กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1090: ตราประทับหงสเพลิงไมลบเลือน
ยามนี้หัวใจของ อู่ อวี้ อัดแน่นไปด้วยความโกรธ
แค้น หงุดหงิดรำคาญใจ ผิดหวังเสียใจอย่างที่สุด
จนแทบไม่อาจควบคุมสติอารมณ์ของตนเอง
แม้จะดูเหมือนว่า หนานกง เหว่ย กำลังโกรธเป็นฟืน
เป็นไฟราวกลับกองไฟกองใหญ่ แต่ อู่ อวี้ เองก็เป็น
ไฟกองใหญ่ที่ร้อนแรงยิ่งกว่านางเสียอีก ตอนนี้เปลว
ไฟแห่งโทสะทั้งสองกองกำลังปะทะกันอย่างรุนแรง
ดุเดือด แรงมาแรงกลับไม่มีทางผสานรวมกันได้
ในที่สุด อู่ อวี้ ไม่อาจตัดใจสังหารนางได้ ด้วย
อารมณ์ที่กำลังพล่งพล่านเขาหอบหายใจอย่างหนัก
หน่วง สายตาที่จ้องมองนางเต็มไปด้วยกลิ่นอาย
สังหารราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ อารมณ์ความรู้สึก
ปันปั่วนไม่มั่นคงราวกับระลอกคลื่นพายุ
หนานกง เหว่ย ถูกกดทับติดมุมกำแพงนาวา
ร่างกายไม่อาจขยับเขยื้อนได้ จับจ้องมองฝั่ายตรง
ข้ามด้วยสายตาคมกริบแฝงไว้ด้วยความรู้สึกดื้อรั้น
ไม่ยินยอม ดวงตาทั้งคู่เจิดประกายอัดแน่นไปด้วย
ความเคียดแค้นชิงชัง สองมือของนางที่ถูกยึดตึงจน
ไม่อาจขยับเขยื้อนได้ บีบกำแน่นด้วยความแค้น ลม
หายใจที่พ่นออกมานั้นรุนแรงถี่รัวจนสามารถได้ยิน
อย่างชัดเจน อารมณ์ที่คุกรุ่นพวยพุ่งถึงขีดสุดของทั้ง
สองกำลังสาดปะทะเข้าใส่กัน เอาโทสะความโกรธ
แค้นมาสะกดข่มซึ่งกันและกันอย่างไม่ลดละ ชนิดที่
เรียกว่าตาต่อตาฟันต่อฟันกันเลยทีเดียว และ
ถึงแม้ว่า อู่ อวี้ จะกุมความได้เปรียบ แต่ หนานกง
เหว่ย ก็ไม่ยอมลดราวาศอกเช่นกัน
เมื่ออารมณ์โทสะพุ่งทะยานมากขึ้น หนานกง เหว่ย
ก็พยายามดิ้นรนต่อสู้แสดงถึงความต่อต้านไม่
ยินยอม นางโคจรพลังแก่นแท้ตำหนักม่วงหมายมาด
สลัดการรัดตรึง แต่ อู่ อวี้ ก็ยังสามารถดึงมือของ
นางไว้อย่างแน่นหนาไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว
เช่นกัน ในตอนนี้มือของเขาส่งเหมือนดั่งภูผาลูก
