กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1 : เนตรสวรรค์
“ อู่ อวี้! เจ้าเป็นถึงองค์ชายรัชทายาท แต่เจ้ากลับ
ประพฤติผิดจารีตอย่างไม่อายฟ้าอายดิน เจ้าท าเรื่อง
ชั่วช้าน่ารังเกียจเช่นนี้ได้อย่างไร !”
“เจ้าคือความอัปยศอดสูของอาณาจักรบูรพาเย่ว
อู่ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน! นามอันยิ่งใหญ่เกรียงไกร
ของอาณาจักรต้องมามัวหมอง เพราะน้ ามือของ
เจ้า!”
‘ถ้าฮ่องเต้องค์ก่อนยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่และได้รู้
เรื่องของเจ้าแล้วละก็ พระองค์คงจะต้องทรงกริ้วจน
อกแตกตายอีกรอบอย่างแน่แท้ เพราะโอรสของ
พระองค์ได้กระท าเรื่องบัดสี เยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน!’
ความเสื่อมเสียครานี้ เห็นทีคงต้องถูกติฉินนินทาไป
ทั่ว มันคงลุกลามรวดเร็วราวกับเสียงหวูด อันเต็มไป
ด้วยโทสะแสนโกรธเกรี้ยว ขณะที่ อู่ อวี้ พยายามดิ้น
รนทุกวิถีทาง เพื่อให้เปลือกตาของตนนั้นลืมขึ้น แต่
ทว่าเปลือกตาของเขากลับหนักอึ้ง ราวกับว่ามัน
ก าลังแบกรับหินผาลูกใหญ่เอาไว้ สมองของเขาสั่น
สะท้าน ราวกับมันก าลังจะถูกแยกเป็นเสี่ยง ๆ เขา
พยายามดิ้นรนอย่างที่สุด ทว่าร่างกายกลับไม่ยอม
ตอบสนอง หรือ ขยับเขยื้อนดั่งใจปรารถนาแม้แต่
เล็กน้อย
“นี่ข้าก าลังฝันไปใช่หรือไม่! ข้าจ าได้ว่าในวันพรุ่งนี้
จะมีพิธีขึ้นครองบัลลังก์ของข้า ๆ ควรนอนหลับอยู่
บนเตียง แล้วตื่นขึ้นมาในยามสางของเช้าวันรุ่งขึ้นถึง
จะถูกมิใช่หรือ …”
‘โอยยยย … .’
ในที่สุด อู่ อวี้ ก็สามารถลืมตาขึ้นมาได้ หลังจาก
พยายามอย่างยากล าบาก เขารีบปรับสายตาของ
ตนเอง แล้วกวาดตามองสภาพแวดล้อมปัจุบัน
โดยรอบ ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลง
สงสัย ดูเหมือนว่าตอนนี้ตัวของเขาก าลังอยู่บนเตียง
นอน ‘อืม… บางทีเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น อาจจะเป็น
เพียงแค่ฝันไป’
ช่วงฤดูเหมันต์เช่นนี้ ต่อให้ตัวเขามีวรยุทธสูงส่งมาก
เพียงใด หากต้องเจอกับความหนาวเย็นเช่นนี้ มันก็
ท าให้ อู่ อวี้ ร่างสั่นสะท้านเย็นยะเยือกเข้าไปจนถึง
กระดูก
“โอยยยย … .!”
ภายใต้ความเจ็บปวดของศีรษะ และ ทัศนวิสัยอัน
พร่ามัวเขาพยายามอย่างยิ่งเพื่อจะจ าแนกรูปร่างของ
สิ่งต่าง แต่แล้วสายตาของเขาก็มาหยุดที่สตรีนาง
หนึ่ง นางก าลังนอนเปลือยกายอยู่อีกฟากของเตียง
นางมีผิวพรรณผุดผ่อง ขาวราวกับหิมะ ผิวพรรณ
เช่นนี้ย่อมเป็นที่หมายปองของทุกผู้คน นางมีใบหน้า
ยั่วยวนชวนหลงไหล เส้นผมที่แผ่สยายดูช่างลื่นไหล
ราวกับธารน้ าตก ยิ่งมีทรวงอกอันอวบอัดคับแน่นคู่
นั้นด้วยแล้ว ยิ่งท าให้นางผู้นี้ มีเสน่ห์ชวนน่าหลงไหล
มากยิ่งขึ้น
ดูเหมือนว่าความสวยงามกระตุ้นกิเลสนี้ ก าลังอยู่บน
เตียงนอนเดียวกับเขา นางซุกร่างอยู่ที่มุม ๆ หนึ่ง
พร้อมกับจ้องมองมาทาง อู่ อวี้ ด้วยดวงตาตื่น
ตระหนก ใบหน้าอันละเอียดอ่อนของนาง บัดนี้มัน
ก าลังเต็มไปด้วยคราบน้ าตา
“สนมซี่เฟย!”
อู่ อวี้ ราวกับถูกฟ้าผ่าลงบนหัวเขาจนหนักอึ้ง เมื่อ
เห็นภาพอย่างเด่นชัด!
