เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 423 คลื่นเหมันต์นิรันดร์กับการพบกันอีกครั้งริมน้ำพุเหลือง
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 423 คลื่นเหมันต์นิรันดร์กับการพบกันอีกครั้งริมน้ำพุเหลือง
ในตำหนักยมโลก สะบันเศียรกับเจียงเชอยืนอยู่เคียงกัน สายลมเย็นยะเยือกจากเขาสุมนรกแห่งตำหนักยมโลกพัดอาภรณ์ของพวกเขาสะบัดไหวๆ
“เจ้าคิดว่าปรากฏการณ์ประหลาดเกิดจากน้ำพุเหลืองหรือ” เจียงเชอเอ่ยปากถาม ระยะนี้ไอแค้นในตำหนักยมโลกเพิ่มขึ้นอย่างมาก มักจะมีวิญญาณอาฆาตปริศนาบุกเข้ามาในตำหนักยมโลกอยู่เป็นระยะก่อปัญหายุ่งยากไม่น้อย สะบันเศียรพยักหน้าแล้วเอ่ยว่า “น้ำของน้ำพุเหลืองนี่ไม่ใช่ธรรมดา ไม่มีผู้ใดทราบว่าน้ำพุเหลืองลึกเพียงใด บางทีน้ำพุเหลืองอาจเชื่อมต่อไปยังสถานที่อื่น”
เจียงเชอขมวดคิ้วถามว่า “เรื่องนี้ต้องสอบถามท่านบรรพบุรุษหรือไม่”
สะบันเศียรตอบว่า “ข้ารายงานแล้ว ท่านผู้เฒ่ากล่าวว่า นี่นับเป็นคราวเคราะห์ของตำหนักยมโลก ได้จังหวะทดสอบความสามารถของตำหนักยมโลกพอดี”
เจียงเชอได้ยินดังนั้นก็รู้สึกว่ามีเหตุผล เขาถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “ตำหนักยมโลกอุตส่าห์สั่งสมทหารยมโลกกับแม่ทัพยมโลกไว้มากมายถึงเพียงนั้น ก็สมควรแสดงขุมกำลังของพวกเราบ้างแล้วจริงๆ”
เมื่อเอ่ยถึงทหารยมโลกกับแม่ทัพยมโลก เจียงเชอก็เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ เขาเชื่อมั่นว่าตำหนักยมโลกไม่ด้อยกว่าแดนสวรรค์ มีตัวตนที่สุดแสนจะแข็งแกร่งเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ขณะที่ตำหนักยมโลกเชื่อมต่อกับโลกมากมาย มิใช่เพียงโลกคุนหลุน ทว่าเพราะตำหนักยมโลกอยู่ใต้อาณัติของโลกคุนหลุน ภูตผีวิญญาณผู้ล่วงลับจึงบำเพ็ญสำเร็จเป็นเซียนภูตได้ หากพูดถึงอาณาเขตสำหรับกลั่นกรองมองหาผู้มีพรสวรรค์ ตำหนักยมโลกย่อมมีอาณาเขตกว้างขวางมาก อีกไม่นานตำหนักยมโลกจะแยกออกมาเป็นอิสระอย่างสมบูรณ์ ก่อเกิดเป็นมิติที่แยกตัวเป็นเอกเทศแห่งหนึ่ง”
สะบันเศียรเงยหน้าสายตาจับจ้องไปยังร่างอันโอฬารประหนึ่งเทวพฤกษ์ผู้ให้กำเนิดโลก ตนสินภพผสานเข้ากับตำหนักยมโลกอย่างสมบูรณ์แล้ว ระหว่างที่มันดูดซับพลังของสังสารวัฏ คุณสมบัติดังเดิมของมันก็แปรเปลี่ยนกลายเป็นสิ่งที่หลุดพ้นจากสามัญ
“ข้าเพิ่งเข้าใจคำว่าสามภพที่ท่านบรรพบุรุษเคยกล่าวไว้ เอาตอนนี้มันมิได้หมายถึงโลกสามใบแต่หมายถึงระบบระเบียบสามระบบต่างหาก ช่างสุดยอดจริงๆ วิถีเซียนที่เป็เช่นนี้ยุติธรรมกว่าวิถียุทธจริงๆ”
