กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1029: ใหเกียรติการตัดสินใจซึ่งกันและกัน
แน่นอนว่า อู่ อวี้ ไม่อยากจะไล่หลังนางอยู่เช่นนี้ …
ถ้าเขาไม่มีศักดิ์ศรีในตนเอง เขาคงจะรีบวิ่งแจ้นไปอยู่กับ
นาง จากนั้นก็เติบโตภายใต้ปีกการอุปถัมภ์ขอนางไปแล้ว
เขาไม่เคยไปที่ดินแดนมังกรมาก่อน แน่นอนว่าตอนนี้ก็
ไม่คิดจะไปเช่นกัน โดยเฉพาะฐานันดรของราชอารักษ์เล่อ
ทำให้เขาต้องติดอยู่ภายในดินแดนโบราณเหยียนหวงแห่งนี้
ส่วนหวงจุนเองก็ทำให้รู้สึกว่ากำลังจับตาเขาราวกับ
จักรพรรดิโบราณเหยียนหวงอยู่ก็ไม่ปาน
ถึงแม้ว่าจะเป็นเจ้ามังกรสี่คาบสมุทร และครั้งหนึ่งเคย
เป็นเผ่าพันธุ์มังกรเทวะที่ทรงพลังอำนาจแข็งแกร่งมากที่สุด
ในใต้หล้านี้ก็ตาม ทว่าปัจจุบันกลับกลายเป็นสัตว์สวรรค์ที่
หลบซ่อนตัวอยู่ในแดนลี้ลับ อู่ อวี้ ไม่คิดว่าด้วยความ
แข็งแกร่งของพวกเขาจะสามารถเทียบเคียงกับจักรพรรดิ
โบราณได้ ฉะนั้นคำถามที่นางถามเขาจึงมีคำตอบอยู่ในใจ
แล้ว
” ความจริงแล้วอาณาจักรโบราณเหยียนหวงก็ถือว่าไม่
เลวนัก ถึงแม้จะมีเรื่องขัดแย้งกันบ้างระหว่างโอรสพระธิดา
แต่ทั้งหมดก็เป็นเรื่องของการเมืองเกี่ยวกับผู้ที่จะได้ขึ้นมารับ
ตำแหน่งผู้สืบทอด แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง ข้าก็คิดว่าที่นี่ท้า
ทายมากเหมาะสมกับข้าดีแล้ว ”
ความจริง หากไม่ติดปัญหาเรื่องของจักรพรรดิโบราณ
ดินแดนโบราณเหยียนหวงก็นับเป็นสถานที่ที่เหมาะสมกับเขา
ยิ่งนัก จักรพรรดิโบราณอยู่ในที่ลับไม่ชอบปรากฏตัวอยู่ในที่
แจ้ง ดังนั้นจึงยากจะระบุได้ว่าเป็นคนดีหรือคนไม่ดี บางที
อาจจะเป็นคนชั่วช้า หรือไม่ก็มีอุปนิสัยเหมือนกับเทพเซียน
ที่หลุดพ้นจากมนุษย์กิเลสอย่างสมบูรณ์ หรือบางทีเขาอาจตี
ค่าจักรพรรดิโบราณสูงเกินไป เขาอาจไม่รู้ก็ได้ว่าตนเองมี
มรดกเซียนอยู่
ไม่เช่นนั้นแล้ว เขาจะทนเฉยอยู่ทำไม เหตุใดจึงไม่เข้ามา
แย่งชิงมรดกของตนเองไป?
ความจริงเขาไม่จำเป็นต้องแต่งตั้ง อู่ อวี้ เป็นราชอารักษ์
เล่อก็ได้ เพียงแค่สังหารเขาให้รู้แล้วรู้รอดไปก็สิ้นเรื่อง
หรืออาจเป็นเพราะเขาเป็นเซียนอมตะ มรดกเซียน
ภายในร่างของ อู่ อวี้ จึงไม่นับเป็นอันใด แต่ถึงอย่างไรก็ตาม
ที่นี่คือชมพูทวีปโลกธาตุ หรือตั้งใจปลูกฝังให้ตนเองกลายเป็น
เทพเซียน เพื่อคอยพิทักษ์ปกปั้องชมพูทวีปโลกธาตุใน
อนาคต?