ซี่ เฟย นางเป็นสนมของฮ่องเต้องค์ก่อน หรือ พระ
บิดาของเขานั่นเอง แถมอู่ อวี้ ก็ยังไม่ถูกชะตากับ
นางเท่าใดนัก เนื่องจากนางสนมผู้นี้ชอบหว่านเสน่ห์
ยั่วราคะไปทั่ว ราวกับนางโลมก็ไม่ปาน เพราะเหตุใด
สนมซี่เฟยถึงเข้ามาอยู่ในความฝันของเขาได้ ? แล้ว
ท าไม ร่างกายของเขาถึงอยู่ในสภาพเกือบเปลือย
ล่อนจ้อนเช่นนี้ เหตุใดตัวเขาถึงเหลือเพียงแค่ชุด
ชั้นในปกปิดแค่ส่วนสงวนไว้เท่านั้น ? ฉับพลันเขาก็
ปวดศีรษะอย่างรุนแรง มันถาโถมเข้าใส่ อู่ อวี้ อย่าง
หนักหน่วง จนในที่สุดเขาก็ต้องหมดสติลงไปอีกครั้ง
“ ซู่ ”
ถังน้ าเย็นถูกยกขึ้น แล้วสาดเข้าใส่ใยหน้าของ อู่ อวี้
อย่างแรง ความหนาวเย็นของน้ า มันท าให้เขาต้อง
สะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที แต่ทว่าบัดนี้ตัวของเขากลับ
ไม่ได้อยู่บนเตียงนอนอย่างเช่นเคย น้ าอันหนาวเย็น
เปียกชุ่มโชกอาภรณ์ที่เขาสวมใส่ ซึ่งขณะนี้อาภรณ์ที่
เขาสวมใส่อยู่นั้น สภาพของมันช่างทรุดโทรมดูราว
กับผ้าขี้ริ้ว มันทั้งขาดวิ่น อีกทั้งยังชุ่มโชกไปด้วยน้ า
เย็น รอบ ๆ ตัวเขาก าลังถูกฝูงชนรายล้อมด้วยความ
อยากรู้ ผู้คนทั้งหมดต่างจ้องมองมาทางเขาเป็น
ตาเดียว บ้างมีสายตาผิดหวัง บ้างมีสายตา เกลียดชัง
“ นี่ข้าไม่ได้ฝันไป บัดซบ! ”
ความคิดต่าง ๆ มันก าลังพรั่งพรูเข้ามาในหัวของเขา
ราวกับว่าเรื่องราวต่าง ๆ มันก าลังระเบิดอยู่ภายใน
หัว จนท าเขาแทบจะอาเจียนออกมา เขาทั้งเหนื่อย
ทั้งเพลีย ทั้งง่วง เขาตระหนักได้ทันทีว่า สิ่งที่ก าลัง
เกิดขึ้นนี้ มันไม่ใช่ความฝัน
“ ในวันพรุ่งข้าต้องขึ้นครองบัลลังก์ เพื่อเป็นฮ่องเต้
ดังนั้นตัวของข้าก็ควรจะอยู่บนเตียงนอนถึงจะถูก
แล้วเหตุใดสถานที่แห่งนี้ถึงไม่มีหงส์สีรุ้ง สลักอยู่บน
เสาข้างเตียงนอนของข้ากัน ? ที่นี่มันไม่ใช่เตียงนอน
ของข้า! สถานที่แห่งนี้ มัน … “ ห้องโถงของสนม ซี่
เฟย ”ต าหนัก ซี่ เฟย !เพราะเหตุใด ข้าถึงมาอยู่ที่นี่
ได้ ?”
ฝูงชนจ้องมอง อู่ อวี้ ราวกับนกแร้งก็ไม่ปาน เขาจับ
ใจความการพูดคุยจากฝูงชนที่ก าลังรายล้อมได้ว่า
นางสนม ซี่ เฟย นั้นโดนลักพาตัว จากนั้นก็มีสาวใช้
คนหนึ่งได้บังเอิญมาพบ ซี่ เฟย นางอยู่ในสภาพท่อน
บนเปลือยเปล่า นางใช้ผ้าหนังสัตว์ที่ท ามาจากขน
ของเสือดาว ห่อหุ้มร่างอันเปลือยเปล่าเอาไว้
กฎของแคว้นบูรพาเยว่อู่ นั้นมีอยู่ว่าห้ามขุนนางย่าง
กรายเข้ามาในต าหนักนางสนม ขององค์ฮ่องเต้อย่าง
เด็ดขาด ซึ่งถือได้ว่าเป็นเขตหวงห้ามสูงสุด แต่บัดนี้
ต าหนักต้องห้ามกลับเต็มไปด้วยเหล่าขุนนางจนแน่น
ขนัด เรียกได้ว่าอัดแน่นจนแทบไม่มีที่ว่างให้เขา
หลบหนีได้เลย และ สาเหตุเป็นไปได้มากสุดที่ท าให้
เหล่าขุนนาง กล้าฝ่าฝืนกฎระเบียบอันเคร่งครัดอย่าง
โจ่งแจ้งเช่นนี้ แสดงว่ามันจะต้องเป็นเรื่องร้ายแรงยิ่ง
นัก และ มันจะต้องเกี่ยวข้องกับเขาอย่างแน่นอน
ที่สุด
“ บัดซบ!”
ในขณะที่อู่ อวี้ พยายามดันร่างของตนให้ลุกขึ้นยืน
เขาก็พบว่าตัวของเขาไร้ซึ่งเรี่ยวแรง กล้ามเนืือทั่วร่าง
อยู่ในสภาพอ่อนเปลี้ย ราวกับว่าพละก าลังของเขาได้
ถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น เพราะเหตุนี้สิ่งที่เขาพอ
กระท าได้ คือการนอนแผ่หราอยู่บนพื้นอย่าง
เรี่ยวแรง แล้วก้มหน้ายอมรับต่อชะตากรรมที่ก าลัง
จะเกิดขึ้นกับตัวเขาทั้งหมด
“ อู่ อวี้! จะ จะ เจ้า! เจ้ามันสัตว์เดรัจฉาน! สนมซี่
เฟย นางมีศักดิ์เป็นแม่เลี้ยงของเจ้า! แต่เจ้ากลับข่ม
เหงย่ ายีนาง เจ้าท าได้อย่างไรกัน !? นี่ถ้าพวกข้ามาไม่
ทันการล่ะก็ ป่านนี้ศักดิ์ศรีของอาณาจักรเราคงได้ป่น
ปี้! ”
“ ฉาวโฉ่! ฉาวโฉ่สิ้นดี! โอววววว ท่านฮ่องเต้ท าไม
อาณาจักรของเรา ถึงต้องประสบพบเจอกับเรื่อง
อัปมงคลเช่นนี้! มันช่างน่าอัปยศยิ่งนัก! ”
ทั้งเหล่าเสนาบดี และ ขุนนางจากฝ่ายต่าง ๆ ไม่เว้น
แม่แต่เสนาบดี และ ขุนนางของฝ่าย อู่ อวี๋ เอง พวก
มันเริ่มด่าทอสาปแช่งเขาทีละคน ๆ ขุนนางชั่ว
เหล่านี้ล้วนใช้ถ้อยค ารุนแรง ด่าทอ ดูถูกเหยียด
หยามในตัวเขา ทุกถ้อยค าล้วนทิ่มแทงเชือดเฉือน
หัวใจของเขา
1
“ ดั่งก่อนหน้านี้ ข้าเคยกล่าวไว้ว่า อู่ อวี้ นั้นไม่คู่ควร
ที่จะเป็นโอรสรัชทายาท นับประสาอะไรกับการขึ้น
เป็นถึงฮ่องเต้ ! พฤติกรรมอันฉาวโฉ่ ชอบทารุณ
ทหาร ชอบก่อสงครามอันไม่สมควรอย่างไม่หยุด
หย่อน เจ้านี่มันชอบใช้ความรุนแรงอย่างที่สุด อีกทั้ง
ยังไม่แยแสต่อกฎมณเฑียรบาลของบ้านเมือง มันท า
ทุกอย่างเพื่อตอบสนองความพึงพอใจ ซ้ ายังขาด
ศิลปะการปกครอง ฝักใฝ่หมกมุ่นแต่การฝึกปรือวร
ยุทธ … นี่หรือ คนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นฮ่องเต้ของ
อาณาจักรเรา ถ้าเรามิได้ค้นพบเรื่องอื้อฉาวในวันนี้
พวกท่านคิดดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นในภายภาคหน้า!”
