กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 102 : ศิษยแหงนิกายกระบี่สวรรค์
โดยปกติเหล่าปีศาจที่เป็นปีศาจเต็มตัวและอายุเกิน
ร้อยปีที่อยู่บริเวณใกล้กับ เทือกเขาคราม นั้น จะ
รู้จักกันดี
แต่ส่วนปีศาจที่ยังไม่เติบโตอย่างสมบูรณ์เช่น
หว่านชิง นั้น จะไม่เป็นที่สนใจนัก
มีปีศาจอยู่ 2 ตน ได้เข้ามาใกล้กับเหล่าศิษย์ของ
นิกายกระบี่สวรรค์
พวกมันยืนอยู่ด้านนอกของกลุ่มหมอก และได้มอง
ลอดไปยังเหล่าศิษย์ทั้ง 6 คน
“ 6 คนนี้ล้วนแล้วแต่มีความสามารถ แถมยังมี
ความกล้าหาญเต็มเปียม ตอนที่พวกมันได้ปิดล้อม
โจมตีข้าก่อนหน้านี้ ถือว่าสร้างความลำบากให้แก่
ข้าอย่างมากทีเดียว” ปีศาจหมีทมิฬ ได้ก่นด่า
ออกมาอย่างระแคะระคาย
บุรุษรูปงามได้เอ่ยขึ้นว่า “ต้องจับพวกมันแยกออก
จากกัน ตราบใดที่พวกมันอยู่เพียงลำพัง แค่ 1 ลม
หายใจก็เพียงพอแล้วที่ข้าจะสังหารพวกมัน”
ตัวมันไม่อยากที่จะรับมือกับผู้คนจำนวนมาก
เกินไป เพราะหากมีใครคนใดคนหนึ่งใช้ ยันต์เพลิง
แดงทะยานฟั้า และได้ออกไปแจ้งเตือนให้แก่
อาวุโสเซินถู่ เข้า จะกลายเป็นเรื่องยุ่งยากขึ้นมา
“ท่านอาวุโสลงมือด้วยตัวเองเช่นนี้ เห็นทีเจ้าพวก
โง่เง่าเหล่านั้นคงจะทำได้แค่รอที่จะเป็นอาหารอัน
โอชะของพวกเราเท่านั้น” ปีศาจหมีทมิฬ ได้ยิ้มขึ้น
อย่างโหดเหี้ยม พร้อมกำหมัดไว้แน่นและเตรียมที่
จะจากไปเพื่อจัดการตามแผน
“เดี๋ยวก่อน”
ทันใดนั้น รอยยิ้มชั่วร้ายของบุรุษรูปงามก็ได้พลัน
เลือนหายไป พร้อมทั้งดวงตาที่จับจ้องไปยังเด็ก
หนุ่มผู้หนึ่งที่มีศาสตราแห่งเต๋าเป็นพลองยาว ซึ่ง
ในกลุ่มนั้น ชายหนุ่มผู้นี้ถือได้ว่าเป็นจุดสนใจอย่าง
ยิ่ง
“น่าแปลก ทำไมบนตัวของมันถึงมีกลิ่นเลือดของ
ข้าติดอยู่กันแน่?” เมื่อตัวมันเพ่งสมาธิและดมไปยัง
บนตัวของชายหนุ่มคนนั้น ก็ยิ่งมั่นใจว่าเป็นกลิ่น
เลือดของเขาอย่างแน่นอน
“ท่านอาวุโส เป็นอะไรไปอย่างนั้นหรือ?” ปีศาจหมี
ทมิฬกวาดสายตาไปรอบๆและเอ่ยถามขึ้น
“เห็นเจ้าเด็กที่พาดพลองยาวไว้บนหลังหรือไม่?”
แววตาของบุรุษรูปงามได้แปรเปลี่ยนเป็นดุร้ายขึ้น
“ย่อมเห็น หรือท่านจะให้ข้าไปจำกัดมันก่อน?”
ในตอนนี้ จำนวนคนได้น้อยลงแล้ว ทำให้ปีศาจหมี
ทมิฬมีความมั่นใจในการลงมือยิ่งขึ้น
“ไม่ จงจำเอาไว้ อย่าได้ทำร้ายมันเด็ดขาด จากนั้น
จะเป็นการดีที่สุดที่จะแยกตัวมันออกมาและนำพา
มาพบกับข้า”
“ไม่มีปัญหา” ปีศาจทมิฬ ไม่คิดว่าคนคนนี้จะมีสิ่ง
ใดพิเศษ ตัวมันจึงคิดแค่จะทำตามความประสงค์
ให้เรียบร้อย
“อิสรภาพจ๋าา ข้ามาแล้ววว!”
