กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 100
รวบรวมลมปราณทะลวงฝ่าจุดเสินเหมิน
อู่ อวี้ ก้าลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นภายในถ้า ใบหน้า
ของเขาบิดเบี้ยว แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า เขา
ก้าลังเจ็บปวดทรมานอย่างสุดแสนสาหัส
ร่างของเขาส่องแสงสีทองสว่างออกมา และ ค่อย ๆ
แข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อย ๆ หากไม่มีถ้าคอยปกปิด คาด
ว่าแสงสีทองนี้ จะต้องดึงดูดความสนใจของผู้คน
จ้านวนมากเป็นแน่
หากสามารถมองทะลุผ่านแสงสีทองเข้าไปได้ จะเห็น
ตัวอักษรสีทองหลายสิบตัว ก้าลังฉีกกระชากเนื้อ และ
โลหิตที่อยู่ภายในร่างของ อู่ อวี้
ท่ามกลางข้อความสีทอง ที่ก้าลังส่องสว่างออกมานั้น
จะสามารถมองเห็น ภาพเลือนลางของรูปปั้น
พระพุทธรูป รูปหนึ่งคล้ายก้าลังนั่งขัดสมาธิอยู่
อู่ อวี้ เริ่มร่ายสัจจคาถาเร็วขึ้น และ เร็วขึ้นเรื่อย ๆ
ข้อความสีทองที่อยู่ภายในร่างกายของเขา ก็มีจ้านวน
เพิ่มขึ้นเช่นกัน ส่งผลให้การแสดงออกทางสีหน้าของ
เขาก็ยิ่งบิดเบี้ยวมากขึ้น ซึ่งท้าให้เห็นได้อย่างชัดเจน
ว่าเขานั้นเจ็บปวดทรมานมากขึ้นเช่นเดียวกัน
” ความเจ็บปวดที่ร่างกายได้รับ ล้วนเป็นเรื่องโป้ปด
”
” จงมองไปยังแสงสว่าง ที่ส่องมาจากอนาคตยาว
ไกลหลายหมื่นลี้ ”
ในบางครั้งบางคราความเจ็บปวดที่เขาได้รับ มันก็
ยากจนสุดจะทานทน เขาจึงต้องพร่้าย้าเตือนตนเอง
ให้อดทน
จากมนุษย์ธรรมดาผู้หนึ่ง จากนั้นก็จับพลัดจับผลูก้าว
เข้าสู่เส้นทางแห่งเซียน หลังจากการล้างแค้นจบลง
เขาก็ได้มาพบเห็นโลกอันแสนงดงามใบนี้ ภายใน
หัวใจของเขามีความปรารถนาเพียงหนึ่งเดียวก็คือ
การที่เขาจะได้กลายเป็นเซียนอมตะ
” อายุขัย 100 ปี ภายในสายตาของผู้เดินในวิถีแห่ง
เซียนแล้ว มันช่างน้อยนิดราวกับมดปลวก”
” การเวียนว่ายตายเกิดของวัฏจักรชีวิตมนุษย์ มัน
ช่างดูเป็นเรื่องน่าขบขันยิ่งนัก การมีชีวิตยืนยาวของ
เซียนเหริน(ผู้เดินในวิถีแห่งเซียน)ก็เช่นกัน ล้วน
เหลวไหล”
“ข้าปรารถนาที่จะกลายเป็นเซียนอมตะ มีชีวิต
อิสระเสรีไปจนตราบชั่วนิรันดร์”
หรือ นี่คือความปรารถนาที่อยู่ในสายโลหิตของเขา
หรือ บางทีมันอาจจะเป็นความปรารถนาของตัวเขา
เอง
เพื่อจะกลายเป็นเซียนอมตะ ความเจ็บปวดอย่างสุด
แสนที่ได้รับในตอนนี้จะนับเป็นตัวอะไรกัน ? ภายใน
