กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1220: สืบพันธุ
ดังนั้นร่างกลืนสวรรค์จึงไม่ได้อยู่ในสภาวะสมบูรณ์
ภายใต้พรสวรรค์อันล้นเหลือนั้นมีปีศาจหลบซ่อนอยู่
อู่ อวี้ ต้องการใช้ความสามารถนี้ เพื่อนำร่างต้น
กลับมาอีกครั้ง อย่างไรก็ตามร่างกลืนสวรรค์ไม่
สามารถกลืนกินได้อย่างไร้สิ้นสุดโดยไม่มีขีดจำกัด
ก่อนหน้านี้ยังมีร่างต้นคอยควบคุม แต่ยามนี้จิตเทวะ
ของร่างกลืนสวรรค์อยู่เหนือยิ่งกว่าร่างต้นไปหลาย
ขุม ร่างกลืนสวรรค์อยู่ในสถานภาพไม่มั่นคงเท่าไหร่
ถ้าหากเขายังคงเผาผลาญต่อไป บางทีเขาอาจตื่น
ขึ้นมาในสภาวะที่กลืนกินอย่างไม่หยุดยั้ง
อย่างไรก็ตามโอกาสอาจจะมีเพียงครั้งเดียว อู่ อวี้ ไม่
มีเวลาให้ลังเลแล้ว
” ถ้าหากสูญเสียร่างต้นไป นับเป็นการสูญเสียอย่าง
มหาศาล ผู้ใดจะอยากให้คนอื่นใช้ร่างกายและพลัง
อิทธิฤทธิ์ทั้งหมดของตนเอง เพื่อสร้างชื่อเสียงไปทั่ว
ทั้งแดนเซียนวังสวรรค์? ”
อู่ อวี้ ยากที่จะทานทนได้
ถึงแม้ว่าเย่ซีซียังมีความกังวลอยู่เรื่องนี้ แต่ร่างกลืน
สวรรค์ก็ยังเลือกที่จะเดินทางไปยังพิภพดารา เพราะ
ที่นั่นเป็นทางผ่านที่จะไปสู่มหาพิภพทมิฬบรรพกาล
ที่นั่นมีเซียนอมตะอยู่มากมาย
ปัจจุบันร่างทั้งสองของ อู่ อวี้ ยังสามารถ
ติดต่อสื่อสารกันได้รวมทั้งยังสามารถพูดคุยกับหมิ
งซวงได้อยู่
“ กล่าวตามตรงสถานการณ์ในตอนนี้เป็นอะไรที่ยาก
จะยอมรับได้ เจ้าพยายามต่อสู้ดิ้นรนแม้กระทั่งใน
ช่วงเวลาสุดท้าย ถ้าเกิดว่าการตัดสินใจนี้มันล้มเหลว
ไม่เป็นท่า เจ้าก็ต้องยอมรับความผิดพลาดที่อาจจะ
เกิดขึ้นด้วย ท้ายสุดแล้วนี่ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจะ
เปลี่ยนแปลงได้ แค่เจ้ามีชีวิตรอด ก็ดีมากแล้ว ยิ่งไป
กว่านั้นข้าคิดว่าร่างกลืนสวรรค์ก็ไม่เลว ตราบใดที่เจ้า
ยังสามารถควบคุมตัวเองได้ ถ้าหากร่างกลืนสวรรค์มี
พลังเพิ่มมากขึ้น แข็งแกร่งขึ้น โอกาสจะแก้แค้น เพื่อ
ไปพบกับลั่วผินอีกครั้ง ” หมิงซวงมิได้พูดจาไร้แก่น
สารเหมือนยามปกติ นางพูดกับเขาด้วยน้ำเสียง
จริงจัง แต่ในน้ำเสียงจริงจังนั้นมันแฝงไปด้วยความ
เจ็บปวดและข่มขืนอย่างสุดแสน
ความฝันที่จะฟืนคืนชีพล้มเหลวไม่เป็นท่า
เมื่อจักรพรรดิโบราณเหยียนหวงประสบความสำเร็จ
อู่ อวี้ ก็จะตัดขาดการติดต่อกับนางตลอดไป
” บางทีถ้าจักรพรรดิโบราณประสบความสำเร็จ มัน
อาจจะฟืนคืนชีพให้เจ้าก็ได้ … ”
” ไยเจ้าถึงกล่าวเช่นนี้ คนอย่างข้าไม่ยอมรับความ
ช่วยเหลือจากศัตรูของเจ้า อู่ อวี้ เราเป็นสหายกัน
เฉกเช่นดั่งญาติสนิทที่อยู่กันมานานหลายปี เจ้าก็คิด
เช่นนั้นใช่หรือไม่? ” หมิงซวงกล่าวขณะที่น้ำตาไหล
ริน
” ข้าก็คิดเช่นนั้น… ” อู่ อวี้ รู้สึกเศร้าใจจริงๆ
หมิงซวงยิ้มแล้วพูดว่า ” ก็ใช่น่ะสิ… ไม่ว่าจะเกิดอะไร
ขึ้นถ้าหากยังมีชีวิตอยู่ก็ยังมีความหวัง โลกนี้ช่างกว้าง
ใหญ่ไพศาลยิ่งนัก ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ ข้าเชื่อมั่นใน
ตัวเจ้า! ไม่ว่าจะตัดสินใจอะไร จงลงมือทำได้เลย!”