ทันใดนั้น ปีศาจหมีทมิฬ ก็ได้พุ่งเข้าไปยังกลุ่มของ
เหล่าศิษย์ในทันที ส่วนบุรุษรูปงามที่กำลังจ้องมอง
ไปด้วยความสงสัยอยู่บนอากาศนั้นก็ได้จางหาย
เข้าไปในกลุ่มหมอก
“อู่ อวี้ ไปกับพวกเราเถอะ พอเมื่อเรามีความ
เข้าใจที่แน่นแฟั้นยิ่งขึ้น พวกเราก็จะไปหาพวก
ปีศาจ เพื่อให้พวกมันนำพาเราไปยังสถานที่ของ
รากฐานเซียน” หนึ่งในศิษย์ขั้นหลอมรวม
ลมปราณระดับที่ 5 ได้เชิญชวน อู่ อวี้
อู่ อวี้ ที่กำลังจะปฎิเสธ พลันรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายอัน
รุนแรงของปีศาจที่อยู่ด้านหลังม่านหมอก มันได้พุ่ง
เข้ามาอย่างรวดเร็ว จนเห็นเป็นเมฆหมอกทมิฬที่
กวาดหมู่หมอกหนาทะลวงฝั่าเข้ามา
“ปีศาจหมีทมิฬ!”
เมื่อ อู่ อวี้ หันหลังกลับไปมอง ก็ได้พบกับกลุ่มก้อน
หมอกทมิฬ และปรากฎเป็นเงาของร่างอันสูงใหญ่
ดวงตาอันแดงก่ำทั้งสองของมันได้จ้องมายังเขา
อย่างไม่วางตา จนราวกับว่า อู่ อวี้ นั้น คือ
เปั้าหมายของมัน
“ทุกคน!” คนในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในขั้นหลอม
รวมลมปราณระดับที่ 5 ทั้งสิ้น กล่าวได้ว่าศิษย์ที่
อยู่ในขั้นหลอมรวมลมปราณระดับที่ 5 เกือบจะ
ทั้งหมดได้มารวมอยู่ในกลุ่มนี้หมดแล้ว
“เตรียมสู้!”
สมแล้วที่เป็นถึงศิษย์แห่งนิกายกระบี่สวรรค์ ถึงแม้
จะมีคนจำนวนน้อยกว่าก่อนหน้า แต่พวกเขาก็ไม่
กลัวปีศาจตนนี้เลยแม้แต่น้อย พวกเขานั้นได้
เตรียมตัวสู้รบโดยการตั้งขบวนอย่างง่ายเพื่อรับมือ
ต่อ ปีศาจหมีทมิฬ!
ทุกคนที่อยู่ในที่นี้ล้วนแต่ฝึกฝนกระบี่ทั้งสิ้น ในยาม
ที่พวกเขาชักศาตราเต๋าที่เป็นกระบี่ยาวออกมานั้น
จึงทำให้เกิดปราณกระบี่อันแหลมคมจำนวนนับไม่
ถ้วนออกมา จนแทบจะฉีกกระชากหมอกหนาที่อยู่
เบื้องหน้าจนหมดสิ้นไป
“สังหารปีศาจให้สิ้นจนสวรรค์มลาย!”
ขณะที่เหล่าศิษย์ตะโกนออกไปนั้น ปราณกระบี่อัน
รุนแรงก็พวยพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
“อู่ อวี้ เจ้าสนับสนุนอยู่ที่ด้านหลัง”
พวกเขาเห็นว่า อู่ อวี้ นั้นอยู่ในขั้นหลอมรวม
ลมปราณระดับที่ 2 เท่านั้น จึงคิดจะปกปั้องเขา
แม้จะกล่าวว่า อู่ อวี้ สามารถต่อกรกับศิษย์ที่อยู่ใน
ขั้นหลอมรวมลมปราณระดับที่ 4 ได้ก็ตามที แต่ใน
สายตาของพวกเขาแล้ว ยังไงก็ไม่มีทางที่เขาจะ
เป็นคู่มือให้ ปีศาจหมีทมิฬ ได้เลยแม้แต่น้อย!