เจียงเชอกล่าวด้วยสีหน้าเลื่อมใส เขาเองก็เป็นผู้ศรัทธาคนหนึ่ง การเทศนาเกี่ยวกับวิถีเซียนสองหนนั้นของท่านบรรพบุรุษเขาก็ตั้งใจฟังอยู่ทั้งสองหน ยิ่งเห็นสิ่งต่างๆที่ท่านบรรพบุรุษกระทำเขาก็เคารพเลื่อมใสจากก้นบึ้งหัวใจอย่างแท้จริง ฐานะโอรสสวรรค์ในโลกมนุษย์ทำให้เขาเคยเห็นผู้มีปณิธานยิ่งใหญ่มามากมาย รวมทั้งตัวเขาเองด้วย เพื่อชักชวนพรรคพวกสั่งสมขุมอำนาจคนเหล่านี้สัญญาด้วยถ้อยคำคุยโวที่ทำไม่ได้จริงสารพัดอย่าง แต่ท่านบรรพบุรุษของเขาแตกต่าง ท่านบรรพบุรุษมิพึ่งพาสรรพชีวิตทั้งหลายแต่คือผู้สร้างความผาสุกให้สรรพชีวิต”
นี่เป็นสิ่งที่ผู้ศรัทธาทุกคนยอมรับโดยถ้วนหน้า ผู้ศรัทธาทั้งหลายมองไม่เห็นจริงๆ ว่าตนเองมีประโยชน์กับมรรคาจารย์ตรงที่ใด มรรคาจารย์แข็งแกร่งนัก เขาแข็งแกร่งจนสยบทุกสิ่งได้ด้วยตัวคนเดียว พวกเขาจึงได้แต่คิดว่าตนเองเป็นเพียงแรงงานที่มรรคาจารย์เลือกมาสร้างระบบระเบียบให้โลกเท่านั้น”
อาจเป็นเพราะวิถียุทธไร้ความเป็นธรรมวิถีเซียนจึงถือกำเนิด”
สะบันเศียรเปรยออกมาลอยๆ กล่าวจบก็หมุนตัวจากไป”
เจียงเชอเหลือบมองต้นสินภพหนหนึ่ง จากนั้นก็ตามเขาออกไปด้วย”
ผิวน้ำของน้ำพุเหลืองยังคงมีฟองอากาศลอยขึ้นมาไม่ขาดสาย คล้ายกับว่ามีบางสิ่งกำลังจะผุดขึ้นมา”
ณ โลกของเผ่าเหยียนในมหาพิภพนิลเหลือง สมาชิกระดับสูงของเผ่าเหยียนรวมตัวกันอยู่ในห้องโถง ท่านเหยียนก็อยู่ ทั้งยังอยู่ในตำแหน่งที่ค่อนไปข้างหน้าเสียด้วย เวลานี้พวกเขากำลังปรึกษาหารือกันอยู่ว่าจะส่งเสริมวิถีเซียนอย่างไรดี”
นับตั้งแต่วิถีเซียนถือกำเนิดผู้ศรัทธาทั้งหลายก็บ้าคลั่ง ผู้ศรัทธาในเผ่าเหยียนก็เป็นเช่นเดียวกัน การคุยโวอันบ้าคลั่งของพวกเขาทำให้สมาชิกเผ่าเหยียนตกหลุมกลายมาเป็นผู้ศรัทธาของมรรคาจารย์มากขึ้นเรื่อยๆ กลับกลายเป็นว่าเหลือแต่สมาชิกระดับสูงอย่างพวกเขาที่ไม่ได้รับการยอมรับจากมรรคาจารย์เสียที่ แม้จะไม่เคยเข้าไปในมหาพิภพจิตจรแต่ฟังจากที่คนรุ่นหลังถกเถียงกันอย่างตื่นเต้น พวกเขาก็ตระหนักได้แล้วว่าวิถีเซียนไม่ธรรมดา”
“ไม่ได้การแล้วตอนนี้โลกเทพยุทธกำลังเฝ้าจับตามองสามพันดินแดนอยู่ หากเวลานี้ออกไปเผยแพร่วิถีเซียนไม่ต่างจากรนหาที่ตาย ต่อให้เผยแพร่อย่างเงียบๆ ก็อาจถูกขายได้ง่ายๆ เกิดถูกขายขึ้นมาสิ่งที่รออยู่ก็คือความพินาศของทั้งเผ่า”
ผู้อาวุโสคนหนึ่งเอ่ยเสียงเข้ม คำพูดของเขามีคนเห็นด้วยอยู่ไม่น้อย ท่านเหยียนก็เป็นหนึ่งในนั้น ผู้อาวุโสหันไปมองท่านเหยียนแล้วเอ่ยว่า “ซวิเอ๋อ เมื่อใดมรรคาจารย์จึงจะมารับพวกเรา”