ผู้ที่ก าลังใช้วาจาทับถม อู่ อวี้ อยู่นี้คือเจ้าชาย ผู้ซึ่งมี
ศักดิ์ฐานะสูงส่งภายในอาณาจักรบูรพาเย่วอู่ เดิมที
ชายผู้นี้มักจะเขม่นหน้ากับ อู่ อวี้ อยู่บ่อยครั้ง ดังนั้น
จึงไม่น่าแปลกใจ ว่าท าไม มันถึงได้ใส่ร้าย สบ
ประมาท เพื่อเพิ่มเติมเชื้อไฟให้กับ อู่ อวี้ เช่นนี้
ตอนนี้ อู่ อวี้ ไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะสามารถแก้ต่าง
ให้กับตนเอง หรือ ลบค าครหาใด ๆ ได้ เขาเพียงยิ้ม
อย่างเย็นชา ให้กับความข่มขื่นภายในจิตใจของเขา
มีความจริงแฝเร้นอยู่เบื้องหลัง ในถ้อยค าที่ว่า “ ใช้
งานทหารอย่างทารุณ” ที่มันได้กล่าวถึงนั้น คือการที่
เขาน าพาทัพทหาร ไปขับไล่ศัตรูผู้รุกรานแผ่นดิน
จากอาณาจักรใกล้เคียง ในการตอบโต้ครั้งนั้น เขา
สามารถแย่งชิงดินแดนจากศัตรูมาได้ถึง ¼ จาก
แผ่นดินของพวกมันทั้งหมด! ซึ่งในตอนนั้นเขามีอายุ
เพียงแค่ 14 ปี และ ในเหตุการณ์ครั้งนั้นท าให้เขา
ได้รับขนานนามว่า “เทพสงครามรุ่นเยาว์”
ส่วนค ากล่าวที่ว่า “ เป็นผู้ขาดทักษะในการ
ปกครอง” สาเหตุอาจจะเป็นเพราะว่า ตัวของอู่ อวี้
นั้น มีแนวทางการปกครองที่แตกต่างจากผู้อื่น เขา
มักจะใช้วรยุทธของตนเอง เพื่อน าพาอาณาจักร!
ถึงแม้บัดนี้ อู่ อวี้ จะมีวัยเพียงแค่ 15 ปี แต่ด้วย
เพราะเขามีฝีมือล้ าเลิศ จึงท าให้เขาสามารถบรรลุ
วิชาในระดับชั้นฟ้าขั้นที่ 5!
ในอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ไม่มีผู้ใดภายใน
อาณาจักร หรือ แม้แต่อาณาจักรใกล้เคียง จะ
สามารถเทียบเคียงฝีมือกับเขาได้ เขาจัดได้ว่าเป็น
อัจฉริยะอันดับ 1 ซึ่งไม่มีผู้ใดกล้าปฎิเสธ! อู่ อวี้ เป็น
ผู้ซึ่งเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ หลายคนต่างกล่าวขาน
ถึงเขา อีกทั้งยังคาดเดาไปต่างนานาว่า การที่เขา
รีบเร่งฝึกปรือวรยุทธเช่นนี้ เป็นเพราะว่าเขา
ปรารถนาบรรลุเข้าสู่เส้นทางของผู้ฝึกตนในระดับชั้น
ฟ้าขั้น 10 จากนั้นก็จะ เขาก็จะกลายเป็นจักรพรรดิ
แห่งแดนตะวันออก !
ในช่วงหลายพันปีที่ผ่านมานี้ อาณาจักรบูรพาเย่วอู๋ มี
ฮ่องเต้ครองบัลลังก์มามากหลายพระองค์ ซึ่งอาจเป็น
เพราะว่าองค์ปฐมฮ่องเต้ (หรือ จักรพรรดิองค์แรก)
นั้นมีความสามารถ และ พรสวรรค์เทียบเคียงกับ อู่
อวี้
แต่ทว่า บัดนี้เจ้าชาย อู่ อวี้ กลับถูกใส่ร้ายป้ายสี
อย่างไม่เป็นธรรม กล่าวหาว่าตัวเขาเป็นผู้คิดร้ายก่อ
กบฎ
“เพ่ย ! ข้าไม่เห็นว่า ตัวมันนั้นจะคู่ควรเป็นองค์รัช
ทายาทตรงไหน หากองค์รัชทายาท ผู้สืบทอด
สายโลหิตอันแท้จริง ไม่ด่วนลาจากโลกนี้ไปเร็วนักล่ะ
ก็ คนอย่างมันคงไม่มีวันได้รับต าแหน่งเป็นองค์รัช
ทายาทเยี่ยงนี้ ชื่อเสียงขององค์รัชทายาทคงจะไม่
ต้องป่นปี้แปดเปื้อน เพราะคนชั่วช้าอย่างมัน มารดา
ของมันนั้นเป็นเพียงหญิงต่ าต้อย เกิดมาในป่าเขาไร้
ซึ่งศักดิ์ฐานะอันคู่ควร ถ้าไม่ใช่เพราะความเมตตารัก
ใคร่ของฮ่องเต้องค์ก่อน ที่มอบให้แก่นางแล้วล่ะก็
ต าแหน่งรัชทายาทย่อมไม่มีวันตกในเงื้อมมือของเจ้า
อู่ อวี้ มันผู้มีสายเลือดแห่งป่าเขาไหลเวียนอยู่ภายใน
ร่าง จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าเพราะเหตุใด มันถึงได้ท า
ตัวชั่วช้าได้ถึงเพียงนี้ มันต้องเป็นเพราะสายเลือดต่ า
ทรามของมัน จึงส่งผลต่อการกระท าของมันในวันนี้
มันถึงได้ชั่วช้าราวกับสัตว์เดรัจฉาน!
เจ้าของเสียงนี้คือแม่ทัพระดับสูง ซึ่งหากมองในแง่
ของความสามารถ หรือ ชั้นเชิงของวรยุทธแล้วล่ะก็
ตัวของมันไม่อาจเทียบเคียงกับ อู่ อวี้ ได้เลยแม้แต่
น้อย
แม่ทัพผู้นี้ มีบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนอยู่ผู้หนึ่ง ซึ่ง
บุตรชายของมันมีนิสัยเลวทรามต่ าช้า หลงมัวเมาใน
ราคะ และ อิสตรีเพศ มีคราหนึ่ง อู่ อวี้ ได้พบกับมัน
เข้าโดยบังเอิญ มันก าลังจับชาวบ้านผู้บริสุทธิ์มาฆ่า
ทิ้งเล่น จากนั้นมันก็จับหญิงสาวภายในอาณาจักรมา
ย่ ายี อู่ อวี้ ไม่เคยคาดคิดเลยว่ามันจะกระท าเรื่องต่ า
ช้าเช่นนี้ได้ลงคอ ผลปรากฎว่าหลังจากเหตุการณ์
ครั้งนั้น ท าให้โทสะของ อู่ อวี้ ได้ขาดสะบั้นลง เขาจึง
ลงโทษมันด้วยการจับร่างมันแขวนบนประตูเมือง
เป็นเวลาสามวันสามคืน เพื่อให้มันได้สัมผัส ลิ้ม
รสชาติของความตาย และ รับโทษทัณฑ์ภายใต้
แสงแดดอันร้อนระอุของดวงตะวันที่แผด
เผา นับตั้งแต่นั้นมา บรรดาเหล่านักรบทั้งหลายที่
เคยมีประพฤติกรรมต่ าช้า กระท าเรื่องอันเสื่อมเสีย
ก็เริ่มหวาดผวา จนต่อมาก็ไม่กล้ากระท าเรื่องต่ าช้า
ภายในอาณาจักรนี้อีกเลย
ส่วนเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายในวันนี้ อู่ อวี้ จึง
ล่วงรู้ดีว่า ตนนั้นได้ถูกสร้างสถานการณ์ใส่ร้ายป้ายสี
เข้าแล้ว โดยใช้สนมซี่เฟยเป็นตัวเป็นตัวเริ่ม ทั้งหมดก็
เพื่อยับยั้งการขึ้นครองราชบัลลังก์ของเขา แต่ไอ้คน
ชั่วช้าผู้นั้น มันเป็นใครกัน ? ใครที่มีความสามารถ
เอาชนะเขาได้ ทั้งด้านวรยุทธ สติปัญญา และ พลัง
?
ถ้าจะเอ่ยตามหลักความจริงแล้ว ไม่มีผู้ใดจะมี
ความสามารถเกินหน้า อู่ อวี้ ทั้งด้านความสามารถ
หรือ วรยุทธ ตั้งแต่ฮ่องเต้องค์ก่อนสิ้นพระชนม์ไป ก็
ไม่มีผู้ใดหาญกล้าท้าทายเขา เพราะเขามักจะปฎิบัติ
ต่อคนชั่ว หรือ ผู้ที่ต่อต้าน เฉกเช่นศัตรู ที่เขาเคย
สาบานด้วยชีวิต อีกทั้งตัวเขายังมีชื่อเสียงเลื่องลือ
และ เป็นที่ชื่นชมยอมรับของเหล่าราษฎร
“ เชิญท่าน ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน!”
เสียงตะโกนร้องเรียกนามนั้น ยังคงก้องกังวานอยู่
ภายในหัวของอู่ อวี้
“ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน เขา….” อู่ อวี้ สะดุ้งตกใจ
เมื่อได้ยินชื่อนั้น เขาคิดว่าตัวเองคงจะหูฝาดไปแต่ก็
หาไม่ นั่นก็เพราะว่า ฮ่าว เทียน ซ่างเซียน เป็นชาว
สวรรค์! เขาเป็นผู้พิทักษ์ประจ าอาณาจักรแห่งนี้มา
นานกว่า 100 ปี
ความแตกต่างระหว่าง ชาวสวรรค์ กับ มนุษย์ปุถุชน
ธรรดา ถ้าให้เปรียบก็คงเสมือน สวรรค์ กับ ปฐพี ต่อ
ให้ อู่ อวี้ ฝึกปรือวรยุทธจนสามารถทะลวงผ่าน
ขีดจ ากัดมาถึงระดับชั้นฟ้าขั้น 10 จน กลายเป็น
จักรพรรดิ์แห่งตะวันออกได้ก็ตาม เขาก็ยังไม่อาจ
เปรียบเทียบกับชาวสวรรค์ผู้นี้ได้
เพราะชาวสวรรค์ เป็นผู้ช่วยเหลือที่ถูกสวรรค์ส่งมา
เพื่อปกป้องเหตุ เภทภัยให้แก่มวลมนุษย์ชาวสวรรค์
จึงเป็นที่จดจ าของผู้คนทั่วไป!
โดยปกแล้วในฐานะเทพผู้พิทักษ์ จะไม่เข้ามา
แทรกแซงสงครามระหว่างมนุษย์ด้วย
กันเอง เนื่องจากหน้าที่ของพวกเขาคือการ ปกป้อง
มวลมนุษย์ให้รอดพ้นเงื้อมมือจากเหล่ามาร และ
ปีศาจ หากมีปีศาจ หรือ มารตนใดสร้างความ
เดือดร้อนแก่มวลมนุษย์ ชาวสวรรค์ที่ถูกส่งมาพิทักษ์
แคว้นนั้น ๆ จะปรากฏกายขึ้นทันที แม้แต่ฮ่องเต้องค์
ก่อนก็ยังต้องเคารพนับถือเทพผู้พิทักษ์ แถมบางครา
ยังต้องรับฟังค าสั่งจากเขาในบางวาระโอกาสต่าง ๆ
อีกด้วย
อู่ อวี้ ไม่คาดคิดว่าผู้พิทักษ์สูงส่งอย่าง ฮ่าวเทียน ซ่าง
เซียน จะมาอยู่ที่นี่ด้วย …
ทันทีที่ ฮ่าว เทียน ซ่างเซียน เข้ามาถึง เขาก็แสดง
ท่าทีอันสูงศักดิ์และหยิ่งทระนงเป็นอย่างยิ่ง เหล่าขุน
นางที่อยู่ภายในต าหนักสนมซีเฟย ต่างแสดงความ
เคารพนบนอบ อย่างประจบประแจง แต่เกรงว่าคงมี
เพียงแค่ อู่ อวี้ เท่านั้นกระมั้งที่ได้ปรากฎความกลัว
ขึ้นมา
อู่ อวี้ ยกศีรษะของตัวเองขึ้นมา เพื่อพยายามมอง
รูปร่างที่ปรากฏอยู่หน้าประตูพระราชวัง แต่การ
ปรากฏตัวของ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน นั้นรวดเร็วจนน่า
เหลือเชื่อ เขาจึงไม่สามารถมองเห็นเป้าหมายดั่งใจ
ปรารถนา อีกทั้ง อู่ อวี้ ยังไม่สามารถรับรู้สัญญาณ
การเคลื่อนไหวใด ๆ ของเขาได้เลย
เขาคือ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ชาวสวรรค์ผู้นี้ อาจจะ
เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเดียวที่ อู่ อวี้ ให้ความเคารพอย่าง
บริสุทธิ์ใจ แม้ว่าเขาจะมีอายุกว่า 100 ปีแล้วก็ตาม
แต่เขากลับยังคงมีรูปลักษณ์ความอ่อนเยาว์ของวัย
หนุ่มสาว ผิวพรรณของเขาละเอียดอ่อนสีแดงระเรื่อ
สรีระตั้งตรงองอาจ ดูแล้วช่างเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง
อ านาจ และ สง่างาม ถึงแม้ว่าเส้นผม กับ คิ้วของเขา
จะกลายเป็นสีขาวแล้วก็ตาม แต่มันกลับดูสมบูรณ์
แบบ และ ยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต มันช่าง
น่าเกรงขาม และ สง่างามในคราเดียวกัน บวกกับ
กิริยาท่าทางที่ดูตรงไปตรงมา ทุกอย่างช่างดู
เพรียบพร้อมสมบูรณ์แบบ ซึ่งความสมบูรณ์แบบนี้จะ
มีแค่ชาวสวรรค์เท่านั้น!
ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน สวมเสื้อคลุมสีขาวราว
หิมะ เสื้อคลุมถูกปักฉลุลวดลายไว้อย่างปราณีต
เป็นรูปทรงเต๋าแปดเหลี่ยมที่ดูสลับซับซ้อน ส่วนมือ
ข้างขวาถือแปรงหางม้า ซึ่งเอาไว้ใช้ปัดเป่าพวกปีศาจ
ที่หาญกล้าสร้างความเดือดร้อนให้แก่อาณาจักรนี้
แม้อาภรณ์ที่เขาสวมใส่อยู่นั้นอาจดูว่าโดดเด่นยิ่งแล้ว
แต่ อู่ อวี้ กลับพบว่าดวงตาทั้งคู่ของเขา กลับโดด
เด่นเสียยิ่งกว่า เป็นดวงตาทั้งคู่มีประกายเจิดจ้ายิ่ง
กว่าดาวดวงไหน ๆ ที่ถูกประดับประดาอยู่บน
ฟากฟ้า มันช่างเปล่งประกายสดใส จนไม่อาจหาสิ่ง
ใดเปรียบได้ ความสดใสนั้นมันมากเสียจนท าให้คนที่
มองรู้สึกว่า ไม่ว่าจะเป็นความชั่วร้ายใด ก็ไม่อาจ
หลบหนีดวงตาคู่นี้ของเขาไปได้
“ ข้าขอคาราวะท่าน ฮ่าว เทียน ซ่างเซียน!”
บรรดาเหล่าขุนนาง และ ข้าราชบริพารต่าง ๆ รีบ
กุลีกุจอตรงเข้าไปประจบประแจง เช่นเดียวกับนาง
จิ้งจอก ฟู่ ซี ( ซีเฟย ) พวกมันต่างรีบคุกเข่าค านับ
เพื่อแสดงถึงการให้เกียรติแก่แขกสูงศักดิ์ผู้มาเยือน
“ เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ข้ารู้ทุกอย่างแล้ว.”
น้ าเสียงของ ฮ่าว เทียน ซ่างเซียน ชวนประหลาดใจ
ยิ่งนัก เป็นน้ าเสียงที่ฟังดูแล้วราวกับผู้ที่อยู่ในวัยอ่อน
เยาว์ แต่มันกลับก้องกังวาน และ เต็มเปี่ยมไปด้วย
พลังอันน่าเกรงขาม เป็นเสียงที่สะกดจิตใจ ส่งผลให้
จิตใจของมนุษย์ ผู้ได้ยินนั้นเกิดความเคลิบเคลิ้ม
สับสนได้ นี่คงเรียกได้ว่าเสียงประกาศิตจากฟากฟ้า
“ ท่าน ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน โปรดลงทัณฑ์ไอ้คนชั่ว
ช้าผู้นี้ด้วย!” หยาดน้ าตาไหลอาบใบหน้าของซีเฟย
นางก าลังร่ าไห้ปริ่มจะขาดใจ ด้วยร่างกายสั่นเทา
” เอาล่ะ ข้าจะตัดสินเอง…. ผู้ที่ก าลังขึ้นปกครอง
อาณาจักร มิควรกระท าเรื่องชั่วช้าต่ าทรามเยี่ยงนี้.”
ฮ่าว เทียน ซ่างเซียน ตอบ พร้อมกับจ้องมองไปยัง อู่
อวี้ ดวงตาเจิดจ้าคู่นั้นราวกับว่ามันก าลังจะเผาผลาญ
ร่างกายเขา มันท าให้รู้สึกว่าเขาคือผู้กระท าผิดอย่าง
แท้จริง เสมือนตัวเขาได้กระท าเรื่องแสนต่ าทราม
และ น่าอัปยศอย่างยิ่งเอาไว้ ความรู้สึกนั้นมันเกือบ
ท าให้เขาต้องยอมรับสารภาพผิดในสิ่งที่เขาไม่ได้เป็น
ผู้กระท า “ อู่ อวี้ ครานี้เจ้าได้กระท าความผิด
ศีลธรรมร้ายแรง แม้แต่เบื้องบนก็ยังมิอาจอยู่เฉยได้
ข้าผู้รับบัญชาจากสวรรค์จะเป็นตัวแทนก าจัดเจ้าเอง
ข้าจะปลดเจ้าออกจากต าแหน่งรัชทายาท และ ตัด
สิทธิ์ในการขึ้นครองบัลลังค์ นอกจากนี้ข้าจะให้
บทลงโทษแก่เจ้า ด้วยการท าลายวรยุทธจนสิ้น
หลังจากนั้นเจ้าจะถูกเนรเทศออกจากอาณาจักรแห่ง
นี้ เพื่อให้เจ้าได้ไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์และ
เปลี่ยนแปลงตัวเองซะใหม่!”
เมื่อได้ยินค าตัดสินของ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน บรรดา
เหล่าขุนนาง และ ข้ารับใช้ต่างร่ าไห้ พร้อมกับกล่าว
ว่า “ ท่านฮ่าวเทียน ซ่างเซียน เป็นค าตัดสินที่ชาญ
ฉลาดยิ่งนัก !”
อู่ อวี้ แทบไม่อยากเชื่อ ว่าโศกนาฎกรรมอันน่าเศร้า
และ แสนโหดร้ายเช่นนี้จะเกิดขึ้นกับตัวเขา แม้มัน
จะไร้ความเที่ยงธรรมเพียงใด เขายังคงสุขุมไม่คร่ า
ครวญ หรือ กรีดร้องแม้แต่น้อย หัวใจของ อู่ อวี้
ในตอนนี้มีเพียงแค่ความเคียดแค้น และ โทสะ อัด
แน่นอยู่ภายใน ความเร่าร้อนของมันเฉกเช่นเดียวกับ
ปล่องภูเขาไฟที่ก าลังรอวันประทุ เพลิงลาวาอันเดือด
พล่านก าลังไหลเวียนอยู่ภายในกายของเขา มัน
พร้อมจะเผาผลาญทุกสรรพสิ่ง ความเกลียดชังยิ่งทวี
คุณเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มันเป็นความเกลียดชังที่ฝังราก
ลึกลงไปยันหลุมนรกอเวจี
นี่คือโชคชะตาของข้า! มันคือโชคชะตา!
อู่ อวี้ ไม่สามารถท าสิ่งใดได้ นอกเสียจากยิ้มรับแก่
ชะตาอันขมขื่น วันนี้ดวงตาของเขาเห็นแสงสว่างแล้ว
บัดนี้เขาได้รู้ความจริงทุกสิ่งทุกอย่าง
“ ภายใต้อาณาจักรนี้ ไม่มีผู้ใดกล้าบังอาจข่มขู่เขาได้
ยกเว้นชายผู้นี้ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน! อา~~~ ที่แท้
เรื่องในวันนี้ก็เป็นเขานั่นเองที่วางแผนเอาไว้ หากแต่
ถึงโชคชะตาจะต้องการให้ข้ามลายสิ้นไป ข้าก็จะฝืน
มันให้จงได้!”
‘ฮ่า ๆ ๆ วันนี้สวรรค์ปรารถนา ท าลายล้างข้าให้ย่อย
ยับอย่างนั้นสินะ !’ อู่ อวี้ที่ระเบิดหัวเราะออกมา
อย่างบ้าคลั่งนั้น มันก็ได้ท าให้ฝูงชนที่ก าลังจับจ้อง
เขาอยู่นั้น ต่างคิดว่าเขาก าลังเสียสติ
“ โอหัง! เจ้าคงเสียสติไปเสียแล้ว ถึงได้กล้าดีหัวเราะ
เสียงดังต่อหน้าท่าน ฮ่าว เทียน ซ่างเซียน เยี่ยงนี้!”
เหตุการณ์ครั้งนี้กลายเป็นการชุมนุม เพื่อเป็นสักขี
พยานในวันอัปยศอันยิ่งใหญ่ที่สุดของอู่ อวี้
“ เฮ้อ … อู่ อวี้ มันเป็นตัวกาลกินีของอาณาจักรเยว่
อู่อย่างแท้จริง!”
“ เขาไม่ใช่รุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งที่สุดอะไรหรอก มันก็
เป็นแค่ขยะคนหนึ่งที่อยู่ในอาณาจักรนี้ก็เท่านั้น
แหละ”
ค าด่าทอ ค าดูถูกเหยียดหยามทั้งหมด มันได้
กลายเป็นเพียงอากาศธาตุส าหรับ อู่ อวี้ ไปเสียแล้ว
ถ้อยค าของคนเหล่านี้ ไม่อาจท าให้เขา ระคายเคือง
หรือ เจ็บแสบได้อีกต่อไป โลกของเขามันได้พังพินาศ
จนหมดสิ้น ชีวิตของเขาคงจบสิ้นเพียงเท่านี้ ไฉนเขา
ต้องมาแยแสกับถ้อยค าของพวกสุนัข ที่ก าลังพรั่งพรู
วาจาอันแสนเหม็นเน่าออกมาจากปากด้วยเล่า ?
“ อู่ อวี้ นี่ของก านัลส าหรับเจ้า มันคือ ผงพราก
วิญญาณ”
“ ของก านัล? ” หึ หึ น่าขันยิ่งนัก ข้าอยากจะหัวร่อ
จนน้ าตาเป็นสายเลือดเสียจริง ! “พรสวรรค์” ของ
ข้าก าลังจะถูกท าลายลงในชั่วพริบตา ข้าสู้อุตส่าห์มุ
มานะฝึกปรือวิชาอย่างหามรุ่งหามค่ า ทุ่มเททั้งกาย
ใจ! พรุ่งนี้ข้าจะขึ้นครองราชย์บัลลังค์ แล้วกลายเป็น
ฮ่องเต้ปกครองราษฎรนับล้าน แต่ความเป็นจริงที่
ก าลังจะเกิดขึ้น กลับกลายเป็นแค่ความฝันเพียงชั่ว
ข้ามคืน เพราะ “จิตวิญญาณ” ของข้าได้ถูก “ตัด
ขาด” ลงแล้ว วรยุทธของข้าจะถูกท าลายหายไปจน
หมดสิ้น ไร้ประโยชน์ … ใช่แล้ว มันคือสิ่งที่ข้าเป็นอยู่
ตอนนี้
ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ยังคงแสดงท่าทีราวกับว่าตนเอง
นั้นเป็นอัญมณีแห่งความเที่ยงธรรม ก าลังส่องสว่าง
ความชอบธรรมทั้งมวลออกมา แต่ในสายตาอู่อวี้
เวลานี้ เขาได้ตกลงมาจากแท่นบูชาของทวยเทพ
แล้ว
‘ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ไม่เคยเป็นเทพ เขาเป็นเพียง
แค่คนที่แข็งแกร่งที่สุด ภายในอาณาจักรแห่งนี้ก็
เท่านั้น หึ! ตอนนี้ข้าเข้าใจมันแล้ว อาณาจักรบรูพา
เยว่อู่ มันไม่เคยเป็นของพระบิดาข้าเลย และ ไม่ก็
เคยเป็นของข้าเช่นเดียวกัน แต่มันเป็นของเขามา
ตลอด!’
ภายใต้สายตาที่จับจ้องของฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ราว
กับว่าเขาอยากก าลังกลืนกิน อู่ อวี้ ให้ตายเสียตรงนี้
ถ้าอู่อวี้กิน ‘ผงพรากวิญญาณ’ เข้าไปวรยุทธนับ 10
ปี ที่ตัวเขาพยายามพากเพียรฝึกฝนทุ่มเททั้งกายใจ
ทุกสิ่งทุกอย่างมันจะมลายหายไปจนหมดสิ้น เพียง
แค่ชั่วพริบตา
จากชีวิตอันรุ่งโรจน์ ในตอนนี้เขากลายเป็นเพียงแค่
ขยะคนหนึ่งเท่านั้นแล้ว
ณ ราตรีอันแสนยาวนาน
มันเป็นช่วงเวลาแห่งการเนรเทศ อู่ อวี้ รถม้าขนย้าย
นักโทษก าลังจอดรออยู่ด้านนอกประตูพระราชวัง
มันก าลังจะพาเขาไปยังสมรภูมิ เพื่อท าหน้าที่เป็นโล่
เนื้อ เป็นทหารที่ถูกส่งไปตาย ด้วยความสามารถ
ปัจจุบันที่ไร้ซึ่งวรยุทธของเขา ถ้าเขามีชีวิตรอดได้
นานถึงสิบวัน ก็นับว่าเป็นเรื่องปาฏิหาริย์อันใหญ่
หลวงยิ่งแล้ว
“ อู่!”
