กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1032: ชวงเวลาอันนาตื่นตะลึง
สำหรับใครหลายคนตระกูลมังกรเทวะยังเต็มไปด้วย
ปริศนาลึกลับ
น่าแปลกที่จักรพรรดิโบราณกับพูดคุยเรื่องของลั่วผินได้
อย่างคล่องแคล่วยิ่ง
ยิ่งไปกว่านั้นเขายังเอ่ยถามนางอีกว่า ภายใน 10 ปีนาง
มีความมั่นใจจะข้ามผ่านมหาภัยพิบัติแห่งเซียน เพื่อทะยาน
กลายเป็นเซียนอมตะหรือไม่ …
” จ้าวมังกรสี่คาบสมุทรผู้นี้ทรงพลังขนาดนั้นเลยเช่นนั้น
หรือ? สำหรับตระกูลมังกร อายุอานามของนางยังถือว่าอ่อน
เยาว์มากนัก ทั้งที่ยังอ่อนเยาว์ แต่นางกลับมีฝีมือเก่งกล้าถึง
เพียงนี้ ความเป็นไปได้ในการบรรลุกลายเป็นเซียนอมตะของ
นาง จึงถือว่าไร้สิ้นสุดแล้วกระมั้ง ” เหล่าราชทูตหมื่นทวีปที่
อยู่โดยรอบหันมาพูดคุยกับจอมจักรพรรดิหมิงไห่
” แข็งแกร่งยิ่งนัก ถ้าไม่มีเรื่องอันใดเกิดขึ้น การบรรลุ
เซียนอมตะก็ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น ” หลังจากได้ยินที่พวกเขา
พูดคุยกัน องค์หญิงโย่วเสี่ยก็เปรยขึ้นด้วยความรู้สึกริษยา
เล็กน้อย
” แต่ละคนมีโชคชะตาและโอกาสของตนเอง เจ้าก็มีเต๋า
ของตนเองเช่นกัน จงอย่าได้กังวลไป” จอมจักรพรรดิหมิ
งไห่กล่าวปลอบประโลมบุตรสาว
” ค่ะ… ท่านพ่อ ” องค์หญิงโย่วเสี่ยพยักหน้าอย่างเข้าใจ
มิได้มีแค่พวกมันที่สนใจกับคำถามของจักรพรรดิโบราณ
เหยียนหวงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงราชทูตหมื่นทวีปทั้งหมด ที่
บัดนี้หันไปมองยังทิศทางของนางด้วยสายตากังขาระคน
ริษยา ส่งผลให้ตำแหน่งของลั่วผินในสายตาของมัน พุ่ง
ทะยานสูงขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด
อันที่จริงแล้วผู้ที่มีพื้นฐานฝึกตนอยู่ในระดับเดียวกันกับ
นาง มีอยู่หลายสิบคนเลยก็ว่าได้ และบางคนยังมีพลังฝีมือ
แข็งแกร่งกว่านางเสียด้วยซ้ำ แต่คนเหล่านี้ใกล้มาถึง
ขีดจำกัดอายุขัยเต็มทีแล้ว ดังนั้นพวกมันจึงไม่มีความมั่นใจที่
จะแบกรับมหาภัยพิบัติแห่งเซียน
นอกจากนี้ผู้คนยังประเมินความแตกต่างระหว่าง ลั่วผิน
กับ หวงจุน ทั้งสองน่าจะมีฝีมืออยู่ในระดับเดียวกัน แต่ถ้า
ถามหาสิ่งที่แตกต่างกันมากที่สุดนั่นก็คืออายุ
เรื่องที่แต่ละคนพูดคุยกันอยู่นี้ อู่ อวี้ ได้ยินทั้งหมดทุก
ถ้อยคำ เขาจะรู้ว่าลั่วผินสูงส่งเพียงใด แต่ที่น่าแปลกก็คือ
คำพูดเหล่านี้ไม่สามารถบั่นทอนจิตวิญญาณในการต่อสู้ของ
เขาได้ เขาพร้อมรับกับทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น คำพูด
เหล่านี้ยิ่งทำให้เขามีความทะเยอทะยานมากขึ้นไปอีก
ทุกคนต่างเห็นว่า แม้ในขณะที่กำลังเผชิญหน้ากับ
จักรพรรดิโบราณ ลั่วผินก็ยังสุขุมสงบนิ่งเป็นอย่างยิ่ง พร้อม
กับที่นางกล่าวขึ้นว่า ” ผู้เยาว์จะทะยานขึ้นสู่สวรรค์บรรลุ
กลายเป็นเซียนอมตะได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับลิขิตแห่งชีวิต…
ดำเนินไปตามเส้นทางเต๋านำพา สำหรับข้าแล้วระยะเวลา 10
ปีหาได้สำคัญไม่ เพียงมุ่งมั่นก้าวเดินไปในเจตจำนงแห่งเต๋า
ข้าเชื่อว่าต้องได้รับผลตอบแทนกลับมาอย่างแน่นอน ”
ในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ คำถามของจักรพรรดิ
โบราณนำมาซึ่งแรงกดดันแก่ตัวของ อู่ อวี้ เช่นเดียวกัน ด้วย
เพราะกลัวว่าตัวเขาจะสนใจเรื่องระยะเวลา 10 ปีมากเกิน
จนส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ ดังนั้นลั่วผินเลยเลือกที่จะไม่
ตอบรับเรื่องระยะเวลาไปอย่างชัดเจน
แน่นอนเรื่องนี้มันคนละเรื่องกับที่นางได้ทำข้อตกลงกัน
ไว้กับ อู่ อวี้ เขาไล่ล่าเพื่อให้มายืนเคียงข้างนางได้ แต่นางก็
กำลังมุ่งสู่เส้นทางแห่งเซียนอมตะ นี่คือบททดสอบเจตจำนง
แห่งเต๋าที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
” ชมพูทวีปโลกธาตุไม่มีเทพเซียนองค์ใหม่มานานแล้ว
ข้ากำลังจับตาดูเจ้าอยู่ หวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง แล้ว
ข้าก็ยังหวังว่าเจ้าจะยังมีชีวิตอยู่ไปจนถึงฝังฝันตามที่คาดหวัง
” จักรพรรดิโบราณเหยียนหวงกล่าว
คำพูดของจักรพรรดิโบราณ ไม่อาจทราบเจตนาได้อย่าง
แน่ชัดได้ว่าเขาให้กำลังใจ หรือกำลังข่มขู่นางกันแน่ อู่ อวี้
รู้สึกว่าจักรพรรดิโบราณจะต้องมีนัยอื่นแอบแฝงไว้ในคำพูดนี้
อีกอย่างแน่นอน เนื่องจากการบรรลุกลายเซียนอมตะนั้นถือ
เป็นเรื่องส่วนบุคคล และสิ่งที่จักรพรรดิโบราณกระทำอยู่
ในตอนนี้ เป็นเสมือนดั่งการนำเกียรติยศและศักดิ์ศรีจากทั่ว
ทั้งชมพูทวีปโลกธาตุมาวางไว้บนบ่าของนาง ซึ่งลั่วผิน
จำต้องมีจิตใจมั่นคงพอจะข้ามผ่านสภาวะแรงกดดันนี้ไปให้
ได้
แม้จักรพรรดิโบราณจะพูดข่มขู่แค่เพียงไม่กี่คำ แต่ อู่ อวี้
รู้ดีว่าการสะกดข่มจิตใจนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ทว่าลั่วผินกลับ
รับมือได้อย่างดีเยี่ยม นางกล่าวขอบคุณจักรพรรดิโบราณ
ด้วยท่าทีสุภาพ แล้วก็ตอบกลับไปว่านางจะมุ่งมั่นฝึกฝนสู่
การเป็นเซียนอมตะ กลายเป็นเทพเซียนองค์ใหม่ของชมพู
ทวีปโลกธาตุ
” เหมือนจักรพรรดิโบราณจะไม่เชื่อใจข้า บางทีข้า
อาจจะกลายเป็นเซียนอมตะก่อนนางก็ได้ ” อยู่ ๆ หวงจุนก็
พูดแทรกขึ้นมา
ที่นางกล่าวแทรกขึ้นมาเช่นนี้ เพราะนางเองก็อยู่ใน
ระดับที่สามารถทะลวงผ่านขึ้นสู่การเป็นเซียนอมตะได้เช่นกัน
ซึ่งอาจจะสูงกว่าลั่วผินเสียด้วยซ้ำ ข้อด้อยเพียงอย่างเดียว
ของนางก็คืออายุที่มากกว่า แต่การที่นางกล้าพูดเต็มปากเต็ม
ว่าตนเองสามารถกลายเป็นเซียนอมตะได้แสดงว่านางมี
ความมั่นอกมั่นใจเป็นอย่างมาก อู่ อวี้ คาดว่าแม้แต่มหา
อุปราชก็คงจะอยู่ในระดับเดียวกัน ทว่ายังคงไม่มีความมั่นใจ
เช่นนี้
” เหอเหอ ” ไม่คาดคิดว่าหลังจากได้ยินแล้ว จักรพรรดิ
โบราณจะหัวเราะออกมา แต่ก็ไม่มีผู้ใดเข้าใจความหมาย
เจตนาที่แท้จริงของการหัวเราะครั้งนี้ บางทีเขาอาจหัวเราะ
เพราะยอมรับคำพูดหวงจุน หรือไม่ก็เยาะเย้ยหวงจุนที่มั่นอก
มั่นใจในตนเองเกินไป? หรืออาจมีความหมายอื่นใดแอบแฝง
ซึ่ง อู่ อวี้ ไม่อาจรู้ได้ว่ามันหมายความว่าอันใด?
ระหว่างที่ผู้คนกำลังสับสนอยู่นั้น จักรพรรดิโบราณก็ไม่
พูดคุยหัวข้อสนทนานี้ต่อ อยู่ ๆ เขาก็พูดเข้าประเด็นสำคัญ
โดยกล่าวขึ้น ” การนำชมพูทวีปโลกธาตุไปสู่ความรุ่งโรจน์
เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของข้า ดังนั้นจาริกศักดิ์สิทธิ์หมื่น
ทวีปในครั้งนี้ ข้าตั้งใจสร้างทดสอบสำหรับยอดฝีมือทุกคน
ภายในชมพูทวีปโลกธาตุแห่งนี้ รวมถึงชาวเหยียนหวงและ
โอรสพระธิดา นี่คือจุดประสงค์ที่แท้จริงของงานพิธีจาริก
ศักดิ์สิทธิ์หมื่นทวีปในครั้งนี้ ข้าคาดหวังว่าเมื่อการทดสอบ
เสร็จสิ้นลง ข้าจะสามารถคัดเลือกผู้นำที่จะขึ้นมาเป็น
รากฐานนำพาชมพูทวีปโลกธาตุไปสู่ความเจริญเติบโต
รุ่งโรจน์ นี่คือการทดสอบคัดเลือกผู้นำในอนาคต โดยจะ
คัดเลือกจากอัจฉริยะที่มีความสามารถและฝีมือแข็งแกร่ง
มากที่สุดในหมู่อัจฉริยะทั้งปวง ”
ตั้งแต่จักรพรรดิปรากฏตัวจนถึงปัจจุบัน นี่คือคำพูดที่
ยาวที่สุดของเขาเลยก็ว่าได้ เพราะโดยปกติแล้วเมื่อเขารับ
