กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1078: กระบี่เซียนอาสัญตราจักรพรรดิตําหนักสวรรค
ในเมื่อพระธิดาหยินต้องการสังหารตนเอง
เขาจึงกระทำได้เพียงถอยฉากออกไปเท่านั้น
หลังจากใช้ ‘โล่มังกรจักรพรรดิคุกเต่าเท
วะสะเทือน’ สะท้อนและปั้องกันการโจมตีของ
อู่ อวี้ เรียบร้อยแล้ว นางก็แสดงเจตนา
สังหารออกมาอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งเห็นท่านาง
ถือจับ ‘ตราจักรพรรดิ’ อยู่ในเวลานี้ อู่ อวี้ ยิ่ง
ตระหนักได้อย่างชัดเจนว่า พระธิดาหยิน
กำลังจะปลดปล่อยวงเวทสังหาร ที่แข็งแกร่ง
มากสุดของ ‘ตราจักรพรรดิ’ ซึ่งรวบรวมพลัง
อำนาจทั้งหมดของวงเวททั้ง 790,000 วงไว้
แน่นอนว่ามีเปั้าหมายอยู่ที่ การส่ง อู่ อวี้
กลับไปยังปรโลกโดยเร็วไว
ภายในสายตาของนาง อู่ อวี้ สามารถแล
เห็นความเฉยชาและความเหี้ยมโหดอำมหิต
ได้อย่างชัดเจน สิ่งนี้ไม่ได้อยู่เหนือเกินกว่า
ความคาดหมายของเขาแม้แต่น้อย เป็นดั่งคำ
ร่ำลือ พระธิดาองค์ที่ 9 นิสัยเหมือนเด็ก ดื้อ
รั้นเอาแต่ใจ เปียมไปด้วยความพยาบาทแค้น
เคือง
ทว่าสิ่งเหล่านี้หาได้สำคัญไม่ ในสายตา
ของ อู่ อวี้ ไม่มีความหวั่นเกรงต่อความตาย
แม้แต่น้อย สิ่งที่อยู่ภายในนั้นมีเพียงความ
ปรารถนาใน ศาสตราวิถีแท้วิญญาณนภา
เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
หากไร้ซึ่งความเชื่อมั่น อู่ อวี้ ก็ไม่คิดจะยั่ว
ยุท้าดวลกับฝั่ายตรงข้าม อีกทั้งเมื่อตกอยู่ใน
อันตราย อู่ อวี้ ก็ไร้ซึ่งความปรานี ไม่สนว่า
มันจะถูกหรือผิด
นี่คือวิถีของเขา
“ฆ่า!” พระธิดาหยินคำราม ปลดปล่อย
เพลิงโทสะที่พุ่งทะยานขึ้นไปถึงสวรรค์ กระบี่
ทองคำในมือถูกชี้ขึ้นไปบนท้องฟั้า ใบไม่ที่ดู
เสมือนดั่งแก้วกระจก สาดประกายแสงหลาก
สีสันส่องสว่างปกคลุมไปทั่วทุกแห่งหน!
“กระบี่เซียนอาสัญตราจักรพรรดิตำหนัก
สวรรค์!”
หนึ่งกระบี่สังหาร ในที่สุดก็ถูกปลดปล่อย
ออกไป เวทกระบี่เซียนอาสัญตราจักรพรรดิ
ตำหนักสวรรค์ เป็นที่มาของชื่อตราจักรพรรดิ
อันที่จริงแล้วพลังอำนาจของ ปักษามังกร
และ เต่ามังกร ถูกรวบรวมไว้ในวงเวทนี้
ทั้งหมด ดังนั้นสีทองและสีดำจึงถูกผสาน
หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว โดยมีสีดำอยู่ภายใน
ทองคำ ท่ามกลางความเลือนราง สามารถแล
เห็นเงาปักษามังกรและเต่ามังกรพุ่งทะยาน
ขึ้นสู่ท้องเวหา ผสานรวมอยู่ท่ามกลางกลุ่ม
ก้อนเมฆาบนฟากฟั้า ชั่วอึดใจต่อมา เมฆาสี
ทองและเมฆาสีดำขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นบน
ฟั้า!
