กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1089: หวนรําลึกถึงนิกายเซียนซูซัน
นับตั้งแต่กลับมาจากทวีปปีศาจทายาททักษิณ อู่ อวี้
ก็คิดว่าตัวเขากับนางจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก
แต่เขาไม่คาดคิดว่า นางจะตามมาหลอกหลอนเขา
ภายในเทศกาลจาริกศักดิ์สิทธิ์หมื่นทวีปอีก
สิ่งสำคัญก็คือ อู่ อวี้ ไม่ต้องการขัดแย้งกับนางอีก
ตอนอยู่บนเจดีย์วิญญาณบรรพกาลชั้นที่ 2 นางถูก
ล้อมหน้าล้อมหลังด้วยผู้แข็งแกร่ง ยามนั้นนางมาหา
เขาและต้องการจะทำร้ายเขาด้วยการปลุก ‘เต่าหิน’
ให้ตื่น ซึ่งในครั้งนั้นสร้างปัญหาให้กับ อู่ อวี้ แล
พรรคพวกของเขาเป็นอย่างมาก
สำหรับเรื่องที่ไข่มุกทองคำเหยียนหวงติดอยู่ใต้ท้อง
ของเต่าหิน เป็นสิ่งที่นางไม่เคยคาดคิดมาก่อน
แน่นอนว่ามันไม่ใช่ความเมตตาจากนาง
ในเวลานั้น อู่ อวี้ โกรธเคืองเป็นอย่างมากเขายังคง
จดจำบัญชีแค้นในครั้งนั้นได้อย่างแม่นยำ
แต่ในวันนี้นางอยู่ลำพังเพียงผู้เดียว นี่ถือเป็นโอกาส
ดีที่จะสั่งสอนนางให้รู้จักคำว่าหลาบจำ โอกาสดี ๆ
เช่นนี้ อู่ อวี้ ย่อมไม่ยอมพลาดเด็ดขาด
ทุกคนในโลกนี้คิดว่านางคือองค์หญิงหวงซี แต่
สำหรับ อู่ อวี้ แล้วนางก็ยังเป็นหนานกง เหว่ย เขา
ยังจดจำภาพตอนที่นางยังเยาว์วัยได้อย่างชัดเจน
ดังนั้นตอนนี้จึงไม่มีเหตุผลอันใดต้องสุภาพกับนาง
สภาพแวดล้อมภายในเจดีย์วิญญาณบรรพกาลชั้นที่
5 สลับซับซ้อนเป็นอย่างมาก ที่นี่มีภูผาถ้ำหุบเหวอยู่
ทุกหนทุกแห่ง อีกทั้งผืนแผ่นดินยังไหม้เกรียมเป็นสี
ดำ อู่ อวี้ ได้เข้ามาหลบซ่อนตัวภายในถ้ำ ซึ่งในเวลา
นี้ราชาปีศาจกระทิงแปดตากำลังตามหาพวกเขาทั้ง
สองคนให้จ้าละหวั่น แต่ก็ไร้ซึ่งร่องรอยเพราะพวก
เขาทั้งสองจากไปนานแล้ว
ก่อนที่จะซ่อนตัวเขาเปลี่ยน ‘ตราจักรพรรดิ’ ในมือ
ให้กลายเป็น ‘นาวามังกรเกราะเต่า’ ศาสตราวิถีแท้
วิญญาณนภาถูกปิดสนิทอย่างสมบูรณ์ ยามนี้เขาอยู่
ในตราจักรพรรดิกับ หนานกง เหว่ย ต่อให้นางกรีด
ร้องจนคอแหบแห้งก็จะไม่มีผู้ใดได้ยินเสียงนาง
นาวามังกรเกราะเต่าดำลึกลงไปใต้พื้นดิน ที่นี่
อุณหภูมิเย็นกว่าพื้นผิวด้านบนเล็กน้อย
ในความมืดมิดนี้ อู่ อวี้ ไม่ได้ควบคุมนาง หนานกง
เหว่ย ซึ่งนางสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ แต่
นางก็ไม่สามารถหลีกหนีไปไหนได้ เนื่องจากพื้นที่
แห่งนี้เป็นพื้นที่ปิดซึ่งมีขนาดค่อนข้างคับแคบ
นับตั้งแต่นางถูกสถาปนากลายเป็นองค์หญิงหวงซี
นางก็ดูหยิ่งทะนงยโสโอหังเป็นอย่างมาก ยามนี้
สายตาอันแสนอวดดีของนางสาวจ้องเขม็งมาที่ อู่
อวี้ แสดงท่าทางเอาแต่ใจพูดกับเขาด้วยเสียงต่ำ
แสดงพลังอำนาจขึ้นว่า ” อู่ อวี้ เจ้ากล้าหาญมากนะ!