นี่ก็เป็นไปได้เช่นกัน
ในเมื่อทุกอย่างยังมีโอกาสเป็นไปได้ เขาก็จะไม่มองโลก
ในแง่ร้ายเกินไป เพราะเขายังมีทางเหลืออยู่อีกนั่นก็คือไป
หลบซ่อนตัวอยู่ภายในพิภพปีศาจบรรพกาล
แน่นอนว่าเขาไม่ต้องการจมลงสู่ห้วงภัยพิบัติที่จักรพรรดิ
โบราณเหยียนหวงเป็นผู้หยิบยื่นให้
หลังจากลั่วผินได้ยินคำตอบของเขา นางก็กล่าวขึ้นด้วย
เสียงแผ่วเบาว่า ” จักรพรรดิโบราณเป็นเทพเซียน ข้ารู้ว่าเจ้า
มีมรดกชั้นยอดอยู่ แต่เพราะเจ้าไม่ใช่ลูกหลานของจักรพรรดิ
โบราณ ทำให้ข้ารู้สึกกังวลอยู่บ้าง ดังนั้นข้าจึงมาที่นี่เพื่อดูว่า
เจ้าสบายดีหรือไม่? ”
แม้น้ำเสียงของนางจะราบเรียบ แต่ อู่ อวี้ กลับรู้สึกว่า
มันน่าสดับฟังเป็นอย่างยิ่ง เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า
จุดประสงค์การมาที่นี่ของนางเป็นเพราะห่วงใยในตัวเขา …
ถ้าให้พูดกันตามตรงด้วยตำแหน่งศักดิ์ฐานะของนางไม่
จำเป็นต้องมาที่นี่ด้วยตนเองด้วยซ้ำ นางสามารถส่งตัวแทน
มามอบบรรณาการให้กับจักรพรรดิโบราณก็ได้ เพราะการมา
ด้วยตนเองเช่นนี้มันแสดงถึงการยอมจำนนต่อจักรพรรดิ
โบราณ
อู่ อวี้ รู้สึกซาบซึ้งใจกับความรักและความห่วงใยที่นางมี
ให้แก่เขาอย่างยิ่ง
ลั่วผินรู้ว่าเขามีมรดกที่ยอดเยี่ยมอยู่กับตัว แต่นางก็ไม่
เคยพูดอันใด บางทีนางอาจจะคาดเดาด้วยซ้ำว่ามรดกที่เขามี
คือมรดกเซียน ดังนั้นนางจึงยอมมาที่นครเทวะด้วยเพราะ
ห่วงใย อู่ อวี้
อย่างไรก็ตามถ้ามีปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นจริง ๆ ไม่ว่าชมพู
ทวีปโลกธาตุจะกว้างใหญ่มากเพียงใด หรือต่อให้ อู่ อวี้ ไป
หลบซ่อนตัวอยู่ข้าง ๆ ลั่วผิน ก็ไม่อาจหลบซ่อนสายตาจาก
จักรพรรดิโบราณไปได้
” ภายในชมพูทวีปโลกธาตุ ‘วังมังกรสี่สมุทร’ สถานที่
แห่งนี้เป็นของตระกูลมังกรเทวะที่สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณ
กาล หากมีปัญหาร้ายแรงเกิดขึ้นกับเจ้าจริง ๆ เจ้าสามารถ
ไปกับซ่อนตัวอยู่ที่วังมังกรสี่สมุทรได้ทุกเมื่อ อาจจะเป็นอีก
หนึ่งทางเลือกสำหรับเจ้าเช่นกัน”
แต่ทั้งหมดก็เป็นแค่เพียงคำพูดลมปากเท่านั้น นางรู้ดีว่า
ทุกอย่างคงไม่ได้ง่ายดายเสมือนดั่งใจคิด หากจักรพรรดิ
โบราณคิดร้ายต่อ อู่ อวี้ ขึ้นมาจริง ๆ เขาจะยินยอมให้ อู่ อวี้
กลับไปกับนางได้อย่างไร?