ทันใดนั้น น้ าเสียงอ่อนโยนอันแสนคุ้นเคยก็ดังแว่วมา
เสียงนั้นได้ท าลายความเงียบสงบ ของราตรีอันมืดมิด
นี้ไปจนสิ้น
ภายในเกวียนที่แสนจะหนาวเหน็บ ดวงตาของอู่ อวี้
ก็เปิดกว้างทันที เมื่อเขาเห็นสตรีนางหนึ่ง ก าลัง
พยายามเขย่าเกวียน หมายให้หลุดคามือ นางยังคง
เขย่าเกวียนอย่างต่อเนื่อง ดวงตาของนางแดงก่ า
ใบหน้าของนางเปียกโชกไปด้วยหยาดน้ าตา
“ อู่ หยู๋ ”
สตรีสูงส่งที่ก าลังเขย่าเกวียนอยู่เวลานี้ นางคือพี่สาว
ของ อู่ อวี้นั่นเอง หรือเรียกขานนางได้อีกนามว่า
“ท่านหญิงไร้กังวล” ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเกิดมาต่าง
ท้องมารดา แต่ อู่ อวี้ ก็เคารพ และ รักใคร่นางไม่
ต่างจากพี่สาวแท้ ๆ เพราะนางเป็นคนเดียวที่ห่วงใย
และ เข้าใจเขามากที่สุดในอาณาจักรแห่งนี้ มารดา
ของอู่ อวี้ รีบด่วนลาจากโลกนี้ไป ตั้งแต่เขายัง
เยาว์วัย ดังนั้น อู่ หยู๋ จึงเป็นครอบครัวเพียงคนเดียว
ของเขาที่เหลืออยู่ในตอนนี้ นางคือคนที่ท าหน้าไม่
ต่างจากมารดาของเขา
” เพราะเหตุใด ?! เพราะเหตุใด !!” อู่ หยู๋ ร่ าไห้ราว
ใจจะขาด ร่างนางสั่นสะท้าน เพราะลมหนาว และ
อากาศอันแสนเย็นยะเยือกในช่วงฤดูเหมันต์ ลมเย็น
โชยพัดมาอ่อน ๆ อย่างไม่ขาดสาย ยิ่งท าให้หัวใจอัน
เศร้าโศก และ แสนบอบช้ าของนางทวีมากขึ้น ราว
กับว่ามีผู้ใดเอามีดมาทิ่มแทงหัวใจของนาง มิหน าซ้ า
คนผู้นั้นยังปักมีดแหลมคาอกนางเอาไว้
“ พี่หญิง สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ข้ามิได้มีส่วนเกี่ยวแต่
ประการใด แต่สวรรค์ปรารถนาก าจัดข้าผู้นี้อย่างไร้
ความเป็นธรรม ท่านเข้าใจหรือไม่ ?” อู่ อวี้ ยื่นมือ
ออกไปนอกกรงขัง เขาคว้าจับตัวนางที่ก าลังสั่น
สะท้าน มือที่ซีดขาวไร้สีเลือด เพราะความหนาวเย็น
ของฤดูเหมันต์ มันเป็นความเหน็บหนาว ที่เสียดแทง
เข้าไปจนถึงกระดูก ราตรีอันมืดมิด และ การให้อภัย
ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปเขาคงจะไม่ได้พบเจอกับความ
สะดวกสบายอีก สัมผัสความอบอุ่นของพี่สาวในช่วง
วาระสุดท้ายของชีวิต มันท าให้จิตใจของเขาสงบมาก
ขึ้น เขาสละแล้วซึ่งทุกสิ่งทุกอย่าง จากนั้นอู่ อวี้ ก็ร่ า
ไห้ออกมา
“ ข้าไม่เข้าใจ แต่ข้าเชื่อว่าเจ้าบริสุทธิ์” อู่ หยู๋ ส่าย
ศีรษะด้วยความเศร้าโศกอย่างที่สุด
“ แค่นั้นมันก็เพียงพอแล้วส าหรับข้า พี่หญิงข้าไม่ได้
ท าผิดคิดชั่ว ข้าไม่จ าเป็นต้องเกรงกลัวต่อสิ่งใด ข้า
แค่ถูกสวรรค์กลั่นแกล้งอย่างไร้ความเป็นธรรมก็
เท่านั้น ท่านไม่ต้องโศกเศร้าไปพี่หญิงของข้า หาก
ภพหน้ามีจริงข้าก็หวังว่าจะได้กลับเป็นน้องชายของ
ท่านพี่อีก!”
‘ภพหน้ามีจริง ภพหน้ามีจริงงั้นรึ …’ เมื่อ อู่ หยู๋ ได้
ยินค านั้นจิตใจของนางก็ยิ่งร้อนรน นางรีบถามขึ้นว่า
น้องชายข้าเจ้าหมายความว่าเช่นไร ? ทันใดนั้นนางก็
ตระหนักถึงความหมาย ที่ซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังค าพูด
สั่งเสีย ฉับพลันร่างของนางก็เสมือนก าลังโดนท่อนไม้
ฟาดใส่อย่างแรง ร่างของนางซวนเซไปมา และ ทรุด
ลงไปนั่งกองกับพื้น มันเป็นความเจ็บปวดอันยิ่งใหญ่
จนหาสิ่งใดมาเปรียบได้ ความคิดของนางว่างเปล่า
และ ล่องลอยออกไป
ในเวลานั้นเองเกวียนส่งนักโทษ ก็เริ่มเคลื่อนตัวออก
ห่างไปเรื่อย ๆ อู่ อวี้ รีบเอาสองมือคว้าลูกกรงไม้
เขาส่งเสียงร้องตะโกน เกวียนขนนักโทษค่อย ๆ ออก
ห่างทีละก้าว ๆ จนในที่สุดมันก็ก้าวพ้นประตู
พระราชวัง ครืดดดดดด แอ๊ดดดดดด จากนั้นพวก
เขาก็ปิดประตูลง
ล้อไม้ของเกวียนเหยียบทับเศษหินท าให้เกิดเสียงดัง
“กึ่ก กึก” ราวกับเสียงเต้นของหัวใจที่ก าลังเต้นรัว
เมื่อ อู่ อวี้ มองย้อนกลับไป เขาก็เห็นอู่หยู๋ก าลังวิ่งไล่
ตามหลังรถเกวียนมาอีก แต่เป็นเพราะว่านางมี
ร่างกายอ่อนแอ นางจึงไม่สามารถไล่ตามความเร็ว
ของรถม้าได้ทัน ตุ้บ! และแล้วนางล้มลงท่ามกลาง
ละอองหิมะที่ลอยคละคลุ้ง
“ อู่!!!!”
เป็นช่วงเวลาเดียวกันที่ หิมะสีขาวนวลก าลังเริ่มหล่น
โปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า
อู่ อวี้ แหงนหน้าขึ้นมอง เกล็ดหิมะที่ก าลังโปรย
ปรายลงมามันชวนน่าหลงไหลอย่างน่าเหลือเชื่อ มัน
ดูสว่างไสวแม้อยู่ในยามค่ าคืนของเดือนมืดเช่นนี้
ดวงดาวยังคงสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ดวง
ดารายังคงส่องแสงระยิบระยับ ราวกับว่ามันก าลัง
กระพริบตาอยู่ ดูคล้ายเทพเจ้าก าลังเฝ้ามองผืน
แผ่นดินแห่งนี้
เกล็ดหิมะเริ่มโปรยปราย และ ตกใส่ร่างกายของอู่
อวี้ เป็นช่วงเวลาเดียวกัน กับที่เขาได้ออกจากเมือง
หลวงของอาณาจักรบรูพาเยว่อู่ เพื่อไปยังสถานที่
หนึ่ง ที่เขาไม่รู้จัก
…………………………………….
ღゝ◡╹)ノ♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