“ตกลง”
แม้ อู่ อวี้ จะได้ ‘เคล็ดวัชระแก่แท้ธรรมสูตร’ มาไว้
ในครอบครอง แถมระดับ พลังศักดิ์สิทธิ์ ก็เพิ่มพูน
ขึ้นอย่างมากแล้วก็ตามที แต่เขาก็ไม่คิดจะฝืนเข้าสู้
แต่อย่างใด
เมื่อปีศาจหมีทมิฬปรากฏตัวขึ้นหมายจะโจมตี อู่
อวี้ จึงถอยออกไป 2-3 ก้าวเพื่อหลบหลังเหล่าศิษย์
ที่กำลังทำการตั้งขบวนในการต่อสู้ หลังจากที่เขา
ถอยร่นลงมาแล้ว ก็ได้มองไปยังปีศาจหมีทมิฬอีก
ครั้ง บัดนั้น ในใจของ อู่ อวี้ จึงเกิดความตื่น
ตระหนกขึ้น เพราะเขาไม่รู้ว่าทำไมหมีทมิฬตนนี้ถึง
ยังจ้องเขาราวกับเป็นเปั้าหมายอยู่ !
ท่ามกลางความสงสัยนี้ การต่อสู้ก็ได้เริ่มขึ้น!
โฮ่กกกกกกกก!
ปีศาจหมีทมิฬได้คำรามออกมาอย่างกึกก้อง จนทำ
ให้ภูเขาและพื้นที่ในแถบนี้ถึงกับสั่นสะเทือน พร้อม
ทั้งหมอกสีดำทมิฬที่ราวกับมาจากขุมนรกได้แผ่
ออกไปเป็นวงกว้าง ด้วยวิสัยทัศน์ที่เห็นได้ไม่
ชัดเจน บวกกับร่างอันดำมืดของหมีทมิฬ จึงส่งผล
ทำให้มองไม่เห็นกรงเล็บทั้ง 5 ของหมีทมิฬที่ตะปบ
ลงมาอย่างรวดเร็ว
“พี่น้องทุกคน จงระวัง!”
คนที่เอ่ยวาจาเตือนออกมานั้น ถือได้ว่าเป็นศิษย์ที่
มีฝีมือสูงส่งอย่างยิ่ง
จากนั้นพวกเขาได้ทำการแปลงขบวนโดยการเข้า
ห้อมล้อม อู่ อวี้ เอาไว้
ที่จริงแล้ว การที่พวกเขาทำการล้อมรอบเป็น
วงกลมนั้น เพื่อที่จะให้กลายเป็นขบวนที่มีความ
แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพในทั้งจู่โจม และ ตั้ง
รับ พวกเขาจึงเลือกที่จะใช้ อู่ อวี้ เป็นจุด
ศูนย์กลางในการตั้งขบวนนี้ขึ้น
“สังหาร!”
ท่ามกลางหมอกสีดำทมิฬนั้น อู่ อวี้ ก็สามารถ
มองเห็นนัยน์ตาสีแดงคู่หนึ่ง จากนั้นในช่วงเวลา
สั้นๆ ดวงตาคู่นั้นก็ได้ขยายใหญ่ขึ้นจนกลายเป็น
โคมไฟสีแดงขนาดยักษ์
บัดนี้ ปีศาจหมีทมิฬ ได้ทำการกลายร่างแล้ว
“ตรงนั้น!”
ขณะนี้ เหล่าศิษย์ที่ทำการฝึกฝนในวิถีแห่งกระบี่ ก็
ได้ปลดปล่อยพลังตวัดกระบี่ของตนออกไปในทันที
“กระบี่แกนปฐพี!”
“ค่ายกลกระบี่พยัคฆ์เพลิงฟั้า!”
“กระบี่หิมะทลายภูผา!”
กล่าวตามตรง เหล่าศิษย์ที่อยู่ในขั้นหลอมรวม
ลมปราณระดับที่ 5 นั้นต่างมีความแข็งแกร่งที่อยู่
ในระดับแนวหน้า เพราะยังไงแล้วพวกเขาล้วนแต่
ฝึกฝนมานานกว่า 10 ปี ซึ่งเมื่อเทียบกับ ซู
หยานหลี่ ที่มี หัวใจกระบี่หยกทองคำ แล้ว น่าจะมี
ช่องว่างที่ห่างกันไม่มากนัก
ปราณแห่งวิชาเต๋าได้เข้าปกคลุมทุกซอกทุกมุมใน
พื้นที่แห่งนี้
ปุั้งงง!