เมื่อนางประเมินเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น ภายในใจก็
รู้สึกหดหู่เสียใจ ในคราแรกนางไม่ทราบว่า อู่ อวี้ จะคืบหน้า
ไปได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ ไม่เช่นนั้นนางคงพาเขากลับมาที่วัง
มังกรสี่สมุทรตั้งแต่แรกแล้ว
หลังจาก อู่ อวี้ ได้ยินคำชักชวนให้ไปหลบซ่อนตัวอยู่
ภายในวังมังกรสี่สมุทร ภายในใจเขารู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจ
ไมตรีที่นางมีให้เป็นอย่างยิ่ง ทว่าเมื่อพิจารณาทิศทางความ
เป็นไปได้ และ ความรุนแรงของปัญหา เขาก็ตัดสินใจว่าจะ
ไม่ยอมให้นางมาข้องเกี่ยวกับปัญหาในครั้งนี้เด็ดขาด ด้วย
เพราะปัจจุบันตัวนางเองก็ต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้งมาก
พอแล้ว นางจะต้องฟืนฟูชื่อเสียงเกียรติยศตระกูลมังกรเทวะ
ของนางให้กลับสู่ความรุ่งโรจน์อีกครั้ง
ดังนั้นเขาจึงตอบกลับนางไปอย่างผ่อนคลายว่า ” เจ้า
คิดมากเกินไป จักรพรรดิโบราณนั้นสูงส่ง เขาคงจะไม่เล่น
สนุกกับข้าเหมือนลูกไก่ในกำมือ หรือถ้าเป็นดั่งที่เจ้าว่าจริง ๆ
เขาคงลงมือไปแล้ว ข้าว่าตอนนี้พระองค์คงอยากให้ข้าช่วย
สนับสนุนโอรสเล่อมากกว่า อีกอย่างเขาเป็นถึงเทพเซียน ไม่
มีทางที่พระองค์จะยอมลดตัวมาทำเรื่องต่ำช้าเช่นนี้เป็นนี้เป็น
แน่ ”
เขาแสร้งกล่าวด้วยท่าทีผ่อนคลายเป็นอย่างมาก
” ข้าก็หวังว่ามันจะเป็นเช่นนั้น เจ้าเก็บแผ่นยันต์นี้ไว้เผื่อ
วันหนึ่งวันใดมีอะไรเกิดขึ้น ก็จงบดขยี้มันเสีย ” ลั่วผินได้
ตระเตรียมแผ่นยันต์มาพร้อมแล้ว นางจึงหยิบแผ่นยันต์สีน้ำ
เงินหนึ่งแผ่นออกมายื่นให้กับ อู่ อวี้ ด้วยรูปลักษณ์ที่เห็นมัน
เหมือนกับภูษาสีน้ำเงินมากกว่า มีวงเวทสีน้ำเงินเรือง
ประกายแสงสดใสจำนวนมากประทับอยู่
” สิ่งนี้คืออะไร? ”
ในเวลานี้ อู่ อวี้ รู้สึกมึนงงเป็นไก่ตาแตกด้วยไม่รู้ว่า
แผ่นยันต์สีน้ำเงินที่นางเตรียมพร้อมมาให้เขาแผ่นนี้คืออะไร
กันแน่ แล้วก็รู้สึกเขินอายอยู่เล็กน้อย เมื่อรู้ว่านางทั้งห่วงใย
และใส่ใจเขามากมายถึงเพียงนี้ ทั้งหมดเป็นเพราะว่าครั้ง
หนึ่งเขากับนางเคยร่วมฝั่าฟันอุปสรรคความเป็นความตายมา
ด้วยกันอยู่ในคฤหาสน์มารกลืนสวรรค์เช่นนั้นหรือ? หรือเป็น
เพราะการเกิดใหม่ของนาง หรือมันเกี่ยวข้องกับบางอย่างที่
เคยกระทำร่วมกับเขา ยิ่งนางแสดงออกอย่างชัดเจนว่า
ห่วงใยใส่ใจในตัวเขา มันก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกเขินอายอยู่ไม่น้อย
ทีเดียว
เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางขวยเขิน อู่ อวี้ ลั่วผินก็ยิ้มแล้วพูด
ขึ้นว่า ” เจ้าไม่ต้องกังวลอันใดมาก แค่ฟังข้าก็พอ ”
นางไม่ต้องการบอกเผ่าพันธุ์และความสามารถของ
ตนเอง อู่ อวี้ จึงไม่คิดคาดคั้นบังคับใจนาง เขาคิดว่านางช่าง
งดงามมากจริง ๆ มันทำให้เขารู้สึกว่า ไม่ว่าเขาจะเผชิญกับ
ปัญหาหายนะมาอย่างหนักหนาสาหัสมากเพียงใด พอได้เห็น
หน้านางความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเหล่านั้นก็หายไปปลิดทิ้ง
เวลานี้ อู่ อวี้ เห็นผ้าพันไหมสีครามพันอยู่รอบคอของ
นาง มันเป็นเพียงศาสตราเต๋าวิถีแท้ระดับพื้น ๆ ดูแล้วชวน
ขัดหูขัดตา ช่างไม่คู่ควรกับนางเป็นอย่างยิ่ง บางทีอาจมีเพียง
อู่ อวี้ เท่านั้นที่เข้าใจว่ามันคืออะไร …
ผ้าพันคอผืนนี้ก็คือผ้าแพรหัวใจสมุทร เขามอบให้นาง
ตอนอยู่ที่ทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง ไม่เพียงแต่นางจะเก็บมัน
ไว้เท่านั้น แต่เขาไม่คาดคิดว่านางจะพกมันติดตัวเช่นนี้ บางที
เหตุผลที่นางไม่ยอมเก็บมันไว้ในถุงจักรวาล อาจเป็นเพราะ
นางสัมผัสถึงความรักที่เขาส่งผ่านผ้าแพรหัวใจสมุทรผืนนี้
จากสิ่งที่ได้ยินและเห็นด้วยตาสามารถอธิบายความรู้สึกที่นาง
มีให้แก่ อู่ อวี้ ได้อย่างชัดเจน
นางได้ยื่นแผ่นยันต์หนึ่งแผ่นไว้ให้แก่เขาเรียบร้อย
ยามนี้ อู่ อวี้ มองไปที่ผ้าแพรหัวใจสมุทรด้วยความรู้สึก
ซับซ้อนเตลิดเปิดเปิง โลหิตในกายเดือดพล่านเร่าร้อน เขา
คิดว่าหากในชีวิตนี้เขาไม่ต่อสู้เพื่อสตรีตรงหน้าแล้วเขาจะ
กลายเป็นบุรุษเช่นไรกัน เขายังสมควรเป็นผู้สืบทอดมรดก
ของฉีเทียนต้าเซิ่นได้อย่างไร? อู่ อวี้ ไม่สามารถบังคับมันได้
เพราะนี่คือความคิดของนาง แต่โฉมสะคราญเบื้องหน้าเขา
ทำให้ อู่ อวี้ ตัดสินใจ ไม่ว่าตนเองจะเผชิญหน้ากับสิ่งใด เขา
จะไม่ทำให้นางต้องตกอยู่ในอันตรายเด็ดขาด
เขาจะไม่ยอมให้สตรีผู้นี้ต้องผิดหวังอย่างเด็ดขาด
ด้วยแรงสนับสนุนของนาง อู่ อวี้ รู้สึกว่าโลหิตภายใน
กายเดือดพล่านถึงขีดสุด สำหรับเส้นทางฝึกตนเพื่อนำไปสู่
การเป็นเซียนอมตะ เส้นทางของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
บากบั่นอย่างไม่อาจมีผู้ใดเทียบได้ สำหรับเขายิ่งฝึกฝนยิ่ง
ต้องแข็งแกร่งขึ้น ทั้งหมดก็เพื่อให้ตนเองคู่ควรกับสตรี
ตรงหน้า ความมุ่งมั่นทะเยอทะยานหาใช่เรื่องน่าอับอาย หาก
หวาดกลัว ไม่กล้าเผชิญหน้ากับนาง เฉกเช่นดั่งคนขี้ขลาด นี่
ต่างหากจะทำให้นางผิดหวังอย่างแท้จริง