ท่ามกลางหมู่มวลเมฆา วงเวททั้ง
790,000 วง เริ่มทำงานอย่างพร้อมเพรียง
แล้วทันใดนั้นก็ปรากฏตำหนักสวรรค์ขึ้น
มากมายนับไม่ถ้วน ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลาง
ก้อนเมฆา เฉกเช่นดั่งมีเทพเซียนประทับอยู่
บนฟากฟั้า แลทอดมองสายตามายังโลกเบื้อง
ล่าง ฉับพลันเทพเซียนก็ขยับปากราวกับ
กำลังพูดอะไรบางอย่าง แล้วในชั่วอึดใจ
นั้นเอง ตำหนักเซียนทั้งหมดภายในหมู่เมฆาก็
ผสานหลอมรวมกลายเป็นกระบี่ยักษ์สีดำ
ทอง!
กระบี่ยักษ์ไร้ซึ่งด้ามจับ แกนกระบี่เป็นสี
ดำทมิฬ คมกระบี่ทั้งสองด้านเป็นสีทองอร่าม
มีร่างของเต่ามังกรถูกสลักเอาไว้ภายใน
กระบี่ยักษ์มีแกนกลางเป็นสีดำ ล้อมรอบไป
ด้วยคมกระบี่ทองคำอันไร้เปรียบ บนใบกระบี่
ตั้งแต่หัวจรดปลายถูกสลักไว้ด้วยร่างของเต่า
มังกร กับ ปักษามังกร พัวพันกันอยู่ ซึ่งดูราว
กับมีชีวิตอยู่จริง ๆ นอกจากนี้ยังมีตำหนัก
สวรรค์ถูกสลับอยู่มากมาย เป็นเสมือนดั่ง
กระบี่เซียนอาสัญตราจักรพรรดิตำหนัก
สวรรค์ อย่างแท้จริง ราวกับว่าสวรรค์กำลัง
จะบดขยี้สังหาร อู่ อวี้ !
วงเวทนี้เป็นที่รู้จักในนามเซียนอาสัญ ชั่ว
ขณะที่วงเวทถูกเปิดใช้งาน เรียกได้ว่า
ขอบเขตการโจมตีของมันครอบคลุมทั่วทั้ง
สนามรบเลยก็ว่าได้ ยิ่งไม่ต้องสงสัยอำนาจ
ทำลายล้างของมัน อู่ อวี้ ยอมรับว่าตนเองดู
ถูกคู่ต่อสู้เล็กน้อย ส่งผลให้ยามนี้เขาต้อง
ประสบกับพลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวเป็น
ประวัติการณ์เลยก็ว่าได้!
อย่างไรก็ตาม กระบี่อันน่าสะพรึงกลัวที่
พุ่งทะลวงแทงมาจากฟากฟั้า โดยมีเปั้าหมาย
อยู่ที่ตนเอง ส่งผลให้ยามนี้ภายในสายตาของ
อู่ อวี้ มีเพียงความบ้าคลั่งเท่านั้น ด้วยพลัง
อำนาจดังกล่าวทำให้เขาสติหลุดไปเลย
ทีเดียว! บางทีในช่วงเวลานี้ เขาอาจหลงลืม
ไปแล้วว่าตนเองกำลังตกอยู่ในวิกฤตแห่ง
ความเป็นความตาย!
“อยากได้ตราจักรพรรดิของข้าเช่นนั้น
หรือ? ช่างน่าสมเพชจริง ๆ มีผู้คนมากมาย
ปรารถนาจะแย่งชิงตราจักรพรรดิ แต่พวกมัน
ทั้งหมดล้วนตกตาย อยู่ภายใต้คมกระบี่ของ
ข้า … ” พระธิดาหยินแลเห็นดวงตาแสนบ้า
คลั่งของ อู่ อวี้ ซึ่งเปียมไปด้วยความ
ปรารถนาจะครอบครองตราจักรพรรดิอย่าง
แรงกล้า
นางมิได้แปลกใจอันใด แต่คิดว่ามันช่างไร้
สาระสิ้นดี เนื่องจากมีผู้คนมากมายต้องการ
แย่งชิงมันเฉกเช่นเดียวกับ อู่ อวี้ แต่ท้ายสุด
แล้วพวกมันเหล่านั้นก็จะตกอยู่ในสภาพน่า
สังเวชยิ่ง
ดังนั้นนางจึงรู้สึกว่า อู่ อวี้ น่าสมเพชยิ่ง
นัก อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าเขาจะน่า
อเนจอนาถมากเพียงใด แต่ความต้องการฆ่า
ภายในจิตใจของนาง ก็หาได้ลดลงแม้แต่
น้อย!