เครื่องบรรณาการเสร็จสิ้นเขาก็หายตัวไปทันที โดยไม่พูดไม่
จาใด ๆ ซึ่งหลายคนก็ยังไม่ทันได้แสดงปฏิกิริยาตอบสนอง
เลยด้วยซ้ำ ดังนั้นผู้คนจึงไม่คาดคิดว่าเขาจะกล่าวถ้อยคำ
มากมายเช่นนี้ แน่นอนว่าสำหรับผู้คนย่อมอยากให้เขาพูดคุย
ให้นานกว่านี้ เพราะในวันธรรมดายากที่จะพบเห็นหรือได้ยิน
เขาพูด
” เจดีย์วิญญาณบรรพกาลที่อยู่ตรงนั้น ถือเป็นสถานที่
แข่งขันอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม เหล่าอัจฉริยะแห่งชมพูทวีป
โลกธาตุเอ๋ย ผู้คนทั่วทั้งใต้หล้า กำลังเฝั้าจับตามองพวกเจ้า
อยู่ เพื่อเกียรติยศและศักดิ์ศรี จงแสดงความสามารถออกมา
ให้เต็มที่”
จักรพรรดิโบราณกล่าวคำพูดสุดท้ายด้วยน้ำเสียงต่ำลึก
เป็นอย่างยิ่ง เสียงนี้ดังก้องอยู่ในโสตประสาทหู จนผู้คนหูตา
สว่างมึนงงไปตาม ๆ กัน แต่เมื่อพวกมันพิจารณาสิ่งที่
จักรพรรดิโบราณกล่าวให้ดีแล้ว ผู้คนก็นึกขึ้นมาได้ว่านาน
แล้วที่ชมพูทวีปโลกธาตุไม่ได้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น?
กล่าวได้ว่าในตอนนี้เลือดภายในกายของทุกผู้คนกำลัง
เดือดพล่าน เต็มไปด้วยความตื่นเต้น ปันปั่วนใจอย่างที่สุด
วางรากฐานเพื่อให้ชมพูทวีปโลกธาตุเติบโตเจริญรุ่งเรือง
ต่อไป…
เลือกผู้นำที่แท้จริงในอนาคต…
ตัดสินจากอัจฉริยะผู้เปียมไปด้วยพรสวรรค์และ
เหมาะสมมากที่สุด…
อู่ อวี้ รู้ว่าจะต้องเข้าไปต่อสู้แข่งขันอยู่ภายในเจดีย์
วิญญาณบรรพกาล แต่เขาไม่คิดว่าจักรพรรดิโบราณจะกล่าว
คำปราศรัยให้ดูสง่างามได้ถึงเพียงนี้ โอรสเล่อได้บอกเอาไว้
ล่วงหน้าก่อนแล้วว่า จักรพรรดิโบราณกำลังเตรียม ‘การ
ทดสอบ’ แน่นอนว่าถ้าฟังจากคำพูด นี้การทดสอบที่ว่าก็
ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าความสนุกสนาน แต่เมื่อได้รู้
ความหมายที่แท้จริงจากปากของจักรพรรดิโบราณ จะรู้ว่า
มันไม่ได้สนุกหรือง่ายดายถึงเพียงนั้น บางทีนี่อาจเป็น
สงครามที่แท้จริง ซึ่งไม่เคยปรากฏมานานแล้ว
ยามนี้ผู้คนรู้สึกอึดอัดจนแทบจะอกแตกตาย หลายคน
ตื่นเต้นมากแต่ก็ไม่กล้าเอ่ยถามอันใดออกมา ทั้งยังตะโกน
เสียงดังก็ไม่ได้ทั้ง ๆ ที่เลือดในกายกำลังเดือดพล่านสูบฉีด
เต็มที่ พวกมันทำได้แค่ถลึงตาโตจ้องมองไปที่แสงสีทองอัน
เจิดจ้า เพราะความตื่นเต้นทำให้พวกมันลืมไปว่าแสงสีทอง