เมื่อคำนี้ถูกถามออกมา ทุกคนก็หันไปมองท่านเหยียนด้วยแววตาคาดหวัง พวกเขาฟังเด็กรุ่นหลังพวกนั้นสรรเสริญวิถีเซียนกับมรรคาจารย์อย่างบ้าคลั่ง ก็รู้สึกอยากแล่นไปสวามิภักดิ์ต่อมรรคาจารย์ยิ่งกว่าเดิม พวกเขาไม่เข้าใจจริงๆ เจ้าเด็กพวกนั้นไม่เคยพบเจอมรรคาจารย์แทๆ แต่เหตุไฉนจึงเข้าใจวิถีเซียนได้ พวกเขาทำได้เพียงสันนิษฐานว่ามรรคาจารย์คงเข้าฝันได้ ท่านเหยียนตอบว่า “มรรคาจารย์ย่อมจัดการเรื่องนั้นเอง พวกเราเพียงสงบใจรอก็พอแล้ว อย่าลืมว่าก่อนหน้านี้มรรคาจารย์ช่วยเผ่าเหยียนของพวกเราไว้อย่างไร”
ทุกคนพยักหน้า พวกเขาไม่มีวันลืมที่มรรคาจารย์ยื่นมือช่วยเหลือคราที่ลัทธิโบราณสร้างหายนะให้พวกเขา”
ความจริงท่านเหยียนเองก็ร้อนใจมากเหมือนกัน เพราะมีเพียงโลกคุนหลุนเท่านั้นที่ฝึกบำเพ็ญวิถีเซียนได้ ยามได้ยินสหายสนิททั้งหลายในมหาพิภพจิตจรคุยโวโออวดสารพัดเกี่ยวกับการบำเพ็ญเซียนเขาแสนจะอิจฉา เขาถึงขั้นต้องทำหน้าด้านโกหกว่าตนเองเป็นผู้ฝึกตนขั้นปราณทองคำเหมือนกันเพราะกลัวว่าผู้อื่นจะดูถูก พวกเขาสนทนากันต่อ ขณะที่ท่านเหยียนเพิ่งตกอยู่ในภวังค์ผ่านไปครู่หนึ่ง อินทรีสีขาวตัวหนึ่งก็โฉบเข้ามาจากนอกห้องโถง ร่อนลงมาเกาะบนแขนของประมุขเผ่า ประมุขเผ่าแกะจดหมายตรงกรงเล็บของวิหคตัวนั้นออกมา ตอนแรกแถบกระดาษว่างเปล่า แต่เมื่อเขาถ่ายทอดพลังให้แผ่นกระดาษก็เริ่มมีตัวอักษรปรากฏ”
คนอื่นๆ กำลังสนทนากันอยู่จึงไม่ทันสังเกตสีหน้าที่ย่ำแย่ลงของประมุขเผ่า”
ท่านเหยียนเหลือบเห็นภาพนี้เข้าพอดีจึงถามขึ้นมาว่า “ประมุขเผ่า เกิดอะไรขึ้นหรือ”
คนที่เหลือพลันสงบปากแล้วหันไปมองประมุขเผ่า ประมุขเผากัดฟันเอ่ยว่า “คลื่นเหมันต์ที่ยากพานพบในรอบหมื่นปีกำลังจะมาเยือน นี่เป็นข่าวที่สายลับที่เขาวางไว้ในโลกเทพยุทธส่งมาให้ ฝั่งโลกเทพยุทธสังเกตพบว่าคลื่นเหมันต์ระลอกนี้รุนแรงยิ่งกว่าในอดีตมากนัก โลกทั้งสามพันใบล้วนจักประสบหายนะ อาจถึงขั้นส่งผลกระทบไปถึงภายในห้วงอนันตสุญญตาอีกด้วย”
เมื่อคำนี้เอ่ยออกมาทุกคนพลันหน้าถอดสี”
ท่านเหยียนถามอย่างตกตะลึง “คลื่นเหมันต์นิรันดร์นั่นนะหรือ เหตุไฉนเรื่องราวมากมายดันอุตริมาเกิดพร้อมกันได้เล่า”
“นั่นน่ะสิ ลัทธิโบราณบุกจู่โจมสามพันโลก หลังจากนั้นแดนโลหิตก็บุกมาต่อ ตอนนี้คลื่นเหมันต์นิรันดร์ก็ยังจะมาเยือนอีกหรือว่าโชคชะตาของวิถียุทธจะถึงคราวสิ้นสุดแล้ว”
“เผ่าเหยียนควรจะเอาตัวรอดจากคลื่นเหมันต์นิรันดร์อย่างไรดีเล่า”