อันที่จริงความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งสองไม่
จำเป็นต้องกล่าวสิ่งใดก็ทราบใจกัน อู่ อวี้ รู้จักนางดี
นางเองก็รู้จักเขาดีเช่นกัน บางทีอาจจะรู้จักเขาดีกว่า
ลั่วผินซะอีก ต่างเพียงแค่ว่าเขาไม่เห็นนาง ไม่
สามารถจับต้องนางได้ อันที่จริงหลังจากอยู่ด้วยกัน
มานานหลายปี เขาก็รู้สึกว่านางเป็นญาติสนิทมิตร
สหายคนหนึ่งไปแล้ว
ไม่ใช่พี่สาวหรือน้องสาว ทั้งยังไม่นับเป็นคนรัก อู่ อวี้
ไม่ทราบว่าพวกเขามีสถานะความสัมพันธ์เป็นเช่นใด
อย่างไรก็ตามพวกเขามีสัมพันธ์ของมิตรภาพอันแน่น
แฟั้นที่ไม่อาจแยกจากกันได้ ถึงแม้เขากับนางจะ
ทะเลาะกันบ่อยครั้ง แต่เมื่อถึงเวลาที่อาจจะต้อง
พรากจากกันจริงๆ เขาก็รู้สึกเป็นห่วงไม่สบายใจ
แต่ยังโชคดีพวกเขายังมีความหวังให้มาพบกันอีกครั้ง
ร่างกลืนสวรรค์เปิดประตูสู่พิภพดารา โดยบอกให้
หนานซานหวางเยว่และคนอื่นๆ รอคอยอยู่ที่นี่ก่อน
เมื่อเขาเข้าสู่พิภพดาราที่นี่ก็ยังเป็นดินแดนที่สงบสุข
เช่นดังเดิม ทั้งดวงจันทร์และดวงดาราที่ประดับ
ประดาอยู่บนท้องนภา มันช่างงดงามเป็นอย่างยิ่ง แต่
สำหรับร่างกลืนสวรรค์สิ่งที่เขาต้องการมีเพียงเลือก
เนื้อแลโลหิตสดๆ เท่านั้น ความงดงามที่กล่าวมาหา
ได้มีความหมายต่อเขาแต่อย่างไร
ปัจจุบันเขาสามารถตรวจสอบสิ่งมีชีวิตได้เพียงแค่
การสูดดม เมื่อเขาสูดดมแล้วสัมผัสได้ว่าที่นี่มี
สิ่งมีชีวิตมากมาย สัญชาตญาณของอสูรร้ายก็ยิ่ง
ตื่นตัว เสมือนดั่งสัตว์ร้ายที่ได้กลิ่นโลหิต ด้วยเพราะ
ที่นี่มีคนแข็งแกร่งอยู่มากมาย ซึ่งถ้าเขาได้กลืนกินเขา
จะต้องแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน หลังจากนั้น
ร่างกลืนสวรรค์ก็ล็อคตำแหน่งไปที่สำนักกระบี่เทิด
จันทรา
นี่เป็นครั้งแรกที่เขามองภูมิทัศน์ของโลกอื่นผ่านร่าง
กลืนสวรรค์เพียงอย่างเดียว
ถึงแม้ร่างต้นกับร่างกลืนสวรรค์จะแตกต่างกัน แต่ก็มี
สิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน วิถีทางแลเจตน์จำนงของฉีเทียน
ต้าเซิ่นอาจจะขัดแย้งกับสวรรค์ เขาจึงถูกทำลาย
ส่วนร่างกลืนสวรรค์ที่มีความสามารถในการกลืนกิน
เผาผลาญ หากสวรรค์รู้เข้าเขาก็คงจะถูกทำลายโดย
สมบูรณ์
ด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ คือหนึ่งเป็นตัวแสบที่สร้าง
ความโกลาหลไปทั่วทุกแห่ง ส่วนอีกหนึ่งกลืนกิน ทั้ง
สองแตกต่างกัน แต่ดูเหมือนว่าร่างกลืนสวรรค์จะอยู่
เหนือความเล็กน้อย
ร่างกลืนสวรรค์มีผิวพรรณและเส้นผมเป็นสีขาว