ดังกล่าวสามารถเผาไหม้ดวงตาของพวกมันได้
” เดี๋ยวข้าจะแจ้งเรื่องกฎกติกาในลำดับต่อไป ” มหา
อุปราชกล่าว
จักรพรรดิโบราณไม่จำเป็นต้องพูดไปมากกว่านี้ เพราะ
เพียงเท่านี้ก็มากพอที่จะดึงดูดความสนใจของทุกผู้คน อันที่
จริงไม่ใช่แค่ผู้คนภายในลานเมฆาสวรรค์เพลิงวายุเพียง
เท่านั้น แต่ยังมีพื้นที่ขนาดใหญ่โดยรอบของลานเมฆาสวรรค์
เพลิงวายุ ที่บัดนี้มียอดฝีมือจากทั่วทั้งอาณาจักรโบราณเห
ยียนหวงกลุ่มใหญ่กำลังรวมตัวกันอยู่ พวกมันทั้งหมดต่าง
เดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศ เพื่อมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ครั้ง
สำคัญ อย่างไรก็ตามหากพิจารณาจากสิ่งที่จักรพรรดิโบราณ
กล่าวแล้ว พวกมันมีสิทธิ์เข้าร่วมการทดสอบครั้งนี้ ในฐานะ
ชาวเหยียนหวง
ท้ายที่สุดแล้วทุกคนล้วนเป็นชาวเหยียนหวง ไม่ได้มี
ราชวงศ์และโอรสพระธิดาเพียงเท่านั้น
ในเวลานี้มหาอุปราชได้ดึงความสนใจของทุกผู้คนเอาไว้
จนอยู่หมัด ความลุ้นระทึกดังกล่าวเรียกได้ว่าทำให้ผู้คนแทบ
จะหยุดหายใจเลยทีเดียว
เขากวาดสายตามองเหล่าราชทูตหมื่นทวีป อันที่จริง
น้ำเสียงของเขาฟังดูค่อนข้างละม้ายคล้ายคลึงกับจักรพรรดิ
โบราณเป็นอย่างมาก คำพูดของเขาดังก้องกังวานไปทั่วทั้ง
นครเทวะ เพียงช่วงสั้น ๆ ข่าวคราวก็แพร่กระจายผ่านยันต์
สื่อสารไปทั่วชมพูทวีปโลกธาตุ
หลังจากนั้นเขาก็กล่าวต่อว่า ” ข้าเชื่อว่าทุกคนคงจะพอ
คาดเดาสถานที่ทดสอบได้แล้ว นั่นก็คือ ‘เจดีย์วิญญาณบรรพ
กาล’! แต่ถ้าถามว่าข้างในเจดีย์วิญญาณบรรพกาลนั้นมี
อะไรบ้าง? คงตอบได้เพียงว่า ‘ข้าไม่รู้ ‘ แต่ถ้าให้คาดเดา ข้า
คิดว่าเจดีย์สถูปนี้คงเป็นศาสตราที่อยู่ในระดับศาสตราวิถีแท้
วิญญาณนภาเป็นอย่างน้อย ไม่ก็อาจจะเป็นถึงศาสตราวิถีแท้
วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ หรือ ศาสตราเซียน! ” จากนั้นเขาก็
หัวเราะออกมาเสียดื้อ ๆ เสียงหัวเราะนี้ทำให้ผู้คนผ่อนคลาย
ลงเล็กน้อย ถึงแม้จะอยู่ต่อหน้าจักรพรรดิโบราณก็ตาม
ทว่าผู้คนต่างคิดว่าเจดีย์นี้ มีโอกาสเป็นศาสตราเซียนที่
ถูกใช้งานโดยเทพเซียนสูงมาก ดังนั้นมันจะต้องเป็นอะไรที่
เหมือนกับสิ่งที่อยู่ในตำนานอย่างตำหนักเซียนสวรรค์แน่นอน
“ก็น่าจะเป็นเช่นนั้นแหละ” แม้แต่หมิงซวงก็ยังยืนยันอีก
เสียง
แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่ อู่ อวี้ ได้คาดหวังเอาไว้ เขายังคงรอคอย
ให้มาหาอุปราชกล่าวต่อไป
มหาอุปราชไม่รอให้ผู้คนคาดเดาเอาอะไรเพิ่มเติม แต่
กล่าวต่อไปว่า ” นอกจากเจดีย์นี้ จักรพรรดิโบราณยังมี
เงื่อนไขสำหรับผู้เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ เอาล่ะโอรสยวี่
โปรดยืนขึ้นด้วย”
เมื่อได้ยินมหาอุปราชขานชื่อนี้ออกมา ผู้คนก็รู้สึก
ประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง แม้แต่โอรสยวี่ก็ไม่เข้าใจว่ามหา
อุปราชเรียกตนเองทำไม แต่มันก็ยังยืนขึ้นตามคำสั่ง เมื่อมัน
ยืนขึ้น ผู้คนก็เห็นว่าโอรสองค์นี้เส้นเกศาบนศีรษะกลายเป็นสี
ขาวโพลนไปหมดแล้ว ดูเหมือนว่าอายุอานามของมันจะพอ
ๆ กับมหาอุปราชเลยด้วยซ้ำ ถ้ามหาอุปราชไม่เอ่ย
บรรดาศักดิ์ว่ามันเป็นองค์ชาย อู่ อวี้ ยังแอบคิดว่าเขาเป็นพี่
น้องกับจักรพรรดิโบราณอีกคนหนึ่งเสียด้วยซ้ำ นอกจากอายุ
อานามที่ดูพอ ๆ กันแล้ว แม้แต่ระดับพลังก็ยังพอ ๆ กับ
จักรพรรดิอารามสวรรค์ จักรพรรดิทักษิณสวรรค์ จักรพรรดิ
ต้านสวรรค์อีกด้วย
อู่ อวี้ รับรู้ได้ในทันทีว่าองค์ชายยวี่ผู้นี้จะต้องเป็นโอรส
องค์แรกของจักรพรรดิโบราณเป็นแน่ เนื่องจากอาณาจักร
โบราณเหยียนหวงไม่มีประเพณีสืบทอดตำแหน่งดังเช่นโลก
มนุษย์ ไม่เช่นนั้นองค์ชายยวี่คงได้ขึ้นเป็นองค์รัชทายาทไป
ดังนั้นหากเปรียบเทียบความสามารถของโอรสยวี่กับโอรส
พระธิดาองค์อื่น ๆ แล้ว ก็ถือได้ว่าไม่ได้แตกต่างกันเท่าใดนัก
ถึงแม้ในฝีมือของมันจะอยู่ในระดับต้น ๆ นั่นก็คือสามภัย
พิบัติค้นหาเต๋าขั้น 8 แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับทัณฑ์สวรรค์
ซึ่งเป็นภัยพิบัติสุดท้ายแล้ว มันก็ไม่อาจหาญกล้าเช่นกัน แต่
มันก็มีความแข็งแกร่งสูงสุดในบรรดาโอรสพระธิดาทั้งหมด
กล่าวได้ว่าโอรสด้วยกันแล้ว เขาคือผู้แข็งแกร่งมากที่สุด
นอกจากนี้มันยังเป็นหนึ่งในคู่แข่งของโอรสเล่อ
เมื่อดูจากท่าทางที่ค่อนข้างสับสนของโอรสยวี่ เห็นได้ชัด
ว่ามันก็ไม่รู้เช่นกันว่ามหาอุปราชเรียกขานนามตนเองด้วย
เหตุผลอันใด
เนื่องจากว่ามันมีอายุอานามพอ ๆ กับมหาอุปราช บัดนี้
เขาจึงกล่าวขึ้นอย่างผ่อนคลายว่า ” วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิด
ครบรอบอายุ 472 ปี ของโอรสยวี่ซึ่งจะถือเป็นฤกษ์งามยามดี
