กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1181: จันทราสุดขอบฟา
อสูรกายที่ผุดขึ้นมาจากนรกเหล่านี้บางตัวเป็นโครง
กระดูก บางตัวเป็นวิญญาณแค้นที่ตกตายอย่างไม่ได้
รับความเป็นธรรม บางตัวอสูรกายที่มีหัวเป็นม้าตัว
เป็นวัว บ้างก็มีร่างกายเป็นเด็กทารกและหัวเป็นนก
ฮูก แต่พวกมันทุกตัวล้วนโหดร้ายอำมหิต พุ่งเข้ามา
กัดกินเนื้อหนังของมังกรปีศาจเทวะพิสุทธิ์อย่างหิว
โหยบ้าคลั่ง สิ่งที่ปรากฏอยู่ยามนี้เหมือนจริงอย่าง
ที่สุด หาใช่ภาพลวงตาที่ถูกสร้างจากวงเวทย์แต่อย่าง
ใด!
นับเป็นภาพที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง! ภาพดังกล่าว
ทำให้มังกรน้อยทั้งหลายแหล่ต่างส่งเสียงกรีดร้อง
ด้วยความตื่นตระหนกตกใจ พวกเขาทั้งหมดรู้สึกว่า
โลกทั้งใบกำลังอยู่ภายใต้การเผาไหม้ที่น่าสะพรึงกลัว
อย่างมหันต์ ทว่าภายในกระแสน้ำวนสีดำกลับเต็มไป
ด้วยอสูรกายที่ผุดขึ้นมาจากนรก ซึ่งน่าจะสะพรึงกลัว
กว่ามาก!
แล้วมันก็ยิ่ง น่าสะพรึงกลัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ!
คงต้องมาดูกันว่าผู้ใดจะทนได้นานกว่ากัน?
บางคนรู้สึกว่าฝีมือของทั้งสองค่อนข้างสูสีกัน
ในตอนนี้
อู่ อวี้ ยืนอยู่บนเสาสวรรค์ชมพูทวีป กดร่างของมังกร
ปีศาจเทวะพิสุทธิ์ลงไปในประตูสวดส่งอเวจีหมื่นชั้น
ในขณะเดียวกันพลังอิทธิฤทธิ์นรกบนดินของมังกร
ปีศาจเทวะพิสุทธิ์ก็กำลังแผดเผาเขาเช่นกัน แม้ว่า อู่
อวี้ จะมีเสื้อคลุมมังกรทองคำศักดิ์สิทธิ์ แต่เขา
คาดการณ์ว่า หลังจากนี้อีกไม่นาน เสื้อคลุมมังกร
ทองคำศักดิ์สิทธิ์ที่สืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น คงแหลก
สลายเป็นคามือเขาอย่างแน่นอน!
ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ได้กังวลแต่อย่างใด เพราะรู้ว่า
มังกรปีศาจเทวะพิสุทธิ์กำลังทุกข์ทรมานกว่าเขามาก
นัก!
แล้วในตำแหน่งที่ใกล้ที่สุดของสัตว์นรกจำนวนนับไม่
ถ้วน กำลังกัดกินร่างกายของมังกรปีศาจเทวะพิสุทธิ์
อย่างบ้าคลั่ง คาดว่ามันคงไม่สามารถทานทนได้นาน
นัก เมื่อมังกรปีศาจเทวะพิสุทธิ์ตกตาย มันจะถูกลาก
ลงไปในขุมนรก 10,000 ชั้น
ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าผู้ใดจะประกาศความปราชัยก่อน
กัน
เมื่อเห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้ อู่ อวี้ ไม่ได้เอื้อนเอ่ย
อันใด เหล่ามังกรทั้งหลายส่งเสียงดังอึกทึกครึกโครม
เป็นอย่างมาก เขายังคงยืนอยู่นิ่ง ๆ ไร้ซึ่งคำพูดใด
นั่นเพราะเขารู้ว่ามังกรปีศาจเทวะพิสุทธิ์เป็นคนหยิ่ง
ทะนงปากแข็งเป็นอย่างมาก หากเขายังพูดเสียดสี
ประชดประชันไม่เลิกรา มันจะต้องไม่ยอมพ่ายแพ้
แล้วตกตายอยู่ที่ด้านล่างนั้น
เขาไม่คิดจะลงมือสังหารมังกรตัวใดทั้งสิ้น หากเขา
จะทำเช่นนั้นมันจะยิ่งทำให้เส้นทางรักระหว่างเขา
กับลั่วผินยากเย็นแสนเข็ญยิ่งขึ้น
หรือต่อให้เขาไม่ต้องเดาก็รู้ว่าทั้งเผ่าพันธุ์มังกรเทวะ
จะต้องหยุดพวกเขาทั้งสอง หากการประลองครั้งนี้
เริ่มเลยเถิด
ดังนั้นเขาจึงเฝั้ารออยู่เงียบ ๆ ด้วยความอดทน
ยิ่งกว่านั้น ต่อให้คนตาบอดก็ยังรู้ว่ายามนี้มังกรปีศาจ
เทวะพิสุทธิ์กำลังตกอยู่ในสภาพเสียเปรียบมาก
เพียงใด เป็นไปได้ว่ามันอาจจะตกตายในการต่อสู้
และตัวมันที่อยู่ด้านล่างกำลังทุกข์ทรมานอย่างแสน
สาหัส ส่วนตัวเขาได้รับการปั้องกันจากเสื้อคลุมมังกร
ทองคำศักดิ์สิทธิ์ ฉะนั้นเขาจึงไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ
“เอาล่ะ พอได้แล้ว! พวกเรายอมรับว่ามังกรปีศาจเท
วะพิสุทธิ์เป็นฝั่ายพ่ายแพ้!”