“เล่ากันว่าคลื่นเหมันต์นิรันดร์แช่แข็งได้ทุกสรรพสิ่ง มันเคยทำให้สามพันโลกหยุดนิ่งไปนับหมื่นปีก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องไหนจริงเรื่องไหนโกหก”
“คงไม่เลวร้ายถึงเพียงนั้นกระมัง”
“โลกเทพยุทธไม่มีหนทางจัดการเลยหรือ”
ประมุขเผ่าเผชิญหน้ากับคำถามของผู้คนในเผ่าก็ส่ายหน้า เขาหันไปมองท่านเหยียนด้วยสีหน้าเคร่งเครียดแล้วเอ่ยว่า “เจ้าต้องบอกเรื่องนี้กับมรรคาจารย์”
ท่านเหยียนพยักหน้าอย่างหนักแน่น เขาได้ยินตำนานคลื่นเหมันต์นิรันดร์มาตั้งแต่เล็กจนโต คิดไม่ถึงว่าตำนานนี้จะมาเกิดขึ้นในช่วงชีวิตของเขาจริงๆ ท่ามกลางหมู่เขา เฟิงอวีกำลังฝึกวิชาคิ้วของเขาขมวดมุ่นเห็นชัดว่าพบข้อติดขัดในการฝึกบำเพ็ญเขาให้แล้ว”
เขาลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้าในใจรู้สึกจนปัญญา “นี่มันวิชาอะไรกันเหตุไฉนจึงฝึกฝนยากเช่นนี้หรือว่าพรสวรรค์ของข้าย่ำแย่มากจริงๆ”
การคัดเลือกเจ็ดสิบสองถ้ำเทวะใกล้ถึงเวลาตัดสินแล้ว เบื้องบนมอบวิชาให้พวกเขามาวิชาหนึ่ง ผู้ที่ฝึกฝนสำเร็จจักกลายเป็นหนึ่งในเจ็ดสิบสองถ้ำเทวะ ส่วนผู้ที่ล้มเหลวจะตกรอบถูกไล่กลับสามพันโลกในทันที”
เขานึกถึงพลังลึกลับในร่างแล้วถอนหายใจช่างมันเถิด! เลิกพึ่งตัวเองแล้วพึ่งมันดีกว่าน่า”
นับตั้งแต่แข็งแกร่งขึ้นเฟิงอวี่ก็หลงคิดไปเองว่าพรสวรรค์ของตัวเขาเองยอดเยี่ยมมาก ทว่าไม่ทันไรเขาก็ถูกพลังสายนั้นปลุกให้ตื่นความเป็นจริงบอกเขาสว่าเขามีพรสวรรค์ในระดับที่ธรรมดาดาดดื่นมาก เขาเรียกใช้พลังของยันต์เทพกำเนิดจักรวาลทันที พลังอันแข็งแกร่งที่อบอุ่นและรู้สึกคุ้นเคยสายหนึ่งแล่นริ้วไปยังเส้นเอ็นและรอยกระดูกทำให้พลังทั่วร่างเขาหลุดพ้นจากระดับธรรมดาสามัญ”
เมื่อเขาโคจรลมปราณอีกครั้งเขาก็พบว่าตนใช้เคล็ดวิชานั้นได้อย่างราบรื่น เขาควบคุมมันได้อย่างสบายๆ ต่อจากนี้ขอเพียงฝึกฝนไปตามที่เคล็ดวิชาบอกไว้ก็ใช้ได้แล้ว ไม่มีอุปสรรคแม้แต่น้อย”
สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยอารมณ์อันซับซ้อนในที่สุดก็เผยรอยยิ้มขมขื่นออกมา”
เฟิงอวี่เอ่ยเฟิงอวี่เจ้าคิดอะไรของเจ้าอยู่กันแน่แน่นะ…”
เฟิงอวี่ตระหนักแล้วว่าตนช่างโง่เขลาจริงๆ เขาไม่รู้จักประมาณตนอย่างแท้จริง หลังจากนี้จงเป็นเด็กว่านอนสอนง่ายใช้พลังนี้ไปเสียดีๆ เถิด”
เวลานี้เองเงาร่างหนึ่งก็เหาะลงมาจากฟากฟ้า เสียงของเขาดังกังวานไปทั่วฟ้าดิน”
“เหตุด้วยคลื่นเหมันต์นิรันดร์กำลังจะมาถึง การทดสอบหนนี้จึงจะย่นเวลาลงเหลือเพียงสิบปี ภายในสิบปีนี้ผู้ที่ยังมิอาจบรรลุวิชาเทพจงรีบเดินทางไปยังเผ่าของแต่ละคนเสีย!”