อยู่ไม่น้อย ถ้าเช่นนั้นถ้าจะขอประกาศกฎของผู้มีสิทธิ์เข้าร่วม
การประลองในครั้งนี้นั่นก็คือ โอรสพระธิดาที่อยู่ในนครเทวะ
ทั้งหมดหากผู้ใดมีระดับตั้งแต่จิตเทวะขั้นที่ 5 ขึ้นไป และอายุ
ไม่เกินโอรสยวี่ก็จะมีสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ ”
เท่ากับว่าผู้พี่จะมีสิทธิ์เข้าร่วมได้จะต้องอยู่ในอายุที่
กำหนด
มีประเด็นน่าสนใจอยู่สองประการ ประการแรกก็คือ
โอรสพระธิดาทุกพระองค์สามารถมีสิทธิ์เข้าร่วมได้ โดยไม่
คำนึงถึงว่าระดับพลังจะอยู่ก่อร่างกำเนิดจิตเทวะ ขั้นที่ 5
หรือไม่ เพราะแน่นอนว่าในบรรดาเหล่าโอรสพระธิดาไม่มี
ผู้ใดที่มีพื้นฐานฝึกตนต่ำกว่าระดับก่อร่างกำหนดจิตเทวะขั้น
ที่ 5 ต่อให้เป็นโอรสเล่อที่เป็นน้องเล็กสุดก็ตาม
ประการที่สอง ต่อให้พลังอยู่ในระดับก่อร่างกำเนิดจิตเท
วะ ขั้นที่ 5 แต่ถ้าอายุเกิน 472 ปี ก็ไม่มีสิทธิ์เข้าสู่เจดีย์
วิญญาณบรรพกาล
กล่าวตามตรงในบรรดาผู้แข็งแกร่งทั้งหมด ไม่นับรวม
ราชทูตหมื่นทวีปแล้วล่ะก็ ภายในนครเทวะแห่งนี้ มียอดฝีมือ
อยู่กับ 30,000 คนเลยทีเดียว
ส่วนทางด้านราชทูตหมื่นทวีป มียอดฝีมือจากกองกำลัง
มหาอำนาจประมาณ 100 คนที่มีสิทธิ์เข้าร่วมได้ นอกจากนี้
ยังมีกองกำลังขนาดเล็กเป็นจำนวนกว่า 20,000 คน อย่างไร
ก็ตามเนื่องจากทุกคนเป็นชนชั้นสูงแทบทั้งหมด เมื่อตัดเหล่า
ผู้นำกองกำลังออกไปแล้ว ก็จะเหลืออยู่ประมาณ 18,000 ที่
สามารถเข้าสู่เจดีย์วิญญาณบรรพกาลได้
เมื่อกฎออกมาเอื้ออำนวยเช่นนี้ อู่ อวี้ , หนานซาน
หวางเยว่ , เย่ซีซี และผู้ติดตามโอรสเล่อคนอื่น ๆ แน่นอนว่า
ย่อมผ่านข้อกำหนดดังกล่าว
เวลานี้ผู้ที่ตรงตามเงื่อนไขต่างส่งเสียงไชโยโห่ร้องกันเป็น
การใหญ่
เรียกได้ว่านี่คือการต่อสู้ระหว่างราชวงศ์เหยียนหวง และ
เหล่าราชทูตหมื่นทวีป อย่างแท้จริง
เวลานี้มหาอุปราชก็กล่าวว่า ” เอ้าเงียบ ๆ กันหน่อย
เพราะต่อจากนี้ข้าจะบอกเรื่องที่น่าตื่นเต้นที่สุดให้ฟัง สำหรับ
ผู้ที่สามารถชนะการทดสอบนี้ได้ อยากรู้หรือไม่ว่างผู้ชนะจะ
ได้รางวัลอันใด… แม้แต่ตัวข้าเอง ยังรู้สึกว่านี่มันบ้าไปแล้ว
ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก อายุของข้าแก่กว่าโอรสยวี่แค่ไม่กี่ปี
เท่านั้น ช่างน่าเสียดายจริง ๆ อาาาา∼ …”
มหาอุปราชดูเสียดายมากจริง ๆ
3