ปีศาจหมีทมิฬ ที่มีร่างกายหนาบึกบึนนั้น มีพลังที่
แข็งแกร่งและทนทนเป็นอย่างยิ่ง แต่มันไม่ได้มีแค่
นั้น มันกลับยังมี เคล็ดวิชาปีศาจ ซุกซ่อนเอาไว้อยู่
อีกด้วย
“สะเทือน!”
หมีปีศาจทมิฬ ได้ปลดปล่อย เคล็ดวิชาปีศาจ
ทันใดนั้นบนพื้นที่มันยืนอยู่ได้มีรอยแตกค่อยๆ
ลุกลามกระจายออกเป็นวงกว้าง ส่งผลให้เกิด
แผ่นดินไหวจนเหล่าศิษย์สาวกไม่สามารถที่จะยืน
อย่างมั่นคงได้
“วิชาดิน!”
มีศิษย์สาวกคนหนึ่ง ที่มีความสามารถในเคล็ดวิชา
เต๋าประเภทดิน เขาได้ปลดปล่อยเคล็ดวิชาเต๋า
ประเภทดินออกมาจนปรากฎดินที่ค่อยๆเข้าไปอุด
รอยแตกของผืนดินที่กำลังค่อยๆลุกลามออกไป ทำ
ให้ถึงแม้ตอนนี้จะเกิดแผ่นดินไหวอยู่ แต่พวกเขาก็
สามารถกลับมายืนอย่างมั่นคงได้อีกครา
“ปีศาจหมีทมิฬ ได้สังหารผู้คนมานับหมื่น แต่
ท้ายที่สุดกลับถูกนิกายกระบี่สวรรค์ของเราจับมา
ผนึกไว้ วันนี้ ข้าผู้เป็นตัวแทนของสวรรค์ จะกำจัด
แกเอง!”
เหล่าศิษย์ที่ฝึกฝนในวิถีแห่งกระบี่ได้ปลดปล่อย
ความกล้าหาญและความทะเยอทะยานออกมาจน
ปีศาจหมีทมิฬ ถึงกับเกิดอาการสั่นขึ้นเล็กน้อย
ถึงแม้จำนวนของพวกเขาจะลดน้อยลงก็ตามที แต่
ในช่วงเวลาสั้นๆนี้พวกเขากลับไม่ได้ตกเป็นฝั่าย
เสียเปรียบแต่อย่างใด
แต่ด้วยความหนาและบึกบึนของร่างกาย ปีศาจหมี
ทมิฬ และด้วยจำนวนของคนที่น้อยลงไป ทำให้
วิชาเต๋าที่ถาโถมเข้ามามากมาย แต่กลับไม่สามารถ
ทำอันตรายใดๆต่อมันได้เลย ต่อหน้าความกล้า
หาญของเหล่าศิษย์ที่แสดงออกมาเช่นนี้ ยิ่งทำให้
โทสะของมันพุ่งสูงขึ้นกว่าเดิม เป็นผลทำให้แรง
กดดันที่ถาโถมใส่เหล่าศิษย์สาวกทั้งหลายยิ่ง
ทวีคูณหนักขึ้น!
“แย่แล้ว!”
พวกเขาตระหนักได้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้หนักกว่าที่คิด
และหากยืดเยื้อต่อไป ก็เกรงว่าจะต้องมีคนได้รับ
บาดเจ็บ ซึ่งหากคนใดคนหนึ่งบาดเจ็บไปแม้แต่คน
เดียว เกรงว่าคนที่เหลือจะไม่สามารถต้านทานได้
อีกต่อไป
ปังง!!
ขณะนั้น แผ่นดินไหวที่สั้นสะเทือนจนเกิดรอยแตก
นั้น ยิ่งทวีคูณเพิ่มขึ้นจนภูเขาถล่มและแผ่นดิน
ยุบตัวลงจนเป็นหลุมเป็นบ่อ
เหล่าศิษย์แห่งนิกายต่างถูกแผ่นดินไหวกลืนกินจน
กลิ้งไปกลิ้งมา ทำให้ในตอนนี้รูปขบวนของพวก
เขาแตกระแหงกระจัดกระจายไปกันคนละทิศ
ขณะนั้น ปีศาจหมีทมิฬก็จ้องมองไปยัง อู่ อวี้ ด้วย
ดวงตาอันแดงฉาน หลังจากที่เหล่าศิษย์ทั้งหลาย
ถูกกระจายกันไปคนละทิศคนละทางแล้ว มันจึงได้
เปลี่ยนเปั้าหมายในทันที มันได้รวบรวมพลังปราณ
หมอกทมิฬเอาไว้บนมือ จากนั้นก็ขว้างไปยังทิศที่
อู่ อวี้ ยืนอยู่ ในตอนนี้ อู่ อวี้ รับรู้ได้ถึงพลังอัน
มหาศาลที่ ปีศาจหมีทมิฬ โจมตีมายังเขา!
