กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1080: นาวามังกรเกราะเตา
ภายในเจดีย์วิญญาณบรรพกาลชั้นที่ 4
ตราบใดที่ไม่บินทะยานขึ้นบนท้องฟั้า ก็จะไม่
ถูกโจมตีจากสรรพเทวะวิญญาณ
ภัยคุกคามของชั้นนี้ล้วนมาจากด้านอื่น
นั่นก็คือบรรดาเหล่ายอดฝีมือที่เข้ามาภายใน
เจดีย์วิญญาณบรรพกาล
สำหรับเจดีย์วิญญาณบรรพกาลชั้นที่ 4
ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผู้ฝึกตนในระดับสามภัย
พิบัติค้นหาเต๋าขั้นที่ 4 จากนั้นก็มีจำนวน
ลดหลั่นไปโดยไล่ไปจากสามภัยพิบัติค้นหา
เต๋าขั้นที่ 5 และสามภัยพิบัติค้นหาเต๋าขั้นที่ 6
มีจำนวนอยู่น้อยสุด
อันที่จริงพระธิดาหยินกับพรรคพวกล้วน
เป็นยอดฝีมือชั้นสูง ดังนั้นการที่กลุ่มของ อู่
อวี้ ต้องเจอกับพวกมันนับว่าโชคไม่ดีจริง ๆ
แม้แต่ผู้ฝึกฝนที่อยู่ภายในอาณาจักรผู้
ฝึกฝนสำคัญ ๆ อย่างผู้ฝึกตนนอกรีต , ปีศาจ
, ปีศาจสมุทร ความแข็งแกร่งโดยรวมของ
พวกมันยังยากที่จะแลเห็นเคล็ดมายาของ
หนานซาน หวางเยว่ หรือต่อให้ตรวจพบ ก็
ไม่อาจรู้ได้อยู่ดีว่า หนานซาน หวางเยว่ อยู่
แห่งหนใด ดังนั้นจึงประมาณว่าพวกเขา
น่าจะอยู่ที่เจดีย์วิญญาณบรรพกาลชั้นที่ 4 ได้
อย่างปลอดภัย
เวลานี้ อู่ อวี้ ต้องอุทิศตัวเองให้กับสองสิ่ง
ประการแรกการยกระดับร่างกายจำเป็นต้อง
ใช้เม็ดยาค้นหาเต๋าจำนวนมาก แล้วบางส่วน
ต้องใช้เม็ดยาเร่งฟืนฟูพิภพภายในร่าง แม้ว่า
จะตะกุกตะกักไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้ยากเกินจะ
แบกรับ เพราะอย่างไรเสียกายาเพชรอมตะมี
ความสามารถในการฟืนฟูสูงล้ำยิ่ง
เพื่อเป็นการประหยัดเวลา เขาจึงเข้าไป
รักษาตัวฟืนฟูร่างกายในเจดีย์ล่องกำเนิด
เพราะที่นั่นทำให้เขามีเวลาเพิ่มถึงห้าเท่า
นอกจากนี้ อู่ อวี้ ยังตัดสินใจให้ร่างกลืน
สวรรค์ลองสยบ ‘ตราจักรพรรดิ’ ศาสตราวิถี
แท้วิญญาณนภาดูก่อน
หากเขาสามารถทำพันธสัญญากับ
ศาสตราวิถีแท้วิญญาณนภาได้สำเร็จ ไม่ว่า
จะเป็นร่างต้นหรือร่างกลืนสวรรค์เขาก็
สามารถใช้งานมันได้ทั้งสิ้น ถึงแม้ อู่ อวี้ จะ
ค่อนข้างคุ้นเคยกับการใช้ศาสตราชนิดพลอง
แต่ถ้าเป็นกระบี่เขาก็ไม่มีปัญหาอะไรเพราะ
เขาเองก็เคยใช้ศาสตราประเภทกระบี่มาก่อน
ปัจจุบันร่างกลืนสวรรค์ใช้กระบี่อยู่ตลอด
ไม่ได้โอนเอียงไปทางหยินทมิฬอันหนาวเหน็บ
ของจักรวรรดิเปั่ยหมิง อาจด้วยเพราะร่าง
กลืนสวรรค์กลืนกินสิ่งมีชีวิตหลายรูปแบบ
เกินไป ตอนนี้จึงมีสรรพธาตุและร่างกายที่
บริสุทธิ์ยิ่ง มิได้เองเอียงไปทางด้านใดด้าน
หนึ่ง โดยทั่วไปร่างนี้จึงสามารถใช้งาน
ศาสตราดังกล่าวได้
ศาสตราวิถีแท้วิญญาณนภาที่เขาเพิ่งได้
รับมา อู่ อวี้ ตัดสินใจว่าร่างต้นอย่างเขาเป็น
คนใช้งานก่อน เนื่องจากในท้ายสุดแล้วมัน
เหมาะสมกับรูปแบบการต่อสู้ในปัจจุบันของ
ร่างต้น เนื่องจากในตอนนี้ผู้ที่เป็นกำลังหลัก
ในการต่อสู้ก็คือร่างต้น โดยมีร่างกลืนสวรรค์
ผู้สนับสนุนเสียส่วนใหญ่
ภายในเจดีย์ล่องกำเนิด ร่างกลืนสวรรค์
ต้องใช้เวลานานพอสมควรในการไตร่ตรอง
วิธีทำพันธสัญญากับ ‘ตราจักรพรรดิ’
กล่าวตามตรงถือว่าหาได้ยากมากที่ อู่ อวี้
จะปรารถนาในศาสตราชิ้นใหม่เช่นนี้
ถึงจะได้ของใหม่ที่ดีกว่า แต่เขาก็รู้สึก
เสียดายพลองฟั้าเพลิงผลาญที่เขาใช้ต่อสู้มา
ระยะหนึ่งแล้ว เขาไม่คาดคิดว่ามันจะถูกบด
ขยี้ทำลายลงดื้อ ๆ ต่อหน้า อย่างไรก็ตาม
หากไม่มีพลองฟั้าเพลิงผลาญขวางกั้น การ
โจมตีอันรุนแรงของกระบี่เซียนอาสัญตรา
จักรพรรดิตำหนักสวรรค์ไว้ เขาคงได้ตกตาย
เป็นแน่
ในเวลานี้ทั้งร่างต้นและร่างกลืนสวรรค์
เข้ามาอยู่ในเจดีย์ล่องกำเนิด ร่างต้นมุ่งเน้นไป
ที่การฟืนฟูกายา ส่วนร่างกลืนสวรรค์มุ่งเน้น
ไปที่การทำพันธสัญญากับตราจักรพรรดิ ซึ่ง
เอามาเก็บไว้ภายในเจดีย์ล่องกำเนิดก่อนหน้า
นี้แล้ว ณ เวลานี้ตราจักรพรรดิกำลังตกเข้าสู่
กระบวนการควบคุมอย่างสมบูรณ์ ภายใต้
พลังแก่นแท้ตำหนักม่วง ตราประทับ
จักรพรรดิได้ถูกปลดพันธสัญญาเดิม จนไร้ซึ่ง
ผู้ครอบครอง แน่นอนว่าการเผชิญหน้ากับ อู่
อวี้ มิใช่เรื่องง่าย ด้วยเพราะร่างกลืนสวรรค์
เป็นจิตเทวะ จึงสามารถเข้าสู่โลกของวงเวท
ได้โดยตรง ภายในโลกแห่งเวท 790,000 วง
มีวิญญาณศาสตราอยู่ 2 ดวง
ดวงหนึ่งกำลังบินแหวกว่าอยู่ภายในเมฆา
สีทอง วิญญาณดวงนี้คือปักษามังกรที่กำลัง
โบกสะบัดปีกขนาดใหญ่ของมันอยู่ ส่วนอีก
ดวงหนึ่งกำลังแหวกว่ายอยู่ในมหาสมุทรสีดำ
วิญญาณดวงนี้คือเต่ามังกร มันเป็นเต่าที่มีหัว
และหางมังกร พวกมันทั้ง 2 มิรบกวนซึ่งกัน
และกัน เสมือนดั่งเสมือนดั่งกำลังอยู่ในโลก
ส่วนตัวของตนเอง แต่ทันทีที่ร่างกลืนสวรรค์
ซึ่งอยู่ในรูปแบบวังวนสีดำเข้ามาภายใน พวก
มันทั้งสองก็ผสานร่วมมือกัน โดยมุ่งเปั้ามาที่
ศัตรูเพียงคนเดียว
พวกมันต่างรู้ดีว่าผู้ที่สามารถเอาชนะมัน
ได้ จะกลายเป็นเจ้านายของพวกมันและจะ
นำพวกไปใช้ต่อสู้
แน่นอนว่าในเวลานี้ หากต้องการสยบ
พวกมัน เขาจำเป็นต้องพึ่งพาอำนาจของจิต
เทวะ และ จิตตานุภาพอันมุ่งมั่นที่ไม่มีวันย่อ
ท้อ
“กรรรรร!”
สัตว์ขนาดยักษ์ทั้งสองแผดเสียงคำรามข่ม
ขวัญ อู่ อวี้ ท่ามกลางพวกมันทั้งสอง ปักษา
มังกรที่เหินทะยานแหวกฝั่าออกมาจากเมฆา
สีทอง พร้อมกับแผดเสียงคำรามที่ดังที่คมชัด
ยิ่งกว่า ส่วนเต่ามังกรที่กำลังแหวกว่ายอยู่ใน
มหาสมุทรลึก เสียงคำรามของมันทุ้มหนัก
สาดผสานความกึกก้องจนมหาสมุทรถึงกับ
สั่นสะเทือนกันเลยทีเดียว
อู่ อวี้ ไม่รีบร้อนเขายังมีเวลาอีกเยอะ อีก
อย่างกฎเกณฑ์มีมาตั้งแต่สมัยโบร่ำโบราณ
แล้ว เมื่อไหร่ที่ อู่ อวี้ สามารถเอาชนะมันได้
เขาก็จะกลายเป็นนายส่วนมันก็จะกลายเป็น
บ่าวผู้ติดตาม ซึ่งในสถานการณ์ดังกล่าว
พวกมันต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันของ อู่
อวี้ อย่างรุนแรง
อย่างน้อยนี่ก็พิสูจน์ได้ว่า อู่ อวี้ แข็งแกร่ง
กว่าเจ้านายเดิมของพวกมัน แน่นอนว่า
สาเหตุทั้งหมดไม่ได้มาจาก เจ้านายเดิมของ
พวกมันไม่แข็งแกร่ง แต่พวกมันเลือกที่จะ
ยอมศิโรราบให้แก่เขา เนื่องจากวิญญาณ
ศาสตราเหล่านี้ต่อต้านเจ้านายเดิม อีกทั้ง
พวกมันยังมีความประทับใจบางอย่างต่อ อู่
อวี้ เป็นเพราะตัวตนของเขาเหมือนดั่งผู้ไม่มี
วันตาย!
” ข้านั้นแตกต่างจากพระธิดาหยิน บางที
ข้าอาจจะใช้เจ้าไม่นานนักอาจจะแค่ไม่กี่ปี
หรืออาจจะน้อยกว่านั้น ”
” แต่ถึงมันจะเป็นแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ
ขอให้พวกเจ้ามั่นใจได้ว่า เจ้าจะได้พบเจอกับ
ประสบการณ์อันน่าทึ่งเลยทีเดียว ”
บางทีวิญญาณศาสตราอาจไม่เข้าใจเป็น
พิเศษ ดังนั้น อู่ อวี้ จึงอธิบายจุดประสงค์ให้
พวกมันฟังอย่างชัดเจน
อู่ อวี้ ไม่พูดพร่ำทำเพลงอีกต่อไป ร่างกาย
กลืนสวรรค์ก็กระโจนเข้าไปจู่โจมทันที มันคือ
การต่อสู้ของอาณาจักรจิตวิญญาณ ข้อ
ได้เปรียบของ อู่ อวี้ ก็คือร่างกลืนสวรรค์มีทั้ง
กายเนื้อ และสามารถกลายเป็นจิตเทวะได้
ด้วยเช่นกัน ซึ่งเขาสามารถเคลื่อนไหวจู่โจม
ได้อย่างอิสระ มิได้มีเพียงความสามารถใน
การข่มขวัญจิตวิญญาณเพียงอย่างเดียว
เท่านั้น
ข้อได้เปรียบของ อู่ อวี้ คือกำลังใจที่เปียม
ล้น เพราะเขาเพิ่งเอาชนะพระธิดาหยินกับ
พรรคพวกของนางมาได้หมาด ๆ แม้ว่าอีก
ฝั่ายจะต่อต้านขัดขืน แต่เขาก็มุ่งมั่นสยบ
ปราบปรามพวกมัน
เขาอาจจะใช้เวลาสยบมันมากกว่าหนึ่งวัน
อาจจะเป็นสองวันหรือสามวัน!
อสูรยักษ์ทั้งสองนั้นแข็งแกร่งมาก อย่างไร
เสียมันก็คือ ศาสตราวิถีแท้วิญญาณนภา มัน
คือวิญญาณศาสตราที่แข็งแกร่งมากที่สุด
ตั้งแต่เขาเคยพบเจอมา
พวกมันร่วมมือกัน โจมตีซ้ำแล้วซ้ำอีก พอ
ล่าถอยก็กลับมาโจมตีซ้ำอีกครั้ง การต่อสู้
ดำเนินไปเช่นนี้อยู่นานพอสมควร
อู่ อวี้ รู้ว่าบางทีพลังของเขายังไม่เพียง
พอที่จะบดขยี้เจตจำนงของอสูรยักษ์สองตนนี้
ได้ แต่ข้อได้เปรียบของเขาก็คือเขาจะไม่มี
ตาย และไม่มีวันยอมแพ้ เขาอาจจะไม่
สามารถเอาชนะมันได้ด้วยเวลาอันสั้น แต่เขา
ก็จะโจมตีต่อไปเรื่อย ๆ โดยพึ่งพาความ
มุ่งมั่นอันแน่วแน่ โจมตีมาดหมายสยบคู่ต่อสู้
อย่างต่อเนื่อง ทำให้ฝั่ายตรงข้ามยอมศิโรราบ
อย่างสิ้นเชิง
เดิมทีอสูรยักษ์ทั้งสองตนก็มีความรู้สึก
หวาดกลัว อู่ อวี้ บ้างอยู่แล้ว เมื่อต้องมา
เผชิญหน้ากันยิ่งทำให้ผลกระทบนี้รุนแรงมาก
ขึ้นเรื่อย ๆ ถึงแม้จะมีเพียงร่างกลืนสวรรค์
แต่ก็เพียงพอที่จะจัดการพวกมันทั้งสองแล้ว
ห้าวันต่อมาอสูรยักษ์ทั้งสองก็ยอมแพ้ใน
ที่สุด
ถึงแม้จะเป็นการสะกดข่มปราบปรามฝืน
ใจกันอยู่บ้าง แต่ อู่ อวี้ ก็เป็นฝั่ายชนะ เขา
ประสบความสำเร็จในการทำพันธสัญญา
กลายเป็นเจ้านายคนใหม่ของพวกมัน
แม้วันนี้พวกมันจะขัดขืน ไม่ยินยอมพร้อม
ใจอย่างเต็มที่ แต่ก็หาใช่เรื่องสำคัญสำหรับ
เขาไม่ เพราะอย่างไรในภายภาคหน้ามันก็
ต้องติดตามเขาอยู่ดี เมื่อพวกมันเห็น
เจตจำนงของเขา จิตวิญญาณและความ
มุ่งมั่น มุมมองของพวกมันจะแปรเปลี่ยนไป
เพราะ อู่ อวี้ เป็นผู้ครอบครองที่วิญญาณ
ศาสตราซึ่งอยู่ในศาสตราวุธเต็มใจติดตาม
มากที่สุด อนาคตของมันคงคิดว่าจะไร้สิ้นสุด
เมื่ออยู่กับเจ้านายผู้นี้
แต่การทำพันธสัญญาเป็นแค่เพียง
จุดเริ่มต้น สิ่งสำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือเรียนรู้
ทำความเข้าใจวงเวททั้งหมดของตรา
จักรพรรดิโดยละเอียด ไม่ใช่เพียงแค่วงเวท
โจมตีและปั้องกันซึ่งเป็นส่วนนอกสุด ส่วน
สำคัญที่สุดคือต้องเข้าใจวงเวทหลักที่อยู่
ภายใน หากเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ เขาก็
สามารถดึงศักยภาพของวงเวทโจมตีและวง
เวทปั้องกันได้ดียิ่งขึ้น
‘ตราจักรพรรดิ’ มีวงเวทอยู่สามชุดหลัก ๆ
วงเวทโจมตีของปักษามังกรคือ ‘กระบี่
มังกรจักรพรรดิปักษาทองคำเร้น’
วงเวทปั้องกันของเต่ามังกรก็คือ ‘โล่มังกร
จักรพรรดิคุกเต่าเทวะสะเทือน’
นอกจากนี้วงเวทหลักของปักษามังกรยัง
ได้รับการส่งเสริมจากเต่ามังกรอีกด้วย สิ่งที่
น่ากลัวยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ‘กระบี่เซียนอาสัญ
ตราจักรพรรดิตำหนักสวรรค์’ นี่คือรากฐาน
ของศาสตราวิถีแท้วิญญาณนภาชิ้นนี้
อู่ อวี้ ใช้เวลานานมากกับการ
ไตร่ตรองวงเวทเหล่านี้
สำหรับโลกภายนอกผ่านไปแค่หนึ่งวัน
เท่านั้น
หลังจากนั้นเขาก็ใช้เวลาอีก 50 วันเพื่อ
เรียนรู้วงเวททั้งหมด ซึ่งโลกภายนอกผ่านไป
แค่ 10 วันเท่านั้น แน่นอนว่าสำหรับคนทั่วไป
แล้วระยะเวลา 10 วันนี้ พวกเขาแทบจะไม่
สามารถทำความเข้าใจวงเวทได้ด้วยซ้ำ พลัง
อำนาจที่เขาแสดงออกมาในตอนนี้เทียบเท่า
กับพระธิดาหยิน อย่างไรก็ตามเขายังไม่
ชำนาญเท่าใดนัก แต่เมื่อใดที่เขาชำนาญ
รับรองว่าพลังอำนาจของมันต้องเหนือล้ำยิ่ง
กว่าพระธิดาหยินอย่างแน่นอน
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามพลังรบของ อู่ อวี้ ก็
ได้เพิ่มขึ้นอีกครั้ง ในที่สุดเขาก็มีศาสตราวุธที่
ร้ายกาจกว่าก่อนหน้านี้มากนัก ถึงแม้มันจะ
ทรงพลังมากเพียงใด แต่ว่าอยู่ในมือของเขา
ที่ยังไม่ชำนาญ ก็ไม่ต่างจากมีดไร้คม
แม้ด้านในจะดูเนิ่นนานแต่ความจริงแล้ว
โลกภายนอกที่ผ่านไปเพียงแค่ 10 วัน คนที่
อยู่ด้านนอกเฝั้ารอคอยอย่างอดทน ทุกคน
ต่างรู้ดีว่าหากโอรสเล่อต้องการครอบครอง
ไข่มุกทองคำเหยียนหวง พระองค์จะต้อง
พึ่งพาพลังความสามารถของ อู่ อวี้
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ร่างกายของเขา
ฟืนคืนกลับสู่สภาพสมบูรณ์อีกครั้ง ยามนี้พลัง
การต่อสู้ของเขาเรียกได้ว่าอยู่ในจุดสุดยอด
ซึ่งแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม
เมื่อเขาออกมาจากเจดีย์ล่องกำเนิด ทุก ๆ
คนที่เฝั้ารอคอยก็ตื่นเต้นดีใจกันยกใหญ่ ด้วย
เพราะอยากเห็นพลังของ ‘ตราจักรพรรดิ’ เต็ม
ทน
” เอาไว้พวกเราเจอกับคู่ต่อสู้ที่ต้องลงมือ
ทุกคนก็จะได้เห็นพลังอำนาจของมันเอง แต่
ตอนนี้เราต้องขึ้นไปบนเจดีย์วิญญาณบรรพ
กาลชั้นที่ 5 กันแล้ว ”
ในปัจจุบันนี้พวกเขาถูกตัดขาดจากโลก
ภายนอกอย่างสิ้นเชิง ไม่มีผู้ใดในกลุ่มรู้ข่าว
คราวของไข่มุกทองคำเหยียนหวง แต่พวกขา
ยังคงอยู่ในเจดีย์วิญญาณบรรพกาล ดังนั้น
น่าจะยังไม่มีใครครอบครองไข่มุก ทำให้พวก
เขายังมีโอกาสแย่งชิงสมบัติอยู่
“ใช่ เรารีบขึ้นไปชั้นที่ 5 ดีกว่าเผื่อจะมี
โอกาสมากขึ้น ” ชวี่ เฟิงอวี๋ตะโกนสมทบ
หนานซาน หวางเยว่ ยกเลิกวงเวทอำ
พรางของนาวาซ่อนเซียน ตอนนี้ทุกคนต่าง
มาล้อมหน้าล้อมหลัง อู่ อวี้ อยู่ คงคาดหวัง
ว่าเขาจะแสดงอะไรเจ๋ง ๆ ให้ดู
ในความเป็นจริงการแปลงเป็นรูปแบบเต่า
มังกร มิได้มีเพียงวงเวทที่เรียบง่ายอย่าง ‘โล่
มังกรจักรพรรดิคุกเต่าเทวะสะเทือน’ แต่ยังมี
การเปลี่ยนแปลงรูปแบบอื่นอีกด้วย เช่น
ภายในวงเวทของตราจักรพรรดินี้ยังมี
ความสามารถและทักษะอื่นก็อยู่อีกด้วย หนึ่ง
ในนั้นก็คือ ‘วงเวทนาวามังกรเกราะเต่า’ อู่ อวี้
เปิดใช้งานวงเวทนาวามังกรเกราะเต่า
จากนั้นตราจักรพรรดิที่อยู่เบื้องหน้าของเขา
ก็แปรเปลี่ยนกลายเป็นเรือรบที่มีรูปร่าง
เหมือนกระดองเต่า!
เมื่อทุกคนเข้าไปในนั้น เรือรบรูปร่าง
กระดองเต่าก็ปิดสนิทลงอย่างแหน่นหนา
แน่นอนว่าพลังอำนาจในการปั้องกันของมัน
ไม่ได้ด้อยไปกว่า โล่มังกรจักรพรรดิคุกเต่าเท
วะสะเทือน เพียงแต่ไม่มีความสามารถในการ
สะท้อนการโจมตีของศัตรูกลับไปอย่างรุนแรง
เท่านั้น
นาวามังกรเกราะเต่าค่อย ๆ ลอยขึ้นทันที
ภายใต้การควบคุมของ อู่ อวี้ มันพุ่งทะยาน
ไปด้วยความเร็วสูงลำซิ่ง เขามั่นใจว่า
สามารถเข้าไปในวังวนสีทองก่อนที่วิหกมรกต
จะมาถึง แม้สายอัสนีภายในกระแสวังวนสี
ทองค่อนข้างหนาแน่น แต่การที่จะทำลาย
นาวามังกรเกราะเต่าก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน
ถ้าจะให้เปรียบเทียบถึงความยอดเยี่ยมของ
ศาสตราวุธ คงต้องบอกว่ามันไม่ได้ด้อยไป
กว่า เตาหลอมบรรพกาลสยบวิญญาณ ของ
โอรสยวี่เลย ซึ่งในคราแรกเตาหลอมบรรพ
กาลสยบวิญญาณก็สามารถพา อู่ อวี้ ขึ้นสู่
ชั้นต่อไปได้อย่างง่ายดายเช่นกัน
อย่างไรก็ตามสิ่งที่เขาไม่คาดหวังก็เกิดขึ้น
เมื่อพวกเขาออกมา ก็กลายเป็นจุดสนใจ
ท่ามกลางทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ภายในเจดีย์
ชั้นที่ 4 แห่งนี้
จากนั้น อู่ อวี้ เห็นใครบางคนจากไกล ๆ
คนผู้
“ไอ้เดรัจฉาน นั่นมันตราจักรพรรดิของ
ข้า!”
เสียงนั้นคือพระธิดาหยิน ไม่คาดคิดว่านาง
จะฟืนตัวได้รวดเร็วถึงเพียงนี้!
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ไม่หวาดกลัวนางแม่
แต่น้อย ในเวลานี้เขายังคงพุ่งทะยานมุ่งตรง
ไปยังกระแสน้ำวนอย่างต่อเนื่อง