เอาข้ามาขังไว้ที่นี่ เจ้าต้องการอะไรกันแน่ห๊ะ!? ”
ท่าทางของนางดูเกรี้ยวกราดเป็นอย่างมาก
อู่ อวี้ กระชากแขนของนางเข้ามาหา เขาจะไม่ยอม
ให้นางข่มขู่ทำตัวอวดดีกับเขาอีก ด้วยพื้นที่ปิดนี้
ผู้คนที่อยู่ด้านนอกย่อมไม่สามารถเข้ามาช่วยเหลือ
นางได้อย่างแน่นอน แต่เขาจะไม่รีบร้อน เขาจ้อง
มองสตรีที่อยู่ตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชาอย่างที่สุด
ภาพความทรงจำอันงดงามอันงดงามระหว่างที่เขา
กับนางอยู่ในนิกายเซียนซูซันยังคงพรั่งพรูเข้ามา
อย่างต่อเนื่อง แต่บอกตามตรงในตอนนี้ อู่ อวี้ ยาก
จะค้นหาความประทับใจใด ๆ ที่มีต่อนางได้อีก
ขณะนี้มีเพียงความขัดแย้งไม่ลงรอยกันเท่านั้น
ความทรงจำที่ดี ความสัมพันธ์ฉันคู่รักของพวกเขา
ทั้งสองนั้นยังคงสวยงามมากเสมอ แต่เขากับนาง
เหมือนดั่งเส้นขนานที่ยืนกันอยู่คนละฝังและไม่มีทาง
บรรจบกันได้ ทุกอย่างล้วนแปรเปลี่ยนไปอย่าง
สิ้นเชิง เขาและนางไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
” อู่ อวี้ เจ้าไม่รู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร รีบปล่อยข้า
เดี๋ยวนี้! ” อารมณ์ของ หนานกง เหว่ย ตอนนี้โมโห
เกรี้ยวกราดอย่างที่สุด นางตะคอกใส่ อู่ อวี้ อีกครั้ง
ราวกับโกรธแค้นมาตั้งแต่ชาติปางไหน
แต่นางไม่คิดว่าการตอบสนองของ อู่ อวี้ จะทำเพียง
ข้างกระชากแขนนางเข้ามา แล้วจ้องมองนางด้วย
สายตาเย็นชาน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ ท่าทางของเขาใน
ปัจจุบันทำให้หัวใจของนางว่างเปล่าไปอย่างสิ้นเชิง
อันที่จริง อู่ อวี้ แค่รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่เขา
ยังไม่ค่อยแน่ใจเท่าใดนัก ความผิดปกติที่ว่านี้ทำให้
เขารู้สึกขัดแย้งอยู่ในใจ
เขารู้สึกว่าคนควรให้เกียรติซึ่งกันและกัน รู้จักเคารพ
ในความคิดและการตัดสินใจของผู้อื่น เขาต้องการ
ให้ หนานกง เหว่ย ได้รับบทเรียนในเรื่องนี้ ไม่มี
อะไรที่จะสมเหตุสมผลมากไปกว่านี้แล้ว
” ต่ำช้าไร้ยางอาย! ” หนานกงเหว่ยเห็นว่าเขาไม่
ตอบสนอง ใบหน้าตาน่ารักน่าชังของนางเต็มไปด้วย
ความขุ่นเคืองใจ แม้ในตอนนี้นางจะแสดงท่าทาง
โกรธแค้นเขามากแค่ไหน แต่เขาก็ยังรู้สึกว่านางนั้น