ตู้ม ตู้ม ตู้ม!
ในตอนนี้ รอยแตกบนพื้นดินยิ่งสั่นไหวมากขึ้น
กว่าเดิม
“อู่ อวี้!”
ส่งผลให้เหล่าศิษย์สาวกไม่สามารถพุ่งเข้าไป
ช่วยเหลือได้แม้แต่คนเดียว
ในช่วงเวลาวิกฤตนี้ อู่ อวี้ ยังคงสุขุมไม่เปลี่ยน เขา
ได้นำพลองพิชิตมารออกมา จากนั้นทั้งพลังกาย
พลังศักดิ์สิทธิ์ และกลิ่นอายต่างๆ ได้พุ่งทะยาน
สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
“วัชระแก่นแท้ธรรมสูตร!”
แสงสีทองที่ไหลเวียนอยู่ภายในร่างกาย ทำให้ อู่
อวี้ สัมผัสได้ถึงพระพุทธรูปสีทองที่มีความสูงถึง 1
จั้ง รวมถึง เลือด เนื้อ กระดูก 5 อวัยวะภายใน
และ 6 อวัยวะกลวง ได้อย่างชัดเจน
หลังจากที่เปิด จุดเสินเหมิน บนฝั่ามือ จนได้รับ
บัญญัติก่อกำเนิดจุดที่ 3 มาแล้ว ทำให้พลอง
พิชิตมาร และ พลังศักดิ์สิทธิ์ มีความเกื้อหนุนที่
ซับซ้อนและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ฟูั้มมมม!
พลังอันรุนแรงของเขาได้ทะลักออกมาจากร่างกาย
ราวกับภูเขาไฟระเบิดก็มิปาน
จากนั้นสายตาอันเย็นยะเยือกของ อู่ อวี้ ได้มองไป
ปีศาจหมีทมิฬ พร้อมทั้งปลดปล่อยจิตสังหาร
ออกมา
ด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์ของ อู่ อวี้ ที่ไหลเวียนอยู่บน
พลองพิชิตมาร ทำให้ก่อเกิดเปลวไฟลุกโชนที่ราว
กับเปลวเพลิงแห่งวันสิ้นโลกขึ้น ซึ่งศูนย์กลางของ
เปลวเพลิงอันร้อนระอุนี้ ก็คือ อู่ อวี้ นั่นเอง
ปังง!
เรียบง่าย ตรงไปตรงมา และดุดัน!!!
การปะทะได้เริ่มต้นขึ้น!
เทพมังกรพันเสา!
ฟาดฟันออก 1 ครั้ง สั่นสะเทือนลือลั่นไป 10 จั้ง!
ผลจาก เทพมังกรพันเสา ได้เกิดพายุมังกรเพลิง
โหมกระหน่ำขึ้น พลังศักดิ์สิทธิ์ที่หมุนวนอย่างบ้า
คลั่ง พร้อมทั้งพลังวัตรถึง 20,000 อาชาศึก ได้
พวยพุ่งออกไปราวกับคลื่นทะเลยักษ์กวาดล้างทุก
สิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้าออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด!
เบื้องหน้าสายตาของเหล่าศิษย์ทั้งหลายนั้น อู่ อวี้
ได้กลายร่างกลายเป็นวานรยักษ์สีทอง พลองพิชิต
ในมือได้ฟาดฟันออกไปยังอุ้งมือของ ปีศาจหมี
ทมิฬ อย่างไร้ปรานี!
ฉั๊วะ!
เลือดสาดกระเซ็นจนพวยพุ่งขึ้นสู่สวรรค์!