บริสุทธิ์ มีดวงเนตรสีแดงโลหิต เมื่อกำลังทะยานอยู่
ในอากาศเส้นผมสีขาวบริสุทธิ์ของเขากำลังพลิดพริ้ว
ไปตามกระแสสายลมยามราตรี เขาสวมใส่อาภรณ์
เป็นชุดคลุมสีดำธรรมดา กลิ่นอายที่แผ่ออกมาช่างดู
แปลกประหลาดเสมือนดั่งภูตผีปีศาจก็ไม่ปาน
อารมณ์ความรู้สึกของเขาเต็มไปด้วยความรุนแรงดุ
รัก เริ่มเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาทั้งสองมี
รูปลักษณ์ที่ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
แต่ทั้งคู่ล้วนเป็นตัวตนระนาบบนสุด
ณ เวลานี้เขาได้มาถึงสำนักกระบี่เทิดจันทรา
เวลานี้ อู่ อวี้ ทะยานอยู่เหนือหุบเขาหิมะจันทรา ซึ่ง
หุบเขาหิมะจันทรามีวงเวทย์ปกคลุมห้อมล้อมอยู่
ยามนี้เขาสูญเสียเมฆาตลบฟั้าไปแล้ว ซึ่งถ้าหากมีมัน
อยู่คงเป็นเรื่องง่ายที่จะเข้าไป แต่ปัจจุบันเขาไม่อาจ
ทำเช่นนั้นได้ ถึงกระนั้นเขาก็ยังมีพลังของเทพปีศาจ
ทั้งสองอยู่ ซึ่งมันก็มากเพียงพอที่จะทำลายค่ายกลนี้
“ผู้ใด!” เมื่อค่ายกลถูกทำลาย เสียงตะโกนก็ดังขึ้นมา
จากภายใน เย่วหลิงอี๋ในชุดคลุมกระบี่ยาวสีชมพู
เหยียบกระบี่บินทะยานออกมา ทว่าเมื่อนางแลเห็น
อู่ อวี้ นางก็รู้สึกหวาดกลัวจนต้องกลืนคำพูดดุร้าย
กลับไป นางกล่าวขึ้น “เหตุใดเจ้าถึงมาที่นี่อีก อย่า
บอกนะว่ามีเหตุผลเช่นเดียวกับครั้งที่แล้ว?”
“บอกให้พี่สาวของเจ้าออกมา” อู่ อวี้ กล่าว
อันที่จริงแล้ว หลังจากค่ายกลถูกทำลายเย่วหลิงเซ
วียนกับห้าอาวุโสจันทรา ก็รีบทะยานออกมาเบื้อง
นอกอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยคิดว่าเป็นศัตรู ไม่เพียง
เท่านั้นนางยังชัก ‘กระบี่เทพจันทราเหยาเย่ว’
เตรียมพร้อมเอาไว้ล่วงหน้าเผื่อมีการปะทะห้ำหั่นต่อ
ศัตรูผู้บุกรุก ซึ่งในคราแรกเมื่อนางแลเห็นบุรุษชายผู้
มีเรือนผมสีขาวยืนอยู่เบื้องหน้าเย่วหลิงอี๋ นางตื่น
ตระหนกจนแทบวิญญาณหลุดลอยออกจากร่าง ด้วย
เพราะกลัวว่าน้องสาวของตนเองจะเป็นอันใดไป
“เย่วหลิงเซวียน พาข้าไปยังมหาพิภพทมิฬบรรพ
กาล” อู่ อวี้ ผู้มีเรือนผมสีขาวดวงเนตรสีโลหิตจับจ้อง
ไปยังนาง
เมื่อเห็นว่านั่นคือ อู่ อวี้ เย่วหลิงเซวียนก็คลายความ
ระมัดระวังลง นางมิได้หวาดกลัวเขา แต่กลับรู้สึก
โกรธเคืองเล็กน้อย จึงแสร้งพูดขึ้นว่า ” เจ้าหยอกล้อ
ข้าเล่นหรือไร? ครั้งล่าสุดที่ข้าเปิดประตูเคลื่อนย้าย
ให้เจ้า เจ้าก็เป็นฝั่ายเลือกไม่ไปเองมิใช่หรือ แล้ว
ตอนนี้กลับมาขอให้ข้าเปิดประตูอีกครั้งเนี่ยนะ?”