น่ารักมากอยู่ดี แต่…ตอนนี้เขาแค่อยากจะตบนางซัก
ปั๊าบใหญ่ ๆ เพื่อจะดัดนิสัยสันดานแย่ ๆ ของนางให้
หายไปเสีย
ในเวลานั้นเอง นางก็นำศาสตราวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณออกมา ซึ่งคาดว่าศาสตราที่นางครอบครอง
อยู่หวงจุนน่าจะเป็นผู้มอบให้แก่นาง จากนั้นนางก็
เปิดใช้งานวงเวท แล้วโจมตีเขาใส่เขาทันที ทว่า
ภายในพื้นที่แคบ ๆ ของนาวามังกรเกราะเต่า การ
ปลดปล่อยอำนาจออกมาถึงขีดสุดนั้นถือว่าไม่ใช่
เรื่องง่ายเลย แต่พลังอำนาจของมันก็ยังสูงถึง 7-8
ส่วนอยู่ดี
พลังฝีมือของนางในตอนนี้ เทียบเท่าได้กับสามภัย
พิบัติค้นหาเต๋าขั้นที่ 2 นางก้าวหน้าไปมากจนน่า
เหลือเชื่อเลยทีเดียว ดูจากการเติบโตของนางแล้ว
กล่าวได้ว่าหวงจุนคงใช้ความพยายามช่วยเหลือนาง
อย่างมาก
อย่างไรก็ตาม แม้เวลานี้ หนานกง เหว่ย จะโวยวาย
อาละวาดบ้าคลั่งมากเพียงใด แต่ อู่ อวี้ ก็ยังไม่ได้ทำ
อะไรนอกจากแสดงท่าทางเยาะเย้ยนางเท่านั้น ส่วน
มือของเขาก็คอยปกปั้องกันโจมตีของนาง เมื่อ
หนานกง เหว่ย ลงกระบี่มาดหมายสังหาร อู่ อวี้ ก็
ใช้เพียงมือเปล่าจับกระบี่เอาไว้ จากนั้นก็นำเข้าสู่
เจดีย์ล่องกำเนิดในพริบตา ยามนี้ศาสตราวิถีแท้สุด
ยอดวิญญาณก็ได้ตกอยู่ในมือของเขาอย่างรวดเร็ว
ด้วยพลังอันแข็งแกร่งของกายเนื้อ เมื่อผนวกกับ
รูปแบบการต่อสู้ของทหารที่เคยร่ำเรียนมา สามารถ
เอาชนะความมั่นใจอันแสนโอหังของ หนานกง
เหว่ย ได้อย่างราบคาบ
ในที่สุด หนานกง เหว่ย ก็ตระหนักได้ว่าเมื่ออยู่ต่อ
หน้าของ อู่ อวี้ นางมีขนาดเล็กกระจ้อยร่อยเสมือน
กระต่ายขาวตัวเล็ก ๆ แสนอ่อนแอก็ไม่ปาน
เมื่อตระหนักได้ดังนั้น สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไป
นางก้าวถอยหลังไปชิดผนังนาวามังกรเกราะเต่า
สายตาของนางเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงไม่อยากจะ
เชื่อ จ้องมอง อู่ อวี้ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียง
ละล่ำละลักขึ้นว่า ” ทะ … ทำไมเจ้าถึงมีพลังมาก
ขนาดนี้ ข้าจำได้ดี ตอนที่เจอกับเจ้าก่อนหน้านี้ พลัง
ฝีมือของเจ้ายังไม่ใช่ … ”
แล้วนางก็นึกไปถึงช่วงเวลาที่เขาเผชิญหน้ากับราชา
ปีศาจ อู่ อวี้ สามารถจัดการกับราชาปีศาจกระทิง
แปดตาได้อย่างง่ายดาย!
ท่าทางของนางในตอนนี้ดูสิ้นหวังอย่างที่สุด หัวใจ
ของนางยังเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย
อู่ อวี้ เดินเข้ามาหานางแล้วพูดว่า ” แปลกดีนะ
ครั้งสุดท้ายที่ข้าทิ้งเจ้าไว้เบื้องหลัง เจ้าไม่ได้แสดง
ท่าทางแบบนี้ จริงสิ… ข้าลืมไปว่าเจ้านั้นลืมเลือน
ความทรงจำของทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้งไปจนหมด
สิ้นแล้ว ”
แล้วครั้งนี้ อู่ อวี้ ก็ทิ้งนางไว้ข้างหลังอีกครั้ง แม้ว่า
ยามนี้นางจะศักดิ์ฐานะสูงส่งโดดเด่นจนคนทั้งโลก
หล้าต้องริษยา
อย่างไรก็คนสวยก็ย่อมเป็นคนสวยอยู่วันยังค่ำ แม้ว่า
จะแสดงสีหน้าท่าทางตื่นตระหนกตกใจเต็มไปด้วย
ความไม่อยากเชื่อก็ตาม แต่นางก็ยังดูงดงามมากอยู่
ดี ตัวตนของหงส์เพลิงนิรันดร์ ยิ่งทำให้นางดูงดงาม
มากขึ้นเป็นพิเศษ บอกตามตรงถ้าเขายังมองนาง
นานกว่านี้ เขาคงทนไม่ได้ที่จะเข้าไปขย้ำหน้าให้รู้
แล้วรู้รอด
“ทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง … ” หนานกง เหว่ย สูดลม
หายใจเข้าลึก ๆ แล้วนางก็ยิ้มขึ้นอย่างเย็นชา ดู
เหมือนว่าความตื่นตระหนกของนางจะลดลงแล้ว
หลังจากนั้นนางก็ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นแล้วพูดกับเขา
อย่างเย็นชาว่า ” ข้าคือองค์หญิงหวงซี ไม่ใช่ หนาน
กง เหว่ย ที่เจ้าเรียก! ข้ากับเจ้าไม่มีความสัมพันธ์
เกี่ยวข้องกัน แล้วก็ไม่รู้จักทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้งที่
เจ้าพูดถึงด้วย ถ้ายังไม่เชื่ออีก ข้าจะไปทำลายทวีป
แห่งทวยเทพตงเสิ้งทิ้งให้หมด! ”
ประโยคสุดท้ายที่นางตะโกนใส่มา ดูนางร้อนตัว
อย่างไรพิกล
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ กลับรู้สึกมีโทสะอย่าง
ยิ่ง เขาส่ายศีรษะพูดขึ้นว่า ” คำพูดเช่นนี้ช่างน่า
ผิดหวังจริง ๆ แม้เจ้าจะเป็นคนเอาแต่ใจ แต่ก็มิได้
เหี้ยมโหดอำมหิตถึงเพียงนี้ แต่ดูสาระรูปของเจ้า
ตอนนี้สิ เป็นตัวอะไรไปแล้ว? … ลืมไปแล้วรึถึงแม้ว่า
ตอนนี้เจ้าจะมีชีวิตใหม่ ลืมทุกสิ่งทุกอย่างในอดีตไป
สิ้นแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะพูดจา
สามหาวเช่นนั้นได้ งั้นก็ดีวันนี้ข้าจะทำให้เจ้าพูด
เยอะ ๆ ข้าแหละกลัวจริง ๆ ว่าหลังจากที่เจ้าลืม
ทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้งไป แล้วเจ้าจะไปสร้างความ
รำคาญใจให้กับพวกเขา ”
อู่ อวี้ ไม่ได้ถือสาโกรธเคืองอะไรนาง เขาเพียงแค่
จ้องมองนานสองนาน ในใจก็อยากให้นางฟืนคืน
ความทรงจำทั้งหมด ไม่อยากให้นางถูกหวงจุนคอย
จูงจมูกอยู่เช่นนี้ แต่ หนานกง เหว่ย ไม่ได้รู้สึก
เช่นนั้นแม้แต่น้อย อีกทั้งนางยังดูไม่ชอบ อู่ อวี้ เอา
มาก ๆ
หลังจากได้ยินคำพูดเขา หนานกง เหว่ย ก็เยาะเย้ย
อีกครั้งแล้วพูดขึ้นว่า ” มันสายเกินไปแล้ว เจ้าพูด
เองไม่ใช่หรือว่าข้าลืมทุกอย่างหมดแล้ว? การที่เจ้า
จับตัวข้ามาในวันนี้ ทำให้ข้าชักอยากไปที่นั่นจริง ๆ
แล้วสิ ข้าจะบอกให้เจ้ารู้ไว้นะ… ไม่ว่าจะเป็นทวีป
แห่งทวยเทพตงเสิ้งหรือนิกายเซียนซูซัน ใคร ๆ เขา
ก็บอกว่าที่นั่นมันเป็นดินแดนรกร้างไม่มีผู้ใดเหลียว
แล ผู้ฝึกตนที่นั่นอ่อนแอไร้น้ำยา มีผู้ฝึกตนที่อยู่แค่
ระดับจิตเทวะเป็นผู้ปกครอง ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็รอข้า
อยู่อาณาจักรโบราณเหยียนหวงนี่แหละ เดี๋ยวข้าจะ
เอาหัวของพวกนิกายเซียนซูซันมาวางไว้เบื้องหน้า
เจ้า ข้าอยากรู้นักว่า หนึ่งในนั้นจะมีหัวของบิดาข้า
หรือเปล่า? ”
อู่ อวี้ เหล่มองนางแล้วตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า ”
เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ? ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะแสดง
ตัวตนอันต่ำช้าเช่นนี้ออกมา หากเจ้าสังหารพ่อแม่พี่
น้องหรือคนที่เจ้ารักด้วยมือของเจ้าเอง ในอนาคต
หากความทรงจำของเจ้าฟืนคืนกลับมา แล้วจะได้รู้
ว่าอะไรคือความเจ็บปวดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ได้รู้
ว่าอะไรคือความเสียใจที่สุดในชีวิต! ”
หนานกง เหว่ย หัวเราะอย่างบ้าคลั่งแล้วพูดว่า “
เจ้ากลัวอย่างนั้นหรือ? ที่นั่นมีพี่น้องมิตรสหายหรือ
คนที่เจ้ารักอยู่ใช่หรือไม่? กลัวว่าตนเองจะทำให้พวก
เขาต้องถูกสังหารใช่หรือไม่! อะไรที่ทำให้เจ้าคิดว่า
จะหลอกข้าได้เหมือนเด็กสามขวบ เจ้าเป็นใครกล้าดี
อย่างไรถึงคิดจะมาสั่งสอนข้า? ข้าไม่รู้หรอกนะว่า
ตอนนี้เจ้าคิดจะทำอะไร แต่ข้าจะบอกอะไรเจ้าไว้
อย่าง เมื่อไหร่ที่ข้าออกไปได้เจ้าจะต้องเสียใจ ไม่สิ
ตอนนี้เจ้าทำให้ข้าโกรธแล้ว ทันทีที่ข้าออกไปถ้าขอ
สาบานว่าจะทำให้เจ้าเสียใจแน่ ๆ คอยดู! อู่ อวี้ ข้า
จะทำให้เจ้ารู้ว่า ข้า… หวงซีผู้นี้ไม่ใช่คนที่เจ้าจะมา
วุ่นวายด้วยได้! ”
เมื่อพูดประโยคสุดท้ายออกมา เห็นได้ชัดว่านางเริ่ม
ติด ๆ ขัด ๆ รู้จักมันดูแผ่วเบาและไม่หนักแน่นเป็น
อย่างยิ่ง
แต่ถึงอย่างนั้น อู่ อวี้ ก็รู้สึกโกรธนางมากจริง ๆ
บอกตามตรงถ้าไม่ใช่คนที่เขาเป็นห่วงหรือใส่ใจ เขา
ก็คงไม่รู้สึกโกรธเคืองมากมายถึงเพียงนี้ ในตอนนี้
หนานกง เหว่ย ดูเหมือนกับคนทรยศเนรคุณ ยโส
โอหังอย่างที่สุด หยาบคายไร้เหตุผล แม้รูปลักษณ์
ภายนอกของนางจะยังงดงามเหมือนเช่นเคย แต่
จิตใจภายในกลับน่ารังเกียจหยิ่งผยองอย่างที่สุด
ปัง!
อู่ อวี้ จับคอเรียวระหงของนางด้วยมือเดียวอัด
กระแทกเข้ากับผนังนาวาอย่างแรง มันแรงเสียจน
เกรงว่าร่างบอบบางของนางจะละเอียดเป็นชิ้น ๆ
ด้วยพลังกายเนื้อในปัจจุบันของเขา ในพื้นที่แคบ ๆ
หากนางถูกเขาตรึงเอาไว้ ไม่มีทางที่นางจะกระดิก
กระเดี้ยไปไหนได้
ยามนี้ใบหน้าของพวกเขาทั้งสองห่างกันเพียงแค่ฝั่า
มือเท่านั้น ฝั่ามือของเขาแข็งแกร่งมาก หนานกง
เหว่ยสีหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว
” เจ้าเชื่อไหมว่า ข้าสามารถหักคอเจ้าได้เลย
ในตอนนี้? ” ความโกรธเคืองคับแน่นอยู่ในอก ความ
บ้าคลั่งทวีเพิ่มมากขึ้น หากไม่ใช่เพราะ อู่ อวี้
พยายามควบคุมสะกดข่มโทสะของตนเองแล้วล่ะก็
มีหวังเขาคงเผลอพลั้งมือส่งนางไปยังปรโลกแล้วเป็น
แน่
หนานกง เหว่ย หน้าซีดเหมือนคนใกล้หมดลม
หายใจ แต่นางไม่ได้อ่อนแอยังคงตีโพยตีพายต่อไป
ว่า ” หึ! ก็ลองดูสิ… ถ้าเจ้าสังหารข้า มารดาของข้าง
จะสับเจ้าเป็นหมื่น ๆ ชิ้น จะฆ่าคนรอบตัวเจ้า จะ
ตามไล่ล่าสังหารทุกคนที่อยู่รอบตัวเจ้า รวมถึงคนที่
เจ้ารักและผูกพันที่อยู่ในทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง จน
สัตว์นรกอย่างเจ้าไม่มีวันได้ผุดได้เกิด! ”
หลังจากประโยคนี้จบสิ้น อู่ อวี้ ก็แทบจะห้ามใจ
ไม่ให้สังหารนางแทบไม่ไหว ต้องการให้นางหุบปาก
เน่า ๆ ไปเสีย บางทีนี่อาจเป็นโอกาสที่ดีที่เขาจะได้
สังหารนาง และดูเหมือน หนานกง เหว่ย จะคิดว่า
เขาจะสังหารนางจริง ๆ ดังนั้นนางจึงหุบปากแล้วทำ
ให้เพียงจ้องมอง อู่ อวี้ ด้วยสายตาดุร้ายอย่างที่สุด
อู่ อวี้ เตรียมลงมือสังหารนาง
แต่แล้วในที่สุดเขาก็ต้องชะงัก นั่นไม่ใช่เพราะภัย
คุกคามที่นางพูด แต่เพราะ อู่ อวี้ ไม่สามารถสังหาร
นางได้ต่างหาก
หลังจากปล่อยนาง เขาก็เพิกเฉยจากนางอย่าง
สิ้นเชิง ไม่มีแม้แต่ความเกลียดชังหรือความสุข เพียง
แค่ทิ้งนางไว้ข้างหลังเช่นดังเดิม
เวลาได้ล่วงเลยผ่านมานานแล้ว แต่ภาพความทรงจำ
ในอดีตมันยากที่จะลบเลือนหายไปได้
ในตอนที่เขาคิดจะสังหารนาง เขาก็หวนนึกถึงวันที่
หิมะตกหนัก เขาจับกุมมือนางอย่างเขินอาย แล้ว
นางก็ยื่นเสาเก้าจัตุรัสสยบมารมาให้แก่เขา …