ผู้ฝึกยุทธทั้งหลายที่อยู่ ณ ที่เขาส่งเสียงอื้ออึงราวกับหม้อระเบิด เสียงฮือฮาดังสะเทือนถึงท้องฟ้า คนของมหาพิภพนิลเหลืองคนใดบ้างเล่าจะไม่รู้จักความน่ากลัวของคลื่นเหมันต์นิรันดร์”
เฟิงอวี่เองก็ตกใจเช่นเดียวกันเขานึกถึงน้องชายน้องสาวของตนเองหัวใจก็หวาดผวาไม่ได้! เขาต้องรีบเร่งฝึกวิชาเทพให้สำเร็จเช่นนั้นเขาถึงจะใช้สิทธิพิเศษของถ้ำเทวะรับน้องชายกับน้องสาวมายังโลกเทพยุทธได้สะดวก ภายในตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเชิงลืมตาขึ้นคิ้วขมวดมุ่นเล็กน้อย การปิดด่านหนนี้เพิ่งจะผ่านพ้นมาเพียงห้าสิบกว่าปีเขาก็ถูกท่านเหยียนขัดจังหวะ”
“คลื่นเหมันต์นิรันดร์…”
ใจของเจียงฉางเชิงรู้สึกจนคำพูดขึ้นมาเล็กน้อย โลกเทพยุทธนี้ช่างสรรหาเรื่องมาให้ปวดหัวได้เก่งเหลือเกิน หลังจากเขาได้ฟังเรื่องราวจากท่านเหยียนก็เดาออกทันทีว่าคลื่นเหมันต์นิรันดร์ต้องเป็นฝีมือโลกเทพยุทธแน่”
เพื่อทำให้อำนาจของตนเองแข็งแกร่งโลกเทพยุทธไม่เลือกวิธีการเลยจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างแดนโลหิตหรือการสร้างหายนะที่หายากในรอบหมื่นปีขึ้นมา การกระทำเหล่านี้ล้วนต่ำช้าเหลือคณา แต่ความน่ากลัวของคลื่นเหมันต์นิรันดร์ทำให้เขาต้องรอบคอบ”
ท่านเหยียนเล่าว่าทุกครั้งที่คลื่นเหมันต์นิรันดร์ปรากฏ มันจะแช่แข็งโลกทั้งสามพันใบไว้ทำให้ทุกสิ่งหยุดนิ่งน่ากลัวเป็นที่สุด ในตอนที่ได้ฟังเจียงฉางเชิงพยากรณในใจทันทีว่าตัวตนแสนแข็งแกร่งที่อยู่เบื้องหลังคลื่นเหมันต์นิรันดร์แข็งแกร่งมากเพียงใดน่าเสียดายที่พยากรณ์ไม่ได้เพราะอีกฝ่ายไม่อยู่ในขอบเขตของฟังก์ชันพยากรณ์”
เขาจึงพยากรณ์พลังของผู้แข็งแกร่งในมหาพิภพนิลเหลืองเป็นอย่างถัดไป ไล่ตั้งแต่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดลงมา ด้านล่างมูลค่าของผู้แข็งแกร่งที่สุดมากกว่าสี่แต้มเช่นไหวมรรคาสวรรค์ผู้ยิ่งใหญ่นิรันดรกาลที่มีพลังขั้นเบิกเนตรอัครยุทธก็มีมากกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบคนแล้ว อีกทั้งยังมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งนี้บ่งบอกว่าผู้ยิ่งใหญ่นิรันดรกาลทยอยกันกลับมาแล้ว”
นี่หมายความว่ากำลังจะเกิดเรื่องใหญ่!”
