แค่รับศิษย์ ข้าก็เหนือฟ้า - บทที่ 152 สู่ขอ
ความจริงแล้วข้าไม่ได้มีธุระอันใดหรอก ข้าเพียงแค่แวะมาเที่ยวเล่นเท่านั้นเย่หนานเอ่ยขึ้น เขาตระหนักดีถึงความกังวลในใจของเหมียวฉางอัน หากเขาไม่ชี้แจงให้กระจ่าง คนทั้งสำนักเหมียวอินคงกินไม่ได้นอนไม่หลับเป็นแน่
เมื่อได้ยินวาจาของเย่หนาน เหมียวฉางอันและเหล่าผู้อาวุโสต่างลอบสบตากันด้วยความฉงน ทว่าเมื่อพินิจดูแววตาที่ไร้เล่ห์เหลี่ยมของเขา ภูเขาที่กดทับอยู่ในอกของพวกนางก็พลันยกออกไปในที่สุด
ท่านผู้อาวุโส…ในขณะที่เหมียวฉางอันกำลังจะเอ่ยปากสนทนาต่อ
ศิษย์สาวนางหนึ่งก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในตำหนักด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
หือ ข้าเคยสั่งแล้วมิใช่หรือ ว่าหากไม่มีเรื่องคอขาดบาดตาย ห้ามเข้ามารบกวนเหมียวฉานขมวดคิ้วตำหนิ
ท่านเจ้าสำนัก ศิษย์มีเรื่องด่วนต้องรายงานเจ้าค่ะดรุณีน้อยนางนั้นไม่มีแก่ใจจะตอบคำถามเหมียวฉาน นางรีบหันไปคารวะเหมียวฉางอันด้วยความร้อนรน
มีเรื่องอันใดเหมียวฉางอันถามเสียงเครียด นางรู้ดีว่าหากไม่ใช่เรื่องใหญ่จริงๆ ศิษย์ในสำนักย่อมไม่กล้าเสียมารยาทบุกรุกเข้ามาในตำหนักประชุม
ท่านเจ้าสำนัก คนของสำนักเฟิงเย่ามาสู่ขอคุณหนูเจ้าค่ะศิษย์สาวรีบรายงาน
สู่ขอ ว่าแล้วเชียว… สำนักเฟิงเย่ายังไม่ยอมตัดใจจริงๆ สินะเหมียวฉางอันได้ยินดังนั้น หัวใจก็พลันหนักอึ้ง
เหล่าผู้อาวุโสคนอื่นๆ ต่างมีสีหน้ามืดครึ้มลงทันตา
ทว่าผู้ที่ทุกข์ใจที่สุดย่อมหนีไม่พ้นเหมียวอิน ใบหน้าของนางซีดเผือดไร้สีเลือดในทันที
ท่านผู้อาวุโส เชิญท่านนั่งพักผ่อนสักครู่ ข้าขอตัวไปจัดการธุระสักประเดี๋ยว แล้วจะรีบกลับมาเจ้าค่ะเหมียวฉางอันหันไปกล่าวกับเย่หนานอย่างนอบน้อม
อืม ไปเถอะ ไม่ต้องห่วงข้าเย่หนานพยักหน้ารับ แม้จะได้ยินคำว่าสู่ขอและสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ตึงเครียดภายในตำหนัก แต่สำหรับเขาแล้ว มันไม่ใช่กงการอะไรของตน
ฝ่ายเหมียวอินที่นั่งอยู่ข้างกายเย่หนาน จิตใจว้าวุ่นกระวนกระวาย นางลอบมองเย่หนานอยู่บ่อยครั้งราวกับต้องการที่พึ่ง
แต่เย่หนานกลับทำเหมือนมองไม่เห็น เขายังคงนั่งแทะเมล็ดแตงโมที่พกติดตัวมาอย่างสบายอารมณ์ เสียงเปลือกแตกดังเปาะ… เปาะ…เป็นจังหวะ
ทว่ายังไม่ทันที่เหมียวฉางอันจะก้าวเท้าออกจากตำหนัก
เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังแว่วมาจากทางประตูหน้า
พร้อมกับเสียงของชายหนุ่มผู้หนึ่งที่ดังก้องเข้ามาในโถงผู้เยาว์ถือวิสาสะเข้ามา หวังว่าผู้อาวุโสทุกท่านคงจะให้อภัย
สิ้นเสียง ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่ประตูทางเข้า
ปรากฏร่างของคนสองคนเดินเข้ามา เป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาและชายชราร่างกายกำยำสูงใหญ่
แม้ปากจะกล่าวขออภัย แต่น้ำเสียงและกิริยาท่าทางกลับไร้ซึ่งความเคารพยำเกรง
เพียงแค่การบุกรุกเข้ามาโดยไม่รอให้เจ้าบ้านอนุญาต ก็ชัดเจนแล้วว่าเจตนาของผู้มาเยือนนั้นไม่บริสุทธิ์