” หากโอรสเล่อคือตำนานที่กำลังจะ
เกิดขึ้น การสังหาร อู่ อวี้ ก็เป็นเสมือนดั่งการ
ทำลายตำนานบทนั้นไปกว่า 9 ใน 10 ส่วน
ไม่มี อู่ อวี้ โอรสเล่อก็ไม่นับเป็นอันใด!”
ด้วยสภาวะอารมณ์เช่นนี้ ในที่สุด
พระธิดาหยินก็รู้สึกว่าตนเองเหนือกว่าฝั่าย
ตรงข้ามทั้งร่างกายและจิตใจ และมันยิ่งทำ
ให้นางปลื้มปีติยิ่ง บัดนี้กระบี่เซียนอาสัญตรา
จักรพรรดิตำหนักสวรรค์ที่ลอยคว้างอยู่กลาง
ท้องนภา กำลังพุ่งทะลวงแทงลงมาเสมือน
ดาวตก เฉกเช่นราวกับว่าเทพเซียนที่ประทับ
อยู่บนสวรรค์เป็นคนปลดปล่อยกระบี่สังหาร
ลงมาด้วยตนเอง ถึงแม้ว่ากระบี่จะมีขนาด
ใหญ่โตมโหฬารเป็นอย่างยิ่ง ทว่าเพียงชั่วอึด
ใจมันก็พุ่งตรงลงมาถึงศีรษะของ อู่ อวี้ นำพา
วิกฤตแห่งความตายมาสู่ตัวเขา!
ผู้ใดก็ตามที่แลเห็นมัน ต่างคิดว่าบัดนี้
สถานการณ์ย่ำแย่ถึงขีดสุดแล้ว ด้วยพลัง
อำนาจของตราประทับจักรพรรดินี้ ทำให้
พระธิดาหยินอยู่เหนือยิ่งกว่าอาณาจักร
บำเพ็ญเพียรของตนเอง
ในชั่วอึดใจสุดท้าย สามารถแลเห็นได้ว่า
พลองฟั้าเพลิงผลาญในมือของ อู่ อวี้ ได้
แปรเปลี่ยนกลายเป็น 9 มหาเตาหลอม ก่อ
ตัวเป็น ‘วงเวทเก้าตำหนักไม่สั่นคลอน’ แผ่
ขยายปกคลุมเขาไว้ภายใน เพื่อปั้องกันการ
โจมตีสังหารดังกล่าว แล้วหลังจากนั้นก็มิได้
ใช้วิชาอภินิหารอื่นใดอีกเลย เมื่อเห็นเช่นนั้น
พระธิดาหยินก็รู้สึกว่าเขาช่างไร้เดียงสาเสีย
จริง
อันที่จริงแล้ว นางสังเกตเห็นว่าร่างกลืน
สวรรค์ผู้มีเรือนผมสีขาวดวงเนตรสีโลหิต ที่
ยืนอยู่เบื้องหลังของเขา มีพิมานจักรพรรดิ
เปั่ยหมิงซึ่งสามารถสร้างภัยคุกคามให้แก่นาง
ได้เช่นกัน แต่นางคิดว่า นี่เป็นเพียงร่างแยก
ตราบใดที่ อู่ อวี้ ร่างต้นถูกสังหาร มันก็จะ
หายไปเช่นกัน
บางที อู่ อวี้ อาจไม่รู้ว่า มีผู้คนภายนอก
กำลังรับชมอยู่ ซึ่งพวกเขาเหล่านั้น ไม่ว่าจะ
เป็นตัวตนเฉกเช่นดัง นางเซียนฟั่านฮวาหรือ
คนจากแดนเซียนบุปผาฟั่านฮวา ต่างมีความ
คิดเห็นไปในทางเดียวกันว่าเขาต้องตกตาย
อย่างแน่นอน แม้กระทั่งผู้คนจากทั่วทั้งชมพู
ทวีปโลกธาตุ ก็พากันใช้ยันต์สื่อสาร
แพร่กระจายข่าวว่า อู่ อวี้ กำลังจะถูก
สังหารสิ้นแล้ว
และแล้วภาพเหตุการณ์ก็เป็นอย่างที่พวก
เขาคิดไว้ ชั่วขณะที่กระบี่เซียนอาสัญตรา
จักรพรรดิตำหนักสวรรค์ พุ่งทะลวงแทงเข้า
ใส่วงเวทเก้าตำหนักไม่สั่นคลอน ร่างกลืน
สวรรค์ของ อู่ อวี้ ก็ปลดปล่อยวงเวท ‘หมื่น
มังกรระบำกระชากสวรรค์’ ของพิมาน
จักรพรรดิเปั่ยหมิงออกไปเช่นเดียวกัน โดยมี
เปั้าหมายอยู่ที่พระธิดาหยิน ซึ่งในช่วงเวลานี้
นางกำลังควบคุมกระบี่เซียนอาสัญตรา