ใหญ่ที่กดทับลงมา ซ้ำร้ายเขายังยกร่างนางไถลเลื่อน
ขึ้นด้านบนผนังนาวาจนตัวลอยฝั่าเท้าไม่แตะพื้น
หากนางคิดจะดิ้นรนขัดขืนอีกมีหวังว่าร่างของนาง
คงถูกบีบเละเป็นโจ๊กอย่างแน่นอน
ในช่วงเวลานี้ ทั้งผิวพรรณละเอียดอ่อน กลิ่นกายอัน
หอมละมุน และความใกล้ชิด ทำให้โทสะที่พวยพุ่ง
ไปถึงสวรรค์ รวมถึงความปรารถนาที่จะสังหารนาง
ทิ้งให้รู้แล้วรู้รอด เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้า
ๆ ดูเหมือนว่ามีแนวโน้มที่จะสงบ แต่มันก็ยังเป็น
เหมือนดินปืน ที่พร้อมจะระเบิดปะทุขึ้นทุกเมื่อ
หนานกง เหว่ย กัดฟันแน่น ในคอตั้งตรง พร้อมกับ
มองมาที่เขาด้วยความหยิ่งทะนงภาคภูมิใจยิ่ง ใน
ระหว่างที่นางโต้เถียงดึงดันนางไม่หวั่นเกรงความ
ตายแม้แต่น้อย เพราะนางประเมินสถานการณ์แล้ว
เห็นว่า อู่ อวี้ คงไม่กล้าสังหารนางแน่
” รออะไรอยู่อีกล่ะ? ในเมื่อคิดจะล่วงเกินข้าก็ทำเลย
อย่ามาหาข้ออ้างเหลวไหลอย่างการสังหารฆ่าข้า
ดีกว่า ” แม้ว่าสารรูปของ หนานกง เหว่ย ตอนนี้
หยาดเหงื่อจะโทรมกาย ใบหน้าซีดเซียวไม่มีสีเลือด
แต่ฝีปากของนางก็ยังกล้าแกร่งเช่นเดิม นางรู้สึกว่า
อู่ อวี้ เกิดอาการลังเลในขณะลงมือสังหารนาง เลย
ทำให้นางได้ใจเข้าไปใหญ่
บางทีนางอาจไม่รู้ตัวว่าเพราะเหตุใด ตนเองถึงต้อง
พูดเช่นนั้นออกไป มันเป็นเพราะความสัมพันธ์อัน
ละเอียดอ่อนของชายหญิง ซึ่งมีเส้นความขัดแย้งบาง
ๆ คั่นกลางระหว่างพวกเขาทั้งสอง เมื่อเกิดการ
โต้เถียงรุนแรงปะทุขึ้นก็ถึงขั้นแตกหักจนขนาดต้อง
ลงมือจะฆ่าจะแกงกัน ทำให้ทุกอย่างมันเปลี่ยนไป
อย่างสิ้นเชิง
เมื่อได้ยินคำพูดของนางโทสะของ อู่ อวี้ ก็ทะลุถึงจุด
เดือดอีกครั้ง เขารู้สึกว่านางพยายามโต้เถียงไม่ยอม
ลดราวาศอกเลยแม้แต่น้อย ความขัดแย้งของพวก
เขาค่อย ๆ หนักข้อขึ้นไปทีละขั้น ๆ เมื่อได้ยินเสียง
หัวเราะเยาะเย้ยของนาง อู่ อวี้ ก็ระเบิดเสียง
หัวเราะออกมา พร้อมกับกล่าวเน้นย้ำทีละคำ ๆ ”
ล่วงเกินเจ้า? สำคัญตัวเองมากไปหน่อยแล้วมั้ง?