เฟิงหาน เจ้ามาทำอะไรที่นี่เหมียวฉางอันเอ่ยถามเสียงแข็ง ทั้งที่รู้อยู่เต็มอก
ฮ่าๆๆ… ท่านเจ้าสำนักเหมียวลืมไปแล้วหรือ ว่าข้ากับน้องหญิงเหมียวอินยังมีสัญญาหมั้นหมายที่ยังไม่บรรลุผล วันนี้ข้ามาเพื่อสานต่อสัญญาให้เสร็จสิ้นเฟิงหานกล่าวด้วยรอยยิ้ม
กล่าวจบ สายตาของเฟิงหานก็กวาดมองไปทั่วตำหนัก ราวกับกำลังค้นหาบางสิ่ง
ทันใดนั้น ดวงตาของเขาก็เป็นประกาย
เขาพบเป้าหมายแล้ว เฟิงหานจ้องมองเหมียวอินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนาอย่างปิดไม่มิด
แต่เพียงครู่เดียว เขาก็สังเกตเห็นเย่หนานที่นั่งอยู่เคียงข้างเหมียวอิน
เมื่อเห็นเย่หนาน ดวงตาของเฟิงหานก็หรี่ลง จิตสังหารอันรุนแรงพาดผ่านแววตาเพียงวูบหนึ่ง ก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
เฟิงหาน เรื่องของเจ้ากับเหมียวอินเป็นเพียงสัญญาปากเปล่าในวัยเด็ก เดิมทีเมื่อเจ้ามาสู่ขอ ข้าควรจะส่งเสริมพวกเจ้า แต่ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ฝ่ายเจ้าหรอกหรือที่ไม่เต็มใจ แล้วเหตุใดตอนนี้ถึงกลับคำพูดเล่าเหมียวฉางอันมองเฟิงหานด้วยสายตาไม่เป็นมิตร
ท่านเจ้าสำนักเหมียว กล่าวผิดแล้ว เรื่องคราวก่อนล้วนเป็นการตัดสินใจของท่านพ่อข้าเพียงลำพัง มิใช่ความต้องการของข้า วันนี้ข้าจึงมาขอขมาด้วยตนเอง และถือโอกาสสานต่อมงคลสมรสนี้ให้สำเร็จเฟิงหานยังคงรักษาหน้ากากเปื้อนยิ้มเอาไว้
เดิมทีการหมั้นหมายระหว่างเฟิงหานและเหมียวอิน เกิดขึ้นจากการตกลงกันของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายในสมัยที่ทั้งคู่ยังเยาว์วัย ยามนั้นความสัมพันธ์ของทั้งสองตระกูลยังแน่นแฟ้น
แต่เฟิงหานและเหมียวอินแทบไม่เคยพบหน้ากัน เพราะเหมียวฉางอันหวงแหนศิษย์รักผู้นี้มาก ไม่ยอมให้ออกไปปรากฏตัวต่อโลกภายนอก
อีกทั้งมีข่าวลือว่าเฟิงหานออกเดินทางไปฝึกฝนยังต่างแดน ทางตระกูลเฟิงเองก็ไม่เคยแจ้งข่าวคราวให้เหมียวฉางอันทราบ
จนกระทั่งเมื่อไม่กี่ปีก่อน ตระกูลเฟิงกลับเปลี่ยนท่าที ประกาศถอนหมั้นฝ่ายเดียวอย่างเย่อหยิ่ง ทำเอาเหมียวฉางอันโกรธจนตัวสั่นและตัดขาดความสัมพันธ์กับตระกูลเฟิงนับแต่นั้น
ทว่าเมื่อปีที่ผ่านมา เฟิงหานได้เดินทางกลับมา
คราแรกเหมียวฉางอันคิดว่าเรื่องถอนหมั้นเป็นเพียงความต้องการของตระกูลเฟิง ไม่เกี่ยวกับตัวเด็ก แต่เฟิงหานกลับมาได้ครึ่งค่อนปีแล้ว ก็ไม่เคยโผล่หัวมาที่สำนักเหมียวอินเลยสักครั้ง
นั่นทำให้เหมียวฉางอันกระจ่างแจ้ง การถอนหมั้นย่อมเป็นเจตจำนงของเฟิงหานด้วยเช่นกัน
แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อสองเดือนก่อน เหมียวอินมีเหตุจำเป็นต้องเข้าไปทำธุระในเมือง และบังเอิญได้พบกับเฟิงหาน
ทันทีที่ได้เห็นรูปโฉมและท่วงท่าอันงดงามของเหมียวอิน เฟิงหานก็เกิดจิตปฏิพัทธ์และพยายามเกี้ยวพาราสี จนเกิดการกระทบกระทั่งกันเล็กน้อย
เรื่องราวเหล่านี้ เหมียวชิงอีผู้ติดตามเป็นคนเล่าให้ฟัง