” ตอนอยู่ที่นครจักรพรรดิเพลิง เป็นช่วงเวลาที่ข้าขลาด
กลัวที่สุดในชีวิต อู่ อวี้ … ข้าอยากจะสำหรับขอบคุณทุก
อย่างที่ผ่านมา ” มาถึงจุดนี้นางรู้สึกซาบซึ้งจนไม่อาจสรรหา
คำพูดใดมาพรรณนาได้ นางค่อย ๆ เอื้อมมือไปจับมือของ อู่
อวี้ และจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเขา แน่นอนว่านางหวัง
ให้ทุกอย่างเป็นไปดั่งเช่นที่เขากล่าว ทั้งยังภาวนาขอให้ไม่มี
อะไรเกิดขึ้น
” ช่วงเวลานั้นก็ยังเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของข้า
เช่นกัน ไม่ว่าภายภาคหน้าจะเป็นเช่นไร … แต่ข้ายังมีเวลา
เหลืออีกครึ่งหนึ่ง ข้าจะยึดมั่นในคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับเจ้า
ขอให้รอข้านะ! ” นางเป็นคนจับมือ อู่ อวี้ ก่อน แต่ในเวลานี้
เขาเป็นฝั่ายที่จับมือนางอย่างหนักแน่น มันให้ความรู้สึก
เสมือนกับโดนกระแสไฟแล่นผ่าน มันเป็นความรู้สึกที่แสน
วิเศษจน อู่ อวี้ อยากให้ช่วงเวลานี้คงอยู่ตลอดไป
นางยิ้มละมุนขณะจ้องมองเขา เวลานี้ภายในดวงตาเป็น
ดั่งสื่อผสานเปิดเผยความรักความเสน่หาที่มีอยู่ในใจ ทั้งสอง
กุมมือกันอย่างอบอุ่นท่ามกลางสายหมอกสีคราม สิ่งที่เกิดขึ้น
บนลานเมฆาสวรรค์เพลิงวายุวันนี้เป็นเรื่องยากจะลืมเลือน
อู่ อวี้ ปรารถนาจะอยู่ในช่วงเวลานี้ไปตราบนานเท่านาน
แต่ส่วนลึกภายในจิตใจของเขากลับสัมผัสได้ถึงวิกฤตบาง
ประการ เขาเตือนว่าตนเองในตอนนี้ไม่มีคุณสมบัติคู่ควรนาง
ในฐานะบุรุษ เขาทราบดีว่าไม่สามารถอยู่ในช่วงเวลานี้กับ
นางได้นานนัก นอกจากนี้จักรพรรดิโบราณกำลังปรากฏตัว
ในอีกไม่ช้าด้วย
” ข้าต้องกลับไปแล้ว ” ครานี้ถือว่า อู่ อวี้ กล้าหาญยิ่ง
เขาประกาศก้องถึงเจตจำนงและคำสัตย์สาบานให้นางได้ยิน
อย่างชัดแจ้ง จนกระทั่งบัดนี้นางก็ตระหนักว่า อู่ อวี้ หาได้
เปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย
“อืมไปเถอะ” ลั่วผินมองตาเขา
อู่ อวี้ กุมมือของนางไว้อย่างไม่ยินยอมพรากจาก แต่เมื่อ
นึกถึงจักรพรรดิโบราณ เขาก็ทราบว่านี่ไม่ใช่ช่วงเวลาที่
เหมาะสม เขาไม่สามารถปล่อยให้จักรพรรดิโบราณแลเห็น
ความสำคัญของลั่วผินในจิตใจของเขาได้ เพื่อไม่ให้นางตก
อยู่ในอันตราย เขาจำต้องกัดฟัน แล้วค่อย ๆ คลายมือออก
” หากในเวลานี้ ข้าไม่ยินยอมปล่อยนางไป ข้าก็คงไร้ซึ่ง
อนาคตอีกตลอดกาล” เขาตัดสินใจอย่างแน่วแน่ จากนั้นก็
มองลึกเข้าไปในดวงตาของลั่วผิน และพยายามทำตัวให้เป็น
ธรรมชาติที่สุด ไม่ให้นางรู้ว่าเขาหวาดกลัวจักรพรรดิโบราณ