สภาพเจ้าในตอนนี้ดูเหมือนองค์หญิงหวงซีเช่นนั้นรึ
เจ้ากล้ามองตาข้าตรง ๆ หรือไม่? ”
หนานกง เหว่ย ยิ้มเช่นกัน “ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็อย่าได้โปั้
ปด ออกไปจากตัวข้าสักที? ”
ในระหว่างนางเอื้อนเอ่ยอยู่นั้น นางก็บิดไปบิดมา
พยายามดิ้นรนเพื่อหลุดจากการควบคุมของ อู่ อวี้
การดิ้นรนของนาง ทำให้จิตใต้สำนึกของ อู่ อวี้ เขม็ง
ตรึงมากยิ่งขึ้น ทั้งยังทำให้ทั้งสองใกล้ชิดกันมากเข้า
ไปอีก บ่อยครั้งที่มีเกิดความรู้สึกร้อนรุ่มบางอย่าง
ปะทุขึ้น ซึ่งตัวเขาก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันคือ
อะไร สตรีไร้สติที่อยู่เบื้องหน้า ต่อให้นางมิได้ยั่วยวน
หรือบิดกายไปมา นางก็ถือเป็นโฉมสะคราญอันนับ
หนึ่งอยู่แล้ว แต่การที่นางพยายามกระเสือกกระสน
ดิ้นรนบิดกายไปมาเช่นนี้ มันยิ่งทำให้ไฟแห่งราคะ
ของ อู่ อวี้ ลุกโชนขึ้น ซึ่งตัวเขาก็พยายามระงับมัน
สุดฤทธิ์
เมื่อเบนสายตามองไปด้านล่าง สามารถแลเห็นได้ว่า
บนยอดอกของนาง มีปทุมถันสีแดงระเรื่อกำลังบิด
ส่ายไปมา นับเป็นภาพที่สวยงามตระการตามาก
ที่สุดในโลกหล้าเลยก็ว่าได้ แน่นอนว่ามันส่งผล
กระทบต่อ อู่ อวี้ อย่างใหญ่หลวงเช่นกัน ถึงแม้ว่า
ตอนที่อยู่ภายใน คฤหาสน์จักรพรรดิปีศาจสวรรค์ อู่
อวี้ จะเคยได้เห็นมันมาหมดแล้ว แต่นั่นก็เป็นแค่ตัว
ปลอม ไม่สามารถเทียบเคียงกับความรู้สึกอันแรง
กล้า ซึ่งปะทุขึ้นเวลาที่เห็นนางดิ้นรนขัดขืนเช่นนี้ได้
“เจ้า!” หนานกง เหว่ย พยายามดิ้นรนขัดขืนมาก
ยิ่งขึ้น เรียกได้ว่าในช่วงเวลานี้คนทั้งสองกำลัง
พยายามต่อสู้ดิ้นรนขัดขืนกับไฟแห่งราคะอย่าง
แท้จริง จนกระทั่งยามนี้สติของนางเริ่มเลือนราง ยิ่ง
มีโทสะและพยายามดิ้นรนมากเท่าไหร่ ร่างกายของ
คนทั้งสองก็ยิ่งสัมผัสเสียดสีกันมากขึ้น ซึ่งมันทำให้
เปลวเพลิงแห่งความร้อนรุ่มทวีความรุนแรงมากเข้า
ไปอีก นางไม่ใช่ผู้เยาว์อีกต่อไปแล้ว ดังนั้นย่อมทราบ
ว่าความรู้สึกนี้คืออะไร
นางไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ความใกล้ชิดเช่นนี้ จะ
ทำให้นางรู้สึกราวกับว่าร่างกายของตนกำลังหลอม
ละลาย
ร่ำลือกันว่าแม้แต่เราเทพเซียนก็ยังให้กำเนิดบุตร
หลาน ตราบใดที่มันไม่ใช่สรรพเทวะวิญญาณ ชีวิตก็
เป็นเสมือนมรดกตกทอดที่ถูกส่งต่อสืบทอดกันมาไม่
มีวันจบสิ้น แม้กระทั่งเทพเซียนก็ยังมีอารมณ์
ความรู้สึก ไม่อาจหลีกหนีไปจากกฎเกณฑ์นี้ได้