ผู้อาวุโสทั้งเจ็ดที่เฝั้ามองอยู่ด้านนอก กล่าวยอมรับว่า
ตนเองพ่ายแพ้แทนมังกรปีศาจเทวะพิสุทธิ์
นั่นเพราะพวกเขามีสิทธิมีเสียงด้วยเช่นกัน
ซึ่ง อู่ อวี้ ก็กำลังรอคำนี้อยู่เช่นกัน ดังนั้นเมื่อเหล่าผู้
อาวุโสยอมรับความพ่ายแพ้ เขาจึงรีบออกจากค่าย
กลเล็กเก้ามังกรสวรรค์เร้นลับสกัดเซียนทันที แล้ว
เขาก็มาปรากฏการณ์อยู่ข้าง ๆ ลั่วผิน เขาถอดเสื้อ
คลุมมังกรทองคำศักดิ์สิทธิ์ออกเปลี่ยนร่างคืนสู่ร่าง
มนุษย์ โดยไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ
เมื่อเสาสวรรค์ชมพูทวีปถูกนำออกไป ประตูสวดส่ง
อเวจีหมื่นชั้นก็ถูกปิดลงเช่นกัน ยามนี้ร่างของมังกร
ปีศาจเทวะพิสุทธิ์ถูกปกคลุมไปโลหิต เต็มไปด้วย
ร่องรอยบาดแผลเหวอะหวะจำนวนนับไม่ถ้วนอันเกิด
จากอสูรกายจากนรก สภาพของมันดูเหมือนจะตาย
แหล่ไม่ตายแหล่ หลังจากพลังอิทธิฤทธิ์ถูกยกเลิก
สนามการต่อสู้ก็เริ่มกลับคืนสู่สภาพเดิม ถึงกระนั้น
พื้นที่บางส่วนก็ยังมีร่องรอยของการเผาไหม้ เกรงว่า
คงต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะฟืนตัว ดังนั้นลั่ว
ผินจึงยังไม่ยกเลิกค่ายกล แต่พาร่างของมังกรปีศาจ
เทวะพิสุทธิ์ออกมาแทน
ในอนาคตสถานที่แห่งนี้จะเป็นพื้นที่ต้องห้ามในวัง
มังกรสี่สมุทร นางคงต้องรอให้พื้นที่แห่งนี้กลับคืนสู่
ปกติก่อนถึงจะถอนค่ายกลดังกล่าวออก มิฉะนั้นหาก
มังกรคนใดเข้าไปใกล้อาจจะเป็นอันตรายได้
ซึ่งนับว่ายังโชคดีที่ขอบเขตวงเวทย์ดังกล่าว ไม่กิน
พื้นที่ของวังมังกรสี่สมุทรมากนัก
ตราบใดที่มันยังคงอยู่ผู้คนจะจดจำเทศกาลโคมไฟ
มังกรในวันนี้ได้อย่างขึ้นใจ วันที่หลงจวินพ่ายแพ้
ให้แก่จักรพรรดิอวี้
หลังจากมังกรปีศาจเทวะพิสุทธิ์ออกมา มันก็จ้องมอง
ไปที่ อู่ อวี้ ด้วยท่าทีอันแสนเฉยเมย แต่ภายในใจของ
มันกลับเต็มไปด้วยความปวดร้าวใจแฝงอยู่ มันไม่ได้
เอื้อนเอ่ยวาจาได้เพียงแต่หันหลังกลับมาจากไปทันที
มันมิได้กลับไปที่วังของตนเอง แต่จะมุ่งออกไปเบื้อง
นอก มันเป็นอีกผู้หนึ่งที่สามารถเปิดค่ายกลเก้ามังกร
สวรรค์เร้นลับสกัดเซียนได้ แล้วเวลานี้ดูเหมือนว่ามัน
ต้องการออกจากวังมังกรสี่สมุทร
“เจ้าจะไปไหน?” ลั่วผินถาม
” ข้าว่าจะออกผ่อนคลายเสียหน่อย มั่นใจได้อีกสิบวัน
ข้าจะกลับมา”
นางไม่ได้รั้งเขาไว้เพียงแต่นางหันไปพูดกับ อู่ อวี้ ”
เขาดูแลข้ามาตั้งแต่ยังเยาว์ อย่าเป็นศัตรูกับเขามาก
เกินไป เดี๋ยวพอเขาคิดได้เขาจะกลับมาเอง ”
หลังจากนั้นมังกรปีศาจเทวะพิสุทธิ์ก็ทะยานจากไป
อย่างรวดเร็ว
ผู้เฒ่าทั้งเจ็ดต่างมองหน้ากันแล้วตีเนียนกล่าวว่า
” จักรพรรดิอวี้ฝีมือล้ำเลิศยิ่งนัก พวกเราขอชื่นชม
จากใจจริง ”
” อย่างไรก็ตามหลังจากงานเทศกาลโคมไฟมังกรจบ
สิ้นลง พวกเราคิดว่าจักรพรรดิอวี้ควรจะไป เจ้ามังกร
ของพวกเราจะต้องเผชิญกับมหาภัยพิบัติแห่งเซียน
ซึ่งท่านอาจจะส่งผลกระทบต่อจิตใจของนางได้ ”
คำพูดดังกล่าวเป็นการสร้างแรงกดดันให้แก่ อู่ อวี้
หลังจากสิ้นประโยคนี้อาวุโสทั้ง 7 ก็หันหลังจากไป
อันที่จริงการต่อสู้ครั้งนี้พวกมันต้องการสั่งสอน อู่ อวี้
ให้เข็ดหลาบ ทว่ากลับทำไม่สำเร็จ
กลายเป็นว่าพวกมันเป็นเพียงแค่หินรองเท้าให้ อู่ อวี้
เหยียบย่ำข้ามไปเท่านั้น โดยทั่วไปถือว่าลั่วผินได้ส่ง
เขาถึงฝังแล้ว
หลังจากเหล่าผู้อาวุโสจากไป เหล่ามังกรน้อยก็ยัง
จ้องมองไปที่ อู่ อวี้ กับลั่วผิน อย่างเงียบกริบดุจ
จักจั่นในฤดูเหมันต์
แม้ว่าเทศกาลโคมไฟมังกรจะยังไม่สิ้นสุด ทว่า
บรรยากาศกับจืดชืดลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่คึกคักมี
ชีวิตชีวาเช่นดั่งก่อนการต่อสู้ ทุกคนบังเกิดความ
หวาดกลัวอยู่ในใจเมื่อเห็นการต่อสู้ดังกล่าว
โดยเฉพาะ อู่ อวี้ พวกมันต่างรู้สึกกริ่งเกรงครั่นคร้าม
ในตัวเขามาก มันรู้ว่าฝีมือของ อู่ อวี้ เป็นของจริง
“ นี่ก็ดึกมากแล้วทุกคนควรกลับไปพักผ่อน แล้ว
พรุ่งนี้ก็ได้ตื่นเร็ว ๆ มาจัดงานกันต่อ ” หลังจากลั่ว
ผินสั่งการนางก็ดึง อู่ อวี้ ออกจากสถานที่ดังกล่าว
“เขาจะกลับไปที่วังเจ้ามังกรอีกเช่นนั้นหรือ?”
“มันก็แหงอยู่แล้วล่ะ! ทิศทางที่คนทั้ง 2 มุ่งไปก็เป็น
ทิศทางของวังเจ้ามังกร ดูนั่นสิ…จับมือกันด้วยช่าง
หวานแหววเหลือเกิน!”
“พวกเขาจะไปทำอะไรกันที่นั่น?” มังกรน้อยหนาม
โลหิตไต่ถาม
“ไปหามารดาเจ้ามั้ง อย่าไปยุ่งมันไม่ใช่เรื่องของเจ้า!”
เถาเอ๋อตอบอย่างเขินอาย ด้วยหน้าตาหูเหอของนาง
แดงก่ำไปหมด
” นั่นสิ… เราไปเล่นต่อกันเถอะ พวกผู้ใหญ่มีความ
ซับซ้อนมากเกินไป เด็กๆอย่างพวกเราไม่รู้เรื่องรู้ราว
กับเขาหรอก เราไปเล่นกันดีกว่า! ”
“ตกลง เย้เย้!”
” ว่าแต่ให้พูดก็พูดเถอะนะ จักรพรรดิอวี้เผ่าพันธุ์
มนุษย์ช่างเก่งกาจเสียจริง ๆ สมแล้วที่เป็นโอรสของ
เทพเซียน โชคดีที่เผ่าพันธุ์อื่นไม่ได้ฝีมือร้ายกาจถึง
เพียงนี้ เพราะเหตุนี้สัตว์สวรรค์อย่างพวกเรา จึงมี
สายโลหิตที่ทรงคุณค่ามากที่สุด! ”
” กล่าวตามตรง ข้าเองก็อยากไปเผชิญโลกภายนอก
วังมังกรสี่สมุทรนั้นมีขนาดเล็กเกินไป ถ้าได้รับ
อนุญาตเมื่อไหร่ข้าจะออกไปทันที ”
” แต่ท่านปูั่บอกว่าพวกเรายังเด็กเกินไป ถ้าออกไป
ข้างนอกชีวิตจะตกอยู่ในอันตราย การสูญเสียนั้น
ใหญ่กว่ามากนัก ท่านบอกว่าภารกิจของพวกเราคือ
การปัมทายาทมีเพิ่มมากขึ้น? ว่าแต่ภารกิจปัมทายาท
นี่มันคืออันใด? ฟังดูแล้วไม่น่าสนุกเลย ”
พวกเด็ก ๆ พูดคุยกันเสียงเจื้อยแจ้วสดใสเสมอ
ณ วังเจ้ามังกรยามนี้ลั่วผินแนบชิดอิงกายอยู่กับ อู่
อวี้ ท่ามกลางความมืดมิดราตรี
” ตอนข้าอยู่ทวีปแห่งทวยเทพ ข้าคิดว่าเจ้าคงมีมรดก
ล้ำค่าถึงได้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วนัก แต่ข้าไม่เคยคิด
ว่าวันหนึ่งฝีมือของเจ้าจะเท่าเทียมกับข้าได้อย่าง
รวดเร็วเช่นนี้จริง ๆ หลังจากนี้ต่อไปข้าคงไม่อาจ
เทียบเคียงเจ้าได้ ” ลั่วผินเหม่อมองขึ้นไปบนท้องฟั้า
ด้วยความงุนงงสงสัย
อู่ อวี้ ยิ้มแล้วพูดว่า ” อย่าได้คิดมากเกินไป ต่อไปใน
ภายภาคหน้าเราจะเติบโตก้าวหน้าไปด้วยกัน ”
“เจ้าจะกลับแล้วใช่หรือไม่?” ลั่วผินที่กำลังเอนกายซบ
แนบลงบนหน้าอกของเขา แหงนหน้ามองอย่างเฝั้า
รอคำตอบ
อู่ อวี้ กัดฟันตอบกลับไปว่า “ถึงเวลาไปแล้ว”
” เป็นเพราะพวกนั้นกดดัน ไม่อยากให้ท่านมารบกวน
ข้าใช่หรือไม่?”
” มันก็ไม่ใช่ทั้งหมด ความจริงมันก็ถึงเวลาที่ข้าต้องไป
แล้ว แม้ในใจของข้ายังอยากจะอยู่ต่ออีกสักเล็กน้อย
แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่เราจะได้อยู่ด้วยกัน ครั้งนี้ข้า
ได้มาพบกับเจ้าก็ถือว่าพอใจมากแล้ว ต่อไปพวกเรา
…จะต่อสู้เพื่อความฝันของกันและกัน”
อู่ อวี้ ลูบไหล่นางแล้วยิ้ม
” ไม่เห็นจะต้องพูดเป็นทางการขนาดนี้เลย? ข้าเข้าใจ
ทุกอย่างที่เจ้าพูด แต่ก็ยังไม่อยากให้เจ้าไปก็เท่านั้น ”
สายตาของนางเต็มไปด้วยความถวิลหา
อู่ อวี้ กอดนางแน่น โดยไม่เอื้อนเอ่ยอันใดต่างเข้าใจ
กันและกัน
” ช่างมันเถอะ… ข้าไม่อยากเหนี่ยวรั้งเจ้ามากเกินไป
ไม่เช่นนั้นเดี๋ยวเจ้าจะหวงแหนข้า เร็วเข้ารีบไปเถอะ
จะได้คะนึงหาข้ามากยิ่งขึ้น ” ลั่วผินแสดงท่าทาง
ซุกซน
“เจ้าเรียนรู้วิธีเช่นนี้มาจากที่ไหน?” เมื่อเห็นท่าทาง
ของนาง อู่ อวี้ ก็ถึงกับสำลักหัวเราะ
” ทำไมเล่าพ่อหนุ่มน้อยของข้า ข้าก็กำลังเพิ่มสีสัน
ให้กับชีวิตเจ้าไง หรือเจ้ากลัวว่าจะทนไม่ไหว รีบไป
เถอะ”
“ข้าอยากจะอยู่ที่นี่ต่ออีกสักหน่อย”
“ไม่ได้”
อู่ อวี้ จ้องมองนาง
” ข้าคิดว่ากว่าเราจะได้พบกันอีกครั้ง คงจะไปเจอกัน
ที่วังสวรรค์ เมื่อถึงเวลานั้นต่อให้เทพเซียนนับหมื่น
พันมาเกี้ยวพาข้า ข้าจะไม่แต่งงานกับผู้ใดนอกจาก
เจ้า ” น้ำเสียงของนางจริงจังอย่างมาก
” ตกลง วังสวรรค์ก็วังสวรรค์ ลาก่อนยอดรัก”
อู่ อวี้ ยืนขึ้น
ในตอนแรกนางคิดว่าจะให้เขาอยู่ต่ออีกสักวัน แต่ดู
เหมือนว่า อู่ อวี้ ตัดสินใจออกเดินทางตอนเช้า แต่
แล้วนางก็เปลี่ยนใจแล้วบอกให้ อู่ อวี้ ไปตอนนี้เลย
สำหรับนางแล้วนี่คือการตัดสินใจทีเด็ดขาดเป็นอย่าง
มาก นางเลือกที่จะหักห้ามใจตนเอง เพราะคิดว่าวิธี
นี้จะทำให้คิดถึงกันมากขึ้น หลังจากนั้นพวกเขาทั้ง
สองก็เข้าหากันอีกครั้ง ยิ่งไม่เด็ดขาดเท่าไหร่
ความคิดถึงคะนึงหาก็จะน้อยตามไปด้วย
อันที่จริงการตัดสินใจดังกล่าวหาได้มีประโยชน์อันใด
ต่อให้พวกเขาตัดสินใจแยกจากอย่างเด็ดขาด แต่ก็
ไม่ได้ทำให้ต่างฝั่ายต่างคิดถึงกันน้อยลงเลย
อู่ อวี้ เองก็ไม่ต้องการให้นางคิดถึงเขามากเกินไป
ถึงแม้เขาจะไม่เต็มใจที่จะจากนางแต่ก็ไร้ซึ่งทางเลือก
อื่น อีกทั้งนี่คือความประสงค์ของนาง เขาค่อย ๆ
ก้าวไปทีละก้าว หลังจากที่เขาเดินทางออกมาจนถึง
บริเวณค่ายกลเก้ามังกรสวรรค์เร้นลับสกัดเซียน เขา
ก็หันศีรษะกลับมามองนานนับสิบ ๆ ครั้ง และทุก
ครั้งนางยังคงยืนส่งเขาอยู่ตรงนั้นพร้อมกับรอยยิ้มอัน
แสนงดงาม
“ ล่าก่อน” ลั่วผินโบกมือลาให้แก่เขา
การพรากจากกันอย่างไม่เต็มใจเช่น ทำให้หัวใจของ
พวกเขาขมขื่นอย่างบอกไม่ถูก แม้เขาจะเป็นชายอก
สามศอกขณะที่เขาจะต้องลาจากนางไปจริง ๆ หัวใจ
ยังเจ็บแปล๊บจนสุดจะทานทน
เวลาที่เขาอยู่ด้วยกันช่างสั้นนัก
นางยืนส่องเขาจนลับสายตา นางมองลึกเข้าไปใน
จิตใจของตนเอง ยามนี้นางยืนอยู่บนแท่นสูงภายใต้
แสงจันทราอันเหลืองอร่ามชุดกระโปรงยาวแลผมสี
เงินของนาง ปลิดปลิวพริ้วไสวตามกระแสสายลม
ความงดงามนี้เฉกเช่นดั่งเทพธิดานางสวรรค์
ท่ามกลางยามราตรีอันมืดมิด
“ ข้าไม่รู้ว่าวิญญาณจะแตกสลายหรือไม่ ไม่รู้ว่าจะ
ทำตามความฝันได้หรือเปล่า คงมีแต่ดวงจันทราสุด
ขอบฟั้าเท่านั้นที่จะรู้ ”
อู่ อวี้ หันหลังกลับมา เมื่อนางได้ยินเสียงของนาง
นี่คือรอยยิ้มแห่งความทรงจำเป็นครั้งสุดท้าย
ฉับพลันค่ายกลเบื้องหน้า อู่ อวี้ ก็ถูกเปิดออก เขากัด
ฟันกรอดเพราะรู้ว่าถึงเวลาที่จะต้องจากนางไปจริง ๆ
พยายามสะกดข่มจิตใจให้เยือกเย็นลง จากนั้นก็สูด
หายใจเฮือกสุดท้ายแล้วพุ่งทะยานออกจากค่ายกลไป
อย่างรวดเร็ว เขามองย้อนกลับมา แลเห็นหน้านาง
ผ่านกระแสน้ำวนที่กำลังหดตัวลงเรื่อย ๆ แต่เสียดาย
เวลาช่างแสนสั้นนัก เมื่อกระแสน้ำวนหดตัวลงอย่าง
สมบูรณ์ อู่ อวี้ ก็ไม่สามารถมองเห็นนางได้อีก
เขายืนอยู่ด้านนอกค่ายกลวังมังกรสี่สมุทรเป็น
เวลานาน
” เจ้าหนุ่มน้อย รีบ ๆ ไปเสียเถอะเถิด อย่าได้อาลัย
อาวรณ์อีกเลย ต่อจากนี้เจ้าต้องสู้!! และสู้เท่านั้น!!!
ไม่เช่นนั้นแล้วโฉมสะคราญจะโบยบินไปจากเจ้า หาก
เจ้าเป็นได้แค่ไอ้ขยะที่ไม่สามารถมีชีวิตรอดต่อไปได้
สตรีหน้าไหนจะยอมทิ้งชีวิตมาตายกับเจ้า!”
หมิงซวงพยายามช่วยเตือนสติเขา หลังจากเห็น
บรรยากาศอันแสนเศร้าหมอง ทำให้นางคิดว่าควร
พูดอะไรบางอย่าง เพื่อเป็นการเรียกสติเขา
“ไปก็ได้ยายปั้าเอ้ย”
เมื่อโดนนางดุทำให้เขารู้สึกสบายใจขึ้นมาก แล้วก็
สามารถตัดใจออกจากหน้าประตูทางเข้าวังมังกรสี่
สมุทรได้เสียที
“หวังว่าครั้งต่อไปข้าจะได้พบกับนางที่วังสวรรค์”
อู่ อวี้ สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วจากไป
ความโศกเศร้าระหว่างโลกผู้ฝึกตนกับโลกมนุษย์มีอัน
ใดที่แตกต่างกัน?
เฉกเช่นดั่ง…
แว่วเสียงจักจั่นโศกา บนศาลาในราตรีหนาว พิรุณ
แรกหยุดความคะนึง
ฝนพรำทุกบานประตู สายลมหอบรักไปตามนาวา
หยาดน้ำตาไหลร่วงรินร่วงหล่นลงบนฝั่ามือ ไร้ซึ่ง
เสียงสะอื้น
ปล่อยตัวปล่อยใจไปตามสายพิรุณ ม่านหมอกยาม
สนธยาปกคลุมผืนแผ่นฟั้า
รักใคร่ถวิลหาทุกเช้าค่ำ จนถึงวสันต์ยิ่งระทมทุกข์
หลังผ่านราตรีอันเหน็บหนาว จะอยู่ที่ใด? อาจอยู่
ภายใต้ปั่าหลิว ท่ามกลางสายลมในคืนจันทรา
ข้างแรม
ผันผ่านคืนวันหลายแรมปี เป็นทิวาเกษมศรีงดงาม
แม้จะงดงามเพียงไหน แล้วข้าจะรำพึงกับผู้ใด
—————
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