จักรพรรดิตำหนักสวรรค์เพื่อสังหาร อู่ อวี้
อย่างเต็มกำลัง เพราะนางเชื่อว่าหลังจาก
จัดการกับร่างต้น ร่างแยกก็จะสูญสลาย
หายไป เนื่องจากว่าผู้ฝึกตนทั่วทั้งชมพูทวีป
โลกธาตุล้วนอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์นี้ แต่นางหา
รู้ไม่ว่าร่างกลืนสวรรค์มิได้เป็นเช่นนั้น
ซึ่งอันที่จริงแล้วร่างทั้งสองก็คือตัวตนของ
อู่ อวี้ หาได้มีความแตกต่างระหว่างร่างหลัก
และร่างรองแม้แต่น้อย
ชั่วอึดใจนี้ หาได้มีผู้ใดสนใจร่างกลืน
สวรรค์ไม่ ความสนใจทั้งหมดต่างไปตกอยู่ที่
อู่ อวี้ ร่างต้น ฝูงชนต่างแลเห็นว่ากระบี่เซียน
อาสัญตราจักรพรรดิตำหนักสวรรค์ขนาด
มหึมา กำลังพุ่งทะลวงแทงลงสู่เบื้องล่างด้วย
เสียงอันดังก้อง ปลายกระบี่อันแหลมคมพุ่ง
ทะลวงแทงเข้าใส่วงเวทเก้าตำหนักไม่
สั่นคลอน ซึ่งมีขนาดเล็กย่อยเป็นอย่างยิ่ง
ถึงแม้ว่า อู่ อวี้ จะใช้ความพยายามอย่างสูง
ล้ำเพื่อต้านรับมันไว้ แต่วงเวทเก้าตำหนักไม่
สั่นคลอนก็ยังถูกบดขยี้ทำลาย บัดนี้พลองฟั้า
เพลิงผลาญไม่ต้านรับไว้ได้อีกต่อไปแล้ว!
ตูม!!!
อู่ อวี้ ต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างสูงล้ำ
เขาได้แลเห็นภาพที่ตนไม่อยากจะเห็นมาก
ที่สุด นั่นก็คือวงเวทเก้าตำหนักไม่สั่นคลอน
ถูกทำลาย แต่มิใช่เพียงวงเวทที่ถูกทำลายไป
เท่านั้น ทว่า ‘พลองฟั้าเพลิงผลาญเก้าทัณฑ์
เตาหลอม’ กลับถูกบดขยี้จนแตกละเอียดเป็น
เสี่ยง ๆ ศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ ถูก
บดขยี้ทำลายโดยศาสตราวิญญาณนภาที่
เหนือกว่า นับแต่นี้ไปท่ามกลางสวรรค์และ
ปฐพี จักไม่มีพลองฟั้าเพลิงผลาญเก้าทัณฑ์
เตาหลอมอีก
นอกจากนี้พลังอำนาจทางฝังของ กระบี่
เซียนอาสัญตราจักรพรรดิตำหนักสวรรค์ ยัง
ถูกบั่นทอนไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น วงเวท
สังหารยังคงเปียมไปด้วยพลังอำนาจแห่ง
สวรรค์อันไร้สิ้นสุด พร้อมพุ่งทะลวงแทงเข้า
ใส่ อู่ อวี้ อย่างสมบูรณ์ กล่าวตามตรง
เนื่องจากเมื่อสักครู่เขาใช้ออกด้วยเคล็ด
ระเบิดพลังคลั่ง ทำให้เขาสูญเสียกำลังกายไป
พอสมควร อีกทั้งการโจมตีของวงเวทกระบี่
มังกรจักรพรรดิปักษาทองคำก่อนหน้านี้ อู่
อวี้ ยังแทบไม่อาจใช้เมฆาตลบฟั้าหลบหนีได้
ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงการโจมตีที่กำลังใกล้เข้ามา
ทุกขณะ
ถึงแม้ว่าเขาจะสามารถหลบหนีได้ แต่ อู่
อวี้ ก็ไม่เลือกจะทำเช่นนั้น นี่คือการก้าวผ่าน
ข้อจำกัดของตัวเอง นับเป็นช่วงเวลาที่เขา
ต้องใช้ความกล้าหาญถึงขีดสุด!
นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน กายาเพชร
อมตะ หรือ กายาหกพิภพสวรรค์สักการะ
ราชันอรหันต์ไม่ดับสูญของ อู่ อวี้ ไม่เคย
บรรลุถึงขีดจำกัดมาก่อน
เขาอยากจะรู้ว่า ท้ายสุดแล้วตนเองจะตก
ตายหรือไม่? หรือว่าเขาจะยืนอยู่ห่างจาก
ขอบประตูนรกแห่งความตายมาไกลโข
แน่นอนว่าเขามีความเชื่อมั่นอย่างแรง
กล้า ว่าตนเองสามารถผ่านพ้นปัญหาที่อยู่
เบื้องหน้าไปได้ เพราะเขามีความภาคภูมิแล
อหังการที่ได้รับสืบทอดมาจากฉีเทียนต้าเซิ่น
มันได้ฝังรากลึกลงไปจนถึงกระดูกของเขา
เป็นเจตจำนงที่ไม่มีวันสั่นคลอน!
ชั่วอึดใจนั้นเอง ผู้คนสามารถแลเห็นอย่าง
ชัดเจนว่า เซียนวานรทองคำกำลังถูกกระบี่
เซียนอาสัญตราจักรพรรดิตำหนักสวรรค์กลืน
หายเข้าไป!
ผู้คนมากมายต่างรู้สึกเศร้าสลดเสียใจที่
อัจฉริยะแห่งยุคอย่าง อู่ อวี้ ต้องมาตกตายไป
เช่นนี้ ด้วยความโกรธแค้นชิงชังถึงที่สุด
พระธิดาหยิน จึงไม่สนใจแม้กระทั่งการโจมตี
ร่างกลืนสวรรค์ แม้ว่ามันจะรุนแรงมาก
เพียงใด จนทำให้ทั้งสองฝั่ายได้รับบาดเจ็บ
สาหัส แต่นางก็มั่นใจว่าตนเองสามารถ
สังหาร อู่ อวี้ ได้อย่างแน่นอน เมื่อนาง
ปลดปล่อยวงเวทนี้ออกไป พระธิดาหยินเชื่อ
ว่าต่อให้เป็นผู้ฝึกตนซึ่งมีความแข็งแกร่งอยู่
ในระดับค้นหาเต๋าขั้นที่ 7 ก็ไม่อาจหยุดยั้ง
การโจมตีของนางได้!