ฉะนั้นจึงแทบไม่ต้องกล่าวถึงมนุษย์
” อึ๋ยยย∼ เวลาที่สุดยอดกำลังจะมาถึงแล้ว เอาเลย
สิ! เร็วเข้า! รีบระเบิดอารมณ์เผด็จศึกแม่นางน้อยผู้นี้
ไปเลย! ” ทันใดนั้น อู่ อวี้ ก็ได้ยินเสียงที่ฟังดูตื่นเต้น
อย่างที่สุด เรียกได้ว่าตื่นเต้นยิ่งกว่าตัวเขาในตอนนี้
เสียอีก เขารีบปล่อย หนานกง เหว่ย อย่างรวดเร็ว
หลังจากนั้นก็ถอยหลังออกมาสองสามก้าว
รู้สึกว่ายามนี้ตนเองเต็มไปด้วยความร้อนรุ่ม เพลิง
แห่งราคะการปะทุขึ้นอย่างแท้จริง
หมิงซวงพูดอย่างตื่นเต้นละล่ำละลัก เนื้อตัวสั่นเทา
ราวกับว่านางเพิ่งดูละครอันแสนลุ้นระทึกมาหมาด
ๆ และเขาเองก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าเพราะเหตุใด นาง
ถึงอยากดูเหตุการณ์เช่นนี้นัก …
” โอ้ววววสวรรค์! เล่นซะท่านยายผู้นี้อกสั่นขวัญ
แขวนเลยรู้ไหม? ว่าแต่ข้าไปขัดขวางจังหวะเข้าด้าย
เข้าเข็มของพวกเจ้าทั้งสองหรือไม่!? อาาาา∼ บา
ปกร๊รม บาปกรรม วัวเขาจะหาม ข้าดันเอาคานเข้า
ไปสอดเสียได้ ข้านี่มันสมควรตายจริง ๆ ถ้ารู้ว่าต้อง
อดดูฉากเด็ด ๆ เช่นนี้ รู้งี้ไม่พูดเสียก็ดี เฮ้อ∼
เสียดายจัง… ” ทันทีที่หมิงซวงพูดโพล่งขึ้นมาทุก
อย่างก็จบลง นางทุบหน้าอกตัวเองด้วยความโกรธที่
อดดูภาพฉากเด็ด ๆ โกรธจนแทบอยากจะกัดลิ้น
ตายเลยทีเดียว
” ขอบใจเจ้ามาก ” ตอนนี้อารมณ์ของ อู่ อวี้ สงบลง
แล้ว พอมาถึงจุดนี้เขากลับรู้สึกหวั่นใจเล็กน้อย
ดังนั้นเขาจึงรู้สึกขอบคุณในความเผือกของหมิงซวง
ในตอนนี้ไฟแห่งราคะได้มอดดับลงไปแล้ว อย่าง
น้อย ๆ เมื่อเขาหันกลับไปมอง หนานกง เหว่ย อีก
ครั้ง ความรู้สึกของเขาก็ชัดเจนขึ้น
เขารู้สึกว่าหากวันนี้ตอนพลาดพลั้งลงมือกระทำเกิน
เลยไป มันคงกลายเป็นความผิดบาปอย่างแท้จริง
ระหว่างตัวเขากับ หนานกง เหว่ย ความสัมพันธ์ฉัน
ชู้สาวได้ขาดสะบั้นมานานแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นนางได้
สูญเสียความทรงจำ เป็นไปไม่ได้ที่เขากับนางจะ
กลับมาเป็นสหายเต๋าเคียงคู่กันอีกครั้ง คงต้องพูดว่า
ในชาตินี้เขากับนางคงไม่มีวันกลับมาเป็นเหมือนเดิม
ถ้าหากในครั้งนี้เขาล่วงเกินนาง ความสัมพันธ์ของ
เขากับนางคงจะวุ่นวายไม่มีวันจบสิ้นเป็นแน่
เนื่องจากว่าเขาไม่มีทางเป็นสหายเต๋าเคียงคู่กับนาง
ได้ เพราะอย่างไรเสียนางก็เป็นถึงองค์หญิงหวงซี
พอสติกลับคืนมาเขาก็รู้สึกละอายใจต่อลั่วผิน นาง
มาหาเขาถึงที่นี่ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย แต่เขา
กลับมาอยู่กับสตรีอีกคนที่เมื่อสักครู่เขาเกือบพลาด
พลั้งทำเรื่องเลวร้ายจนไม่อาจหันหลังกลับ ถ้าเขาทำ
ให้นางต้องผิดหวัง เขาก็คงจะโกรธตัวเองไปชั่วชีวิต
เช่นกัน แล้วลั่วผินคงจะไม่มองหน้าพูดคุยกับเขาอีก
” บางครั้งไฟในทรวงมันก็ชั่วร้าย มันสามารถทำให้
เจ้ากลายเป็นคนไร้ซึ่งเหตุผล ” เขารู้สึกว่าคำพูดตอก
ย้ำเช่นนี้เล็กน้อยเกินไปสำหรับคนอย่างเขา ถ้า
ไม่ได้หมิงซวงช่วยเอาไว้ล่ะก็ เขาอาจจะต้องเสียใจ
ในสิ่งที่ได้กระทำกับ หนานกง เหว่ย ไปตลอดชีวิต
หลังจากนั้นเขาคงจะต้องไปขอโทษลั่วผิน กลับ
กลายเป็นว่าเขาทำลายทุกอย่างด้วยมือของตนเอง
ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือดูเหมือนหมิงซวงจะยังตื่นเต้นไม่
หายเสียที นางยังคงพูดเรื่องนี้อย่างว่าไม่หยุดหย่อน
… แนวทางของหมิงซวงนั้นต่างจากตัวเขา ดู
เหมือนว่านางต้องการให้ อู่ อวี้ สร้างฮาเร็ม
เหมือนกับจักรพรรดิโบราณเหยียนหวง…
สถานการณ์ในนาวามังกรเกราะเต่าเวลานี้ มีคนสอง
คนกำลังอ้าปากค้างหอบหายใจถี่ราวกับอยู่ในถ้ำ
น้ำแข็ง
อู่ อวี้ สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ทบทวนความคิดและ
การกระทำที่ผิดพลาดจนเกือบถึงขั้นเลยเถิด แต่ใน
ที่สุดเขาก็สามารถกลับคืนสู่เส้นทางที่ถูกต้องได้
อาการขาดสติยั้งคิดเมื่อสักครู่ทำให้เขารู้สึก
หวาดกลัวใจตัวเอง สิ่งที่เขากระทำผิดพลาดไปเขา
ไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ แต่ความสัมพันธ์ของเขากับสตรีที่
อยู่ฝังตรงข้ามมันซับซ้อนจนแยกแยะไม่ออกแล้ว ซึ่ง
ยากที่จะตัดมันออกไปได้ ในตอนนั้นความทรงจำ
เก่า ๆ ภายในนิกายเซียนซูซันผุดขึ้นอย่างรวดเร็ว
และชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ ภาพเหตุการณ์ทุกสิ่งทุก
อย่างที่เกิดขึ้นภายในล้วนยังคงอยู่ในใจ จนเขา
หลงลืมไปแล้วว่า หนานกง เหว่ย ที่ตนเองพยายาม
จะสังหารมีชื่อว่าอะไรกันแน่ …
ตอนนี้เสื้อผ้าอาภรณ์ที่นางสวมใส่ค่อนข้างยุ่งเหยิง สี
หน้าของนางแดงระเรื่อแววตาสับสนเปลี่ยนแปลง
อยู่ตลอดเวลา เขาไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดนางถึงสับสน
จนมีอาการเช่นนี้ อู่ อวี้ ไม่ทราบจริง ๆ ว่าสิ่งที่นาง
แสดงออกตอนนี้มันหมายถึงอะไร? ผิดหวังเสียใจ?
หวาดกลัว? หรือกำลังรู้สึกรังเกียจขยะแขยงในตัว
เขา?
อู่ อวี้ มองดูนางอยู่ประมาณ 1 ก้านธูป แล้วในที่สุด
ความสงบก็จบสิ้นลง ตัวเขามีสติกลับมาสมบูรณ์ทุก
ประการ ส่วนตัวนางเองก็เช่นกัน นางยืนพิงกำแพง
นาวา ด้วยความรู้สึกและแข้งขาที่ไม่ค่อยมั่นคง
เท่าใดนัก ก้มหน้าก้มตามองพื้นดินโดยไม่เอื้อนเอ่ย
สิ่งใดออกมา
” ปล่อยข้าไปเถอะ ที่ข้าพูดออกไปมันเป็นเพียงแค่
อารมณ์ชั่ววูบจากโทสะ ข้าไม่คิดจะทำอะไรทวีป
แห่งทวยเทพตงเสิ้งนั่นหรอก ปล่อยข้าเถอะ …
“เสียงของ หนานกง เหว่ย แหบพร่าสั่นเครือราวกับ
จะร่ำไห้ คำพูดที่นางกล่าวดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ
มากนัก
” อืม ” อู่ อวี้ ก็อยากให้นางออกไปเช่นกัน เขาแค่
ต้องการพูดคุยกับนางเกี่ยวกับทวีปแห่งทวยเทพตง
เสิ้ง ไม่คาดคิดว่านางจะยอมรับ ว่าตัวเองมีโทสะ
มากไป
เขาเคลื่อนตัวหลบหนีจากสายตาของผู้คน ในที่สุด
เขาก็เจอสถานที่เหมาะ ๆ ที่จะเปิดนาวามังกรเกราะ
เต่าให้หนานกงเหว่ยออกไป แต่ด้วยเพราะที่นี่คือ
เจดีย์ชั้นที่ 5 นางไม่สามารถอยู่เพียงลำพังได้ อีกทั้ง
ยังไม่อาจทานทนกับความร้อนของมหาตะวันทั้ง 9
ดังนั้น อู่ อวี้ จึงต้องปกปั้องนางด้วยการท่องทะยาน
ขึ้นไปบนฟากฟั้า แล้วทันทีที่เขาออกมา ก็พบว่า
พื้นที่โดยรอบ มีแต่ปีศาจของทวีปทายาททักษิณ
กระจายตัวตามหา หนานกง เหว่ย กันให้จ้าละหวั่น!
” องค์หญิง! ”
” อู่ อวี้ เจ้ารนหาที่ตายนักนะ! ”
เมื่อได้ยินดังนั้น อู่ อวี้ ก็หันไปจ้องตาของพวกมัน
เพียงชั่วครู่ปีศาจจากทวีปทายาททักษิณก็รีบกรูกัน
เข้ามาทันที ซึ่งทางฝังของ อู่ อวี้ ก็กำลังจะเอาตัว
หนานกง เหว่ย มาส่งคืนให้พวกมันเช่นกัน เมื่อเห็น
ดังนั้นเขาจึงโยนนางให้กับพวกมันอย่างรวดเร็ว
จากนั้นก็ใช้เมฆาตลบฟั้าขั้นที่ 2 กระโดดจากวงล้อม
ของพวกมันโดยไม่พูดพร่ำทำเพลงใด ๆ ตราบใดที่
ยังอยู่ในเจดีย์วิญญาณเซียนบรรพกาล ก็ไม่มีผู้ใด
สามารถจับตัวของ อู่ อวี้ ได้
เมื่อ อู่ อวี้ กระโดดออกห่างจากสถานที่ดังกล่าว เขา
ก็สัมผัสได้ถึงไอร้อนจากดวงตะวัน ถึงแม้เขาจะส่งตัว
หนานกง เหว่ย กลับไปหาพรรคพวกของนางแล้วก็
ตาม แต่ภายในใจของเขายังคงรู้สึกสับสน
” อย่าคิดมากเกินไปนักเลย เจ้าทำตัวเป็นเด็กน้อยผู้
บริสุทธิ์ใส่ซื่อต่อไปน่ะดีแล้ว หรือเจ้ายังมีอะไรที่ต้อง
ห่วงกังวลอีก? เจ้ามันโง่! มีสาวงามมาให้แอ้ม
ตรงหน้าแท้ ๆ แต่กลับไม่รีบแอ้ม ๆ ไปซะ คอยดู
เถอะอีกไม่กี่ปีต่อจากนี้เจ้าจะต้องมานั่งเสียใจ