ปีศาจหมีทมิฬ กรีดร้องขึ้นอย่างโหยหวน มันได้ร่น
ถอยหลังออกไปหลายก้าว จากนั้นมันก็ก้มลงดูที่อุ้ง
มือของตนเอง มันก็ได้พบว่าอุ้งมือของมันนั้น มี
เลือดไหลออกมาเป็นจำนวนมาก แถมเนื้อบางส่วน
ก็ยังถูกทำลายลงจนกลายเป็นแผลเหวอะน่าเกลียด
เมื่อเห็นเช่นนี้ ปีศาจหมีทมิฬก็โกรธจนแทบคลั่ง
“ทำไม อู่ อวี้ ถึงแข็งแกร่งเช่นนี้ ด้วยพลังเพียงคน
เดียวกลับสามารถบังคับ ปีศาจหมีทมิฬ ให้ถอยร่น
กลับไปได้”
ขณะเดียวกัน ศิษย์สาวกทั้ง 5 ได้ตกตะลึงจนหัวใจ
สั่นสะท้าน!
“หากเป็นพวกเราที่เผชิญกับเคล็ดวิชาปีศาจของ
หมีทมิฬเมื่อครู่ เกรงว่าคงจะได้รับบาดเจ็บสาหัส
ไปตามๆกันเป็นแน่!”
“สมแล้วที่ อู่ อวี้ คือศิษย์สายตรงของท่านเจ้า
นิกาย”
การโจมตีสวนกลับเพียงครั้งเดียวนี้ ได้ทำให้ทุกคน
ถึงกับตะลึงงัน!
ด้วยพลังอันน่าสะพรึงเช่นนี้ ปีศาจหมีทมิฬได้ตก
ตะลึงไปชั่วขณะ หลังจากนั้นมันก็ได้สติขึ้น ในเวลา
นี้ เหล่าศิษย์สาวกทั้งหมดได้มารวมตัวกันอีกครั้ง
เพื่อผนึกกำลังร่วมกับ อู่ อวี้ ทำให้ในตอนนี้จึง
กลายเป็นการต่อสู้ร่วมกันระหว่าง 6 คนนี้
“ อู่ อวี้ ข้ามองเจ้าผิดไป ”
“ดูเหมือนว่าความสามารถของเจ้าจะสูงล้ำยิ่งกว่า
ที่ข้าเคยฟังมาเสียอีก”
“เป็นเช่นนี้ เจ้ามีบัญญัติก่อกำเนิด 3 จุด ฉะนั้นเจ้า
ก็อยู่ในขั้นหลอมรวมลมปราณ ระดับที่ 3 สินะ!”
การต่อสู้นี้ได้กระจายเป็นวงกว้าง และยิ่งทวีคูณ
ความดุเดือดมากขึ้นทุกช่วงขณะ
“สังหาร!”
การที่มี อู่ อวี้ ร่วมเข้าต่อสู้ด้วยนั้น ทำให้
สถานการณ์ค่อนข้างจะเอนเอียงไปทางที่ดีขึ้น
ปีศาจหมีทมิฬ ถึงกับขมวดคิ้วลง สถานการณ์
เช่นนี้ อาจจะเป็นการยากเกินไปที่จะแยก อู่ อวี้
ออกจากกลุ่มนี้
“คิดไปก็เท่านั้น”
ขณะนั้น ก็มีเงา 4 สาย พุ่งทะลุเข้าจากหมอกทมิฬ
และร่วมเข้าวงต่อสู้
นั่นคือพวกของ หลาน สุ่ยเยว่ นั่นเอง!
ในตอนนี้ เหล่าศิษย์ของนิกายจึงมีทั้งหมด 10 คน
ด้วยกัน ซึ่งเยอะกว่าคราวก่อนเสียอีก
“บัดซบ”
ต่อหน้าสถานการณ์เช่นนี้ ปีศาจหมีทมิฬก็ได้สบถ
ออกมา และกล่าวในใจว่า “ตอนนี้ท่าไม่ดีแล้ว ข้า
คงต้องถอยก่อน หวังว่าท่านผู้นั้นคงจะยกโทษ
ให้แก่ข้านะ”
ภายใต้สถานการณ์อันเลวร้าย ตัวมันจึงเริ่มทำการ
วางแผนเพื่อหนีอีกครั้ง ด้วยความสามารถของมัน
หากมันต้องการจะหนี ย่อมไม่มีใครสามารถหยุดได้
ฉะนั้นเพียงแค่พริบตา ปีศาจหมีทมิฬ ก็ได้หายตัว
ไปอย่างไร้ร่องรอย
เหล่าศิษย์ทั้ง 10 คน ต่างเหนื่อยหอบจากการต่อสู้
“อู่ อวี้!”
หลาน สุ่ยเยว่ ศิษย์สวมชุดน้ำเงิน หนี่ หงอี้ และ
คนอื่นๆในกลุ่มนาง ต่างมองมายัง อู่ อวี้ อย่างไม่
วางตา
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