หัวใจของ อู่ อวี้ เวลานี้ มีรูปปั้นพระพุทธรูป วัชระ
แก่นแท้ธรรมสูตร เขาก้าลังจ้องมองไปที่สิ่งนี้อย่างไม่
เกรงกลัว
” สุภูติเอย (ผู้เกิดดีแล้ว) เจ้ามีความคิดเห็นเป็นไฉน
ตถาคตผู้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ กับการ
แสดงธรรมเทศนาของตถาคต สุภูติกล่าวตอบว่า : ข้า
แต่ผู้มีพระภาคเจ้า ตามความเข้าใจของข้าพระองค์
ในธรรมอรรถอันพระสุคตได้ตรัสไว้ ไม่มีสภาวะใด
แน่นอน ในค้าที่เรียกว่า พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิ
ญาณ อีกทั้งยังไม่มีสิ่งใดแน่นอน ในธรรมซึ่งพระองค์
ได้แสดง …”
ข้อความนี้ยากที่จะอ่านออกเสียง ยากที่จะท้าความ
เข้าใจได้ อู่ อวี้ ไม่สามารถท้าความเข้าใจในค้ากล่าว
เหล่านี้ ได้เขาท้าได้เพียงเอื้อนเอ่ยวาจาอ่านมันเท่านั้น
เมื่อเวลาผ่านไป อู่ อวี้ ก็สามารถอ่านสัจจาคาถาใน
ขั้นที่2 ได้จบครบ 1,000 ค้า
ในเวลานี้ อู่ อวี้ อ่านเพิ่มได้เพียงอีกแค่ 1000 ค้า เมื่อ
เขาอ่านอักษรตัวสุดท้ายจบ วัชระแก่นแท้ธรรมสูตร ก็
สิ้นสุดลง อักษรที่เหลืออีก 8000 ค้า ยังคงเป็นภาพ
เลือนลางพร่ามัว อู่ อวี้ ไม่สามารถมองเห็นต่อไปได้
ซึ่งมันก็คือ ขั้นที่ 3 ของกายาเพชรอมตะ จาก
สถานการณ์ในปัจจุบันของ อู่ อวี้ ต่อให้เขาได้รับกา
ยาเพชรอมตะในขั้นที่ 3 มา ก็คงยังไม่มีผลอะไรกับ
เขา
ยามตัวอักษรค้าสุดท้าย สิ้นสุดลง!
พรึบ!
เขารีบอ่านทบทวนค้าสัจจคาถาเหล่านี้อย่างรวดเร็ว
หลังจากอ่านเสร็จสิ้นก็ปรากฏเป็นอักขระสีทองนับ
ร้อยขึ้นในร่างกายของเขา ไหลเวียนฉีกกระชากไปทั่ว
ทุกแห่งหน!
อู่ อวี้ กัดฟันแน่น เขาล่วงรู้ดีว่าตราบใดที่เขาสามารถ
ทานทนอดทนผ่านความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสนี้ไป
ได้ เขาก็จะประสบความส้าเร็จ
” วิถีแห่งผู้ฝึกตนที่จะกลายมาเป็นเซียนอมตะนั้น
แท้ที่จริงแล้วมันไม่ใช่เรื่องง่าย …”
ท่ามกลางความรุนแรง ที่ข้อความสีทองได้พวยพุ่งถา
โถมเข้าใส่เขานั้น เขาไม่สามารถท้าสิ่งใดได้อีก
นอกจากจะยิ้มรับมันอย่างเต็มใจ ถึงแม้ว่าความ
เจ็บปวดที่ได้รับมันจะทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสก็
ตามที แต่ความเจ็บปวดเหล่านี้ไม่สามารถท้าลาย
ความมุ่งมั่นที่เขามีได้
” เมื่ออ่าน วัชระแก่นแท้ธรรมสูตร ในขั้นปฐมบทซ้า
อีกรอบ ข้าก็น่าจะสามารถบรรลุขั้นต้นของ กายา
เพชรอมตะ ขั้นที่ 2 ได้แล้ว!”
อู่ อวี้ รู้สึกราวกับว่าทุกส่วนในร่างกายของเขาในเวลา
นี้ ได้ก้าเนิดใหม่อีกครั้ง
มันเป็นความเปลี่ยนแปลงที่สมบูรณ์ สามารถท้าให้
ร่างกายของเขานั้นยกระดับความแข็งแกร่งขึ้นอย่าง
ใหญ่หลวง เรียกได้ว่ามันคือ การเปลี่ยนแปลงแบบ
ก้าวกระโดดเลยก็ว่าได้ แม้ว่าตัวเขาเองจะไม่สามารถ
มองเห็น ความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ด้วยตาเปล่า แต่เขาก็
สามารถรู้สึกได้ว่าภายในร่างกายของเขาเวลานี้
ท่ามกลางอักษรสีทองจ้านวนมาก มันได้ก่อตัวเป็น
รูปร่างของพระพุทธรูปทองค้าซึ่งมีความสูงกว่า 1 จั้ง
วัชระแก่นแท้ธรรมสูตร ได้คอยปกป้องคุ้มกันอยู่
ภายในร่างกายของเขา
พลังอ้านาจอันยิ่งใหญ่มหาศาลแห่งวัชระ น้ามาสู่
ความเป็นนิรันดร์ไม่มีวันดับสูญ!
ตู้ม!
ในที่สุด เมื่อ อู่ อวี้ อ่านประโยคสุดท้ายสิ้นสุดลง
ทันใดนั้นพลังก็พวยพุ่งระเบิดออกจากร่างกายของเขา
การก้าเนิดใหม่ของร่างกายก็ผ่านพ้นสิ้นสุดลง บัดนี้
วัชระแก่นแท้ธรรมสูตร ที่อยู่ภายในร่างกายของ อู่ อวี้
สามารถเห็นได้อย่างเด่นชัดมากยิ่งขึ้น เนื่องจากใน
เวลานี้พระพุทธรูปมีความสูงกว่า 1 จั้ง นอกจากนี้ยัง
มีรูปร่างที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง
อู่ อวี้ ก้มมองดูผ่านชั้นผิวหนังของตนเอง ถึงแม้เขาจะ
สามารถมองเห็นได้อย่างเลือนราง แต่เมื่อใดก็ตามที่
เขาใช้พลังนี้ ภายในร่างกายของเขาก็จะปรากฏภาพ
พระพุทธรูปขนาดใหญ่นั่งขัดสมาธิอยู่ มือทั้งสองข้าง
อยู่ในท่าพนมประกบหากัน พระพุทธรูปตั้งสูง
ตระหง่านราวกับว่าก้าลังต่อต้านสวรรค์ อีกทั้งยัง
สัมผัสได้ถึงพลังอ้านาจแห่งทวยเทพอันมหาศาลของ
วัชระ
” ข้าไม่เคยล่วงรู้มาก่อนว่า สิ่งที่ถูกเรียกว่า ‘ธรรม
สูตร’ นั้น แท้จริงแล้วมันคือการด้ารงอยู่ของสิ่งที่มี
ความยิ่งใหญ่ขนาดไหนกันแน่?”
เขาสะบัดประกายความคิดนี้ทิ้งไป อย่างไรตัวของเขา
ก็ยังคงเยาว์วัยนัก เมื่อได้รับวิชานี้มาแล้ว แน่นอนเขา
อยากจะเห็นว่าพลังที่เขาได้รับมา จะมีความแข็งแกร่ง
อยู่ในระดับใด!
อู่ อวี้ แข็งแกร่งขึ้นเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะทั้งภายใน
หรือ ภายนอก คงต้องบอกว่าแข็งแกร่งมากกว่าพลัง
ศักดิ์สิทธิ์ที่เขามีอยู่ในปัจจุบันเสียอีก
แคร๊ก เคร้ง!
อู่ อวี้ หยิบชิ้นส่วนโลหะออกมา 1 ชิ้น จากนั้นเขาก็
บดขยี้มันจนแหลกเหลว
” พลังวัตรของข้าเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมถึง 2 เท่า
เกรงว่าในเวลานี้พลังของข้าจะเทียบเท่ากับอาชาศึก
20,000 ตัว”
แม้แต่ เฟิง ซัวหยา ก็ยังไม่มีความแข็งแกร่งทางกาย
เนื้อมากมายขนาดนี้ ซึ่งโดยปกติแล้วผู้ฝึกตนมักจะ
ให้ความส้าคัญมุ่งเน้นไปที่พลังศักดิ์สิทธิ์ และ เคล็ด
วิชาเต๋า โดยปกติแล้วการสละร่าง ถือว่าเป็นขั้นตอน
พื้นฐานในการฝึกฝน เมื่อผู้ฝึกตนได้ผ่านกระบวนการ
สร้างมนุษย์มาแล้ว พวกเขาก็จะไม่ได้ท้าการฝึกฝนบ่ม
เพาะกายเนื้ออีก และ คงไว้ในระดับนั้น
” ข้าที่มีพลังแก่นแท้ของ วัชระแก่นแท้ธรรมสูตร
คอยพิทักษ์ร่างกายอยู่เช่นนี้ เช่นนั้นก็แสดงว่าข้า
สามารถดูดซับเม็ดยาหลอมรวมลมปราณได้มากขึ้น
โดยไม่ต้องกังวลว่าตัวจะระเบิดตกตายอีกต่อไป!”
นี่คือความคืบหน้าอันใหญ่หลวงของ เคล็ดวิชากายา
เพชรอมตะ
การกลั่นสกัดเม็ดยาหลอมรวมลมปราณ เส้นเอ็น,
กล้ามเนื้อ, โลหิต , หรือว่ากระดูก ทั้งหมดล้วน
เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน เพราะมันจะท้าให้ร่างกายของ
คนผู้นั้น บึกบึนทนทาน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมัน
แข็งแกร่งกว่าพลังศักดิ์สิทธิ์เสียด้วยซ้า ถ้าร่างกายไม่มี
ความแข็งแกร่งทนทานมากพอ ก็จะเป็นเรื่องยากที่จะ
สามารถดูดซับ หรือ กลั่นสกัด เม็ดยาหลอมรวม
ลมปราณจ้านวนมากได้
หลังจากที่เวลาได้ล่วงเลยผ่านไปมากพอสมควร จิตใจ
ของ อู่ อวี้ ก็เริ่มสงบลง จากนั้นเขาก็หยิบเม็ดยา
หลอดลมปราณขึ้นมา แต่คราวนี้เขาใช้ถึง 4 เม็ด
พร้อมกันในครั้งเดียว นั่นเป็นเพราะเขาต้องการที่จะ
ทะลวงผ่าน จุดเสินเหมิน
จากนั้น อู่ อวี้ ก็ผสานมือเข้าหากัน
หลังจากนั้นพลังของเม็ดยาก็เริ่มพลุ่งพล่าน
เปรียบเสมือนดั่งเพลิงลาวาที่ก้าลังกัดเซาะ กวาดล้าง
ทุกอย่างที่ขวางหน้าลงได้ในชั่วพริบตา เพลิงที่ก้าลัง
เผาผลาญร้อนระอุ เปรียบเสมือนดั่งอาชาคลั่ง ที่ก้าลัง
พุ่งทะยานกวาดผ่านไปทั่วทั้งร่างกาย
เช่นเดียวกับคมมีดของอักษรสีทอง ที่ถาโถมพุ่งเข้า
เชือดเฉือนเนื้อ และ โลหิตของเขา และ ในยามนี้เขา
เป็นผู้ควบคุมบังเหียนของอาชา ควบหลบหนีเปลว
เพลิงที่ก้าลังลุกไหม้พงพนา ในระหว่างที่เขาก้าลัง
กลั่นสกัดเม็ดยาอยู่นั้น เขาก็ได้รับความช่วยเหลือจาก
พลังศักดิ์สิทธิ์ และ วัชระแก่นแท้ธรรมสูตร คอย
พิทักษ์ปกป้องร่างกายของเขาเอาไว้ พลังของเม็ดยาที่
ถาโถมเข้ามาพยายามที่จะสะกดข่มเขา พลังของมัน
นั้นรุนแรงมหาศาลจนน่าเหลือเชื่อ ทันใดนั้นมันก็ได้
โคจรไหลมาตามท่อนแขน และ เข้ามาสู่ จุดเสินเหมิน
ในที่สุด
ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!
พลังของเม็ดยามหาศาลอย่างยิ่ง ทันใดนั้นก็เกิดการ
สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ถึงแม้พลังของมันจะ
มหาศาลมากเพียงใด แต่ก็ไม่เกินการควบคุมของ อู่
อวี้
” วัชระแก่นแท้ธรรมสูตร แข็งแกร่งอย่างน่า
เหลือเชื่อ แม้ข้าจะกลั่นสกัดเม็ดยาหลอมรวม
ลมปราณ ถึง 4 เม็ดภายในครั้งเดียว แต่พลังของเม็ด
ยายังไม่เพียงพอ ที่จะสามารถท้าอันตรายต่อร่างกาย
ได้ เท่ากับว่าข้าสามารถการสกัดเม็ดยาได้มากยิ่งไป
กว่านี้ !”
ช่างน่าเสียดาย ที่ข้านั้นเหลือเม็ดยาอยู่เพียงไม่กี่เม็ด
ผ่านครึ่งวัน อู่ อวี้ ได้ท้าการกลั่นสกัดดูดซับ เม็ดยา
หลอมรวมลมปราณที่เหลืออีก 4 เม็ด อ้านาจพลังจาก
เม็ดยาได้หล่อหลอมควบแน่นบน จุดเสินเหมิน ของ
เขา และ ด้วย ‘มหาเคล็ดวิถีเทียนเซียน’ ท้าให้กระแส
พลังศักดิ์สิทธิ์หยินหยาง ก่อก้าเนิดขึ้นในบัญญัติ
ก่อก้าเนิดจุดที่ 3 นี้ อีกทั้งกระแสพลังนี้ยังมีความ
เสถียรมั่นคงเป็นอย่างยิ่ง กล่าวได้ว่า อู่ อวี้ ได้บรรลุ
เข้าสู่ขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 3 อย่างแท้จริง
ด้วยบัญญัติก่อก้าเนิดจุดที่ 3 ท้าให้พลังศักดิ์สิทธิ์ของ
เขา เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล!
ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นกายเนื้อ หรือ พลังศักดิ์สิทธิ์ได้
ยกระดับ และ แข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอีกครั้ง มันคือการ
พัฒนาครั้งใหญ่ของ อู่ อวี้
“หากข้าต้องไปเชิญหน้ากับ หลาน สุ่ยเยว่ และ หนี่
หงอี้ อีกครั้ง ข้าก็มิจ้าเป็นต้องหลีกเลี่ยงพวกนางอีก
แล้ว!”
อู่ อวี้ ได้เอ่ยขึ้นอย่างแน่วแน่ จากนั้นเขาก็พุ่งตัวลุก
ขึ้นจากพื้นดิน
วัชระแก่นแท้ธรรมะสูตร และ มหาบัญญัติก่อก้าเนิด
จุดที่ 3 ซึ่งก้าลังโคจรอยู่ภายในร่างกายของเขา ท้าให้
ในภาพลักษณ์ อู่ อวี้ ในยามนี้ ดูราวกับมหาวีรชน ทั้ง
สง่างามไร้พ่าย ช่างน่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง
“ข้ารอเวลานี้มานานแล้ว!”
อู่ อวี้ ควงพลองพิชิตมาร จากนั้นก็กลายเป็นล้าแสงสี
ทอง พุ่งทะยานออกไปจากถ้า
ภายในหุบเขาโชคชะตาเซียนแห่งนี้ ถูกปกคลุมไปด้วย
หมอกหนาทึบ ยากที่จะระบุทิศทางได้ อู่ อวี้ ท้าได้
เพียงใช้สัญชาตญาณของตนเองก้าวเดินต่อไป ออก
จากพื้นที่ส่วนลึกภายในหุบเขา สู่พื้นที่ส่วนนอก
“รอบนี้ข้าไม่เกรงกลัวปีศาจจิ้งจอกอีกต่อไป มีเพียง
หมีทมิฬที่สามารถท้าร้ายศิษย์พี่หญิงเท่านั้น ที่ข้ายัง
ต้องระวังอยู่”
อู่ อวี้ ก้าลังควานหาทิศทาง และ ก้าวเดินไปข้างหน้า
อย่างเงียบ ๆ
“รากฐานเซียน ต้องซ่อนเร้นอยู่ในที่ไหนสักแห่ง”
“ใช่แล้ว ก่อนหน้านี้ข้าได้ยิน หนี่ หงอี้ กล่าวว่า
ปีศาจทั้ง 3 ตนนั้น รู้ต้าแหน่งของรากฐานเซียน”
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ อู่ อวี้ ก็อดนึกถึงปีศาจจิ้งจอกขึ้นมา
อย่างช่วยไม่ได้
“ในเวลานี้ ข้าไม่ได้เกรงกลัวนางแล้ว ดังนั้นข้าควร
ใช้ประโยชน์จากนาง ในการค้นหารากฐานเซียน”
อู่ อวี้ ปรับเปลี่ยนแผน เริ่มออกค้นหาปีศาจจิ้งจอก
เพื่อเขาจะได้ค้นหารากฐานเซียนง่ายดายมากยิ่งขึ้น
อู่ อวี้ เดินค้นหากว่า 2 ชั่วยามภายในหุบเขา
โชคชะตาเซียนแห่งนี้ เข้าสู่พื้นที่ไม่คุ้นเคย ในระหว่าง
ทางนั้น เขามิได้พบกับผู้เข้าท้าทายคนอื่นแม้แต่น้อย
คาดว่าผู้เข้าท้าทายบางส่วนคงได้ถูกก้าจัดออกการ
แข่งขันไปแล้ว
“ช่วงเวลาหลายวันที่ผ่านมานี้ ข้าหวังว่ายังพอมี
รากฐานเซียนหลงเหลืออยู่บ้าง”
ในเวลานั้นเอง อู่ อวี้ ก็ได้ยินเสียงตะโกน และ เสียง
ของการต่อสู้ ดังแว่วออกมาจากสถานที่ห่างไกล
ออกไป
อาจเป็นการต่อสู้ของผู้เข้าท้าทาย มีความเป็นไปได้สูง
มากว่าจะเป็นการต่อสู้เพื่อแย่งชิงรากฐานเซียน
อู่ อวี้ ไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมา จากนั้นเขาก็พุ่ง
ทะยานออกไปยังทิศทางนั้นทันที
เมื่อเขาเข้ามาใกล้ ก็พบว่าเป็นการต่อสู้ที่รุนแรงกว่าที่
เขาคาดเอาไว้ คาดว่าจะเป็นการต่อสู้ของกลุ่มคน อีก
ทั้งยังมีเสียงของน้าของสัตว์ร้ายดังแว่วอย่างเลือนลาง!
สัตว์ร้ายตนนี้ เห็นได้อย่างชัดเจนว่ามันคือปีศาจ
ยิ่งไปกว่านั้น อาจเป็นปีศาจที่มีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่
รูปแบบร่างกายของมนุษย์แล้ว
หวืด!
อู่ อวี้ พุ่งทะยานไปเบื้องหน้าราวกับลูกศรสีทอง
ทะลวงผ่านหมู่เมฆหมอกไปอย่างรวดเร็ว
“ใกล้แล้ว … ”
เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของปีศาจ แพร่กระจายออก
มายังไร้สิ้นสุด
“ไม่ใช่ปีศาจจิ้งจอก”
ถ้าเป็นกลิ่นอายของปีศาจจิ้งจอก มันก็ไม่น่าจะรุนแรง
ถึงเพียงนี้
ไม่มีแม่น้าล้าธารอยู่ในบริเวณนี้ ก็ไม่น่าจะใช่ปีศาจ
ฉลาม
ฟุบ!
เมื่อเข้ามาใกล้ อู่ อวี้ ก็ชะลอความเร็วลง ท่ามกลาง
เมฆหมอก มีแสงส่องสว่างออกมาจากเบื้องหน้า นี่
อาจจะเป็นเคล็ดวิชาเต๋าของศิษย์คนหนึ่ง แถมยัง
ทรงพลานุภาพมากอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ภาพที่เขาสามารถมองเห็นเรื่องชัดเจน
มากที่สุดก็คือร่างของหมีทมิฬ
มันต้องเป็นปีศาจหมีทมิฬอย่างแน่นอน ตัวมันสูงกว่า
4 จั้ง เป็นปีศาจที่แสนน่าสะพรึงกลัว แต่สิ่งที่เลวร้าย
ยิ่งกว่านั้นคือ ปีศาจตนนี้ได้ปลดปล่อยเวทย์ปีศาจ ซึ่ง
เป็นพลังจากแก่นธาตุปีศาจทั้ง 6 ดวง เป็นแก่นธาตุ
ปีศาจที่ทรงพลังอย่างยิ่ง แข็งแกร่งมากกว่า ศิษย์ทุก
คนที่รวมอยู่ในสถานที่แห่งนี้
“ต้องเป็นปีศาจหมีทมิฬ ที่มีความแข็งแกร่งมาก
ที่สุดอย่างแน่นอน”
รอบ ๆ ร่างของหมีทมิฬตัวนี้ มีเหล่าสาวกประมาณ 7
หรือ 8 คนล้อมรอบเอาไว้อยู่ หลายคนมีความ
แข็งแกร่งอยู่ในขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 5
ดังนั้นการต่อสู้ในครั้งนี้ หมีทมิฬจึงไม่ใช่ฝ่ายที่กุม
ความได้เปรียบเอาไว้ แต่มันกลับตกเป็นฝ่ายที่ถูก
สะกดข่มอย่างหนัก
เมื่อ อู่ อวี้ เพ่งมองเข้าไปใกล้มากยิ่งขึ้น เขามองเห็น
หลาน สุ่ยเยว่ หนี่ หงอี้ ศิษย์ชุดน้าเงินและศิษย์ชุด
เขียว ซึ่ง อู่ อวี้ ก็อดมองไปที่ร่างของ หลาน สุ่ยเยว่
อย่างช่วยไม่ได้ นางก้าลังเฝ้าดูการต่อสู้อยู่ด้านนอก
ในช่วงเวลาไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ดูเหมือนว่านางจะลืม
เรื่องราวที่เกิดขึ้นในตอนนั้นไปแล้ว นางร่ายร้ากระบี่คู่
พิสุทธิ์ในมือ และจู่โจมใส่หมีทมิฬจากรอบนอก
“จัดการมันซะ ท้าให้มันได้รู้ถึงความแข็งแกร่งของ
พวกเรา และจากนั้นก็ให้มันพาเราไปยังที่ซ่อนของ
รากฐานเซียน ” ดูเหมือนว่า หลาน สุ่ยเยว่ น่าจะเป็น
ผู้น้ากลุ่มการต่อสู้ในครั้งนี้ นางกล่าวปลุกขวัญก้าลังใจ
การต่อสู้อยู่รอบนอก
อู่ อวี้ ลังเล ว่าเขาควรจะเข้าไปช่วยเหลือในการต่อสู้
ด้วย หรือ ไม่
♡(⺣◡⺣)♡* เพลิน
กลืนสวรรค๋สะท้านทวยเทพ