นับจากนั้นเป็นต้นมา เฟิงหานก็เพียรมาเยือนสำนักเหมียวอินเดือนละครั้ง นี่ก็นับเป็นครั้งที่สามแล้ว
เจตนาของเฟิงหานเป็นที่รู้กันทั่วทั้งสำนัก เพียงแต่ยังไม่มีใครฉีกหน้ากากนั้นออกมา
เหมียวฉางอันนึกเสียใจที่เคยตกลงเรื่องหมั้นหมายในอดีต โทษตัวเองที่ไว้ใจตระกูลเฟิงมากเกินไป และเจ็บใจที่ตนเองไร้กำลังมากพอที่จะตบหน้าคนพวกนี้
ฮึ! ตระกูลเฟิงของเจ้าเห็นสำนักเหมียวอินเป็นตัวอะไร เห็นคนของข้าเป็นสิ่งของหรือไร นึกอยากจะแต่งก็แต่ง นึกอยากจะทิ้งก็ทิ้งงั้นรึเหมียวฉางอันแค่นเสียงหัวเราะด้วยความดูแคลน
ต่อหน้าโทสะของเหมียวฉางอัน เฟิงหานยังคงยิ้มระรื่น
เพราะนี่เป็นครั้งที่สามแล้ว และทุกครั้งเหมียวฉางอันก็มีท่าทีเช่นนี้ แม้จะน่ารำคาญไปบ้าง แต่ก็ทำอะไรเขาไม่ได้
ทว่าจู่ๆ เฟิงหานก็เปลี่ยนเรื่อง เขาหันขวับไปจ้องมองเย่หนานที่นั่งแทะเมล็ดแตงโมอยู่อย่างสบายใจ สายตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็งท่านเจ้าสำนักเหมียว สำนักของท่านกฎเข้มงวดไม่ข้องแวะบุรุษมิใช่หรือ แล้วเหตุใดถึงมีตัวผู้มานั่งเสนอหน้าอยู่ที่นี่ได้
บังอาจ! สำนักข้าจะทำอะไรต้องให้เจ้ามาสั่งสอนด้วยรึ ข้าขอบอกเจ้าไว้ตรงนี้เลยว่า เรื่องแต่งงานเป็นอันโมฆะ เจ้ากลับไปซะ!ความอดทนของเหมียวฉางอันขาดผึง หากไม่ใช่เพราะต้องรักษาภาพลักษณ์เจ้าสำนัก นางคงลงมือสั่งสอนเด็กเมื่อวานซืนคนนี้ไปแล้ว
เมื่อถูกเหมียวฉางอันหักหน้าและไล่ส่ง เฟิงหานก็เลิกปั้นหน้า
ท่านเจ้าสำนักเหมียว ข้าขอเตือนให้ท่านรู้จักเจียมตัวไว้บ้าง การที่ข้ายอมลดตัวมาแต่งกับเหมียวอินถือเป็นวาสนาของนางและสำนักท่านแล้ว อย่าให้ข้าต้องหมดความอดทนเฟิงหานจ้องเหมียวฉางอันด้วยแววตาอำมหิต
สามหาว!
เหมียวฉางอันตวาดลั่น
ตูม!
พลานุภาพแห่งขอบเขตเทพปฐพีระเบิดออกจากร่าง ถาโถมเข้าใส่เฟิงหานดั่งคลื่นยักษ์
เฟิงหานเข่าอ่อนยวบ ร่างกายถูกกดทับจนแทบจะทรุดลงกับพื้น แต่ในวินาทีวิกฤต ร่างกายของเขาก็พลันเบาหวิว แรงกดดันทั้งหมดสลายหายไปในพริบตา
เหมียวฉางอันหันขวับไปมองชายชราร่างกำยำที่ยืนอยู่ด้านหลังเฟิงหานด้วยสายตาเคร่งเครียด
แรงกดดันเมื่อครู่ ถูกตาแก่ผู้นี้ปัดเป่าออกไปอย่างง่ายดาย
ฮ่าๆๆ… ดี! ดีมาก! สำนักเหมียวอินกล้าลงมือกับข้า… พวกเจ้าคอยดูเถอะ สตรีในสำนักนี้ข้าจะกวาดเรียบไม่ให้เหลือแม้แต่คนเดียว!เมื่อไร้แรงกดดัน เฟิงหานก็ยืดตัวขึ้นเงยหน้าหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เลิกเสแสร้งเป็นวิญญูชนอีกต่อไป
สายตาของเฟิงหานในยามนี้เลิกซ่อนเร้นความหยาบช้า มันกวาดมองเรือนร่างอันอวบอิ่มเย้ายวนของเหมียวฉางอันอย่างเปิดเผยและหื่นกระหาย
เจ้ารนหาที่ตาย!เมื่อถูกสายตาโลมเลียอย่างจาบจ้วง เพลิงโทสะของเหมียวฉางอันก็ลุกโชนถึงขีดสุด กำปั้นของนางกำแน่นจนกระดูกลั่นกรอบแกรบ คลื่นพลังอันเกรี้ยวกราดระเบิดออกมาเป็นระลอก
ส่งผลให้ตำหนักทั้งหลังสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับจะพังทลายลงมา!