กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1086: เรือรบอินทรียทอง
ทวนศึกกิเลนมีชื่อเรียกว่า ‘จักรพรรดิเสด็จ’
พอได้ยินชื่อก็ทำให้ อู่ อวี้ นึกถึง ‘ตราจักรพรรดิ’ ว่า
มันเป็นของที่ถูกสร้างขึ้นในเวลาเดียวกัน
อย่างไรก็ตามเพราะ ‘ตราจักรพรรดิ’ ทำให้ อู่ อวี้
แข็งแกร่งขึ้นมาก ทำให้เขาตระหนักได้อย่างชัดเจน
ว่า ศาสตราอย่าง ‘จักรพรรดิเสด็จ’ ที่มีวงเวท
ประทับอยู่ถึง 830,000 วง เมื่ออยู่ในมือของ
พระโอรสองค์ที่ 7 อย่าง ‘โอรสเฮ่อ’ คาดว่า
แสนยานุภาพที่มันแสดงออกมา แทบจะไม่ต่างจาก
อู่ อวี้ ร่างต้นเลยด้วยซ้ำ
เมื่อจักรพรรดิปรากฏขึ้น มันก็สยบอำนาจของ ‘ตรา
จักรพรรดิ’ ไว้ทันที เนื่องจากมีวิญญาณบรรพกาล
อย่างกิเลนเพลิงทั้ง 3 ตน สถิตอยู่ภายในทวนศึก ซึ่ง
มี ‘หนึ่งหอกสองคมมีด’ มันทำให้คมมีดรูปจันทร์
เสี้ยวทั้งสองด้านของทวนศึก เปียมไปด้วยพลัง
อำนาจแห่งจักรพรรดิสัตว์ปั่าอันน่าสะพรึงกลัว ราว
กับว่ากิเลนเพลิงบรรพกาลทั้ง 3 ตนกำลังประทับอยู่
บนร่างเขามิปาน
แน่นอน อู่ อวี้ เห็นทวนศึกกิเลนแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ
เท่านั้น หลังจากนั้นโอรสเฮ่อก็ตวัดวาด ‘จักรพรรดิ
เสด็จ’ เข้าใส่ราชสีห์ลาวายักษ์ทั้งสองตัว
อู่ อวี้ ไม่มีอะไรที่จะเปรียบเทียบกับโอรสเฮ่อได้ใน
แง่ของ พลัง อีกทั้งนี่ไม่ใช่สนามรบหลักมันไม่สำคัญ
ว่าผู้ใดจะแพ้ผู้ใดจะชนะ แต่มันก็ไม่ควรจะปล่อยให้
ตนเองเพียงเพลี่ยงพล้ำมากเกินไป มิฉะนั้นก็จะไม่
บรรลุจุดประสงค์ที่จะทำให้อีกฝั่ายนั้นขลาดกลัว
แล้วคิดว่าพวกมันสามาถลงมือจัดการกับตนเองได้
อย่างง่ายดาย
ดังนั้นก่อนที่โอรสเฮ่อจะเริ่มต่อสู้กับราชสีห์ลาวา
ยักษ์ อู่ อวี้ ก็ลงมือโจมตีด้วยท่วงท่าที่เรียบง่ายแต่
ดุดันโหดเหี้ยม เพราะสุนัขลาวายักษ์ที่เผชิญหน้ากับ
เขา ไม่เป็นอันตรายสำหรับเขาแม้แต่น้อย ไม่เป็น
อันตรายจนถึงขนาดที่เรียกว่าตราจักรพรรดิ ไม่
จำเป็นต้องใช้วงเวทปั้องกันหรือโจมตีเลยด้วยซ้ำ
เพียงแค่ใช้ความแข็งแกร่งของกายเนื้อผนวกกับ
เคล็ดแปลงกายเทียมฟั้าจรดดิน กอปรกับวงเวทย์
เล็ก ๆ ของ ‘ตราจักรพรรดิ’ เพียงแค่นี้ก็สามารถบด
ขยี้สุนัขลาวายักษ์เสียจนไม่เหลือซากแล้ว!
ยามนี้ อู่ อวี้ ใช้เทียมฟั้าจรดดิน ขยายร่างจนใหญ่โต
ยามนี้หนึ่งคนหนึ่งกระบี่ ทะยานพุงเข้าไปหาสุนัข
ลาวายักษ์ราวกับพยัคฆ์พุ่งเข้าใส่ฝูงลูกแกะ เพียงชั่ว
พริบตาสรรพเทวะวิญญาณก็ถูกบดขยี้จนไม่เหลือ
ซาก ร่างของมันสลายหายไปต่อหน้าต่อตาของเขา
ความจริงแล้วทั้งหมดนี้เป็นลูกไม้ขอโอรสเฮ่อทั้งสิ้น
มันพยายามหลอกล่อลวงให้ อู่ อวี้ ต่อสู้เพราะ
ต้องการประเมินความแข็งแกร่งของเขา
ระหว่างต่อสู้ อู่ อวี้ ก็เฝั้าสังเกตโอรสเฮ่อไปด้วย แล้ว
พบว่าทวนศึกกิเลนนั้นทรงพลังอย่างมาก ดูราวกับ
ทวยเทพก็ไม่ปาน อู่ อวี้ เคยเห็นโอรสมามาก แต่ก็
ไม่มีผู้ใดให้ความรู้สึกเฉกเช่นดั่งโอรสเฮ่อเลยสักคน
ฝั่ายตรงข้ามของโอรสเฮ่อคือราชสีห์ลาวายักษ์สอง
ตัวเป็นเพศผู้และเพศเมียมีเมียอย่างละตัว ซึ่ง
แข็งแกร่งกว่าคู่ต่อสู้ของ อู่ อวี้ มากนัก กระแสลาวา
ที่พวยพุ่งสาดกระเซ็นออกมาราวกับห่าพิรุณร่วง
หล่น ปริมาณของมันมากกว่าสุนัขลาวายักษ์ถึงสิบ
เท่า เพียงช่วงเวลาอันสั้นมันก็กลายเป็นมหาสมุทร
เพลิงลาวาขนาดใหญ่ พยายามกลืนกิน อู่ อวี้ เข้าสู่
โลกที่พวกมันควบคุม ธารลาวาขนาดใหญ่ด้านล่าง
นั่นคืออาณาจักรของพวกมันอย่างแท้จริง ธารลาวา
ถูกกวาดผ่านไปทั่วท้องเวหา!
ในเวลานี้โอรสเฮ่อถูกกลืนลงไปในหินหนืดลาวา แต่
อู่ อวี้ ใช้เนตรเพลิงมองดูสถานการณ์ด้านในอยู่
ตลอด ยามนี้ อู่ อวี้ ฆ่าสุนัขลาวายักษ์ไปมากกว่า 20
ตัวแล้ว ปัจจุบันจำนวนของพวกมันเหลือเพียงแค่
ครึ่งเดียวเท่านั้น แต่ดูเหมือนว่าทางด้านโอรสเฮ่อจะ
ใช้วงเวทโจมตีของ ‘จักรพรรดิเสด็จ’ เพื่อสังหาร
สรรพเทวะวิญญาณทั้งสองอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ก็ยังสรุปได้ว่าราชสีห์ลาวายักษ์ทั้งสอง ไม่
มีไข่มุกทองคำเหยียนหวงติดอยู่บนร่างกายของพวก
มัน
ซึ่งถ้าหากไข่มุกทองคำเหยียนหวงปรากฏขึ้นจริง ๆ
มันคงถูกขโมยไปได้อย่างง่ายดายนานแล้ว
อู่ อวี้ จบการต่อสู้ด้วยการสังหารสุนัขลาวายักษ์ที่
เหลืออย่างรวดเร็ว พลังกายเนื้ออันแข็งแกร่งของ
เขาเป็นเสมือนความหายนะของสรรพเทวะวิญญาณ
เหล่านี้
“คาดว่าเสด็จพี่คงต้องใช้ เวทแหวกสวรรค์สามกิเลน
สังหารแล้วเป็นแน่!” แม้ว่าโอรสเล่อจะไม่สามารถ
มองเห็นได้ชัดเจนนัก แต่ดูเหมือนว่าเขาก็ยังสามารถ
คาดเดาได้อย่างแม่นยำ ทั้งยังมีความเข้าใจใน
‘จักรพรรดิเสด็จ’ เป็นอย่างมากอีกด้วย ซึ่งเป็นไปได้
ว่าเขาอาจจะรู้สึกอิจฉาริษยาที่ฝั่ายตรงข้ามที่
ครอบครอง ศาสตราเช่นนี้
อู่ อวี้ ก็กำลังจับตามองโอรสเฮ่ออยู่เช่นกัน แลเห็น
ว่ายามนี้เขากำลังเปิดใช้วงเวท ของทวนศึกกิเลน
โอรสเฮ่อใช้มือทั้งสองข้างควบคุมทวนศึกกิเลนขนาด
ใหญ่ ราวกับเทพแห่งสงคราม เปียมไปด้วยอำนาจ
บารมีถึงขีดสุด แล้วในช่วงเวลานั้นเอง ทวนศึก
กิเลนนในมือของโอรสเฮ่อ ก็เปล่งประกายแสงเจิด
จ้าส่องสว่างบดขยี้ไปทั่วทุกแห่งหน ราวกับสัตว์
สวรรค์ในตำนานกำลังลืมตาตื่น บนเกล็ดของมันถูก
วาดประทับวงเวทนับหมื่นนับพัน เกือบทุกสัดส่วน
ของเกล็ด มีลวดลายของอักขระเวทอันสวยงามวาด
ประทับเอาไว้อยู่ ซึ่งดูราวกับงานประติมากรรมชิ้น
เอกก็มิปาน เมื่อมันถูกเปิดใช้งานโดยพลังแก่นแท้
ตำหนักม่วงของ โอรสเฮ่อ วงเวททั้งหมดก็เปล่ง
ประกายแสงเจิดจ้า
“ เวทแหวกสวรรค์สามกิเลนสังหาร? ”
เป็นเช่นดั่งที่ อู่ อวี้ คาดการณ์ไว้ โอรสเฮ่อ พุ่ง
ทะยานเข้าไป พร้อมกับใช้ปลายหอกของจักรพรรดิ
เสด็จ ทะลวงแทงเข้าใส่ราชสีห์ลาวายักษ์ ราชสีห์ตัว
เมียนั้นมีร่างกายทนทานและแข็งแกร่งยิ่งกว่าอีกตัว
หนึ่ง ภายใต้การทะลวงแทง ปรากฏเป็นกิเลนเพลิง
พุ่งทะยานออกไปจากร่างของโอรสเฮ่อ อย่ามองว่า
มันเป็นแค่กิเลนเพียงเท่านั้น เพราะอันที่จริงแล้วคือ
ปราณที่ถือกำเนิดขึ้นมาจากวงเวทย์ของศาสตราวิถี
แท้วิญญาณนภา! ซึ่งมันน่าจะคล้ายคลึงกับ กระบี่
มังกรจักรพรรดิปักษาทองคำเร้นของ อู่ อวี้
ภายใต้คมหอกคมอันแหลมคม ราชสีห์ลาวายักษ์ไม่
สามารถหลบหนีได้แม้แต่น้อย ร่างของโอรสเฮ่อพุ่ง
ทะลวงแทงเข้าใส่ร่างของมัน บุกทะลวงพุ่งทะลุ
ออกมาจากปลายหาง หลังจากออกมาแล้ว วงเวทย์
ของเขาก็ยังโจมตีเข้าใส่ราชสีห์ลาวายักษ์ตัวผู้ที่อยู่
เบื้องหน้า ทวนศึกถูกตวัดวาด แล้วทันใดนั้นกิเลน 2
ตน ก็ห้อทะยานเข้าใส่ราชสีห์ทองคำจากด้านข้าง
บังเกิดเป็นพลังอำนาจสะท้านภพอัดกระแทกปะทุ
เข้าใส่ร่างของราชสีห์ตัวผู้ ในชั่วอึดใจนั้นเอง ไม่ว่า
จะเป็นราชสีห์ตัวเมียหรือตัวผู้ ล้วนถูกบดขยี้ทำลาย
จนไม่เหลือซาก ร่างของมันแตกกระจาย กลายเป็น
เศษหินร่วงหล่นลงสู่ธารลาวาเบื้องล่าง
เห็นได้ชัดว่าเวทแหวกสวรรค์สามกิเลนสังหารยัง
ไม่ได้ถูกปลดปล่อยจนหมด เนื่องจากในชื่อท่าบอก
ไว้ว่า 3 สังหาร ดังนั้นจึงยังเหลือการโจมตีสังหาร
ครั้งสุดท้ายอยู่ ในช่วงเวลานั้นเองปลายหอกขนาด
ใหญ่ในมือของเขา ก็ถูกตวัดฉับลงมา เพื่อ
ปลดปล่อยการโจมตีครั้งสุดท้าย อู่ อวี้ มองเห็น
ท่าทางของโอรสเฮ่อได้อย่างชัดเจน กระบวนท่า
สุดท้ายน่าจะเป็นการฟันลงมาเพื่อปิดฉาก ซึ่งตัวเขา
ก็ลงมือจัดการกับคู่ต่อสู้ตนสุดท้ายเช่นกัน!
ช่วงเวลาที่ อู่ อวี้ จัดการกับสุนัขลาวายักษ์ตัว
สุดท้าย แทบไม่ต่างจากช่วงเวลาการสังหารราชสีห์
ลาวายักษ์ของอีกฝั่ายเลยแม้แต่น้อย แน่นอนว่าเขา
ไม่ได้ปลดปล่อยวงเวทย์ของตราจักรพรรดิ
เช่นเดียวกับโอรสเฮ่อ
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ สามารถมองเห็นพลังของ
จักรพรรดิเสด็จได้อย่างชัดเจน ถ้าประเมินจากการ
โจมตีเมื่อสักครู่ ดูเหมือนว่าจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าตรา
จักรพรรดิ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะร่างกายของ อู่
อวี้ คุ้นชินกับการใช้พลองมาเป็นเวลานาน พอ
กลับมาจับกระบี่อีกครั้ง จึงไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าใดนัก
“ ฮ่าฮ่า ราชอารักษ์เล่ออายุยังน้อยแท้ ๆ แต่กลับมี
ฝีมือเก่งกล้าถึงเพียงนี้ ข้านี้รอลุ้นดูจนตัวโก่ง ครั้งนี้
นับว่าเป็นบุญตายิ่งแล้วที่ได้มาเห็นฝีมือของเจ้าอย่าง
เต็มตา ช่างน่าชื่นชม ช่างน่าชื่นชมจริง ๆ ”
หลังจากเผด็จศึกเรียบร้อยโอรสเฮ่อก็เก็บ
‘จักรพรรดิเสด็จ’ ลมพายุอันโหมกระหน่ำได้โบกพัด
เสื้อคลุมสีทองจนพริดพลิ้วปลิวไสว ระหว่างนั้นเขาก็
หัวเราะพลางพูดไปยิ้มอย่างความสุขสม ขณะกล่าว
กับ อู่ อวี้
“ มิกล้า ๆ โอรสเฮ่อชื่นชมเกินไปแล้ว คนรุ่นหลัง
อย่างหม่อมฉันยังมีเรื่องมากมายที่ต้องเรียนรู้ ”
อู่ อวี้ พูดอย่างถ่อมตน
เวลานี้ความปันปั่วนภายในกระแสธารลาวาค่อย ๆ
ลดลงแล้วดูเหมือนว่าจะไม่มีสรรพเทวะวิญญาณตัว
อื่นโผล่ออกมาอีก
เมื่อทุกอย่างจบสิ้นทุกคนก็กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง
“ จากที่เห็น… สรรพเทวะวิญญาณหลบซ่อนตัวอยู่
ในธารลาวาเป็นจำนวนมาก ข้าว่าเราควรเดินเรียบ
ตามธารลาวาสายนี้ไป เจ้ามีความคิดเห็นว่าเช่นไร?
” โอรสเฮ่อกล่าว
ในความเป็นจริงเขารู้อยู่แล้วว่าโอรสเล่อจับตาดู
เหตุการณ์และฟังทั้งหมดอยู่ ดังนั้นเขาจึงขอ
ความเห็นจากโอรสเล่อ เมื่อได้ยินดังนั้นโอรสเล่อก็
ตอบกลับอย่างรวดเร็วว่า ” หม่อมฉันก็คิดเช่นนั้น
เราอาจจะมีโอกาสพบไข่มุกทองคำเหยียนหวงก็
เป็นได้ ”
เมื่อทุกคนเห็นพ้องต้องกัน พวกเขาทั้งหมดจึงเดิน
เลาะไปตามธารลาวา
ระหว่างทางโอรสเล่อแอบถาม อู่ อวี้ อย่างลับ ๆ ว่า
” อู่ อวี้ เจ้ามีความคิดเช่นไรเกี่ยวกับ ‘จักรพรรดิ
เสด็จ’ ? หลังจากที่ดูการต่อสู้ ข้ารู้สึกว่าเจ้ายังขาด
ศาสตราวิถีแท้วิญญาณนภาเหมาะ ๆ อีกหนึ่งชิ้น ใช่
หรือไม่? ”
โอรสเล่อรู้ว่านอกจากร่างต้นแล้ว ยังมีร่างกลืน
สวรรค์ของ อู่ อวี้ อีก
ท่าทีของ อู่ อวี้ ยังไม่เปลี่ยนแปลง แล้วตอบกลับไป
ว่า ” พระโอรสอย่าคิดมาก พระโอรสมีความสัมพันธ์
อันดีกับโอรสเฮ่อ ซึ่งแตกต่างจากพระธิดาหยิน
หม่อมฉันจะไม่แย่งชิงศาสตราวิถีแท้วิญญาณนภา
ของผู้อื่นอย่างไร้เหตุผล อาจด้วยเพราะปกติแล้ว
หม่อมฉันใช้พลองเป็นอาวุธประจำกายเสมอ แต่พอ
เปลี่ยนเป็นอาวุธชนิดอื่น จึงไม่ถนัดเท่าใดนัก ซึ่ง
ทวนก็ยังนับว่าแตกต่างกันอยู่เล็กน้อย คาดว่าหาก
ต้องการใช้มันจนคุ้นชินคงไม่ง่ายเลย ”
โอรสเล่อกล่าวว่า “ ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น ข้า
เพียงคิดว่าทวนมันน่าจะใช้ดีกว่าพลอง อีกทั้ง
รูปแบบของมันก็ยังแตกต่างจากพลอง ข้าคิดว่าหาก
เจ้าต้องหาศาสตราวิถีแท้วิญญาณนภาประเภท
พลองมาใช้ มันยากยิ่งกว่าการปีนปั่ายขึ้นสวรรค์เสีย
อีก เนื่องจากในท้ายสุดแล้วมีคนใช้อาวุธประเภท
พลองค่อนข้างน้อย ซึ่งประเภททวนก็น่าจะมี
มากกว่า ”
ดูเหมือนว่าพระโอรสยังคงพยายามชวน อู่ อวี้ คุย
ต่อ ไม่รู้ว่าเขาอยากจะลองใจอะไรหรือไม่ ดังนั้นเขา
จึงส่ายศีรษะแล้วกล่าวว่า ” พระโอรสอย่าหยอกเย้า
กระหม่อมเล่นเช่นนี้ โอรสเฮ่อเป็นเสด็จพี่ที่พระองค์
นับถือหาใช่ศัตรู ”
โอรสเล่อกล่าวว่า ” เมื่อก่อนคงจะใช่ แต่ตอนนี้ข้า
คาดเดาจิตใจของเสด็จพี่ไม่ออกเลยจริง ๆ
สถานการณ์ของพวกเราตอนนี้ไม่รู้ว่าเขาจะยังนับพี่
นับน้องอยู่หรือไม่ ถ้าหากมีอะไรเกิดขึ้นเจ้าก็ไม่
จำเป็นต้องออมมือหรือเกรงอกเกรงใจอะไร
ถึงแม้ว่าความเข้าใจของข้าที่มีต่อเขา มันอาจจะ
เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะทำเช่นนั้น แต่เพราะตอนนี้พวก
เราอยู่ในเจดีย์วิญญาณบรรพกาล ดังนั้นจึงไม่อาจ
วางใจผู้ใดได้ ”
ฟังจากทั้งหมดดูเหมือนเขากำลังระบายความอึดอัด
ในใจให้กับ อู่ อวี้ เมื่อพิจารณาดูแล้ว เห็นได้ชัดว่า
โอรสเล่อรู้สึกตะขิดตะขวงใจกับโอรสเฮ่อ หากคนที่
ชักชวนเข้าร่วมกลุ่มไม่ใช่โอรสเฮ่อ คาดว่าโอรสเล่อ
จะต้องปฏิเสธอย่างแน่นอน
” หากมีอะไรเกิดขึ้นดั่งที่พระโอรสหวั่นเกรง หม่อม
ฉันจะเป็นคนปกปั้องพระโอรสเอง แต่คงบอกตาม
ตรงว่าอีกฝั่ายแข็งแกร่งกว่าพวกเรามาก ข้าคิดว่า
ก่อนจะทำอะไร เราต้องพิจารณาสถานการณ์ดูให้ดี
ก่อน”
“ไม่มีปัญหา”
การพูดคุยปรึกษาหารือของพวกเขาทั้งสอง ดู
เหมือนพระโอรสเล่อจะสนิทสนมสนทนากับ อู่ อวี้
มากกว่าโอรสเฮ่อเสียอีก เนื่องจาก อู่ อวี้ เป็น
เสมือนด่านหน้าคอยปกปั้องโอรสเล่อกับพวกพ้อง
เสมอ ดังนั้นเขาจึงให้สิทธิ์อย่างเต็มที่กับ อู่ อวี้ ทั้ง
ความคิดและการกระทำ หากมีเรื่องฉุกเฉินเกิดขึ้น
“ แต่ก็นะ… ข้าอาจจะระแวงไปเอง หากนี่เป็นกลุ่ม
ที่รวบรวมชาวเหยียนหวงจริง ๆ แล้วมีเข้าร่วมมาก
ขึ้นเรื่อย ๆ ข้าก็ไม่ต้องกังวลแล้ว ”
โอรสเล่อกล่าวรำพึง
แน่นอนว่าถ้าหากกลุ่มนี้มีจำนวนผู้คนชาวเหยียน
หวง เพิ่มขึ้นจริง ๆ มันก็หมายความว่าคำพูดและ
เจตจำนงของโอรสเฮ่อเป็นความจริง มิได้เสแสร้งปัน
แต่งขึ้นมาเฉกเช่นดั่งโอรสยวี่ ที่รู้สึกว่าโอรสเล่อ
ได้รับการดูแลจากจักรพรรดิโบราณมากกว่า ดังนั้น
เขาจึงต้องการอยู่ใกล้ ๆ กับโอรสเล่อ เพราะรู้สึกว่า
ไข่มุกทองคำเหยียนหวงน่าจะมีโอกาสปรากฏขึ้น
มากกว่า
บรรยากาศการเดินทางนับว่าค่อนข้างดีทีเดียว พวก
เขาพูดไปหัวเราะไปกันตลอดทาง อีกทั้งตลอด
เส้นทางพวกเขายังพบเจอกับสรรพเทวะวิญญาณที่
แอบซ่อนตัวอยู่ในธารลาวาเป็นจำนวนมาก แต่พวก
มันทั้งหมดก็ถูกคนในกลุ่มฆ่าตาย จวนปัจจุบันก็ยัง
ไม่เห็นไข่มุกทองคำเหยียนหวงปรากฏขึ้นมาเลย
” ไข่มุกทองคำเหยียนหวงที่ปรากฏตัวขึ้นเมื่อ 3 วัน
ก่อน ตอนนี้มันไปอยู่ที่ไหนแล้วนะ!? ”
สีหน้าของโอรสเฮ่อสลดหดหู่ขณะกล่าว
” นับวันก็ยิ่งมีคนจากชั้นที่ 6 ชั้นที่ 7 ลงมารวมตัว
กันอยู่ชั้นนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ”
ระหว่างที่กำลังบ่น ๆ อยู่นั้น ฉับพลันก็มียันต์สื่อสาร
ส่งข้อความมา แล้วอยู่ ๆ ดวงตาของโอรสเฮ่อก็เปล่ง
ประกายพร้อมกับตะโกนเสียงดังขึ้นว่า ” ไข่มุก
ทองคำเหยียนหวงปรากฏแล้ว! ”
ยันต์สื่อสารได้บอกทิศทางตำแหน่งที่ไข่มุกทองคำเห
ยียนหวงปรากฏด้วย
เขารีบแจ้งข่าวเรื่องนี้กับทุกคนทันที ตอนนี้โอรสเฮ่อ
ได้เอาเรือรบศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณที่มี
รูปลักษณ์เป็นนกอินทรีย์สีทองตัวมหึมาออกมา มัน
ดูงดงามยอดเยี่ยมเป็นอย่างมาก มันมีชื่อเรียกอย่าง
เป็นทางการว่า ‘เรือรบอินทรีย์ทอง’ มีวงเวทย์
ประทับเกือบ 500,000 วง ว่ากันว่าความเร็วในการ
เคลื่อนที่ของมันสูงล้ำเป็นอย่างยิ่ง โอรสเฮ่อรวบทุก
คนเข้ามาในนาวาดังกล่าวแล้วเร่งความเร็วอย่าง
สุดกำลังไปยังเปั้าหมาย บัดนี้ ‘เรือรบอินทรีย์ทอง’
สยายปีกพวยพุ่งทะลุท้องเวหาไปด้วยความเร็วถึงขีด
สุด!
อันที่จริงระดับความเร็วดังกล่าว ถือว่าสูงกว่า
ความเร็วปกติของโอรสเฮ่อ นอกจากนี้ยังพาทุกคน
เหินทะยานมาได้อีกด้วย