นอกจากนี้ศาสตราเต๋าวิถีแท้พลองฟั้า
เพลิงผลาญของ อู่ อวี้ ยังถูกทำลายอย่าง
สมบูรณ์
เศษซากชิ้นส่วนของมัน ยังปลิวว่อน
กระจายไปทั่วทั้งสวรรค์และปฐพี สิ่งนี้ทำให้
อู่ อวี้ รู้สึกเศร้าเสียใจอย่างสุดแสน ชั่วอึดใจ
ก่อนสิ้นชีวา เขาเลือกที่จะกัดฟัน ยืนหยัด
ด้วยความภาคภูมิอหังการอย่างไร้ผู้ใดเปรียบ
ถึงแม้ว่าพิภพแห่งกายเนื้อของ กายาหกพิภพ
สวรรค์สักการะราชันอรหันต์ไม่ดับสูญ จะถูก
บดขยี้ทำลายอย่างต่อเนื่อง เมื่ออยู่ภายใต้
ปราณกระบี่สังหารนี้ แม้กระทั่งความสามารถ
ในการฟืนฟูก็ยังถือว่าเชื่องช้าเกินไป ทว่าใน
สายตาของเขา กลับมีเพียงเปลวเพลิงที่กำลัง
ลุกโชติช่วง ไปด้วยความเชื่อมั่นอย่างไร้
สิ้นสุด
“ตายซะ!” พระธิดาหยินแอบคิดมานาน
แล้วว่า เมื่อไหร่ อู่ อวี้ จะถูกทำลายอย่าง
สมบูรณ์ จนปั่านนี้เขายังไม่ตกตายอย่าง
สมบูรณ์ไปเสียที นี่ก็เกินเวลาที่นางประมาณ
การไว้มากแล้ว เดิมทีนางคาดไว้ว่าตนเองจะ
สามารถปลิดชีพ อู่ อวี้ ด้วยเวลาสิบลม
หายใจ ไม่คาดหวังว่าเขายังยื้อลมหายใจอยู่
ได้จวบจนถึงตอนนี้ แบบชนิดที่เรียกว่าตาย
แล้วก็เกิด ตายแล้วก็เกิด กันเลยทีเดียว
ทำลายไปเท่าไหร่ก็ไม่หมดสิ้นเสียที ใบหน้าที่
เคยยิ้มแย้มอย่างผู้มีชัย บัดนี้กลายเป็นแข็ง
ค้างไปโดยปริยาย
“เจ้าเป็นเต่าหรือไง! ทำไมถึงไม่ตาย ๆ ไป
เสียทีห๊ะ!” พระธิดาหยินหวีดร้องตะโกนด้วย
ความไม่เข้าใจ เวลานี้นางชักเริ่มตื่นตระหนก
แล้ว การต่อสู้นี้กินเวลามากกว่าที่นาง
คาดคะเนเอาไว้ แถมอีกฝั่ายยังไม่ยอมตกตาย
เสียที ถึงแม้นางจะยังมั่นใจว่าตนเองสามารถ
สังหาร อู่ อวี้ ได้ก็ตาม
อย่างไรก็ตามผู้คนด้านนอกเห็นภาพ
เหตุการณ์ได้ไม่ค่อยชัดเจนนัก ทุกคนต่างคิด
ว่า อู่ อวี้ ถูกส่งไปยังปรโลกเสียแล้ว
” จบแล้ว ไม่ทราบว่าท่านจะกลับวังมังกร
เลยหรือไม่ ” มังกรปีศาจเทวะพิสุทธิ์พูดขึ้น
อีกครั้ง
ลั่วผินไม่แยแสมันสักนิด แต่สายตาของ
นางยังคงจับจ้องอยู่บนคันฉ่องอย่างใจจดใจ
จ่อ ท่ามกลางปราณกระบี่ที่โจมตีอย่างบ้า
คลั่งทำให้นางไม่สามารถเห็นภาพได้ชัดเจน
นัก นางมิได้ขมวดคิ้วอย่างหนักใจ เพราะนาง
รู้จักเขาดี ไม่ว่าเหตุการณ์นั้นจะเลวร้ายแค่
ไหนเขาจะสามารถยืนหยัดผ่านไปได้เสมอ
เมื่อพระธิดาหยินถามเขาว่าทำไมเขาถึง
ยังไม่ตายเสียที เขาก็หัวเราะออกมาจาก
ภายในปราณกระบี่แล้วกล่าวว่า ” ตราบใดที่
หญิงแก่ใกล้ลงโรงอย่างเจ้ายังไม่ยอมตาย ข้า
ซึ่งยังหนุ่มยังแน่นจะมาด่วนตายก่อนเจ้าได้
อย่างไร! ”
น้ำเสียงของเขาสงบนิ่งแลเยือกเย็นถึงขีด
สุด เสียงนี้ทำให้พระธิดาหยินเกิดความ
หวาดกลัวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน นางทุ่มเท
ทุกอย่างที่มีเพื่อโจมตีเผด็จศึก อู่ อวี้ แต่เมื่อ
นางหันกลับไป ทันใดนั้นความไอเย็นทมิฬก็
แผ่ปกคลุมนางอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความ
สับสนอลหม่านมังกรทมิฬได้โอบล้อมตัวนาง
ทุกทิศทาง รัศมีหนึ่งลี้จากตำแหน่งของนาง
ทุกสรรพสิ่งถูกแช่แข็งกลายเป็นน้ำแข็ง
เหมันต์ทมิฬจนสิ้น