มากเพียงใด นางยิ้มให้เขาแล้วก้าวออกจากหมอกสีฟั้าไป
พร้อมกับ อู่ อวี้ หลังจากนั้นหมอกก็กระจายหายไป ก่อนที่
ผู้คนจะทันได้ตอบสนอง เขาก็กลับมาที่ตำแหน่งของตนเอง
แล้ว
ผู้คนยังคงพูดคุยกันเสียงดังเจื้อยแจ้ว แต่เมื่อพวกเขา
ออกมาเสียงพูดคุยก็เงียบลงทันที ยามนี้ผู้คนต่างมองไปยัง
ลั่วผิน กับ อู่ อวี้ ด้วยความรู้สึกใครรู้สงสัย
” อู่ อวี้ เกิดอะไรขึ้นเช่นนั้นหรือ? ” โอรสเล่อที่อยู่ข้าง
กายเขาเอ่ยถามขึ้น
มันรู้สึกสงสัยเป็นอย่างยิ่ง
” ก่อนหน้านี้ ข้ามีโอกาสได้รับการชี้แนะจากเจ้ามังกรสี่
คาบสมุทร ” อู่ อวี้ ตอบ
” โอ้ ” ฟังดูแล้วไม่เหมือนความสัมพันธ์ที่พวกมันคิดไว้
เมื่อหลายคนได้ยินเช่นนั้น ข่าวนี้ก็แพร่กระจายออกไปอย่าง
รวดเร็วเพียงชั่วอึดใจเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ดังไปทั่วทุกแห่ง
หน ” ข้าบอกแล้วว่า ทั้งสองแตกต่างกันราวฟั้ากับเหว ถึงแม้
อู่ อวี้ จะเป็นอัจฉริยะแห่งยุคสมัย แต่ก็ไม่สามารถเทียบเคียง
กับท่านเจ้ามังกร ถึงแม้เจ้ามังกรสี่คาบสมุทรจะอ่อนเยาว์มาก
แต่ดูจากอายุอานามแล้ว ก็เทียบเคียงได้กับรุ่นย่าของ อู่ อวี้
เลยทีเดียว …”
ไม่ใช่แค่คนเดียวเท่านั้น แต่ผู้คนมากมายยังพากันพูดคำ
ว่าคุณย่า ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกโกรธเกรี้ยวอยู่ไม่น้อย ถ้าไม่ใช่
เพราะคนเหล่านั้นแข็งแกร่งกว่าตนเองแล้วละก็ เขาคงจะ
ทะยานเข้าไปตบหน้าพวกมันสักสองฉาดใหญ่แล้ว
ดังนั้นจึงมีผู้คนมากมายจับจ้องมายัง อู่ อวี้ พร้อมกับ
พูดคุยวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเมามัน อย่างไรก็ตามพวกมัน
ไม่กล้าพูดถึงเจ้ามังกรสี่คาบสมุทรแม้แต่น้อย
แต่ก็มีบางคนมองเขาด้วยสายตาที่แปลกประหลาดอยู่
บ้าง ทำให้ อู่ อวี้ สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางประการ แต่
เมื่อค้นหาสายตาเหล่านั้นอยู่ชั่วครู่ เขาก็ไม่พบสิ่งใด ความ
จริงแล้วเขาก็มองไปทาง หนานกง เหว่ย เช่นกัน แต่นางก็
แสดงออกราวกับว่าตนสูญเสียความทรงจำ ทำท่าทางเฉย
เมย ไม่เห็น อู่ อวี้ อยู่ในสายตาแม้แต่น้อย
หลังจากหมอกหายไป กลุ่มของตระกูลมังกรเทวะก็รอ
คอยจักรพรรดิโบราณอยู่เงียบ ๆ
เมื่อ อู่ อวี้ กลับมาประจำตำแหน่งได้ไม่ถึงร้อยลมหายใจ
เวลาก็คืบคลานเข้าสู่ช่วงเที่ยงวันอย่างรวดเร็ว ผู้คนกว่าครึ่ง
ที่อยู่บนพื้นดิน ต่างแหงนหน้ามองขึ้นไปบนเวทีที่อยู่บน
ฟากฟั้า เมื่อถึงยามเที่ยงวัน ลำแสงสีทองก็ส่องสว่างลงมาบน
ลานเวที …
จักรพรรดิโบราณ ประทับแล้ว!