ภายหลัง เกิดมาเป็นชายทั้งแท่ง ก็ควรทำตัวให้สม
เป็นชายหน่อย หัดเอาเยี่ยงอย่างแบบจักรพรรดิ
โบราณเสียบ้าง ต้องอย่างเขานี่ถึงจะเรียกว่าใช้ชีวิต
คุ้ม ” หมิงซวงกล่าว
สิ่งที่หมิงซวงกล่าวเป็นแค่การกระเซ้าเย้าแหย่เขา
เท่านั้น อู่ อวี้ รู้สึกว่าการตอกย้ำเพียงเท่านี้มันยัง
น้อยเกินไป เรื่องนี้มันไม่ได้เป็นตามแผนที่ อู่ อวี้ คิด
ไว้ ในตอนแรกเขาแค่อยากให้บทเรียนกับนาง แต่ไม่
คิดว่าทำไปทำมากลายเป็นเขาเองที่เป็นผู้ได้รับ
บทเรียน
พอคิดถึง หนานกง เหว่ย เขาก็รู้สึกแปลก ๆ อย่างไร
ชอบกล ในตอนนี้เขาได้เอาฝั่ามือไปสัมผัสกับตรา
ประทับหงส์เพลิงที่อยู่บนลำคอของเขาอีกครั้ง เขา
รู้สึกได้ว่าตราประทับนั้นร้อนขึ้นมาเล็กน้อย ซึ่งเขา
เองก็ไม่รู้ว่าตนเองนั้นคิดไปเองหรือไม่
” ตราประทับหงส์เพลิงยังอยู่ติดตัวเราเช่นนี้ เกรงว่า
ตราบชั่วชีวิตนี้คงยากจะลืมนางได้ ” อู่ อวี้ กล่าวขึ้น
อย่างอับจนหนทาง
จากนั้นเขาก็ปล่อยวางเรื่องนี้ แล้วเงยหน้าขึ้นไปมอง
บนฟั้า พบว่ารอบ ๆ มหาตะวันทั้ง 9 มีผู้คนรายล้อม
อยู่หลายพันคนเลยทีเดียว สามารถแลเห็นได้ว่ายาม
นี้วิหคเพลิงยังคงโผบินทะยานไปรอบ ๆ มหาตะวัน
ทั้ง 9 แต่เขาก็ไม่กล้าออกไปร่วมวง ด้วยเพราะบน
นั้นมียอดฝีมือแข็งแกร่งอยู่เป็นจำนวนมาก พวกมัน
แต่ละคนพยายามเข้าใกล้วิหคเพลิงให้มากที่สุด
หลังจากนั้นก็งัดสารพัดวิธี เพื่อหลอกล่อให้วิหค
เพลิงออกมาอีกด้านหนึ่ง ให้ตนเองอยู่ในตำแหน่งที่
สามารถทานทนกับความร้อน และสามารถเข้าไป
ประชิดตัววิหคเพลิงได้
กล่าวได้ว่าจวบจนปัจจุบัน พวกมันก็ยังคงหาวิธี
จัดการกับวิหคเพลิงไม่ได้ ซึ่งถ้าหากคิดจะวางค่าย
กล มันก็ต้องใช้เวลานานเกินไป
อู่ อวี้ จึงตัดสินใจกลับไปหาโอรสเล่ออีกครั้ง
” ยามนี้ข่าวของพวกเราได้แพร่กระจายไปทั่วแล้ว
หลายคนเห็นเจ้าแสดงฝีมือ ลืมแม้กระทั่งได้ยินข่าว
ลือเรื่องนี้มาจากคนอื่น ตอนนี้ทุกคนรู้แล้วว่า พวก
เราเข้าไปฟังเทศนาเต๋าในตำหนักเต๋าจักรพรรดิ
โบราณ จนมีความก้าวหน้าอย่างใหญ่หลวง เรียกว่า
ตอนนี้หลายคนกำลังริษยาเรามาก ” โอรสเล่อเห็น
อู่ อวี้ กลับมาอย่างปลอดภัยเขาก็รู้สึกโล่งใจ เพราะ
เวลานี้รู้สึกไม่ปลอดภัยเลยจริง
” เจ้าจะทำเช่นไรต่อไป ” โอรสเล่อถาม
อู่ อวี้ แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟั้าแล้วพูดว่า ” หม่อม
ฉันวางแผนจะไปบนนั้น “