หรือว่าจะเกี่ยวข้องกับคลื่นเหมันต์นิรันดร์ คลื่นเหมันต์นิรันดร์เป็นพลังเช่นไรกันแน่…”
เจียงฉางเชิงครุ่นคิดอยู่อย่างเงียบๆ เขามีลางสังหรณ์ว่าคลื่นเหมันต์นิรันดร์เป็นสิ่งที่จงใจส่งมาเล่นงานเขา สังหรณ์นี้ทำให้เขาจำเป็นต้องรับมือกับมันอย่างรอบคอบ จะว่าไปแล้วเขาเคยต่อสู้กับโลกเทพยุทธน้อยครั้งนัก หลังจากที่เขาเปิดเผยตัวให้โลกเทพยุทธเห็นจังๆ หนนั้นโลกเทพยุทธก็ตามหาตัวเขาไม่พบอีก”
หนก่อนหลังจากเจายุทธวิบัติผู้มาโจมตีล่าถอยไปไม่มีผู้ใดไปก่อปัญหาให้ผิงอันอีกแค่เรื่องนี้ก็ส่อให้เห็นความผิดปกติแล้ว”
ไม่ได้การต้องคิดหาวิธีทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้น!”
เจียงฉางเชิงจับจ้องแต้มเผยแผ่หลักคำสอนของตนเองเขายังไม่เคยใช้มันมาก่อน”
จิตหวนสดับหลักคำสอน’ ทำให้เขาย้อนอดีตกลับไปยังการเทศนาสอนสั่งวิชาในยุคแห่งวิถีเซียนจากประสบการณ์ครั้งก่อนของเขา “จิตหวนสดับหลักคำสอน’ ใช้เวลาไม่นานนัก เขาสร้างร่างแยกร่างหนึ่งมาเฝ้าด้านข้างทันที หลังจากนั้นก็เรียกใช้แต้มเผยแผ่หลักคำสอน”
[แต้มเผยแผ่หลักคำสอน 3,665,408,901 แต้ม]
ตอนที่แต้มเผยแผ่หลักคำสอนทะลุร้อยล้านฟังก์ชันจิตหวนสดับหลักคำสอนก็เริ่มถูกเปิดใช้งาน แต่ตอนที่แต้มทะลุพันล้านกลับไม่มีฟังก์ชันใหม่เปิดใช้งาน”
เอาเป็นว่าตอนนี้ลองสัมผัสความยอดเยี่ยมของฟังก์ชันจิตหวนสดับหลักคำสอนดูก่อนเถิด นับตั้งแต่เจียงฉางเชิงบำเพ็ญเซียนมาจนถึงวันนี้เขายังไม่เคยถกวิชาเซียนกับผู้บำเพ็ญเซียนคนใดมาก่อนเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการได้ฟังคำสั่งสอนจากผู้ที่บรรลุแล้ว เขาใช้แต้มเผยแผ่หลักคำสอนทั้งหมดในทันที!”
[จิตหวนสดับหลักคำสอน’ ทำงาน]”
ขณะที่ตัวอักษรบรรทัดนี้ปรากฏ สายตาของเจียงฉางเชิงก็เริ่มพร่ามัวเขารู้สึกเหมือนตนเองจมลงไปในห้วงฝันอันขมุกขมัวบางอย่างจนกระทั่ง…”
เขารู้สึกว่ามีบางสิ่งปัดผ่านใบหน้าของเขา”
“สหายนักพรตฉางเชิง พบกันอีกแล้ว คิดไม่ถึงว่าการเทศนาสั่งสอนหนนี้ก็ยังได้พบเจ้าอีก ดูท่าอาจารย์นามชิงซวิผู้เฒ่านั้นของเจ้าคงไม่ธรรมดา”
เสียงอันคุ้นเคยเสียงหนึ่งดังขึ้น เจียงฉางเชิงลืมตาขึ้นก็พบว่าเทพธิดาเชียวเหอที่พานพบในภาพมายาระหว่างการผ่านด่านเคราะห์เพื่อเลื่อนขั้นเมื่อหนก่อนยืนอยู่ตรงหน้าตนเอง นางสะบัดแขนเสื้อข้างซ้ายสิ่งที่ปัดผ่านใบหน้าตนเมื่อครูก็ค่อแขนเสื้อของนางนี่เอง”