเทียนแหวเสียงดัง “เอาอะไรมามั่นใจว่ามนุษย์กับปีศาจอยู่ร่วมฟ้าไม่ได้” เฮยเทียนก็โวยวายตามบ้าง
เจียงฉางเซิงหัวเราะเบาๆ “เพราะนางแข็งแกร่งไม่มากพอ อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ก็แข็งแกร่งไม่มากพอ”
หากวันหนึ่งเขาบรรลุวิถีเซียน สะบั้นโซ่ตรวนของโลกแห่งยุทธ์ บุกเบิกหนทางแห่งวิถีเซียนได้ เขาย่อมแต่งตั้งให้มนุษย์และปีศาจข้างกายกลายเป็นเทพเซียนปกครองใต้หล้ารวมกัน แม้สองเผ่าพันธุ์จะกลมเกลียวกันอย่างสมบูรณ์ไม่ได้ แต่ก็คงลดความขัดแย้งและการเข่นฆ่าให้น้อยลงได้
ว่าแต่หมื่นเผ่าจะลุกผงาดที่จีอู๋จวินพูดหมายความว่าอย่างไรกัน ใต้หล้าแห่งนี้มีเผ่าพันธุ์ซ่อนอยู่ทั้งหมดเท่าไรกันแน่