ด้วยเพราะตนคอยเย่วหลิงอี๋อยู่ นางจึงรู้สึกมั่นใจอยู่
ไม่น้อย นอกจากนี้ อู่ อวี้ ยังถูกห้าอาวุโสจันทราปิด
ล้อมเอาไว้แล้ว
การกระทำของ อู่ อวี้ ทำให้นางรู้สึกอัปยศอย่างสุด
แสน ดังนั้นในครานี้นางจึงตั้งใจสะกดข่ม อู่ อวี้ อีก
ครั้ง ท้ายสุดแล้วเขาไม่มีตัวประกันอยู่ในมือ
“ข้าบอกแล้ว… ว่าต้องการไปยังมหาพิภพทมิฬบรรพ
กาล!” ขณะที่ อู่ อวี้ กล่าว เขาก็เหยียดมือออกไป
พลันบังเกิดเป็นแรงดึงดูดมหาศาล เพียงชั่วพริบตา
เย่วหลิงเซวียน ก็ถูก อู่ อวี้ คว้าคอไว้ ด้วยแรงบีบ
อย่างรุนแรงทำให้นางขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวร่างกาย
ได้อย่างยากลำบาก อีกทั้งร่างของนางอยู่ใกล้เคียงกับ
อู่ อวี้ เป็นอย่างยิ่ง และในชั่วเสี้ยวอึดใจนั้นเอง ทำให้
เย่วหลิงเซวียนตระหนักได้เป็นครั้งแรกว่า ความ
หวาดกลัวว่าจะตกตายแท้จริงแล้วเป็นเช่นใด บางที
นางอาจเพิ่งคิดได้ว่า อู่ อวี้ ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าของนาง
ยามนี้ มิใช่คนเดียวกับครั้งที่แล้ว
“ปล่อยเจ้าสำนักเดี๋ยวนี้!” ห้าอาวุโสจันทราไม่ทราบ
ว่าเกิดอันใดขึ้น แต่เมื่อเห็นเจ้าสำนักตกอยู่ภายใต้
การควบคุมของฝั่ายตรงข้าม ปฏิกิริยาแรกที่พวกมัน
ตอบสนอง คือการลงมือโจมตี
“โฮกกกก!!!”
อู่ อวี้ คำราม ทันใดนั้นพลังอิทธิฤทธิ์ของ ‘มังกร
คราม’ ก็ถูกปลดปล่อยออกไปทันที เพียงชั่วพริบตา
ร่างของห้าอาวุโสจันทราก็ถูกแรงอัดกระแทกจนปลิว
กระเด็นออกไปไกลกว่า 3,000 ลี้ คาดว่ากว่าพวกมัน
จะตั้งตัวได้ แล้วบินทะยานกลับมาจากระยะทางกว่า
3,000 ลี้ เขาคงต้องใช้เวลาอีกพอสมควรเลยทีเดียว
“ปล่อยพี่สาวข้าเดี๋ยวนี้นะ!” ถึงแม้เย่วหลิงอี๋จะ
หวาดกลัว แต่เมื่อเห็นพี่สาวของตนกำลังจะถูก
สังหาร นางก็รีบพุ่งทะยานเข้าหาเขาในทันที แต่ก็ถูก
อู่ อวี้ ใช้มืออีกข้างจับเอาไว้
ตอนนี้สองพี่น้องโฉมสะคราญตกอยู่ภายใต้เงื้อมมือ
ของเขาแล้ว ชีวิตและความตายอยู่ภายใต้การควบคุม
ของ อู่ อวี้ สามารถแลเห็นได้ว่า สีหน้าของพวกนาง
ซีดเซียว ร่างกายสั่นเทา จับจ้องมายังเขาด้วยความ
หวาดกลัว แล้วในช่วงเวลานี้ อู่ อวี้ ก็รู้สึกเบิกบานใจ
เป็นอย่างยิ่ง ท้องของเขาร้องคำรามขึ้นด้วยความหิว
โหยอย่างสุดแสน เมื่อมองไปยังดวงตาคู่งามของสตรี
ทั้งสอง เขาก็รู้สึกว่าพวกนางเป็นเสมือนดั่งขนมชนิด
หนึ่ง ซึ่งประณีตวิจิตรบรรจงเป็นอย่างยิ่ง มันอาจ
ช่วยเติมเต็มความอิ่มท้องให้กับเขาได้ชั่วครู่ ซึ่งมันคง
สร้างความพึงพอใจให้เขาได้ไม่น้อย
“ไม่!” อู่ อวี้ รีบกัดฟันเตือนตนเองอย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้นเหงื่อเย็นเหยียบก็อาบไหลไปทั่วร่างของ อู่
อวี้
นี่มันอันตรายแค่ไหนกัน สัญชาตญาณทำให้เขา
ปรารถนาจะกลืนกินใครสักคนเมื่อพบหน้าคน
เหล่านั้น?
สองพี่น้องรู้สึกหวาดกลัว จนน้ำตารินไหลเป็นสาย
เมื่อโฉมสะคราญทั้งสองต้องตกอยู่ในสภาพน่าเวทนา
เช่นนี้ หากผู้ใดแลเห็นคงรู้สึกเจ็บปวดใจเป็นอย่างยิ่ง
แต่เขากลับเห็นพวกนางเป็นอาหาร ไม่เท่ากับว่าเขา
ไร้ความรู้สึกไปแล้วหรือไร?
เขารีบปล่อยพวกนางอย่างรวดเร็วแล้วกล่าวว่า ” ขอ
อภัยด้วย มีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้ข้ายากจะ
ควบคุมตนเองได้ ยิ่งปล่อยให้ข้าไปยังมหาพิภพทมิฬ
บรรพกาลเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งดีกับพวกเจ้าเท่านั้น หาก
ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปมากกว่านี้ ข้าอาจควบคุม
ตนเองมิได้ แล้วสังหารพวกเจ้าทิ้งทั้งหมด ”
” เจ้าถอยไปซะ ข้าจะพาเขาไปเอง ” ในฐานะเจ้า
สำนัก เย่วหลิงเซวียนจึงฟืนคืนสติกลับมาอย่าง
รวดเร็ว บางทีนางอาจจะเข้าใจในสิ่งที่ อู่ อวี้ กล่าว
และตระหนักถึงสภาวะที่ไม่อาจคาดเดาอารมณ์ของ
เขาได้
สิ่งแรกที่นางคิดได้ในเวลานี้ คือบอกให้น้องสาวของ
ตนเองถอยไปก่อน ความรักที่มีต่อน้องสาวที่สะท้อน
ออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกชื่นชม
นางอยู่ไม่น้อย หากเย่วหลิงอี๋ยังไม่หลบหนีไปตอนนี้
นางอาจถูกเขาสังหารก็เป็นได้
” มะ… ไม่… ”
ด้วยความหวาดกลัวเย่วหลิงอี๋จึงกล่าวอย่างติดขัดไม่
เป็นศัพท์
เย่วหลิงเซวียนไร้ซึ่งทางเลือก นางรีบลงมืออย่าง
รวดเร็ว จากนั้นก็เปิดค่ายกลเพื่อไปยังประตู
เคลื่อนย้ายอีกครั้ง จากนั้นก็ก้าวนำเข้าไปด้านใน โดย
หันมาเรียก อู่ อวี้ ให้ตามนางมา
นางทราบดีว่าการพูดคุยให้น้อย แล้วรีบส่ง อู่ อวี้
ออกไปให้เร็วที่สุดคือหนทางแก้ไขปัญหาที่แท้จริง
ยามนี้ อู่ อวี้ น่าสะพรึงกลัวมาก นางไม่ต้องการ
เผชิญหน้ากับเขาอีก ซึ่งเย่วหลิงเซวียนก็ตระหนัก
อย่างแจ่มแจ้งว่า นั่นคือพลังของ ‘เทพเซียน’ อย่าง
แน่นอน
สำหรับนางที่ใกล้จะเผชิญหน้ากับมหาภัยพิบัติแห่ง
เซียน การได้สัมผัสกับพลังของเทพเซียน ถือว่ามี
ความสำคัญกับนางเป็นอย่างมาก
เขาเดินลึกเข้าไปในเส้นทางอันมืดมิด
เย่วหลิงเซวียนเดินนำอยู่ข้างหน้า นางเป็นเสมือนดั่ง
ลูกพีชที่โตเต็มที่ ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยสิ่งล่อลวงใจ
ด้วยเสน่ห์อันล้นเหลือนี้ เด็กสาวแรกรุ่นคงไม่อาจ
เทียบเคียงได้ สายตาของ อู่ อวี้ จับจ้องไปยังสะโพก
ของนางที่กำลังโยกย้ายไปมา แต่เรื่องไม่คาดคิดก็
เกิดขึ้น เพราะขณะที่เขาจับจ้องมองดูสะโพกของนาง
ร่างกายของเราก็รุ่มร้อนขึ้นอย่างไม่อาจหยุดยั้งได้
จนกระทั่งเข้าสู่สภาวะบ้าคลั่ง
ยามนี้เขาบังเกิดแรงกระตุ้น ซึ่งอยู่เหนือยิ่งกว่าความ
หิวโหย โฉมสะคราญเบื้องหน้า ผู้เปียมไปด้วยความ
งดงามอย่างสมบูรณ์ กระตุ้นให้เขาบังเกิดอารมณ์
ตัณหาขึ้น!
เพียงช่วงสั้น ๆ แรงกระตุ้นในการ ‘สืบพันธุ์’ ก็
เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
ทั้งยังแกร่งกล้าอย่างสุดจะทานทน เย่วหลิงเซวียนที่
อยู่เบื้องหน้าดูราวกับมิได้สวมใส่อาภรณ์ใด ๆ ผิวกาย
อันละเอียดอ่อนอยู่ห่างจากเขาเพียงแค่คืบ ส่งผลให้
ความต้องการที่จะสัมผัสมัน กลืนกินเหตุผลของเขา
ไปอย่างสมบูรณ์
ซึ่งอันที่จริงแล้ว ความต้องการ ‘กลืนกิน’ และ
‘สืบพันธุ์’ ถือเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานที่สุดของสัตว์
ร้าย
หรือต่อให้เป็นมนุษย์ปุถุชน ก็มีชีวิตอยู่บนพื้นฐาน
ความต้องการทั้งสองนี้
กินเพื่อมีชีวิตรอด
และสืบพันธุ์ เพื่อผลิตลูกหลานให้ดำรงอยู่ต่อไป
ซึ่งแรงกระตุ้นทั้งสองถือเป็นความต้องการที่ปกติมาก
ที่สุด ต่อให้กลายเป็นเทพเซียน ก็ไม่สามารถกำจัดมัน
ออกไปได้
สำหรับผู้ฝึกตนการดูดซับพลังฟั้าดินจากสวรรค์และ
ปฐพี เทียบเท่ากับการกินอาหารมื้อใหญ่ ส่วนการ
สืบพันธุ์คงไม่ต้องพูดถึง เพราะแม้กระทั่งเทพเซียนก็
ยังมีสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันได้
แต่สำหรับอสูรกลืนสวรรค์แล้ว ดูเหมือนว่าความ
ต้องการนี้จะทวีเพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง
ผิวกายอันขาวเนียนของเย่วหลิงเซวียน และความ
จริงที่ว่านางถือเป็นสตรีผู้งดงามนางหนึ่งเลยทีเดียว
อีกทั้งพวกเขาสองคนยังอยู่ภายในสถานที่เปลี่ยวอัน
มืดมิด ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ บังเกิดเป็นแรงดึงดูดกับ
อู่ อวี้ อย่างรุนแรง
แรงกระตุ้นในการ ‘สืบพันธุ์’ ของ อู่ อวี้ ร่างกลืน
สวรรค์ ถูกกระตุ้นขึ้นโดยโฉมสะคราญเบื้องหน้า
———————
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